[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาป่าหน้าตาดีตัวหนึ่งซัดเซพเนจรอยู่ทั่วป่าเนเวอร์แลนด์ เจ้าหมาป่าวนเวียนอยู่ที่นี่มาหลายสัปดาห์แล้ว เพียงเพื่อสะสางความแค้นและทำภารกิจให้เสร็จสิ้น
            สาเหตุที่มันต้องอยู่ที่นี่มีอยู่ว่า...
            ก่อนหน้านั้นไม่นาน ณ โรงเรียนกวดวิชาการไล่ล่าแห่งหุบเขาหมาป่าซึ่งผลิตหมาป่าศักยภาพสูงออกสู่เทือกเขาแองเจโล 
            “หลีสาว หาวในห้อง ท่องสายพันธุ์เหยื่อไม่ได้ อะไรกันไมค์ ไหนเจ้าเขียนในใบสมัครว่าความใฝ่ฝันคืออยากสืบทอดความภูมิใจของตระกูลตัวเองไม่ใช่รึ แล้วดูผลการเรียนของเจ้าสิ”
            คนที่บ่นจนเขาหูชาก่อนมาที่นี่คือครูใหญ่ที่โรงเรียน หมาป่าสูงวัยดูน่าเกรงขามตัวนั้นส่งสายตาคมกริบใส่ พลางให้แบบทดสอบพิเศษเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของหมาป่าว่าเขาควรจบหลักสูตรหรือไม่
            “หมาป่าถ้าไร้วินัยก็ต้องมีความสามารถจึงจะอยู่รอดอย่างสันโดษได้ ภารกิจของเจ้าคือล่ากระต่ายน้อยหมวกแพงด้วยความรู้พื้นฐานที่เรียนจากที่นี่”
            พื้นฐานการล่าเหยื่อนั้นไม่ยาก จำสูตรให้ขึ้นใจได้ดังนี้...
            ตะปบ จับกด ฉีกทึ้ง และสุดท้ายคือเขมือบตามสัญชาตญาณ
            เป็นเหตุให้หมาป่าคุณชายอย่างไมค์ ต้องระหกระเหินเดินทางมายังเนเวอร์แลนด์ เพื่อล่ากระต่ายน้อยหมวกแพง ว่ากันว่าหมวกแพงของกระต่ายไม่ใช่สิ่งของที่หากันได้ง่ายๆ หลังจากกินเหยื่ออันโอชะ เขาต้องเอาหมวกของกระต่ายกลับโรงเรียนเพื่อเป็นหลักฐานความสำเร็จของภารกิจนี้
            ป่าเนเวอร์แลนด์เป็นแหล่งที่สามารถตามหากระต่ายน้อยหมวกแพงได้ง่ายที่สุด เพราะพวกกระต่ายต้องเดินทางจากป่าเกิดของมันไปศึกษาวิชามูนวอล์กเกอร์โดยผ่านป่าแห่งนี้
            “กระต่ายน้อยหมวกแพงเป็นกระต่ายที่จับยากสุดๆ น้อยตัวนักที่จะได้ชิมเนื้อนิ่มๆ ของกระต่ายพวกนี้ แต่หมาป่าที่เคยได้ลิ้มลองมาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นสุดยอดของเนื้อกระต่าย”
            หนึ่งในข้อมูลอันน้อยนิดที่เขาจำได้จากการบอกเล่าของหมาป่ารุ่นพี่
            ลักษณะพิเศษของกระต่ายหมวกแพงคือหมวกแก๊ปฮิปฮอปสีแดงติดเพชรแพงหูฉี่ นอกจากนี้ยังถือตะกร้าที่ภายในบรรจุวัตถุปริศนาสำหรับนำไปบูชาเทพเจ้าเท้าไฟ
            ไมค์ยังไม่เคยเห็นกระต่ายดังกล่าวเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่กระต่ายพันธุ์หายากอย่างนั้นเลย แม้แต่กระต่ายป่าทั่วไปเขาก็ยังไม่เคยล่า นั่นเป็นเพราะความเป็นคุณชายเทวดาแห่งตระกูลขุนนางของหมาป่า ทำให้ไมค์ไม่มีความจำเป็นต้องล่าสัตว์เอง เพียงแค่กระดิกนิ้ว สารพัดสเต็กที่มีในเทือกเขาแห่งนี้ก็ถูกประเคนวางอยู่ตรงหน้า แต่เขาเข้าโรงเรียนกวดวิชาหมาป่า เพียงเพราะต้องการปริญญาเพื่อเป็นที่ยอมรับในตระกูลต่อไปในภายภาคหน้าเท่านั้น
            “Bounce! เข้ามาทักกันหน่อยสิครับ ไม่ต้องเขินเลยไม่เอานะ...” เสียงร้องเพลงสดใสแว่วมาจากที่ไม่ไกล
            หมาป่าไมค์รีบกระโจนหลบหลังพุ่มไม้ ซุ่มดูเจ้าของเสียงที่กำลังจะมาถึง
            “Don’t be shy, baby. I’m a nice guy. I just wanna know you. Can we talk for a while…”
            ร่างเล็กๆ ที่กำลังมุ่งหน้ามาไม่ผิดแน่... กระต่ายน้อยหมวกแพง!
            ตัวเล็กๆ หูยาวๆ ขนสีขาวปลอดฟูฟ่องนุ่มนิ่ม ที่สำคัญ... หมวกแก๊ปทรงฮิปฮอปสีแดงติดเพชรบลิงค์ๆ ดูราคาแพง แถมถือตะกร้าคลุมด้วยผ้าสีดำสนิทดูเป็นปริศนาแบบนั้น
            ตะปบ จับกด ฉีกทึ้ง และเขมือบตามสัญชาตญาณ... ไมค์ทวนความรู้ที่เรียนมาอยู่ในใจ ก่อนจะพุ่งออกไปขวางทางเจ้ากระต่ายที่มีชะตากรรมหน้าสงสารนั้น
            “ย้าก!”
            “แว้ก!”
            เพียงเสี้ยววินาที เจ้ากระต่ายขาวก็ขดกายอยู่ใต้อุ้งเท้าของหมาป่า
            “อย่าทำอะไรผมเลยนะ ฮือๆๆ” กระต่ายน้อยตัวสั่นระริก ฟูมฟายอย่างไร้สติ
            “พูดแบบนี้ ฉันลำบากใจแย่สิ เพราะฉันต้องล่ากระต่ายน้อยหมวกแพง ไม่อย่างนั้นฉันก็เรียนไม่จบ”
            เจ้ากระต่ายโงหัวขึ้นมา ทำตาโตบ๊องแบ๊ว
            “คุณว่าอะไรนะ? ล่ากระต่ายน้อยหมวกแพงเหรอ? งั้นคุณก็จับผิดตัวแล้วล่ะ ผมไม่ใช่กระต่าย”
            “อย่ามาโกหกหน่อยเลย หน้าสั้นๆ ตัวเล็กๆ หูยาวๆ หางกลมๆ แบบนี้ ไม่ใช่กระต่ายแล้วตัวอะไร”
            ขณะอีกฝ่ายตั้งคำถาม เจ้ากระต่ายก็ดิ้นสุดแรงเกิดจนหลุดจากอุ้งเท้าใหญ่ๆ ทว่าไมค์ตะปบหางเล็กๆ ไว้ได้ทันท่วงที ร่างเล็กจึงทำเสียงโกรธเกรี้ยวตอบกลับไปว่า “หนอย เจ้ากระต่าย ทำไมผมต้องโดนหนังหน้ากระต่ายอย่างคุณหาว่าเป็นกระต่ายด้วยนะ ผมเป็นหมาป่าต่างหาก”
            ได้ยินดังนั้นไมค์ถึงับอึ้ง...
            “ฉัน? กระต่าย?... นาย? หมาป่า?”
            “ใช่ คุณเป็นกระต่าย ผมเป็นหมาป่า” กระต่ายน้อยทวนคำตอบอย่างหนักแน่น
            ไมค์กระพริบตาปริบๆ ...เจ้านี่จะมาไม้ไหน
            “ปล่อยผมได้แล้ว ผมต้องรีบเอาของไปบูชาเทพเจ้า” พูดจบก็ใช้เท้าหน้าตีเผียะที่อุ้งเท้าบนหางอันจิ๋วของตน
            หมาป่าหนุ่มเผลอกระตุกเท้าข้างที่โดนตีขึ้นมาเลีย... กระต่ายมีกรงเล็บด้วยเหรอเนี่ย ถึงจะไม่ใหญ่แต่ก็เจ็บน่าดู
            ก่อนที่ร่างเล็กๆ สีขาวจะวิ่งหนีไป หมาป่าไมค์รีบท้วงขึ้นมาว่า “ถ้านายเป็นหมาป่า ทำไมถึงมีหูยาว”
            กระต่ายขาวหันขวับกลับมาอย่างมีน้ำโห ก่อนยืดอกวางโตแล้วทำหูลู่ลงมาเลียอย่างชื่นชม
            “ถามอะไรเชยๆ คุณนี่ไม่อินเทรนด์เลย เดี๋ยวนี้หมาป่าเขานิยมไว้หูยาวๆ จะได้ฟังเสียงเหยื่อได้ถนัดๆ ไหน ดูของคุณซิ” พลางยื่นหน้าเข้าไปมองหูหมาป่าของไมค์ “อี๋... เชยค่อดๆ คิดยังไง มีหูสั้นแบบนั้น อยู่เผ่าไหนเนี่ย ไม่แนวเลย”
            ไมค์เสียเซ้วไปนิดหน่อย แต่ในใจแย้งว่า ไม่ได้คิดยังไงเฟ้ย หูสั้นเป็นกรรมพันธุ์ จะให้ยาวยังไงล่ะ
            “ระ... เหรอ แล้ว... เขี้ยวล่ะ ใช่แล้ว เขี้ยว นายไม่เห็นมีเขี้ยวเลย มีแต่ฟันหน้าใหญ่ๆ”
            คราวนี้ดิ้นไม่หลุดแน่ ดูซิจะเถียงยังไง
            “หยาบคายที่สุด! ฟันหน้าของผมนี่แหละ เขี้ยวที่มีพิษสงร้ายสุดๆ เขี้ยวแหลมๆ อย่างคุณต่างหากที่น่าสงสัย หมาป่าอะไรมีเขี้ยวสองข้างแบบนั้น” 
            โห... ดูมันแถ ได้โล่จริงๆ
            “งั้นหางล่ะ ถ้านายเป็นกระต่าย ทำไมถึงมีหางสั้นกุด”
            “คุณบ้ารึเปล่า หมาป่าที่ไหนหางยาวกันล่ะ โดนกับดักของนายพรานก็ดิ้นไม่หลุดกันพอดี หมาป่าที่ดีต้องมีหางสั้นกุดแบบนี้แหละ เคลื่อนไหวคล่อง” พูดจบก็ตบสะโพกตัวเองดังป้าบอย่างภูมิอกภูมิใจ
            อืม... ที่มันพูดมาก็มีเหตุผลแฮะ
            “เอาล่ะ ทีนี้ผมไปได้รึยัง กำลังรีบ วันนี้ถือว่าคุณยังโชคดีนะ ถ้ามาเจอวันที่ผมกำลังหิวล่ะก็ คุณไม่รอดแน่ เจ้ากระต่ายน้อย...”
            ไมค์ชักงง กระพริบตาปริบๆ
            กระต่ายน้อย? หมายความว่าเขาเข้าใจผิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นหมาป่างั้นรึ
            แต่แล้ว
            “เดี๋ยวก่อน... เพื่อให้แน่ใจ ขอดูของในตะกร้านั่นหน่อยได้มั้ย กระต่ายชอบกินแครอท ถ้านายพกติดตัวมาด้วยล่ะก็ แสดงว่านายนั่นแหละเป็นกระต่าย”
            เจ้ากระต่ายถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
            “คุณนี่ ตื้อไม่เลิกเลยจริงๆ เอ้า ให้ดูก็ได้ ผมไม่กินหรอกนะ แครอทอะไรนั่น ไม่เห็นอร่อยตรงไหนเลย อาหารของพวกกระต่ายเนี่ย”
            “งั้นนายกินอะไร”
            “เลือดช้าง”
            ไมค์ถึงกับตาเบิกโพลง ตั้งแต่เขาเกิดมายังไม่เคยกินผลิตภัณฑ์ใดๆ จากสัตว์ป่าตัวใหญ่ขนาดนั้น 
            กระต่ายขาวล้วงบางอย่างออกมาจากตะกร้า มันคือวัตถุปริศนาลูกกลมๆ สีแดงสด
            “ช้างตัวใหญ่เกินไป เวลาล้มทีกินทั้งฝูงก็ไม่หมด เราจึงมีนวัตกรรมในการถนอมเลือดช้างให้มีไว้กินตลอดทั้งปี คือเจ้านี่ไงล่ะ” พูดจบก็กัดกร้วมหนึ่งคำ น้ำสีแดงฉานชุ่มฉ่ำเลอะรอบริมฝีปากดูน่าขนพองสยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูก
            ไมค์กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
            น่ากลัว... น่ากลัวจริงๆ ไม่เคยพบไม่เคยเห็นหมาป่าดุร้ายขนาดกินช้างได้แบบนี้มาก่อน
            “เอ้า นายจะลองซักลูกมั้ยล่ะ อร่อยนะ” พลางยื่นลูกสีแดงให้ลูกหนึ่ง
            หมาป่าหนุ่มรับมาอย่างลังเล ก่อนฝังเขี้ยวลงไปในลูกสีแดงนั่น
            “แหวะ ถุยๆๆ” แล้วก็พ่นน้ำกลิ่นคาวๆ ออกจากปากทันควัน “ไม่เห็นอร่อยเลย”
            “แหงล่ะ เลือดช้างไม่ใช่อาหารของกระต่ายนี่” เจ้าหูยาวสีขาวลอยหน้าลอยตาพูด
            หลังจากเขมือบผลสีแดงสดนั้นจนเกลี้ยง ก็เช็ดปาก เลียเท้าหน้าอย่างเอร็ดอร่อย แล้วเตรียมจะลาจากไป
            “นายเป็นหมาป่าจริงๆ เหรอ?”
            ไมค์รู้สึกเชื่อเกือบสนิทใจ
            “คุณจะพิสูจน์อะไรอีกคุณกระต่าย เดี๋ยวผมอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา จะมาหาว่าผมใจร้ายไม่ได้นะ” กระต่ายน้อยกางกรงเล็บเล็กๆ ขู่ฟ่อ
            สรุปว่าเขาเป็นกระต่ายจริงๆ เหรอเนี่ย ไมค์สับสนจนถึงขีดสุด
            “เอ่อ... นายชื่ออะไร”
            “กอล์ฟ ถามทำไม”
            “คือว่า ฉันต้องล่ากระต่ายน้อยหมวกแพงกลับหุบเขาหมาป่าน่ะ ไม่งั้นจะเรียนไม่จบ”
            “กระต่ายน้อยหมวกแพงเหรอ” กอล์ฟเบิกตาโพลงอย่างประหลาดใจ ก่อนหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “คุณมาผิดที่แล้วล่ะ กระต่ายหมวกแพงอะไร แถวนี้ไม่มีหรอก แต่ถ้าคุณอยากเจอซักตัวล่ะก็... ตามผมมาสิ”
            แล้วหมาป่าไมค์กับกระต่ายกอล์ฟก็ออกเดินทางไปด้วยกัน
            “กอล์ฟ เผ่าของนายสอนการไล่ล่ายังไงเหรอ” ไมค์เริ่มชวนคุย
            “เป็นกระต่ายแท้ๆ ถามไปทำไม”
            “ก็จะได้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันไง ฉันก็อยากรู้วัฒนธรรมของเผ่าอื่นบ้าง”
            “อืม... ไม่ยากหรอกนะ จำหลักๆ ไว้ก็ใช้ได้ตลอดทั้งชาติ ตะปบ จับกด ฉีกทึ้ง แล้วก็...”
            “เขมือบตามสัญชาตญาณ” ไมค์ต่อตอนจบให้
            กอล์ฟทำหน้าประหลาดใจ ก่อนโพล่งออกมาว่า “เป็นกระต่ายแท้ๆ รู้ได้ไง”
            ไมค์รู้สึกรำคาญคำว่า “กระต่าย” ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คำก็กระต่าย สองคำก็กระต่าย จนตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกระต่ายจริงๆ ไปแล้ว
            “ก็ฉันเป็นหมาป่านี่”
            “ให้ตายเถอะ คุณมันดื้อชะมัด หมาป่าอะไรสารรูปแบบนี้ ดูหูสิ แหลมเปี้ยวยังกะลูกแมว หน้าก็ยาวๆ หางก็... เชอะ สวยไม่ถึงครึ่งของหางผม ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าหมาป่าอีกเรอะ”
            ตอนแรกหมาป่าหนุ่มคิดว่าคำพูดเหล่านี้เป็นแค่บทสนทนาเพื่อเอาตัวรอดของกระต่ายจอมเจ้าเล่ห์ แต่พอมาถึงตอนนี้ เขาชักจะลังเลระหว่าง... เจ้ากระต่ายนี่เพี้ยนคิดว่าตัวเองเป็นหมาป่าจริงๆ ไม่ก็บางทีเขานั่นแหละอาจเข้าใจอะไรผิด
            เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยออกนอกสังคมหมาป่าเลยซักครั้ง
            ป่าเริ่มทึบลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นสัญญาณว่า ใกล้พ้นเขตเนเวอร์แลนด์แล้ว
            จู่ๆ เจ้ากระต่ายน้อยก็พูดขึ้นมา
            “ทำไงดี เจ้ากระต่าย... ผมเริ่มหิวแล้ว”
            ไมค์หน้าซีดขึ้นมาทันใด จู่ๆ ก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ หันกลับมาดูหิวกระหายและโหดเหี้ยมเย็นชา ประหนึ่ง... นักฆ่าภายใต้ใบหน้ากระต่าย
            “ละ เลือดช้างไง นายมีอยู่เต็มตะกร้าไม่ใช่เหรอ”
            “ไม่ได้หรอก เลือดช้างพวกนี้ผมต้องเอาไปบูชาเทพเจ้าเท้าไฟ ขืนกินอีกแค่ลูกเดียว ต้องถูกทำโทษแน่ๆ”
            “งะ งั้นทำไงดีล่ะ”
            “หึๆๆ”
            ร่างเล็กๆ สีขาวย่างสามขุมเข้าหาหมาป่าหนุ่ม ก่อนกางกรงเล็บเล็กๆ แล้วกระโจนเข้าใส่ร่างที่ใหญ่โตกว่าอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
            ตะปบ!
            ไมค์ถึงกับเสียหลักล้มตึง เมื่อถูกแรงผลักที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
            จับกด!
            เท้าหน้าเล็กๆ ยันไหล่เหยื่อซึ่งไม่ทันตั้งสติเพื่อขัดขืนอยู่ข้างใต้
            ฉีกทึ้ง!
            เสียงสิ่งอำพรางร่างกายฉีกขาดอย่างรุนแรงและดุดัน
            สุดท้ายก็...
            หมาป่าหนุ่มหลับตาปี๋... แย่แล้ว เราจะถูกเจ้าเปี๊ยกกินเหรอเนี่ย
 
