For The Blood of The Moonlight V

posted on 25 Jun 2008 03:36 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                คืนพรุ่งนี้แล้วสินะ... ที่ลูซี่จะทำพิธี... คืนพรุ่งนี้... คืนวันเกิดไมค์
                ประตูเปิดออกตามด้วยเสียงเดินและเสียงโซ่ตรวน เมื่อผมหันไปก็ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิด
                “พ่อ...”
                ชายร่างสูงใหญ่ที่เดินตามมาข้างหลัง ผลักพ่อล้มกลิ้งไปบนพื้น แล้วหลีกทางให้เด็กสาวผู้เป็นนายเดินเฉิดฉายเข้ามา
                “รนหาที่จริงๆ นะ... ขนาดที่นี่ปกคลุมด้วยไอของมนตร์ดำก็ยังอุตส่าห์หาจนเจอได้ พวกแกนี่ไม่ธรรมดา... แต่พอมาคิดดู... ให้พ่อเห็นลูกฆ่ากันเองก็คงสนุกดี ความเคียดแค้น ความเจ็บปวดนั่น จะได้เสริมพลังด้านมืดของฉันให้แข็งแกร่งมากขึ้น” พูดจบก็หัวเราะเสียงแหลมสูง
                “หนอย... นังแม่มด” ผมเค้นเสียงลอดฟันซึ่งขบกันแน่นออกมา
                “อ้าว ว่าไง พ่อหนุ่ม... เมื่อคืนเห็นร่างของอสูรกายแล้วสินะ สยองมั้ยล่ะ... น่าเกลียดขนาดนั้นยังจะรักลงอยู่รึเปล่าน้า”
                “ไม่ว่าไมค์จะอยู่ในร่างกายแบบไหน เขาก็ยังเป็นคนที่ฉันรักอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ” ผมยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น
                ลูซี่เบะปาก สีหน้าราวกับหมั่นไส้เสียเต็มประดา
                “เชอะ... ตอนนี้อยากจะพูดอะไรก็พูดได้ ไว้เปิดกรงเมื่อไหร่จะได้เห็นกัน แหม...ชักอดใจรอคืนพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้วสิ” เธอพูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องไป ตามด้วยเสียงประตูปิด
                ผมรีบเข้าไปประคองพ่อ
                “เมื่อเช้าพี่แบงค์บอกว่าพ่อจะมาถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน กอล์ฟนึกว่าพ่อจะมาช่วยซะอีก ไหงกลายเป็นเข้ามาด้วยสภาพแบบนี้ล่ะ”
                พ่อถูกล่ามด้วยโซ่ที่ขาทั้งสองข้างเช่นกัน แต่โชคดีกว่าผมหน่อยตรงที่ไม่ได้ถูกผูกติดกับเตียง
                “นี่เป็นวิธีเดียวที่จะเข้ามาข้างในได้” พ่อเฉลย แล้วเดินลากโซ่เหล็กอันรุงรังไปยังกรงที่ขังไมค์
                “พ่อ...” ไมค์เข้ามาเกาะลูกกรง ทำเสียงสะอึกสะอื้น
                “ไม่เป็นไรนะไมค์” พ่อยื่นมือเข้าไปลูบหัวลูกชายคนเล็ก
                ไมค์สะบัดตัวหนีแล้วเข้าไปหลบในมุมมืดอีกครั้ง
                จริงสิ... เริ่มค่ำแล้ว... เดี๋ยวไมค์ก็จะ...
                ผมพาพ่อออกมานั่งห่างกรงขัง แล้วเริ่มเล่าเรื่องของลูซี่ให้ฟัง
                “คืนพรุ่งนี้... ถ้าไมค์กินกอล์ฟได้สำเร็จ ไมค์ก็จะเป็นสมุนของลูซี่อย่างเต็มตัว แถมพ่วงด้วยพลังอันเป็นนิรันดร์จากหนังสือบ้าบอนั่น”
                พ่อพยักหน้าหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด
                “พ่อไม่โกรธพวกเราใช่มั้ย...” ผมถามเสียงอ่อย ด้วยความรู้สึกผิด
                “โกรธ? เรื่องอะไรเหรอลูก? กอล์ฟกับไมค์ก็ทำดีที่สุดแล้วนี่”
                เมื่อได้ยินพ่อย้อนถามดังนั้น ผมก็นิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นมาด้วยเสียงสั่น
                “ก็ที่พวกเรา... รักกัน...”
                “อืม... เรื่องนั้นพ่อรู้ซักพักนึงแล้วล่ะ”
                ผมทำตาโต หน้าซีด ก่อนกระพริบตาปริบๆ
                “เพียงแต่ตอนที่แม่เขาบอกพ่อ พ่อไม่คิดว่ากอล์ฟก็จะคิดกับน้องแบบนั้นด้วยเหมือนกัน”
                “แม่บอก?” ผมยิ่งงงเข้าไปใหญ่
                “ก็ตั้งแต่ไมค์เริ่มฝันร้ายนั่นแหละ เด็กคนนั้นฝันว่าดูดเลือดกอล์ฟทุกคืน ยิ่งหลังๆ ยิ่งหนักข้อ ฝันว่าฉีกกินกอล์ฟทั้งตัว จนน้องอยู่ในภาวะเกลียดตัวเอง...”
                ผมกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “ไม่ใช่ว่าจริงๆ แล้วหมอนั่นเกลียดกอล์ฟหรอกเหรอ? ถึงได้ฝันว่าฆ่ากอล์ฟทุกคืนแบบนั้น”
                “ตรงกันข้ามต่างหาก... นั่นเป็นเรื่องปกติของการเป็นแวมไพร์เต็มวัย และก็เป็นเรื่องปกติของการเติบโตเป็นอสูรกายด้วยเช่นกัน... จิตด้านมืดเหล่านั้น มักแพ้ความปรารถนาภายในตนเอง ทำให้ต้องทุกข์ทรมานอยู่กับฝันร้าย”
                “ทีตอนพี่แบงค์ยังไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย” ผมโอดครวญ
                พ่อเท้าคางทำหน้าหน่าย
                “ถ้าเป็นแม่เรา เขาคงถอนหายใจแล้วบ่นออกมาว่า...”