            ผ่านไปไม่กี่นาที
            ดวงตาคมค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
            บริเวณนั้นเงียบสนิท ไม่มีวี่แววของสัตว์ใดๆ แม้แต่กระต่ายสวมหมวกตัวเมื่อกี้
            เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง สำรวจร่างกายตัวเอง
            แง่ะ... ล้อนจ้อน ปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์ทั้งปวง
            “เลือดช้างพวกนี้ผมต้องเอาไปบูชาเทพเจ้าเท้าไฟ”
            ให้ตายเถอะ! เสร็จมันจนได้ เทพเจ้าเท้าไฟอะไรนั่น มีแต่เผ่าพันธุ์กระต่ายเท่านั้นที่นับถือ
            ทำไมตอนนั้นถึงไม่เอะใจบ้างนะ
            และก็หนีไปเรียบร้อย...
            จะว่าไปสัญชาตญาณของกระต่ายคือการหนี เอาตัวรอดได้ถูกวิธีที่เรียนมาแป๊ะ
            ที่สำคัญ เขาไม่อาจกลับฝูงทั้งสภาพเปลือยเปล่าแบบนี้ได้ ...ถูกกระต่ายจับกดแล้วเปลื้องผ้า มันน่าอับอายนัก คิดแล้วก็นึกเสียดาย ถ้าเขาตั้งใจเรียนในคาบกระต่ายศึกษาคงไม่เสียท่าเจ้าตัวเล็กอย่างตอนนี้
            ดีล่ะ จากนี้ไปเขาจะตามล่ากระต่ายน้อยหมวกแพงตัวนั้น
            “กอล์ฟสินะ หึๆๆ”

            จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เขาก็ตระเวนไปทั่วเขตเนเวอร์แลนด์เพื่อตามหากระต่ายน้อยหมวกแพงที่ชื่อกอล์ฟ หากเจอตัวอีกทีล่ะก็ จะแก้แค้นให้สาสม ตะปบ จับกด ฉีกทึ้ง และเขมือบตามสัญชาตญาณ
            “Get down, get down, get down, do you wanna wanna wanna…” เสียงคุ้นหูลอยใกล้เข้ามา
            ใช่แล้ว เขาจำเสียงนี้ได้ดี... ไม่มีวันลืมตลอดชีวิต
            ร่างเล็กๆ สีขาวกระโดดโลดเต้นใกล้เข้ามา ไมค์ในชุดสุดเท่ซึ่งออกแบบเองกับมือหลังจากเจ้ากระต่ายพาหลงป่าวันนั้น ยืนพิงต้นไม้ขวางทางอยู่ข้างหน้า
            กอล์ฟถึงกับชะงัก เมื่อเห็นคู่ปรับเก่า
            “อ๊ะ นั่นเจ้ากระต่ายนี่นา”
            หนอย... ยังจะมีหน้ามาเรียกว่ากระต่ายอีกเรอะ ไมค์ของขึ้นทันใด
            เจ้ากระต่ายสัมผัสได้ไว รีบหันหลังเผ่น ทว่ายังไวไม่เท่าอุ้งเท้าหน้าของหมาป่าตัวใหญ่
            ตะปบ!
            จับกด!
            ฉีกทึ้ง!
            และ...
            ทันทีที่กำลังจะดำเนินขั้นตอนสุดท้าย เจ้ากระต่ายก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาวิงวอนสุดชีวิต
            “อย่าทำอะไรผมเลยนะ”
            ไมค์มองร่างเปลือยเปล่าอันขาวเนียนของกระต่ายน้อยภายใต้กรงเล็บของตน เขาจะปล่อยให้หมอนี่อับอายเหมือนที่เขาเจอก่อนหน้านี้ดีไหม
            “งั้นถามหน่อย ตอนนั้นนายจงใจหลอกฉันทำไม ทั้งที่นายมีช่องว่างหนีได้ตั้งหลายครั้ง แต่นายกลับยืนยันว่าเป็นหมาป่า แล้วทำบ้าๆ กับฉัน”
            กระต่ายกอล์ฟทำหน้าฉงน ตากลมโตเบิกโพลงอย่างบ้องแบ๊ว
            “หลอก? เปล่านะ ก็ผมเป็นหมาป่าจริงๆ”
            “ยังจะมายอกย้อนอีก หลักฐานเห็นกันอยู่ทนโท่ หูยาวๆ แบบนี้”
            เขี้ยวแหลมขบเบาๆ ที่โคนหูกระต่าย ทำเอากอล์ฟถึงกับสะดุ้งเฮือกหลับตาปี๋
            “หางสั้นๆ แบบนี้”
            ปลายนิ้วเย้าแหย่กระจุกหางด้านหลัง
            กระต่ายขาวกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างฝืดคอ
            “ไหนจะ... ผิวกายขาวเนียนนุ่มนิ่ม”
            ปลายจมูกซึ่งไวต่อกลิ่นสูดดมไปทั่วร่างที่สั่นเทา พลางไล้เบาๆ จนร่างข้างใต้ขนลุกซู่
            “ผมเป็นหมาป่า”
            ร่างเล็กกว่ายังคงยืนยัน
            “งั้นคงต้องพิสูจน์ขั้นสุดท้าย... ฉันจะเขมือบนายให้ดู”
            เจ้าหมาป่าจู่โจมอย่างไม่สนใจการทักท้วงอีกต่อไป
            ในที่สุด เขาก็จะได้จบหลักสูตรนักล่าเสียที หลังจากจัดการกับเจ้านี่ตามสัญชาตญาณ

            ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
            “ฮือๆๆ หมดกัน ความภาคภูมิใจของฉัน” เสียงครวญครางดังแผ่วอยู่ใต้ร่มแนวไม้
            “ไม่เอาน่า เจ้ากระต่าย ไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ซักหน่อย” 
            ร่างเล็กๆ สีขาวนอนเอกเขนกอยู่ข้างๆ หมาป่าตัวใหญ่ที่คู้ตัวสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร
            “ตะปบ จับกด ฉีกทึ้ง เขมือบตามสัญชาตญาณอะไรนั่น ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ”
            “เพราะผมเสน่ห์แรงจนอดใจไม่ไหวน่ะสิ เบบี๋”
            หมาป่าไมค์กุมขมับ แล้วแบบนี้เขาจะมีหน้ากลับหุบเขาหมาป่าได้ยังไง ทำไมสัญชาตญาณหมาป่าในตัวเขาถึงผิดเพี้ยนขนาดนี้
            “ที่สำคัญ... ฝ่ายที่อยากร้องไห้คือผมต่างหาก” เจ้ากระต่ายพล่ามต่อด้วยเสียงระคนเจ็บใจ “ผมต้องล่ากระต่ายให้สำเร็จให้ได้ ไม่งั้นไม่มีหน้ากลับไปที่โรงเรียนกวดวิชาเด็ดขาด แต่ไม่นึกเลยว่า จะล้มเหลวถึงสองครั้ง แถมครั้งที่สองโดนกระต่ายอย่างคุณกินอีกต่างหาก เฮ้อ แบบว่าเซ็ง”
            “เซ็งบ้าอะไรกัน นั่นมันคำพูดฉันต่างหาก นายมันกระต่ายประเทศไหน พูดอยู่ได้ว่าตัวเองเป็นหมาป่า”
            “คุณนั่นแหละกระต่าย”
            “นายต่างหากล่ะ แหกตาส่องหน้าตัวเองกับลำธารบ้าง”
            “คุณนั่นแหละ”
            “นายนั่นแหละ”
            “คุณนั่นแหละ”
            “นายนั่นแหละ”
            “คุณนั่นแหละ”
            ทั้งคู่หอบแฮ่กหลังจากเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้ทั้งคู่ได้สติ
            “เอ่อ... ฉันว่าเราใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยดีกว่ามั้ย ขืนอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไป ฉันอาจจะ...”
            กระต่ายน้อยหน้าแดงขึ้นมาทันที
            “ก็ดีเหมือนกัน ผมก็ไม่อยากโดนกระต่ายเขมือบอีกรอบตอนนี้”
            ขณะที่ทั้งคู่แต่งกายกันอย่างเงียบกริบ กระต่ายกอล์ฟก็ค่อยๆ หันกลับมาทำลายความเงียบฉี่
            “เอ่อ... คือว่า... ไหนๆ เราทั้งคู่ก็ไม่มีหน้ากลับเผ่าตัวเองแล้ว... มาอยู่ที่ทุ่งเลือดช้างด้วยกันกับผมมั้ย”
            ไมค์ทำตาโตด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเจ้ากระต่ายจะเป็นฝ่ายชวน
            “ทุ่งของผมกว้างใหญ่มากเลยนะ แต่ผมอยู่ตัวเดียวมานานหลายปีแล้ว เพราะหมาป่าเพื่อนบ้านพากันเสียสติคิดว่าตัวเองเป็นกระต่าย แล้วย้ายไปปลูกแครอทกินเป็นอาหารกันหมด ตั้งแต่นั้นผมก็เลยโดดเดี่ยว...”
            “ฉันขอปฏิเสธ” ไมค์ตัดบทห้วนๆ เขารู้สึกว่าเจ้ากระต่ายตรงหน้าดูวิปริตผิดกระต่ายอย่างบอกไม่ถูก
            “ทำไมล่ะ” กระต่ายน้อยถามเสียงเศร้า
            “ฉันไม่กินเลือดช้างของนายน่ะสิ” ตอนนี้ไมค์เพิ่งเข้าใจแล้วว่า ไอ้ผลสีแดงปริศนานั่นคือมะเขือเทศนี่เอง
            “งั้นคุณกินอะไรล่ะ แครอทเหรอ ก็ได้นะ ผมยอมให้ปลูก แต่ห้ามบังคับผมกินเด็ดขาด”
            “เปล่า ฉันกินสเต็ก”
            กระต่ายขาวกระพริบตาปริบๆ อยู่สามครั้ง ก่อนทำหน้าถึงบางอ้อ
            “อย่างงี้นี่เอง... ที่แท้คุณก็เป็นแมวสินะ มิน่าล่ะ มีหูแหลมเปี๊ยวเหมือนแมวเลย โธ่ งั้นไม่ต้องห่วงหรอก ลำธารในทุ่งของผมมีปลาอุดมสมบูรณ์มาก คุณไม่อดตายหรอก”
            ไมค์ลูบคางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง
            ปลางั้นเหรอ... จะว่าไปก็พอถูไถนะ ตอนเด็กๆ เขาจับปลาเก่งจะตาย... อย่างน้อยก็ชำนาญกว่าจับกระต่าย
            ในที่สุด หมาป่าหนุ่มก็พยักหน้าตกลง กระต่ายกอล์ฟกระโดดไปรอบๆ ตัวไมค์อย่างลิงโลด ก่อนจูงมืออีกฝ่ายไปยังทางกลับบ้าน
            ไมค์เดินตามอย่างว่าง่ายระคนงงงวย ทั้งที่เหตุการณ์เมื่อกี้เขาเป็นฝ่ายขย้ำคอเจ้ากระต่าย แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นฝ่ายโดนจับเสียเองอย่างบอกไม่ถูก
            แล้วหมาป่าใจง่ายกับกระต่ายน้อยหมวกแพงก็ครองรักกันอย่างมีความสุขนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

จบดีกว่าค่ะ ^^
 

edit @ 13 Nov 2009 01:20:28 by ★ひまじん★

หิมะมะ หิมะมะ

posted on 30 Oct 2009 01:57 by i-am-hima

สวัสดีค่ะ

แหะ แหะ แหะ

ขอโทษที่คราวนี้หิมะหายไปนานอีกแล้วนะคะ และไม่มีฟิคมาอัพ ยังค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น

พอดีไปอ่านฟิคของคนอื่นมา และเห็นคอมเมนต์เกี่ยวกับหิมะด้วย รู้สึกผิดค่ะ ...ละอายอย่างมาก ขอแก้ตัวในบล็อกตัวเองเสียหน่อย