                “เจ้าแวมไพร์นอกคอก” ผมกับพ่อประสานเสียงกัน แล้วหัวเราะคิก ให้ตายเถอะ น่าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังมีกะใจพูดถึงเรื่องที่ทำให้อารมณ์ดีอีก
 
                คืนนั้นอสูรกายในตัวไมค์ออกมาอาละวาดอีกเช่นเคย ผมอุดหูและตะโกนเรียกชื่อเขาทั้งน้ำตาอยู่หน้ากรงด้วยความสงสาร จนพ่อต้องพยุงให้ไปนั่งหลบที่มุมซึ่งห่างที่สุดในห้องนั้น
                “พ่อพอจะทำอะไรได้มั้ยครับ” ผมสะอึกสะอื้นถาม
                “ไม่ได้ลูก... ขืนพ่อท่องคาถาอะไรตอนนี้ ถึงอสูรกายจะสงบลงได้ แต่น้องจะพลอยแย่ไปด้วย”
                “แล้วเราต้องทำยังไง...”
                “รอจนกว่าจะถึงเช้า... ระหว่างนี้ภาวนาให้ไมค์เข้มแข็ง และสู้กับด้านมืดในตัวเองให้ได้...”
                ผมไม่เคยเกลียดคำว่ารอเท่าวินาทีนี้อีกแล้ว...

                พอห้องเริ่มสว่างด้วยแสงอาทิตย์ พ่อก็ไม่รอช้า ปลุกผมขึ้นมาเพื่อท่องมนตร์ขาวให้กับไมค์ แน่นอนว่าเจ้าตัวซึ่งสลบไสลด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้ภายในตัวเองตลอดทั้งคืนยิ่งใบหน้าบูดเบี้ยวเข้าไปใหญ่เพราะเสียงอันแสลงหู ไม่นานเขาก็เริ่มผวาอีกครั้ง ผมจึงเข้าไปกอดผ่านกรงเหล็กพลางกระซิบข้างหูเช่นเดียวกับตอนต่อสู้กับกิลลาส เขาจึงมีสีหน้าดีขึ้น
                เพราะอย่างงี้นี่เอง... ถึงได้ต้องรอตอนเช้า
                ดูเหมือนจะได้ผล ไมค์หลับสนิทไม่มีวี่แววของความตึงเครียดใดๆ บนใบหน้าเขาอีก
                “เราจะทำยังไงต่อไปดีครับพ่อ” ผมหันไปถาม
                “ไมค์โดนมนตร์ดำสะสมมานาน แค่นี้คงช่วยน้องไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ยังได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ คืนนี้คงมีแรงต่อสู้กับจิตด้านมืดมากขึ้น...”
                “แม่ให้มาดูว่าพ่อกับกอล์ฟเป็นไงบ้าง” 
                จู่ๆ พี่แบงค์ก็โผล่ขึ้นมาระหว่างผมกับพ่อ ทำเอาเราทั้งคู่วงแตกถอยหลังแทบไม่ทัน
                “ว่าแต่แม่เขาหาน้ำตาแห่งแสงอาทิตย์ได้รึยัง”
                “เรียบร้อย หายห่วง เตรียมไว้ซะเต็มถังเลย”
                พ่อทำหน้าเหวอ “เต็มถัง?”
                พี่แบงค์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนหายวับไป
                “น้ำตาแห่งแสงอาทิตย์?” ผมทวนคำปริศนานั้น
                พ่อยิ้มอย่างเท่ที่มุมปาก
                “ของที่จะให้สยบตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์ได้ยังไงล่ะ”
                “มันคืออะไรเหรอฮะ”
                “มันคือเลือดของพระเยซู” พ่อตอบสั้นๆ ทำเอาผมถึงกับอึ้ง
                เมื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ดู ผมก็ถึงบางอ้อ... เหล้าองุ่นนี่เอง
                “แล้วทำไมถึงเรียกว่าน้ำตาแห่งแสงอาทิตย์ล่ะฮะ”
                “มันเป็นโค้ดในวงการน่ะ... พระเยซูเมื่อครั้งถูกตรึงกางเขน พระองค์สยบความคั่งแค้นภายในจิตใจด้วยเมตตา พระองค์ให้อภัยจิตด้านมืดทั้งมวล แล้วอุทิศความดีนั้นให้แก่มนุษยชาติ พูดง่ายๆ ก็คือไถ่บาป จิตด้านสว่างซึ่งวางเฉยนี่แหละ เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะใช้ต่อต้านจิตด้านมืดได้... ไม่ใช่การต่อสู้กลับ แต่เป็นการให้อภัย และเพราะพลังอันยิ่งใหญ่นี้ แม้แต่พระอาทิตย์เบื้องบนยังต้องร่ำไห้ด้วยความสรรเสริญ ก็เลยเรียกหยาดเลือดของพระเยซูว่า น้ำตาแห่งแสงอาทิตย์ไงล่ะลูก”
                พ่ออธิบายศัพท์เฉพาะนั่นเสียยืดยาว
                “ว่าแต่... ที่นี่เต็มไปด้วยมนตร์ดำ พวกเราที่อยู่ข้างนอกก็มีแต่สายเลือดแห่งแสงจันทร์ แล้วจะเอาเหล้าองุ่นเข้ามาปราบหนังสือบ้านั่นได้ยังไงล่ะครับ”
                นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราต้องคิดกันต่อไป...