หิมะยังไม่หายนะ ไม่ทิ้งฟิคเด็ดขาด แต่เวลามันไม่อำนวยจริงๆ

จะพยายามปั่นฟิคให้เป็นเรื่องเป็นราวซักเรื่องหรือซักตอนก่อนเดือนธันวาค่ะ (แต่ไม่รับรองผล กลัวงานด่วนเข้า เดี๋ยวอัพให้ไม่ได้ T^T)

ใครมีแรงบันดาลใจในการจิ้นใหม่ๆ ก็เอามาบอกกล่าวกันบ้างนะคะ ทิ้งไว้ในบล็อกหิมะก็ได้ค่ะ จะพยายามมาเช็ค หิมะไม่ได้ตามกอล์ฟ-ไมค์นานมากจนแทบจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยออกสื่อพวกฟรีทีวี เว็บไซต์แฟนคลับหิมะก็ไม่ค่อยได้เข้า พี่ๆ แฟนคลับที่รู้จักกันก็ไม่ค่อยได้ติดต่อ บางคนที่ยังคุยกันอยู่บ้างก็เลิกตามกอล์ฟ-ไมค์กันไปแล้วด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน แฟนฟิคกอล์ฟ-ไมค์ที่มีให้อ่านก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นมั้ยล่ะ แฟนฟิคเป็นตัววัดความดังของศิลปินจริงๆ นะเนี่ย หึหึหึ (แล้วจะหัวเราะทำแป๊ะอะไร)

เอาเป็นว่า ถ้าหิมะมีเวลาจะมาอัพฟิคแน่นอนค่ะ ตอนนี้ที่พยายามปั่นอยู่มีสองอันคือ "ลิขิตรักฯ" ตอนต่อไป กับเรื่องสั้นอีกหนึ่งเรื่อง ที่หิมะลังเลว่าจะเขียนหรือโละดี เพราะมันออกจะแรงไปหน่อย หรือจะเขียนให้เป็นฟิควายทั่วไป ไม่ต้องเป็นแฟนฟิคกอล์ฟ-ไมค์?

ส่วนอุบัติรักข้ามขอบฟ้าเวอร์ชั่นวาย ทำใจกันได้เลยนะคะ หิมะมีแนวโน้มจะโละ 90% ค่ะ แต่ที่ยังไม่ปลดออกจากบล็อกเพราะรู้สึกว่าถ้าแต่งต่อมันก็ยังพอมีทางไปของมันได้ แต่ยังไม่มีกะใจจะเขียน เพราะไม่ได้ชื่นชอบละครขนาดนั้น

ต้องไปแล้วค่ะ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าไปทำงานเช่นเคย ทั้งสัปดาห์หยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว และบางอาทิตย์ก็เหมือนไม่ได้หยุดด้วย TT_____TT โอ้ชีวิต OL

 

ลิขิตรักต่างมิติ [17]

posted on 28 Jul 2009 01:22 by i-am-hima  in fan-fiction

 

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

            โอยยย... อยากจะบ้าตาย
            กอล์ฟอยากเอาหัวโขกกำแพงสักสิบรอบ
            นอกจากไมค์จะไปอยู่ในร่างของเจ้าชายทรราชที่โดนจับโทษฐานพยายามลอบปลงพระชนม์ ซึ่งป่านนี้ถ้าไม่ถูกประหารชีวิตก็อาจนอนแห้งตายอยู่ในคุก แล้วยังเป็นร่างที่ติดยาเสพติดอีกต่างหาก เขาไม่อยากนึกภาพไมค์นอนครวญครางลงแดงอยู่ในคุกมืดเลย
            เดิมทีเด็กคนนั้นร่างกายอ่อนแออยู่แล้วด้วย ทั้งภูมิแพ้ หอบหืด อยู่โลกนู้นจะทรมานแค่ไหนกันนะ
            มันเป็นความผิดของเขาแท้ๆ ถ้าตอนนั้นไม่เอาน้องไปทดลองทัจจี้จังตัวใหม่ล่ะก็ ไมค์ก็คงไม่...
            แต่บางที... สิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ อาจเป็นผลกรรมที่ตามสนองเขาด้วยกระมัง
            "ไมค์... ฉันขอโทษ..." คำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัว ทำให้น้ำตารื้อขึ้นมาได้ทุกครั้ง "ทำไมนะไมค์... ทั้งที่นายกำลังอนาคตสดใสแท้ๆ"
            เมื่อคิดได้ดังนั้น กอล์ฟก็เดินดุ่ยไปยังเจ้าของร่างที่น้องชายของตนเข้าไปอยู่
            เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ กำลังถูกแวดล้อมด้วยเพื่อนต่างเพศที่คุยกันบ่อยขึ้นในช่วงหลังๆ
            "คืนนี้พวกเราจะไปผับของพี่มิ้ง ไปด้วยกันมั้ยไมค์" หนึ่งในสาวสวยแต่งตัวจัดถามขึ้น
            "ผับเหรอ" เด็กหนุ่มถามด้วยสายตาเป็นประกายอยากรู้อยากเห็น
            "ใช่ อย่าบอกนะว่าไม่เคยไป นายอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว ช่วงนี้ย้ายมาอยู่คอนโดไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ไม่รู้หรอกน่า" อีกสองสามคนที่เหลือพยักเพยิด
            "ผับน่ะไปบ่อย แต่ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว" กอล์ฟขัดขึ้นกลางวง "ที่สำคัญ ถึงพ่อแม่ไม่รู้ แต่พรุ่งนี้พวกเรามีงานแต่เช้า คืนนี้ไมค์ไปไม่ได้หรอก"
            "ว้า... เสียดายจัง งั้นเอาไว้คราวหน้านะ"
            เด็กสาวพูดไม่ทันจบ กอล์ฟก็ลากคนตัวสูงใหญ่ออกมาจากวงสนทนานั้น
            "นายไปสนิทกับกลุ่มนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" เขาซัก
            "ก็เมื่อสองสามวันก่อนพี่หมอกพามารู้จัก"
            พี่หมอกที่ว่าเป็นหนึ่งในนักร้องแนวฮิปฮอปที่กำลังเก็บตัวเตรียมออกอัลบั้ม
            "เพื่อนพี่หมอกเรอะ?" กอล์ฟแทบลมจับ พวกนั้นมีแต่เด็กเที่ยวทั้งนั้น บางคนก็เล่นยาอีกต่างหาก ทำไมหมอนี่มีแรงดึงดูดอบายมุขนัก
            "ฟังนะ ถ้ามีใครชวนนายไปเที่ยวผับ นายอย่าไปกับเขาง่ายๆ ล่ะ"
            "แต่นายบอกเองนี่ ว่าให้ฉันเข้าสังคม" ร่างสูงเถียง
            "มันก็ใช่ แต่ไม่ใช่แบบนี้ ฉันไม่ยอมให้น้องชายฉันไปดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรืออัพยาอะไรทั้งนั้น"
            "นายดูแลน้องแบบปกป้องมากเกินไปแล้ว"
            "ใครว่า... ถึงฉันจะจู้จี้ขี้บ่น แต่ฉันก็ไม่เคยห้ามเรื่องส่วนตัวของไมค์เลยนะ เพราะหมอนั่นเป็นเด็กดี ไม่เหมือนนาย นายมันจะทำให้น้องของฉันแปดเปื้อน ฉันไม่ไว้ใจ"
            "ฮึ... ก็ได้ งั้นก็ตามดูแลให้ตลอด อย่าเผลอแล้วกัน เพราะฉันไปแน่" พิรัชต์ยักไหล่ 
            กอล์ฟถอนหายใจเสียงดัง หมอนี่... หลังจากเริ่มคุ้นเคย รู้จักโลกนี้มากขึ้น ก็ชักจะคุมยากขึ้นทุกที
            ไมค์... เมื่อไหร่นายจะกลับมานะ

            วันสองวันมานี้ พิรัชต์สนุกกับการปั่นหัวกอล์ฟเวลาที่อยู่นอกบ้าน จากที่เคยทำตัวติดแจ เดินตามต้อยๆ เพราะยังไม่ค่อยรู้จักใคร ตอนนี้กลายเป็นผลัดกันเล่นซ่อนหา ให้อีกฝ่ายวิ่งตามด้วยความระแวงระวัง
            หลังจากกอล์ฟรู้ถึงพฤติกรรมเสี่ยงขององค์ชายในอีกโลก เขาก็อดไม่ได้ที่จะกังวลว่าอีกฝ่ายจะถูกชักนำไปในทางเสื่อมเสีย... ทำไมเขาจะไม่รู้ ว่าวงการที่ตัวเองอยู่ มันอันตรายแค่ไหน ถ้าเผลอก้าวขาเข้าไปสู่ทางสายนั้นเมื่อไหร่ ความเป็นไปได้ที่จะหลุดรอดออกมาเกือบเป็นศูนย์
            ยาเสพติดในวงการบันเทิงเป็นอะไรที่หาง่ายราวกับเล่นขายของ ยิ่งเจ้าตัวดันมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต้องห้ามเหล่านั้นด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเข้าไปใหญ่
            ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่รู้ว่าไมค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่อย่างน้อย ร่างกายของไมค์ต้องรักษาไม่ให้ด่างพร้อยเพื่อเตรียมต้อนรับการกลับมาได้ทุกเมื่อ
            นี่คงเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะไถ่โทษความผิดที่เขากระทำต่อน้องชายได้
            อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าเด็กตัวใหญ่ นี่คือการเล่นสนุกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เขารู้สึกมีความหมาย เมื่อพี่ชายเป็นฝ่ายตามตัวแจ
            "ช่วยไม่ได้นะ นายบอกเองนี่ ว่าไม่ให้ฉันเข้าใกล้นายอีก"