                ฟ้าเริ่มมืดแล้ว... วันนี้ไมค์เอาแต่นั่งซึมเศร้าอยู่ในเงามืดทั้งวัน พ่อและผมพอเข้าใจสภาพจิตใจของเขาดี ถึงพวกเราจะออกไปได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเป็นไมค์คนเดิมได้หรือไม่
                “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... กอล์ฟ สัญญากับพ่อนะ ว่าอย่าให้น้องฆ่าลูกได้เด็ดขาด”
                ผมพยักหน้าอย่างหนักแน่น แล้วหันไปบอกไมค์
                “ไมค์... ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ยอมให้นายฆ่าฉันเด็ดขาด เพราะฉะนั้น นายต้องเข้มแข็ง”
                พ่อถอนหายใจ “กอล์ฟ... ลูกนั่นแหละ ต้องเข้มแข็ง คืนนี้จันทร์เต็มดวงแล้ว ลูกอาจถูกล่อลวงให้เข้าปากอสูรกายง่ายๆ ก็ได้”
                “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง... กอล์ฟเตรียมไว้แล้ว”
                ไม่นานประตูก็เปิดออก พร้อมร่างโปร่งบางของลูซี่ และลูกสมุนซึ่งยกสิ่งของในการทำพิธีเข้ามา
                นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อได้เห็นหนังสือหนังงูเล่มนั้น มันเรืองแสงอยู่ในความมืด ทว่าปกคลุมด้วยไอสีดำราวกับเมฆบังแสงจันทร์
                ลูซี่เดินมาทางพวกเรา
                “พร้อมที่จะพบกับโศกนาฏกรรมรึยัง”
                ผมและพ่อนั่งนิ่งไม่โต้ตอบ เธอเบะปากอย่างขัดใจ ก่อนเดินไปยังกรงของไมค์
                “อีกไม่นานแล้วสินะ... พอฟ้าอับแสงเมื่อไหร่ แกก็จะได้กินพี่แกสมใจอยากแล้ว” พูดจบก็หัวเราะเสียงแหลมชั่วร้าย จากนั้นเธอก็บุ้ยใบ้ให้ลูกน้องมาจับตัวพ่อไปนั่งที่มุมหนึ่งของห้อง แล้วปิดปากพ่อไว้ด้วยเทปผ้าแผ่นใหญ่ เพื่อไม่ให้ท่องคาถาใดๆ มาต่อต้านให้เสียงาน
                “ถ้ายังไม่อยากตาย ก็อยู่หลังเส้นขาวนี่ไว้” เธอประกาศ
                เส้นขาวบนพื้นดังกล่าว คือเกลือผงที่เพิ่งนำมาโรยเพื่อแบ่งเขตพิธีกรรม แน่นอนว่าทุกคนทิ้งผมและไมค์ไว้ ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามของเส้นนั้นกันหมด
                ผมเดินกลับมาที่เตียงเงียบๆ หยิบมีดหั่นสเต๊กที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอน
                ไม่กี่นาทีต่อมากรงเหล็กกล้าที่กั้นผมกับไมค์ก็ค่อยๆ ถูกดึงขึ้น ห้องสว่างด้วยแสงเทียนเป็นสัญญาณว่าฟ้าภายนอกมืดสนิท
                ลูซี่ไม่ยอมเสียเวลา เธอเริ่มร่ายมนตร์ประกอบพิธี ได้ยินเสียงคำรามผ่านความมืดมาจากข้างในสุดของโพรง
                จู่ๆ ผมก็รู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น พยายามฝืนเปลือกตาให้ลืมขึ้น แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ค่อยทำตามใจสั่งนัก มันค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินไปยังโพรงมืดตรงหน้า... ไปหาคนที่รัก...
                “อึ่ก...” ผมสะดุ้ง เมื่อคมมีดที่กำอยู่ฝังลงในเนื้อ ความเจ็บแปลบเรียกสติกลับมาได้เกือบเหมือนเก่า
                อสูรกายร่างใหญ่มหึมา ค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากโพรงอันมืดมิด เสียงคำรามบาดหูนั่น เจือด้วยเสียงสะอื้นของไมค์
                หมอนั่น... กำลังทุรนทุรายอยู่ภายใต้ผิวหนังอันน่าเกลียดน่ากลัว 
                ร่างสูงใหญ่กว่าตัวไมค์เกือบเท่าตัวโผล่ออกมาประจันหน้ากับผม ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจของลูซี่ ส่วนพ่อคงกำลังตกตะลึงกับร่างของลูกชายคนเล็กในสภาพอสูรกายขณะหาทางออกให้กับพวกเรา
                อสูรกายร่างยักษ์ย่างสามขุมเข้ามายังผม พร้อมกับเสียงที่แผดออกมาจนไม่รู้ว่ากำลังคำรามหรือคร่ำครวญอยู่ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นสะท้อนกับแสงจันทร์ที่ส่องลงมาก็คือ... หยาดน้ำตาที่ไหลอยู่บนใบหน้าอันเกรี้ยวกราด
                ลูซี่ยังคงร่ายมนตร์ดำต่อไป คงเพราะจิตด้านมืดยังควบคุมไมค์ไม่ได้โดยสมบูรณ์ เธอจึงพยายามเสริมมนตร์ดำเพื่อให้อสูรร้ายแข็งแกร่งขึ้น
                “ไมค์... อย่ายอมมัน...” ผมตะโกนทั้งที่สติของตัวเองก็เหลือไม่เต็มร้อย ตัวยังคงนิ่ง ก้าวขาไม่ออก ถ้าไม่ได้ความเจ็บปวดบนฝ่ามือช่วยไว้ล่ะก็ ป่านนี้ผมคงกระโจนเข้าปากไมค์ไปเรียบร้อยแล้ว
                เมื่อจิตด้านมืดแรงขึ้นเรื่อยๆ ปากซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมก็พุ่งเข้ามาหาผม
                “อย่านะ”
                ด้วยสัญชาตญาณ ผมชูมีดหั่นสเต๊กขึ้นมาขวางระหว่างพวกเราไว้ ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด... ในทางกลับกัน
                “ถ้าเธอยังสวดมนตร์บ้าๆ นั่นอยู่ล่ะก็ ฉันจะ...”
                ผมหันปลายมีดแหลมจ่อคอตัวเอง ทั่วทั้งห้องเงียบกริบได้ในอึดใจเดียว
                “ไหนๆ ฉันก็ต้องตายอยู่แล้ว... ฉันจะไม่ยอมตายสังเวยหนังสือชั่วร้ายนั่นหรอก” ผมประกาศกร้าว
                พ่อใช้โอกาสที่ทุกคนกำลังนิ่งนี้ เปิดเทปที่ปิดปากอยู่ ทำให้ชายสองคนที่ขนาบข้างเริ่มเคลื่อนไหว เกิดการต่อสู้กันขึ้น ในขณะที่ผมจ้องตาลูซี่เขม็ง ส่วนอสูรก็ยืนนิ่งเหมือนดูเชิง
                “ไม่... พี่กอล์ฟ... อย่า...”
                ผมได้ยินเสียงไมค์แว่วอยู่ในหัว ก่อนอสูรตรงหน้าจะคำรามก้องจนทุกคนในห้องต้องเอามืออุดหู
                ผมทนเสียงนั้นจนถึงที่สุด มือยังคงกำมีดที่จ่อคอตัวเองอยู่อย่างมาดมั่น
                พ่อใช้โอกาสนี้ล้มโต๊ะทำพิธีโดยที่ชายสองคนนั้นตามมารั้งไม่ทัน
                “หนอย... แก...” เด็กสาวผมแดงรีบหันควับกลับไปยังเสียงโครมคราม แล้วจ้องหน้าพ่อซึ่งถูกลูกน้องของเธอจับตัวไว้ได้อีกครั้งด้วยสายตาอำมหิต
                “พอทีเถอะ... ถ้าพิธีกรรมนี่สำเร็จ เธอจะกลายเป็นปิศาจร้ายนะ” พ่อเตือนสติ
                “ใครว่า... ฉันจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ต่างหาก”
                “เธอโดนหนังสือนั่นหลอกแล้ว... มันหลอกให้เธอหลงมัวเมาอยู่ในพลังเหนือธรรมชาติ... มันหลอกให้เธอหาแหล่งพลังด้านมืดให้กับมันต่างหาก...”
                “หุบปาก... จอมเวทย์ชั้นต่ำอย่างแกจะไปรู้อะไร”
                พ่อไม่ได้ตอบโต้อะไรต่อ ทำให้เกิดความเงียบขึ้นในห้องอีกครั้ง... ราวกับเพื่อต้อนรับเสียงใสๆ ที่ดังกังวานมาจากทางเดินนอกประตู
                เสียงนี้มัน...
                เพลงสรรเสริญพระเจ้า?
                ทันใดนั้น ประตูก็เปิดออก ปรากฏร่างของผู้มาเยือน หมาป่าขนสีทองระยิบระยับตัวใหญ่ กับเด็กผู้หญิงผิวขาวใสหน้าตาน่ารัก
                พี่แซนด์... น้องหญิง... 
                หญิงร้องเพลงพลางสาดเกลือไปทั่วห้อง และเธอก็จงใจสาดใส่เด็กสาวแปลกหน้าอย่างรุนแรงราวกับจะไล่ผีร้ายให้ออกจากร่าง
                “หนอย... คิดว่าเกลือจะทำอะไรฉันได้เรอะ ยัยเด็กเมื่อวานซืน”
                “ได้ไม่ได้ไม่รู้ รู้แต่มันพาฉันเข้ามาในนี้ได้โดยไม่กลายเป็นแวมไพร์ก็แล้วกัน กรี๊ดดดด” สิ้นเสียงร่างน้องเล็กก็ถูกชายที่เคยเล่นงานพ่อรวบตัวเอาไว้ เธอดิ้นสุดชีวิต เมื่อไม่หลุดเสียทีก็หันหน้าไปแยกเขี้ยวแวมไพร์ใส่ ทำเอาชายขวัญอ่อนรีบปล่อยมือทันทีด้วยความกลัว และเมื่อลงมายืนได้ใหม่อย่างสวยงาม เด็กสาวจอมทะเล้นก็ปฏิบัติการหลอกหลอนด้วยคมเขี้ยวและใบหน้าขาวซีดของแวมไพร์ ไล่ต้อนชายผู้โชคร้ายสองคนนั้นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงหายออกไปในความมืดของทางเดิน
                “แซนด์... เป็นอะไรมั้ยลูก?” พ่อหันไปถาม
                ทว่า... เมื่อสายตาทุกคู่หันมายังหมาป่าขนสีทองแสนสง่า ก็พบว่า...
                หมาป่าร่างยักษ์สุดเท่ กำลังยกขาหลังขึ้นแล้วฉี่ใส่หนังสือปกหนังงูด้วยสีหน้าสุดแสนจะสบายอารมณ์
                “ตอนนี้เลยพ่อ ไม่ต้องห่วงหญิงกับพี่แซนด์” น้องนุชสุดท้องให้สัญญาณพร้อมหยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาจุดแล้วโยนไปยังหนังสือเล่มนั้น
                “ไม่...” ลูซี่กรีดร้องเสียงแหลมหลังจากอึ้งตั้งแต่โดนหมาป่าฉี่ใส่
                พ่อเริ่มร่ายคาถา พี่แซนด์รีบพาน้องหญิงออกจากห้อง
                ขณะที่ผมยังคงเอามีดจ่อคอจ้องตาอสูรกายตรงหน้าซึ่งพยายามข่มจิตของไมค์พลางย่างสามขุมเข้ามาขณะที่อีกฝั่งของเส้นสีขาวกำลังวุ่นวาย
                ร่างยักษ์ถอยหลังไปสองก้าว ทรุดเข่าลงกองกับพื้น เอามืออุดหู แล้วเริ่มดิ้นพล่าน
                ผมทิ้งมีดลงทันที แล้วรี่เข้าไปหา
                “อย่าเข้ามา... พี่กอล์ฟ... ออกไป...”
                เสียงไมค์เจือมากับเสียงคำราม แต่ตอนนี้... ไม่มีกรงมากั้นระหว่างเราอีกแล้ว... สองคืนที่ผ่านมาผมทนดูเขาทรมานมามากพอแล้ว
                ...หนังสือนั่น... กำลังถูกทำลาย พ่อสวดจบเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี ถึงตอนนั้น ต่อให้ผมจะถูกไมค์กินก็ไม่กลัวอีกแล้ว แต่อย่าให้ผมอยู่เฉยๆ ทนดูไมค์ทรมานแบบนี้เลย
                ผมเข้าไปกอดร่างใหญ่ยักษ์น่าเกลียดน่ากลัวนั่น
                “ไมค์... พี่รักไมค์นะ... ไมค์... อย่าเป็นอะไรเลยนะ”
                ผมหลับหูหลับตาตะโกนลั่น ร่างนั้นกลิ้งเกลือกไปที่ไหน ผมก็ถูกเหวี่ยงไปด้วย ผิวหนังกระแทกกับพื้นและผนังไปทั่วตามแรงดิ้นของอีกฝ่าย ข้อเท้าที่โดนพันธนาการไว้ก็ถูกโซ่สีจนถลอก
                “ไมค์รักพี่กอล์ฟนะ... ไมค์จะปกป้องพี่กอล์ฟให้ได้...” เสียงไมค์แว่วมาอีกครั้ง... ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ
                ..........................