            "พี่กอล์ฟ... ช่วยไมค์ด้วย..." เสียงครวญครางดังขึ้นแผ่วเบา
            ท่ามกลางความมืด เด็กหนุ่มคลำหาไม้ขีดไฟ เมื่อจุดได้ ภาพตรงหน้าก็เริ่มมีแสงสลัวๆ
            ที่นี่เป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไม่มีหน้าต่าง ได้ยินเสียงโลหะกระทบกับพื้นดังแกรกกราก บริเวณต้นเสียงนั้น มีเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังนอนหมอบอยู่ราวผ้าขี้ริ้ว
            "พี่กอล์ฟ..."
            "ไมค์... ฉันมาช่วยนายแล้ว นายไม่เป็นไรนะ" เด็กหนุ่มถลาเข้าไปหาน้องชาย
            ทว่ายังไม่ทันถึงตัว ก็มีแท่งเหล็กปลายแหลมพุ่งเข้ามาขวางจนเขาหยุดเกือบไม่ทัน เมื่อหันหลังกลับไปก็พบเด็กหนุ่มอีกคนในร่างสูงสง่า สวมเสื้อผ้างดงาม
            "ข้าจะฆ่ามัน ไอ้กบฏ ไอ้น้องสารเลว"
            เด็กหนุ่มคนนั้นมีใบหน้าพิมพ์เดียวกับเขา ทว่าสีหน้าและแววตาดุดันและโหดเหี้ยม
            "คุณเข้าใจผิดแล้ว นี่ไม่ใช่น้องของคุณ แต่เป็นน้องของผม ปล่อยเขาไปเถอะ"
            "พี่กอล์ฟ... ไมค์หนาว... ขอยา..."
            "ยา? ยาอะไรไมค์?"
            "ไอ้น้องเลว คิดฆ่าพี่ สมควรตาย"
            เมื่อกอล์ฟหันไปมองบุรุษที่หน้าเหมือนตน ก็พบว่าคนคนนั้นหยิบกริชออกมาแล้วเงื้อมือขึ้นเตรียมปักลงตรงกลางอกของเด็กหนุ่มที่สภาพร่างกายทรุดโทรมจนน่ากลัว
            "อย่า... ได้โปรด เขาคือไมค์น้องของผม ไม่เกี่ยวอะไรกับโลกของคุณ"
            ทว่าคนที่หน้าเหมือนตนหาได้ฟังไม่ โลหะแหลมคมส่องประกายแวววาวท่ามกลางความมืดแทงทะลวงเข้าที่หัวใจของเด็กหนุ่มที่ถูกล่ามโซ่ไว้อย่างจัง
            "ไมค์!"
            เสียงหัวเราะสะใจดังกึกก้อง ชายร่างสูงสง่าเดินจากไปพร้อมบริวาร ทิ้งให้ไมค์นอนหายใจรวยรินอยู่ต่อหน้าต่อตาเขา
            กอล์ฟพยายามเอื้อมมือไปคว้าอีกฝ่ายมา หวังจะกอดให้ความอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้าย ทว่ายืดแขนสักแค่ไหน ก็เอื้อมไม่ถึง
            "ไมค์... ไมค์..."

            สัมผัสแผ่วเบาเหมือนปุยนุ่นที่ริมฝีปาก ปลุกกอล์ฟให้ฟื้นจากนิทรา เขาค่อยๆ ลืมตา พบเงาของร่างสูงใหญ่โน้มตัวเข้ามาใกล้อยู่ตรงหน้า
            ...เหมือนโดนจูบ...
            "นอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน ถึงแล้ว"
            กอล์ฟปรับสายตา ก็พบว่าพิรัชต์กำลังถอยห่างจากเขาก้าวหนึ่ง
            "ให้พี่ช่วยปลุกดีมั้ย หายเข้าไปตั้งนานสองนาน ยังไม่ตื่นอีกเหรอ" เสียงผู้จัดการแว่วมาจากข้างนอก
            จริงสิ... พวกเขาหลับกันมาในรถ เขาคงเหนื่อยเกินไป เลยปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น
            เพราะตัวแสบนี่แท้ๆ เขาจึงต้องใช้แรงงานโดยไม่จำเป็น
            กอล์ฟบ่นอุบขณะหยิบกระเป๋าเดินตามอีกฝ่ายออกไปนอกรถ
            ทันใดนั้น เสียงมือถือก็ดังขึ้น
            "เชอรี่?... ฮัลโหล กอล์ฟเองครับ"
            ร่างสูงที่เดินนำหน้าชะงักเท้ากึก เขาไม่เคยได้ยินกอล์ฟพูดเสียงหวานแบบนี้กับใครมาก่อน
            ผู้หญิงสินะ...
            "อื้ม เพิ่งถึงตึก เดี๋ยวเที่ยงๆ จะเข้าไปสัมภาษณ์ แล้วเจอกันนะครับ... อะ เดี๋ยวก่อนเชอรี่... คิดถึงนะครับ จุ๊บๆ" จากนั้นก็ตัดสายไป
            บอกได้คำเดียวเลยว่า... ไม่สบอารมณ์อย่างแรง


            พิรัชต์ยืนกอดอกอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกกับภาพตรงหน้า
            ...หนอย ระริกระรี้เชียวนะ น่าหมั่นไส้...
            หลังจากจบการสัมภาษณ์ที่รายการวิทยุ พีอาร์สาวสวยของสถานีก็เกาะติดกอล์ฟแจ จนกระทั่งกลับมายังออฟฟิศ เธอก็ตามมาคุยหัวร่อต่อกระซิกกับเด็กหนุ่มไม่มีทีท่าว่าจะเลิกราง่ายๆ
            อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาพอจะคาดเดาได้ว่าเธอรู้จักกับพวกเขามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ท่าทางสนิทสนมเกินความเอ็นดูระหว่างผู้ร่วมงานนี่สิ ที่ทำให้เขาไม่สบอารมณ์
            พิรัชต์เดินออกจากห้องแล้วปิดประตูดังปัง คาดว่าคงสร้างความงุนงงให้กับทั้งคู่ไม่น้อย
            เขาเดินออกมายังช่องระบายลมที่เก่า กลิ่นบุหรี่ยังคงคละคลุ้งอยู่ตรงนั้น แสดงถึงกิจกรรมประจำของผู้ที่มาเยือน
            "ว่าไง เจ้าตัวแสบ ทำไมมายืนตรงนี้คนเดียวล่ะ" เสียงที่คุ้นเคยทักขึ้นจากด้านหลัง
            เด็กหนุ่มหันกลับไป ก็พบรุ่นพี่ที่ปรึกษาก่อนหน้านี้ยืนหยิบบุหรี่ออกจากซองแล้วจุดไฟ ก่อนมานั่งพ่นควันที่เก้าอี้ข้างหน้าต่าง
            "เอาซักมวนมั้ย"
            เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็หยิบบุหรี่จากอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ
            "เมื่อกี้เห็นเชอรี่ที่ห้องแน่ะ" เขาหมายถึงพีอาร์หน้าสวยคนนั้น
            "แล้วไง" เด็กหนุ่มถามกลับอย่างไม่แยแส
            "เปล่า... ก็เห็นยัยนั่นมาทีไร นายต้องไปเกาะแกะอยู่ข้างๆ ทุกที แล้วไหงวันนี้เปิดทางให้พี่ชายซะล่ะ"
            "งั้นเหรอ?"
            คำที่ถามกลับมานั้น สร้างความประหลาดใจให้คนฟังนิดหน่อย
            "อย่าบอกนะว่า... นายยอมแพ้พี่ชายอีกแล้ว"
            "ยอมแพ้? เรื่องอะไร เปล่าซักหน่อย"
            "ก็เวลากอล์ฟกิ๊กกั๊กกับใครนายก็ชอบเข้าไปตัดหน้าทุกที จะว่าไปยัยเชอรี่ก็ดูเหมือนจะแอบชอบนายมากกว่ากอล์ฟนะ แต่คราวนี้นายเล่นเฉยชาเหมือนปล่อยให้พี่ชายแบบนี้ ยัยนั่นเลยหันไปหากอล์ฟน่ะสิ ป่านนี้สานสัมพันธ์ถึงไหนต่อไหนแล้ว"
            พิรัชต์กลับเป็นฝ่ายแปลกใจบ้าง
            "นี่สังเกตขนาดนี้เลยเหรอ"
            ชายหนุ่มหัวเราะดังลั่นพร้อมควันที่พุ่งออกมาทางปาก
            "เรื่องของพวกนายนี่มันสนุกจะตาย ใครๆ ก็จับตามองทั้งนั้น พี่น้องชอบผู้หญิงคนเดียวกัน... บางคนถึงกับพนันเลยล่ะว่าคนไหนใครจะได้ไป"
            "แล้วเป็นไง"
            "ก็สรุปไม่ได้อยู่ดี พวกนายนี่มันแปลกๆ ว่ะ"
            "แล้ว... นายคิดว่าไง เรื่องเชอรี่"
            ชายหนุ่มทำท่าคิดครู่หนึ่ง
            "อืม... ถ้าขืนนายชักช้า คาดว่างานนี้กอล์ฟจะมาวิน นายก็รู้ว่าพี่นายเสน่ห์แพรวพราวขนาดไหน"
            นั่นสิ... ทำไมเขาจะไม่รู้ ไม่งั้นคงไม่ร้อนรนเหมือนในอกมอดไหม้ด้วยความหึงหวงแบบนี้หรอก
 