                ..........................
                ..........................
                ผมลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวสงบนิ่งลง
                ไมค์หยุดการเคลื่อนไหว เขาอยู่ในร่างหมาป่าขนสีเงินอ่อนนุ่ม พ่อเองก็หยุดร่ายคาถา ไฟบนหนังสือก็ดับลง ตัวเล่มไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน เห็นเพียงรอยไหม้ที่หลงเหลืออยู่บนพื้น ทั่วทั้งห้องสงบนิ่ง มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของลูซี่ที่นั่งหมดอาลัยตายอยาก
                “พวกแก... พวกแกทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน...”
                เมื่อเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองพวกผม ก็พบว่าเธอไม่ใช่ลูซี่เด็กสาวผมสีแดงเพลิงอีกต่อไป ใบหน้าเธอเหี่ยวย่นราวกับคนอายุเกือบหกสิบ ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนทั่วหัว แต่ผิวที่มือของเธอกลับยังดูอ่อนเยาว์ เธออายุเท่าไหร่กันแน่?
                “ฉัน... ฉันเกิดมาพร้อมกับใบหน้าของยายแก่... ไปโรงเรียนก็มีแต่เพื่อนล้อ เข้ากับใครไม่ได้” เธอเริ่มพล่ามทุกอย่างออกมาอย่างผู้พ่ายแพ้
                ขณะนั้นแม่ พี่แซนด์ซึ่งกลับสู่ร่างมนุษย์แล้ว พี่แบงค์ และน้องหญิงก็เดินเข้ามา คาดว่ามนตร์ดำที่ปกคลุมคฤหาสน์แห่งนี้คงหายไปตอนหนังสือถูกเผา
                แม่รีบมาประคองร่างของไมค์ที่นอนไม่ได้สติ ส่วนพี่แซนด์ถือกล่องอุปกรณ์ของพ่อมาด้วย ในนั้นมีกุญแจผีอยู่ จึงทำหน้าที่ปลดโซ่ตรวนให้พ่อและผม
                “ฉันต้องขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านนานนับปี... ไม่มีเพื่อน ไม่ได้เที่ยวเล่นอย่างเด็กคนอื่น เพราะอับอายใบหน้าตัวเอง... ทำไม! ทำไมพ่อกับแม่ปล่อยให้ฉันเกิดมาเป็นแบบนี้”
                “พ่อแม่บังคับหน้าเธอไม่ได้ซักหน่อย” น้องหญิงสวน “มนุษย์เป็นเพื่อนกันได้ด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่เพราะหน้าเด็กหรือแก่”
                “เธอมันสวยนี่ถึงพูดได้” ลูซี่ตวาดน้องหญิงลั่น เธอสะอึกสะอื้นอยู่อีกครู่ใหญ่แล้วจึงเล่าต่อ
                “กระทั่งฉันเจอหนังสือเล่มนี้... อยู่ในชั้นใต้ดินที่ปู่ใช้เก็บสมบัติโบราณรอบโลก... มันเรียกฉัน... มันทำให้ฉันกลายเป็นเด็กสาวเหมือนคนทั่วไป... มันแนะนำศาสตร์มืดให้กับฉัน”
                “ผู้ที่เรียนศาสตร์มืดต้องยอมเสียสิ่งที่รักเพื่อสังเวย เธอไม่รู้เหรอ?”
                เธอหันมามองพ่อด้วยสีหน้าเคียดแค้นทั้งน้ำตา
                “รู้สิ... เพราะอย่างงี้ไง พวกแกถึงได้เป็นคนทำลายมันทั้งหมด... ฉันอุตส่าห์ยอมเสียพ่อ... แม่... ญาติสนิททุกคนที่เข้ามาใกล้ฉัน ฉันเสียคนพวกนั้นไปหมดแล้ว...”
                น้องหญิงเอามือปิดปาก “อย่าบอกนะว่าเธอ... ฆ่าคนพวกนั้น...”
                แม่ได้ยินลูกสาวพึมพำในตอนท้าย จึงแก้ความเข้าใจใหม่
                “ไม่ใช่หรอกลูก พลังที่เกิดขึ้นในการท่องมนตร์ดำ จะสะท้อนไปยังคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง ให้มีอันเป็นไป สุดท้ายคนที่เกี่ยวข้องกับมนตร์ดำก็ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว”
                “งั้นก็แสดงว่าไอ้พวกขี้ป๊อดเมื่อตะกี้ก็ยังโชคดีที่ชะตาไม่ขาดสินะ” หญิงยังคงพูดหน้าตาเฉย
                ถ้าให้ผมเดา ชายสองคนนั้นคงเป็นคนที่ลูซี่จ้างมามากกว่า ไม่ก็คงเป็นลูกหนี้ที่ถูกบังคับให้มาปฏิบัติการลับ เพราะดูแล้วเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมนตร์ดำ แถมยังกลัวผีซะขนาดนั้น
                “ฉันไม่เหลือใครแล้ว... ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...” ลูซี่ปล่อยโฮออกมาในที่สุด “ทำไมนะ ตัวประหลาดอย่างพวกแกยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ ทำไม...”