            เย็นวันนั้นเด็กหนุ่มขึ้นไปดักรอพีอาร์สาวถึงสถานีวิทยุ เขารู้มาว่าเธอจะต้องออกจากออฟฟิศเวลานี้ เพราะได้ยินเธอนัดหมายกับกอล์ฟก่อนกลับไปทำงานต่อ
            "ไมค์ มาหาใครจ๊ะ"
            เชอรี่เดินถือกระเป๋าออกจากออฟฟิศ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงกำลังเดินเข้ามา ทว่าสีหน้าแสดงอาการดีใจออกนอกหน้า
            "มาหาพี่เชอรี่นั่นแหละ... คืนนี้เหงาจัง พี่เชอรี่ว่างมั้ย"
            "บ้า... มาชวนกันกะทันหันแบบนี้พี่ก็แย่สิ วันนี้ยิ่งโทรมๆ อยู่"
            พิรัชต์หรี่ตามองอย่างเจ้าชู้
            "ตรงไหน? ก็เห็นสวยทุกวัน"
            หญิงสาวหยิกแก้มอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว
            "ปากหวานอีกแล้วนะ เฮ้อ... แต่ก็ค่อยยังชั่ว พี่นึกว่าไมค์โกรธอะไรพี่ซะอีก วันนี้ไม่ยอมพูดกับพี่เลย"
            "เลยไปจี๋จ๋ากอล์ฟแทน"
            "ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ไมค์อยากทำให้พี่เหงาทำไมล่ะ"
            เด็กหนุ่มยิ้มมุมปาก ก่อนกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูอีกฝ่าย
            "งั้นคืนนี้ไมค์ขอไถ่โทษที่ทำให้พี่เชอรี่เหงาแล้วกันนะ"
            หญิงสาวยิ้มเขิน
            "ว้า... เสียดายจัง พี่ดันนัดกอล์ฟไปซะแล้วสิ"
            "ก็เลิกไปซะ ไม่เห็นยาก"
            "แต่ว่า..." เธอลังเลเล็กน้อย
            "หรือว่าที่เขาลือกันเมื่อบ่ายว่าพี่ตกลงคบกับกอล์ฟเป็นเรื่องจริง"
            "อ๊ะ เปล่านะ ไปฟังมาจากไหน พี่รักไมค์คนเดียวนะ ก็ได้ๆ พี่จะเลิกนัดกอล์ฟเดี๋ยวนี้แหละ"
            เธอรีบหยิบมือถือออกมาโทร ขณะที่มืออีกข้างกุมมือใหญ่ของเด็กหนุ่มพลางเดินไปยังลานจอดรถ
            "ฮัลโหล... กอล์ฟเหรอ เย็นนี้เชอรี่ไม่ว่างแล้วนะ ขอโทษด้วยนะกอล์ฟ..."
            พิรัชต์แอบเบะปากอย่างดูแคลนขณะที่หญิงสาวกำลังกุลีกุจอโทรหาเด็กหนุ่มอีกคน ทว่ากลับพึงพอใจกับการกระทำของอีกฝ่ายอยู่ลึกๆ
            นี่คือบทลงโทษของการแอบนัดผู้หญิง แล้วทิ้งให้เขากลับบ้านคนเดียวในวันนี้...
            ขณะเดียวกัน ปลายสายของหญิงสาวที่กำลังฟังเรื่องราวและคำแก้ตัวอยู่นั้น กำลังยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของอาคาร มองภาพน้องชายร่างสูงกับสาวร่างบอบบางในชุดทำงานสุดเปรี้ยวเดินจูงมือออกมาด้วยกัน เขาได้แต่ตอบรับอีกฝ่ายแต่โดยดีประหนึ่งกำลังนั่งรอคนที่นัดโดยไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่จริงแล้วเบื้องหลังคำแก้ตัวเหล่านั้นกำลังประจักษ์แก่สายตา

            กอล์ฟกลับมาถึงบ้านเพียงลำพัง เขารู้สึกเจ็บใจไม่น้อยที่เหมือนโดนหลอกเมื่อตอนกลางวัน
            ผู้หญิงเป็นแบบนี้กันทุกคนสินะ... หันไปหาไมค์หมด ไม่สิ... คราวนี้เป็นพิรัชต์ องค์ชายจอมโหดนั่นต่างหาก
            จริงๆ เขาน่าจะดีใจที่คืนนี้จะมีเพียงเขา ครอบครองบ้านอย่างสบายใจ แต่อาการเซ็งที่ถูกแย่งสาวนี่มัน... สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออกไปง่ายๆ ซักที
            เด็กหนุ่มล้มตัวลงบนเตียงอย่างเซื่องซึม ก่อนระบายอารมณ์ด้วยการทุบหมอนอย่างบ้าคลั่งจนพอใจ จากนั้นก็ปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติ แล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เปิดคอมพิวเตอร์เข้าโหมดโอตาคุโดยสมบูรณ์
            นี่แหละ... โลกส่วนตัวที่แท้จริงของเขา... โลกที่เขาแทบไม่ได้สัมผัสตั้งแต่ไอ้องค์ชายตัวป่วนมาอยู่ในร่างของไมค์