                “เพราะพวกเรารู้จักปรับตัวน่ะสิ” พี่แซนด์เอ่ยขึ้นบ้าง “พวกเราไม่งอมืองอเท้ารอให้คนมารุมรักหรอกนะ เมื่อออกสู่โลกภายนอกก็ต้องหัดเรียนรู้ ต้องหัดรักคนอื่นก่อน และหัดมองโลกให้สวยงามบ้าง ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่ใจแคบมองคนแค่ที่หน้าตา (ถึงจะมีเยอะก็เถอะ)”
                “ที่จริงปมด้อยของเธอก็มีแค่หน้าแก่เท่านั้น” พี่แบงค์ซึ่งเงียบมานานแทรก ทำเอาหญิงหันไปมองตาเขียวปั๊ดที่ปากเสีย “เดี๋ยวสิ ฟังพี่พูดให้จบก่อน... ฉันหมายความว่ามนุษย์เกิดมาก็ต้องแก่กันทุกคน ไอ้คนที่ล้อเธอทั้งหลาย พออายุมากขึ้นก็หนีไม่พ้นความเหี่ยวย่นเหมือนกัน อย่างเธอน่ะ ถ้าเทียบกับพวกฉันที่ต้องเป็นแวมไพร์ เป็นหมาป่าไปตลอดชาติยังเทียบไม่ติดเลย”
                “ใช่... อย่างน้อยก็มีคนนึงล่ะที่ดีดดิ้นจะเป็นจะตายทุกสองอาทิตย์เวลาจับเอาเลือดกรอกปาก” หญิงศอกกลับอย่างหมั่นไส้
                เสียงรถหวอดังขึ้นเรื่อยๆ จากด้านนอก
                “ตำรวจมาเหรอครับ” ผมหันไปถามแม่
                “ไม่ใช่หรอกจ้ะ... รถพยาบาลน่ะ”

                เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ พวกเราก็พากันขนย้ายตัวเองกลับไปทำแผลที่บ้าน
                ผมให้ไมค์นอนพักอยู่บนเตียงในห้องผม บางที... ที่นี่อาจเป็นที่ที่เขาสามารถฟื้นตัวเร็วที่สุดก็ได้
                ระหว่างรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของวัน ผมถึงได้คลายความสงสัยบางเรื่อง อย่างเช่น...
                “ทำไมพี่แซนด์กับหญิงถึงฝ่าเข้าไปในคฤหาสน์ได้โดยไม่โดนมนตร์ดำครอบงำล่ะครับ”
                น้องสาวสุดสวยยืดหลังตรงแล้วกระแอม “นี่แหละค่ะ ผลของการเข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์ และเพื่อความปลอดภัย หญิงก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าแล้วสาดเกลือออกไป เป็นการแหวกทางอีกชั้นหนึ่ง ส่วนพี่แซนด์... ก่อนเข้าก็กระดกเหล้าองุ่นไปเกือบหมดขวด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างจิตด้านมืดกับด้านสว่างในร่างกาย พอระดับน้ำในร่างกายสูงได้ที่ ก็วิ่งเข้าไปทันที”
                และนี่เองเป็นคำตอบของคำถามข้อต่อไปที่ว่า... ทำไมหมาป่าพี่ใหญ่ของบ้านถึงฉี่ใส่ตำนานสายเลือดแห่งแสงจันทร์... ถึงแม้เหล้าองุ่นนั่นจะผ่านกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกายไปแล้วก็ตามที
                “แต่หญิงก็ไม่ประมาทหรอกนะ ถ้ารีเพลย์กลับไป จะพบว่าก่อนจุดไฟหญิงหยิบขวดเล็กๆ ที่ใส่เหล้าที่เหลือราดลงไปบนหนังสือก่อนด้วย”
                “ฉลาดจริงๆ นะเรานี่” พ่อหัวเราะพลางขยี้หัวสาวน้อยของบ้าน
                “แน่นอนอยู่แล้ว”
                ที่อุ่นใจยิ่งขึ้นก็คือ ลูซี่ถูกพาส่งจิตแพทย์เพื่อบำบัดสภาพจิตของเธอ ผมก็ได้แต่หวังว่าวันเวลาที่เธออยู่ในโรงพยาบาล จะสามารถกล่อมให้เธอรู้จักการให้อภัย และอยากเริ่มต้นใหม่ด้วยความสุข


                เมื่อผ่านพ้นเที่ยงคืนไปแล้ว ร่างหมาป่าของเขาก็กลับมาเป็นไมค์คนเก่า ผมนั่งที่ขอบเตียงลูบผมอ่อนนุ่มอย่างเอ็นดู
                “พี่กอล์ฟ... หนีไป... พี่กอล์ฟ”
                ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงละเมอ นี่ยังฝันร้ายไม่หายอีกเหรอเนี่ย
                แม่เปิดประตูเข้ามายืนมองพวกเราอยู่ครู่หนึ่ง
                “แม่... ไม่โกรธพวกเราใช่มั้ยครับ?” ผมถามทำลายความเงียบ
                “โกรธ? เรื่องอะไรล่ะจ๊ะ” แม่แกล้งถามกลับ แต่จริงๆ แล้วคงรู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร
                จะว่าไป... หมอนี่ก็ปรึกษาแม่มาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา
                “สำหรับแม่น่ะ... ขอแค่ลูกๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็มีความสุขแล้ว ที่สำคัญ... ไม่ใช่เพราะความรู้สึกอันบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ของพวกลูกหรอกเหรอ ที่ทำให้ลูกของแม่กลับบ้านอย่างปลอดภัยมาได้ทุกวันนี้” พูดจบก็เอื้อมไปปิดสวิชต์ไฟ ก่อนออกจากห้อง
                ผมเอนกายลงนอนข้างน้องชายอย่างเหนื่อยอ่อน สีหน้าหมอนั่นดูดีขึ้นจากเมื่อกี้เล็กน้อย มองเห็นแม้แต่รอยยิ้มบางๆ ในความมืด
                ไมค์... นายกำลังฝันอะไรอยู่งั้นรึ
                ขณะคิดดังนั้น แขนยาวๆ ก็เข้ามากอดรอบตัวแล้วซุกลงบนอก ผมกอดตอบอย่างอบอุ่นก่อนผล็อยหลับไป 

 

                วันต่อมา
                “จริงๆ นะ... พี่กอล์ฟให้ไมค์มานอนด้วยทุกคืนจริงๆ นะ รักพี่กอล์ฟที่สุดเลย” เสียงร้องลั่นอย่างดีใจของน้องชายตัวแสบดังขึ้น ตามด้วยน้ำหนักของร่างสูงใหญ่ที่โถมเข้ามาจนผมหงายหลังลงบนเตียง
                “แอ่ก... โอย... หนัก ปล่อยก่อนเซ่ ไอ้เด็กบ้า” ผมยันหน้าที่กำลังพรมจูบไปทั่วหน้าผมเหมือนหมาเลียหน้าเจ้าของไม่มีผิด “ฉันบอกว่านายอยากจะมานอนห้องฉันก็ได้ต่างหาก”
                อีกฝ่ายจู๋ปาก “แล้วมันต่างกันตรงไหน?”