            ตีสอง... เด็กหนุ่มปิดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ในกองบัญชาการส่วนตัว ก่อนล้มตัวลงบนเตียงนุ่มเพื่อเตรียมเข้านอน ขณะกำลังเคลิ้มๆ อยู่นั้นเอง...
            ปัง ปัง ปัง!
            เสียงทุบประตูห้องจากด้านนอกดังสนั่น
            "อะไรอีกฟะ" กอล์ฟบ่นก่อนโงหัวขึ้นมามองต้นเสียง
            "ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย... ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้"
            ไอ้ตัวแสบกลับมาแล้วนี่เอง
            เด็กหนุ่มผลุนผลันออกไปเปิดประตูให้ เพราะกลัวว่าเสียงโวยวายนั้นจะดังรบกวนห้องใกล้เคียง
            "ทำไมไม่รู้จักพกกุญแจ" บ่นพลางเปิดบานประตู
            ร่างสูงใหญ่พุ่งกายเข้ามาหา ก่อนปิดประตูลงกลอน แล้วลากอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน
            "โอ๊ย... เจ็บนะ อะไรของนาย กลับมาถึงก็เป็นปิศาจเลยเรอะ"
            พิรัชต์ผลักร่างที่เล็กกว่าเข้าชิดกำแพง
            "เลือกมา... ห้องนายหรือห้องฉัน"
            "เลือก? อะไรของนาย หืม... เหม็นเหล้ามาเชียว ทำไมถึงเหลวไหลอย่างนี้"
            "ถ้าไม่เลือก ฉันเลือกให้เอง"
            ร่างสูงคว้าข้อมือกอล์ฟลากเข้าห้องของตัวเอง ทันทีที่ก้าวเท้าสู่ห้องที่มืดสนิท เด็กหนุ่มก็ถูกเหวี่ยงลงไปบนเตียง ตามด้วยแรงกดที่ไหล่และข้อมือ กับร่างใหญ่โตที่โถมเข้ามาทับ
            "จะทำอะไร... ฉันไม่อยากคุยด้วยหรอกนะ วันนี้นายทั้งสูบบุหรี่ กินเหล้า เคล้านารี... สกปรกที่สุด" เสียงทุ้มสั่นเครือในคำพูดสุดท้าย แสดงความอ่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด
            "ใช่... เมื่อกี้ฉันทั้งสูบุหรี่ กินเหล้า... แล้วก็..."
            "พอเถอะ นายจะไปทำอะไรก็ช่างนายเถอะ ฉันไม่อยากฟังอีกแล้ว"
            กอล์ฟหลับตาปี๋พลางดิ้นขัดขืน ทว่ากลับทำให้มือใหญ่ออกแรงมากขึ้นจนเขาเจ็บ
            "โกหก... นายอยากฟัง คนห่วงน้องชายอย่างนายคงอยากรู้ว่าฉันเอาร่างของไมค์ไปทำอะไรมาบ้าง... หึ แต่ต่อให้นายไม่อยากรู้ ฉันก็อยากเล่าให้นายฟัง เพราะอย่างน้อย คนที่ฉันไปด้วยคืนนี้คือคนที่นายกำลังเล็งไว้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ"
            "เพราะอย่างนั้นน่ะสิ ถึงไม่อยากฟัง ไอ้บ้า ปล่อยฉัน"
            "นายไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ... ที่ฉันออกไปกับพี่เชอรี่" เสียงทุ้มต่ำกระซิบติดข้างหู
            "รู้สึกสิ... เจ็บใจไงล่ะ นายก็น่าจะเห็นว่าฉันชอบเธออยู่ แล้วยังจะ... ฮึ นอนกับเธอไปแล้วสิท่า สาแก่ใจนายแล้วใช่มั้ย" เด็กหนุ่มตะโกนลั่น และรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสะอึกสะอื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
            พิรัชต์ก้มมองดูใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่น่าสงสารนั้น มือใหญ่บรรจงเช็ดให้เบาๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับสะบัดหน้าหนีและสงบลงอย่างรวดเร็ว
            "กอล์ฟ... เมื่อตอนเย็น ฉันไปกินข้าวกับพี่เชอรี่" พูดพลางไล้จมูกกับสันจมูกโด่งของคนที่อยู่ข้างใต้
            "แล้วมาเล่าให้ฉันฟังทำไม" กอล์ฟตอบกลับเสียงเรียบทว่าเย็นชาจนน่าใจหาย
            "หึ... ยัยนั่นท่าทางชอบฉันน่าดูเลยล่ะ จำได้มั้ย นายเคยบอกให้ฉันเข้าสังคมบ้าง"
            "นายเลยเข้าสังคมกินเหล้าเมายาแบบนี้น่ะเหรอ"
            "ใช่ ก็เพื่อนที่พี่เชอรี่โทรตามหลังจากนั้น มีแต่แบบนี้ทั้งนั้นนี่"
            "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นายอยู่ใน..."
            "ร่างของไมค์" พิรัชต์สวนทันควัน "ทำไมนะ... คนที่นี่อะไรๆ ก็ไมค์ หมอนั่นมันมีดีตรงไหนเหรอ ทั้งนาย ทั้งพวกเธอถึงได้รุมรักกันนัก"
            "ไมค์เป็นเด็กดี ไม่เมาหัวราน้ำเหมือนนายหรอก"
            มือใหญ่จับคางตรงหน้าให้หันมา แล้วบดขยี้ริมฝีปากช่างแดกดันอย่างขุ่นเคือง
            "อื้อ... อื้อ..."
            กอล์ฟดิ้นอีกครั้งกระทั่งหลุดจากจุมพิตเบื้องบน
            "อย่ามาแตะต้องตัวฉัน นายเหม็นทั้งเหล้าทั้งบุหรี่ ฉันเกลียดกลิ่นพวกนี้ที่สุด"
            "ต่อให้ฉันไม่ดื่มไม่สูบ นายก็เกลียดฉันอยู่ดี"
            "..."
            เด็กหนุ่มอยากศอกกลับไปว่าใช่ แต่คำพูดนั้นกลับจุกที่อก ทำไมถึงพูดไม่ออกนะ... ทำไม
            "กอล์ฟ... ฉันขัดคำสั่งนาย ฉันไปต่อกับพี่เชอรี่ที่ผับ หึ... นายผิดเองนะ เพราะฉันบอกแล้วว่าให้ดูแลฉันให้ตลอด หลังจากนั้นพี่เชอรี่ก็พาฉันไปที่คอนโดของเธอ..."
            กอล์ฟหลับตาลงหันหน้าไปทางอื่นอย่างเมินเฉย ทำไมเขาต้องมาฟังเรื่องพรรค์นี้ด้วยนะ
            "ทันทีที่พวกเราเข้าไปถึงห้องนอน พี่เชอรี่ก็ถอดเสื้อผ้าออก"
            กอล์ฟสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือใหญ่ล่วงล้ำเข้ามาที่ใต้เสื้อของเขา
            "เธอดึงฉันล้มไปบนเตียง แล้วก็..."
            "อย่านะ"
            กอล์ฟรีบหลบริมฝีปากที่กำลังโน้มเข้ามาใกล้
            "สกปรก... สกปรกที่สุด..."
            ริมฝีปากที่เก้อจึงเปลี่ยนมาเคล้าเคลียที่ต้นคออีกฝ่ายแทน ผิวกายที่หนาวสะท้านเหมือนขนลุกซู่ขึ้นมานั้น เป็นเพราะขยะแขยงหรือเพราะอารมณ์แปลกๆ กำลังแล่นพล่านอยู่ก็ไม่อาจรู้ได้
            "ยัยนั่นเห็นหงิมๆ แบบนั้น... แต่พอเหล้าเข้าปากแล้ว เร่าร้อนใช่ย่อย"
            "อือ.... อย่า..."
            "หลังจากนั้น เธอก็เลื่อนมือมา..." พูดพลางดึงมือที่เล็กกว่าไปยังเป้ากางเกงของตน
            กอล์ฟยิ่งหลับตาแน่นกว่าเดิมเมื่อสัมผัสถึงอาการตื่นตัวเต็มที่ของคนเบื้องบนผ่านเนื้อผ้า
            "หึ... แต่มันแปลกมาก... ทั้งที่ถูกยั่วยวนขนาดนั้น แต่ฉันกลับไม่รู้สึกอะไรเลย... มันช่างต่างจากตอนนี้ เพียงแค่เห็นหน้านาย... ได้สูดกลิ่นกายของนาย... ดูสิ... ร่างกายฉันก็กระเจิดกระเจิงไปถึงไหนๆ แล้ว"
            เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินคำพูดที่กระซิบแผ่ว
            "หมายความว่าไง..."
            แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อกำปั้นเบื้องบนกระแทกลงบนหมอนที่ตนเองหนุนอยู่อย่างแรง
            "ฉันต่างหากที่ต้องถามนายว่ามันหมายความว่ายังไง!"
            "แปลว่านาย... ไม่ได้นอนกับเธอ..."
            "ภาพของนายลอยเข้ามาเต็มหัว แล้วจะให้ฉันไปนอนกับใครได้ล่ะ"
            ทั้งที่ตกใจกับเสียงที่ตะโกนใส่หน้า แต่เด็กหนุ่มกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ทำไมกันนะ?
            "ทีนี้นายรู้รึยัง... ว่าต้องรับผิดชอบอะไรต่อไป"
            เด็กหนุ่มรีบกระถดกายหนี ทว่าก็ยังไม่พ้นอยู่ดี
            "ระ... รับผิดชอบอะไร ฉันไม่ได้ไปทำอะไรให้นายเลยนะ มีแต่นายนั่นแหละ ทำฉันอยู่ฝ่ายเดียว"
            "แล้วที่ฉันร้อนรุ่มอยู่นี่มันเพราะใครกันล่ะ ที่ฉันหงุดหงิดอารมณ์เสียตลอดทั้งวันเวลาที่เห็นนายอยู่กับแม่นั่น หัวร่อต่อกระซิกกัน ยิ่งตอนที่นายเป็นฝ่ายเอ่ยปากนัดกินข้าว... ทำไมฉันถึงใจหาย ที่ฉันรู้สึกกระสับกระส่ายทุกครั้งเวลาไม่เห็นนายอยู่ในเขตสายตาของฉัน ที่ฉันโหยหาอ้อมกอดของนายทุกคืน... มันเป็นเพราะใคร? แล้วนายยังจะมีหน้ามาบอกให้ฉันอยู่ห่างจากนายอีก ทั้งที่นายก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่า..."
            คำพูดนั้นกลับหายไปกับความมืด
            กอล์ฟกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ นี่มันอะไรกัน... จู่ๆ คนที่แย่งผู้หญิงไปจากเขา กลับมาถึงบ้านแล้วบอกเขาว่านอนกับเธอไม่ได้ จากนั้นก็โยนความผิดทุกสิ่งอย่างมาให้เขา ทั้งที่เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายโดนทำร้าย แล้วยังจะพูดอะไรที่ฟังดูเหมือน...
            เด็กหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความคิดนั้นออก ก่อนที่คำต้องห้ามจะผุดขึ้นมา
            ความเงียบกริบปกคลุมห้องไปชั่ววินาที แต่ก็เพียงพอที่จะได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำของทั้งคู่
            "นายเมามากแล้วล่ะ... ถึงได้เพ้อเจ้อออกมามากมายขนาดนี้" กอล์ฟตัดบทด้วยน้ำเสียงที่พยายามใจเย็นที่สุด
            "ไม่ ตอนนี้ฉันมีสติที่สุดแล้วต่างหาก ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร และฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไร"
            ร่างสูงโน้มใบหน้าจุมพิตอีกฝ่าย ก่อนกระซิบข้างหูเบาๆ
            "ฉันรักนาย"
            ดวงตาเรียวโตเบิกกว้างอย่างตกตะลึง วูบหนึ่งเหมือนได้ยินเสียงระฆังจากที่ไกลแสนไกล นี่มันอะไรกัน... แล้วเขากำลังรู้สึกยังไง
            เมื่อมองกลับไป ก็พบสายตาหวานเยิ้มเปล่งประกายอยู่ในความมืด นั่นเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือไงนะ?
            "นายรู้ตัวรึเปล่า ว่าพูดอะไรออกมา"
            ร่างสูงพรมจูบอย่างอ่อนโยนทั่วใบหน้า เป็นจูบที่แตกต่างจากที่เคยได้รับอย่างสิ้นเชิง
            "รู้สิ... ถึงก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้ ฉันสับสนมามากพอแล้ว จนกระทั่งเมื่อกี้... จู่ๆ ฉันก็พบคำคำนี้ในใจของฉัน แล้วทันทีที่มันผุดขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็กระจ่างชัดอย่างน่าอัศจรรย์ ความหงุดหงิดหายเป็นปลิดทิ้ง"
            กอล์ฟเบี่ยงหน้าหลบอย่างไม่ไว้ใจ
            "นะ... นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ"
            "อาจจะใช่" พิรัชต์พูดพลางปลดซิปกางเกงของตัวเอง
            "เฮ้ย... จะทำอะไรน่ะ ฉันไม่ยอมมีอะไรกับนายในสภาพกลิ่นเหล้าหึ่งขนาดนี้หรอกนะ"
            ร่างสูงยิ้มเจ้าเล่ห์
            "หมายความว่า ถ้าไม่มีกลิ่นเหล้าก็จะยอมแต่โดยดีใช่มั้ย"
            "มีหรือไม่มีก็ไม่ยอมทั้งนั้นแหละ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ"
            ดวงตาคู่สวยยิ่งเบิกโตขึ้น เมื่อเห็นเงาของท่อนล่างอีกฝ่ายในความมืด ขณะที่พิรัชต์ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า รีบดึงกางเกงของร่างที่โหยหาออกจากลำตัว
            "อย่านะ... ยะ... อย่างน้อย... นายไปอาบน้ำอาบท่าก่อนดีมั้ย พอร่างกายเย็นลง อะไรๆ มันก็อาจดีขึ้น"
            "ฉันบอกนายแล้วนี่ ว่าฉันรู้ว่าฉันต้องการอะไร ตอนนี้ฉันไม่ได้ต้องการอาบน้ำ"
            "แต่ฉันเหม็นนี่นา นะ... ไปอาบน้ำก่อนเถอะ"
            "ฉันไม่หลงกลนายหรอก ถ้าขืนไปอาบตอนนี้ นายก็หนีกลับห้องน่ะสิ ทนเหม็นซักสองสามทีนะจ๊ะที่รัก พอนายหมดแรงเมื่อไหร่ ฉันค่อยไปอาบแล้วมาต่ออีกกี่รอบก็ได้"
            "อะ... ไอ้บ้า ไอ้ลามก..."
            นี่กะถึงขั้นให้เขาสลบเลยเรอะ แถมยัง... จะต่ออีก
            "นายจะขืนใจฉันแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันยังไม่เคยบอกว่ารักนายเลยซักครั้ง แบบนี้มันไม่ถูก ที่ผ่านมาก็ว่าแย่อยู่แล้ว ยังจะ..."
            ไม่ทันพูดจบ ริมฝีปากก็ถูกประกบปิด กอล์ฟดิ้นขัดขืนอยู่พักใหญ่ ทว่าเพียงไม่นานร่างกายและอารมณ์ที่คุขึ้นภายในก็ทรยศความตั้งใจของเขาจนได้
            "อือ... ยะ... อย่า..."
            "รัก... รักที่สุด..." เสียงกระซิบถ้อยคำสั้นๆ วนเวียนอยู่ข้างหูราวสะกดจิต "นายรักฉันบ้างรึเปล่า"
            "ไม่... ไม่มีวัน..." 
            ทั้งที่ร่างกายสื่อความหมายตรงกันข้าม
            "มีสิ... ฉันจะทำให้นายรักฉันให้ได้ สักวันนายจะต้องขาดฉันไม่ได้ เหมือนกับที่ฉันเป็นอยู่ในตอนนี้"
            "ไม่..."
            "หึ... มันก็ตลกสิ้นดี ทั้งที่ฉันเกลียดเสด็จพี่ยิ่งกว่าอะไร แต่ตอนนี้คนที่ฉันรักหมดหัวใจกลับเป็นคนที่เหมือนหมอนั่นยังกับแกะ"
            "อือ... ปล่อย..."
            เพียงไม่นานร่างกายที่อ่อนยวบยาบก็ถูกรุกรานอย่างง่ายดาย กอล์ฟสะดุ้งสุดตัว กลืนน้ำตาและนึกเจ็บใจในความใจง่ายของตัวเอง
            ...แค่ได้ยินคำว่ารัก... เรี่ยวแรงขัดขืนก็หายไปหมดสิ้น
            เสียงบอกรักยังคงวนเวียนอยู่ข้างหู สอดสลับกับแรงกระแทกภายในร่างกายที่เป็นจังหวะ
            เพราะคุ้นเคยหรือไงกันนะ ถึงได้เปิดทางรับอย่างไม่ตะขิดตะขวง
            ความเสียวซ่านที่แล่นพล่านเข้ามา ทำให้สติกระเจิดกระเจิง เด็กหนุ่มไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว แม้แต่กลิ่นบุหรี่และสุราจากผิวกายและลมหายใจคนเบื้องบน จำไม่ได้เลยว่าตัวเองร้องครวญครางอะไรออกไปบ้าง เขารู้แต่ว่า ตอนนี้... ร่างที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน นำเอาความหฤหรรษ์จนลืมสิ้นทุกสิ่งที่อยู่รอบกาย ลืมแม้แต่... ความเกลียดชังตัวเองที่ต้องแปดเปื้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้
            "เรียกชื่อฉันสิ"
            "ไมค์..."
            "ไม่ใช่... พิรัชต์ต่างหาก เรียกสิ"
            "อือ... พิ... รัชต์..."
            ร่างสูงยิ้มอย่าพึงพอใจ ก่อนฝังใบหน้าที่ซอกคอสูดกลิ่นกายอีกฝ่าย พลางพร่ำบอกคำพูดซ้ำๆ เหมือนกำลังเห่อคำศัพท์ใหม่
            กี่ครั้งกันนะ ที่ร่างกายซึ่งฝังอยู่ภายในปลดปล่อยความเร่าร้อนออกมาจนชุ่มฉ่ำ พร้อมกับความสุขที่พุ่งทะยานขึ้นสูงสุดจนแทบหยุดหายใจ ทั้งที่กลัวแสนกลัว แต่สุดท้าย... กลับเพลิดเพลินราวกับท้าทาย
            ทั้งที่ในใจค้านตลอดเวลาว่าไม่ใช่ มันต้องไม่ลงเอยแบบนี้ ถึงอีกฝ่ายบอกรักแค่ไหน แต่สำหรับเขา มันก็ยังขาดอยู่ดี... แต่ทำไม... ทำไม... ถึงได้ปล่อยให้ตัวเองถูกหมอนี่รังแกจนกลายเป็นแบบนี้ทุกครั้ง... ทำไม...

            เสียงน้ำจากฝักบัวแว่วมาจากห้องอาบน้ำ
            กอล์ฟเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน เพียงไม่นาน เสียงในห้องน้ำก็เงียบลง หลังจากประตูเปิด กลิ่นหอมสะอาดของสบู่ก็โชยใกล้เข้ามา ตามด้วยพื้นผิวเตียงที่ยวบลง
            มือใหญ่ที่ยังชื้นเอื้อมไปสัมผัสเส้นผมอ่อนนุ่มของคนที่นอนบนเตียง
            เจ้าของเรือนผมอยากขยับตัวหนี แต่ร่างกายที่อ่อนล้าช่างหนักเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่วางทับเอาไว้
            พิรัชต์ได้ยินเสียงสะอื้นที่ค่อยๆ ดังขึ้น
            เขาสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน บรรจงจูบเบาๆ ที่ไหล่ขาวเนียน แล้วไล่เรื่อยไปยังต้นคอ และข้างหู ก่อนกระซิบเสียงอ่อนโยน
            "ไม่เอาน่า... ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย แถมเมื่อคืนยังรู้สึกดีกว่าคืนไหนๆ นายเองก็น่าจะรู้แก่ใจดีนี่"
            ใช่... รู้สึกดีมากๆ เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนของอีกฝ่ายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่เพราะอย่างนี้น่ะสิ เขาถึงยิ่งรับไม่ได้
            "ร่างที่นายใช้ทำแบบนี้กับฉัน คือร่างของไมค์... น้องชายของฉัน แล้วจะให้ฉันทำใจได้ยังไง" เสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด
            "ฉันแน่ใจว่าน้องชายนายก็คงอยากทำอย่างฉัน หมอนั่นทนมาได้ไงตั้งหลายปี" พูดพลางไล้ปลายนิ้วไปบนต้นแขนอีกฝ่ายราวกับจงใจยั่ว
            "เพราะเขาเป็นคนดี ไม่เหมือนกับนาย"
            "ถ้าเป็นคนดีแล้วต้องเจ็บปวดล่ะก็ ฉันขอเลวแบบนี้ดีกว่า"
            "งั้นก็ทำใจได้เลยว่า... นายจะไม่มีทางได้ความรักจากฉันไปเป็นอันขาด"
            "ฮึ... ยังกับทำดีแล้วนายจะหันมารักฉันงั้นแหละ"
            กอล์ฟถึงกับสะอึก นั่นสินะ... ถึงจะรู้ว่าไมค์ดีแสนดีแค่ไหน แต่เขาก็รักหมอนั่นแบบนั้นไม่ได้
            พิรัชต์พลิกตัวอีกฝ่ายให้หันมามองหน้า กอล์ฟถึงได้รู้ว่าร่างสูงอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำแบบหลวมๆ เผยให้เห็นแผ่นอกกำยำเพียงเล็กน้อย แต่หยดน้ำทำพราวอยู่บนเส้นผมและเรือนร่าง ทำให้ดูงดงามเหมือนภาพวาดจนน่าใจหาย
            นี่คือร่างของไมค์... แต่คนคนนี้ไม่ใช่...
            ทั้งที่เตือนตัวเองเช่นนั้น แต่เขาก็ยังเผลอรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นร่างขององค์ชายต่างโลกนั่นไปแล้วโดยสมบูรณ์
            นี่หมายความว่าไมค์จะไม่มีทางได้กลับมาหาเขาอีกงั้นรึ?
            "เอาล่ะ... ฉันอาบน้ำจนตัวหอมแล้ว ทีนี้ก็..."
            ริมฝีปากสีระเรื่อโน้มลงลิ้มลองความหอมหวานของผิวกายคนตรงหน้าอย่างไม่อาจรอ
            "อย่า... ไม่... ฉันไม่ไหวแล้ว"
            ร่างสูงหัวเราะหึในลำคอ
            "ไม่เอาน่า... กอล์ฟ พี่ชายผู้แข็งแรง ก่อนหน้านี้ยังซ่าปราบอันธพาลซะเรียบ"
            "มันไม่เหมือนกันนี่ นายไม่มาเป็นฉัน นายไม่รู้หรอก"
            พิรัชต์จ้องดวงตาเว้าวอนอยู่ครู่ใหญ่ ขณะที่มือซุกซนเกลี่ยเส้นผมและใบหน้าของอีกฝ่าย
            "ให้ตายเถอะ... ไม่ว่านายจะทำอะไร ก็ทำให้ฉันอยากกอดนายไปหมด"
            "ถ้ามันลำบากมากนักก็หลับตา ไม่ก็ไปอยู่ห่างๆ ซะสิ"
            กอล์ฟมองค้อนอย่างขัดเคือง เขาไม่ได้ตั้งใจจะยั่วเสียหน่อย
            "ไม่ได้หรอก... นายมันร้ายนัก เผลอแป๊บเดียวก็ไปหว่านเสน่ห์ให้คนอื่นแล้ว จะให้ฉันวางใจได้ยังไง"
            ที่สำคัญ... เขายังไม่ได้ยินคำว่ารักจากปากของอีกฝ่ายเลย ในเมื่อยังไม่มีอะไรผูกมัดหัวใจไว้ได้ เขาก็จำเป็นต้องผูกมัดร่างกายอีกฝ่ายไว้แบบนี้แหละ
            "นี่... ทำไมนายถึงดูไม่เจ็บปวดเลยล่ะ ที่ฉันไม่รักนาย"
            พิรัชต์ยักไหล่
            "อย่างน้อยฉันก็รู้ว่านายชอบเวลาฉันกอด" พูดจบก็รวบตัวอีกฝ่ายเข้ามากอด
            เพราะกลิ่นสะอาดกระมัง เด็กหนุ่มจึงเผลอซบศีรษะลงบนแผ่นอกกว้างอย่างว่าง่าย
            "งั้น... นายไม่เจ็บปวดบ้างเหรอ ที่ฉันชอบแต่เซ็กซ์ของนาย แต่ไม่ได้รักนาย แถมร่างกายนี้ยังเป็นของน้องชายฉันอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเป็นของนายเลยนะ"
            "ทำไมนายชอบคิดอะไรยากๆ จัง... ฉันรู้แต่ว่าฉันรักนาย ฉันอยากกอดนาย ฉันก็กอด ฉันอยากอยู่กับนายแบบนี้ตลอดไป ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว"
            "ตลอดไปงั้นเหรอ..." กอล์ฟพึมพำ สายตาเหม่อลอย "แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่านายจะอยู่กับฉันได้ตลอดไป สักวัน... ไมค์ก็ต้องกลับมายังร่างของเขา ส่วนนายก็ต้องกลับโลกของนายไป"
            "ไว้ถึงตอนนั้นก่อนเถอะ ถึงตอนนั้น... ฉันอาจต้องกลับไปสู่นรก มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันอยู่บนสวรรค์... อยู่กับนาย ขอใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าก่อนเถอะ"
            "ขี้โกงที่สุด" กอล์ฟน้ำตารื้อขึ้นมา "นายอยู่ที่นี่เหมือนอยู่บนสวรรค์ แต่นายทำให้โลกของฉันกลายเป็นนรก และพอนายกลับนรกของนาย นรกของฉันก็ยังคงอยู่"
            พิรัชต์จูบซับน้ำตาอย่างแผ่วเบา
            "หิวมั้ย... ฉันไปหาอะไรให้นายกินดีมั้ย"
            เด็กหนุ่มไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เมื่อกี้... ไอ้องค์ชายโรคจิตเอาแต่ใจใช้แต่คนอื่นพูดว่าอะไรนะ?
            "นายไม่มีแรงไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวฉันไปยกอาหารเข้ามาให้"
            "จะมาไม้ไหนอีกล่ะเนี่ย"
            "ไม่ไม้ไหนทั้งนั้น ฉันอยากทำอาหารให้คนที่ฉันรักกินมันผิดตรงไหน"
            กอล์ฟรีบพลิกตัวหันหลังให้แล้วเอามืออุดหู 
            ...ว้ากกกก... อย่าพูดอะไรหวานเลี่ยนแบบนั้นด้วยใบหน้าซื่อๆ ได้มั้ย ถ้าเป็นไมค์ก็ว่าไปอย่าง ยิ่งพอคิดว่าไอ้องค์ชายบ้านี่พูดแล้วมัน... บรึ๋ย ขนลุก
            พิรัชต์ยื่นหน้าเข้าไปหอมพวงแก้มใสฟอดใหญ่ ก่อนเดินออกไปจากห้องอย่างอารมณ์ดี
            ...นี่มันอะไรกัน ตั้งแต่หมอนี่เข้ามาในชีวิต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงปุบปับไปหมด จนอดระแวงไม่ได้ว่า หรือจะเป็นตัวเขาเองกันแน่ ที่บ้า... หรืออาจจะใกล้บ้าแล้วในเร็ววันนี้

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 28 Jul 2009 23:42:04 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 23:44:49 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 23:56:57 by ★ひまじん★