                ผมดันตัวใหญ่ๆ นั่นออกไป แล้วหยิบตำราที่อยู่ตรงหัวเตียงขึ้นมา
                “ก็ต่างกันตรงที่ พอนายมานอนห้องฉัน... ฉันก็จะย้ายไปนอนห้องนายน่ะสิ”
                ผมทำท่าจะเดินออกจากห้อง ทว่าแขนอีกฝ่ายเข้ามารั้งรอบเอวจากด้านหลัง
                “ไม่ยอมๆ ถ้าแบบนั้นมันจะมีประโยชน์อะไร ก็ไมค์อยากนอนกับพี่กอล์ฟนี่นา”
                “ฉันบอกว่าไม่ได้ไงล่ะ”
                “อะไรกัน ภูมิแพ้ก็หายแล้ว ยังรังเกียจกันอีกเหรอ”
                “ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ แต่ฉันจะท่องคาถา ถ้านายอยู่ด้วยเดี๋ยวก็คลั่งหรอก” ผมยกเหตุผลที่ดีที่สุดขึ้นมาเถียง
                “ไม่คลั่ง... ถ้าเป็นเสียงพี่กอล์ฟ ไม่ว่าจะคาถาอะไรไมค์ก็สบายมาก”
                “จริงอ่ะ” ผมฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์
                “จริงสิ” พูดจบก็ขโมยหอมแก้มผมอย่างรวดเร็ว
                “ไอ้เด็กทะลึ่งนี่!”
                ผมลืมตัวใช้ตำราเล่มหนาในมือตบป้าบไปที่หัวของน้องชายมือไว เล่นเอาอีกฝ่ายถึงกับปล่อยมือจากผมเพื่อกุมศีรษะตัวเอง
                “ไหนบอกว่าสบายมากไงล่ะ” ผมย้อนถามน้ำเสียงสมน้ำหน้า
                “พี่กอล์ฟใจร้าย”
                ผมแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ก่อนรีบเผ่นออกไปสิงสถิตห้องน้องชายแทน
                “หนอย... อย่าเผลอแล้วกัน มีโอกาสเมื่อไหร่ ไมค์จะกินพี่กอล์ฟตั้งแต่หัวจดเท้าเลยคอยดู”
                อึ๋ย... เสียงตะโกนที่ลอดผ่านบานประตูทำผมขนลุกไม่น้อย แต่ช่างเหอะ... อย่างน้อยหลังจากแจ้นเข้าห้องไมค์แล้วใส่กลอนได้สำเร็จ ผมก็รอดตัวไปได้อีกหนึ่งวันแล้วล่ะ


The End

edit @ 26 Jun 2008 15:32:04 by ★ひまじん★

For The Blood of The Moonlight IV

posted on 25 Jun 2008 03:35 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *


                รู้สึกตัวอีกครั้ง... สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้ก็คือกลิ่นสาบแปลกๆ
                เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ภายในห้องที่ดูเก่าโทรม แสงสลัวเพราะมีหน้าต่างเพียงแค่สองบานที่มุมห้อง และทั้งสองบานก็เล็กแถมอยู่สูงเกือบติดเพดาน เห็นเพียงท้องฟ้าด้านนอกพอให้รู้ว่าตอนนี้คือกลางวันหรือกลางคืน
                ผมขยับตัวอันเมื่อยขบ ยังรู้สึกระบมที่หน้าท้อง
                จริงสิ... ก่อนหน้านี้...
                ผมนึกย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนจะมาที่นี่ พลางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วตั้งสติให้ดี
                ผม... อยู่บนเตียงนอนขนาดค่อนข้างกว้าง... ที่นอนแข็งเสียจนปวดกล้ามเนื้อไปหมด แถมขาทั้งสองข้างยังถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กเส้นหนา ปลายอีกข้างหนึ่งของมันเชื่อมกับปลายเตียง
                สภาพแบบนี้... เท่ากับถูกจองจำชัดๆ
                ไม่สิ... แค่ห้องก็อย่างกับคุก มีเตียงให้นอนก็นับว่าบุญเท่าไหร่แล้ว
                ว่าแต่ผมถูกจับมาทำไมกันล่ะนี่? ที่สำคัญ ถูกใครจับตัวมา?
                ขณะกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ก็พบว่าผนังด้านหนึ่งเป็นเหมือนกรงขนาดใหญ่ ภายในเป็นโพรงมืดๆ
                ผมลงจากเตียงแล้วเดินเข้าไปใกล้กรงนั่นกระทั่งสุดความยาวของโซ่ ซึ่งมันคือตรงหน้ากรงขังพอดิบพอดี เมื่อเพ่งมองเข้าไปข้างในก็พบร่างที่คุ้นเคยสลบไสลไม่ได้สติอยู่
                “ไมค์...”
                ผมถึงกับใจหายวาบ... ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่... ทำไมไมค์ถึงได้อยู่ในสภาพแบบนี้
                เขาเองก็ถูกล่ามเช่นเดียวกันกับผม ทว่าโซ่ตรวนไม่ใช่แค่ที่ขา... แต่มีปลอกคอที่ดูหนักเพิ่มเข้าไปอีก ใครนะทำกับน้องชายผมถึงขนาดนี้
                “ไมค์... ไมค์...”
                ผมเรียกด้วยเสียงอันแหบพร่า เห็นคนตรงหน้าแล้วน้ำตารื้อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาขดตัวอยู่บนพื้นหินอันเย็นเยียบ... น่าสงสารจับใจ
                ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงของผม ดวงตาคู่สวยค่อยๆ เผยอลืมขึ้น ปรับสายตาพลางตั้งสติครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ คลานเข้ามา
                “พี่กอล์ฟ...”
                เขายื่นมือมาจับลูกกรง
                “นี่มันเรื่องอะไรเหรอไมค์? ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่”
                เด็กหนุ่มตรงหน้าน้ำตาคลอเบ้า
                “พี่กอล์ฟ... ไมค์ขอโทษ... ไมค์เป็นคนพาพี่กอล์ฟมาที่นี่เอง ไมค์พยายามต่อต้านมันแล้ว แต่ไมค์ทำไม่ได้” เขาเริ่มออกอาการฟูมฟาย
                “เดี๋ยวไมค์ ต่อต้านอะไร แล้วทำไมนายถึงอยู่ในสภาพแบบนี้”
                “ไมค์... ไม่รู้เหมือนกัน ไมค์รู้แต่ว่ามันต้องการพี่กอล์ฟ... มันต้องการมากเหลือเกิน... ต้องการจนคลุ้มคลั่ง... จนอยากกลืนกินเข้าไปทั้งตัว... อยากเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
                ผมรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจดเท้า
                “มัน... ที่ว่า...?”
                ไมค์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ผมได้ยินเสียงเขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
                “มันอยู่ในนี้... มันอยู่ในตัวไมค์ ไมค์ควบคุมมันไม่ได้ ยิ่งนับวันมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนไมค์ไม่รู้ว่ามันจะออกมาทำร้ายพี่กอล์ฟเมื่อไหร่ ไมค์เจ็บใจ... ทั้งที่มีสติตลอด ทั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่ไมค์ห้ามร่างกายตัวเองไม่ได้เลย” เสียงที่ฟังดูอ่อนแอนั้นสั่นและปนเสียงสะอื้น
                ผมเอื้อมมือผ่านกรงขังเข้าไป ตั้งใจจะลูบหัวปลอบโยน ทว่าไม่ทันได้แตะต้องหมอนั่นก็ตะโกนห้ามเสียก่อน
                “อย่า!! ไมค์บอกแล้วใช่มั้ย ว่าไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ให้อยู่ห่างไมค์ให้มากที่สุด... เพราะฉะนั้น พี่กอล์ฟ... หาทางหนีไปซะ ไม่ต้องสนใจไมค์... หนีไปให้ไกลๆ”
                “จะบ้าเหรอ นายถูกขังอยู่อย่างนี้ จะให้ฉันหนีไปคนเดียวได้ยังไง”
                ที่สำคัญ... โดนล่ามซะแน่นหนา ยังคิดวิธีหนีไม่ออกเลย แถมที่นี่ที่ไหนก็ไม่รู้
                “ช่างไมค์เถอะ... พี่กอล์ฟต้องสัญญานะ ว่าถ้าหาทางหนีได้ จะรีบหนีไปให้ไกลๆ ...ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้...”
                “ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหนเหรอไมค์”
                เขาส่ายศีรษะอย่างหมดหวัง... ท่าทางจะไม่รู้เหมือนกัน
                “จะที่ไหนก็ช่าง... หนีออกไปให้ได้ก่อน... ไปให้ไกลจากไมค์ที่สุด... ก่อนคืนวันเพ็ญ...”
                คืนวันเพ็ญ?
                ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มแห้งๆ ที่มุมปากนิดหนึ่ง
                “พี่กอล์ฟมีเวลาอีกแค่ไม่ถึงสองวัน... ไปจากที่นี่ซะ ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินของมะรืนนี้”
                “นายพูดอะไร... ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง”
                “ลูซี่... จะทำพิธีในคืนนั้น”
                พิธี? นี่หมายความว่ายังไง?
                “ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา... เธอเป็นแม่มด... ไมค์ขอโทษพี่กอล์ฟ... ไมค์เอาความเดือดร้อนมาให้ทุกคนในบ้าน... ไมค์น่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนที่เธอรู้ว่าไมค์เป็นอะไร”
                ไมค์เริ่มพล่ามอะไรต่อมิอะไรออกมามากมาย
                “พอเถอะไมค์ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาโทษตัวเองนะ เราต้องหาทางแก้ไขก่อน เราต้องออกไปจากที่นี่”
                “ไม่ใช่เรา... แต่เป็นพี่กอล์ฟคนเดียว... ขอแค่พี่กอล์ฟรอด... ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี”
                “จะบ้าเหรอ... ฟังนะ ถ้านายเป็นอะไรไป ฉันจะเศร้าเสียใจไปตลอดชีวิต นายจะยอมให้ฉันอยู่ในสภาพแบบนั้นเหรอ”
                เด็กหนุ่มตรงหน้าผมถึงได้เงียบลงได้
                “เอาล่ะ ทีนี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังทีได้มั้ย แล้วเรามาหาทางแก้ไขกัน... อย่าลืมสิ เรามีพี่แบงค์ ไม่ช้าก็เร็วพี่แบงค์ต้องพาทุกคนตามหาเราจนเจอ”
                ผมพยายามสร้างความหวังให้กับคนที่ดูสิ้นหวังตรงหน้า
                “ต่อให้หาเจอ... ไมค์ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
                เขาก้มหน้านิ่ง ผมจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะหลังมือซึ่งเกาะลูกกรงแน่น อีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อยทำท่าจะชักมือออก แต่ผมตะปบมือนั้นได้ก่อน จึงบีบเบาๆ โดยหวังว่าความอบอุ่นจากตัวผมจะส่งผ่านไปยังเขา... เหมือนคราวที่แล้ว
                ไมค์ก้มหน้านิ่ง เงียบไปครู่หนึ่งจึงเริ่มปริปากเล่าให้ผมฟัง
                “ลูซี่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่... มีอยู่วันหนึ่ง จู่ๆ ไมค์รู้สึกหน้ามืด เหมือนคุมตัวเองไม่ได้ เลยกลายเป็นหมาป่าให้ยัยนั่นเห็นเข้า...”
                “ช่างเถอะไมค์ พักนี้นายพลังของนายขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่เหรอ? ว่าแต่ลูซี่มีทีท่ายังไง”
                ทั้งที่ปลอบไปว่าอย่างนั้น แต่ในใจก็อดคิดถึงคำพูดของพ่อไม่ได้ว่า หนังสืออาถรรพ์นั่นจะตามหาคนที่มีสายเลือดแห่งแสงจันทร์
                “ก็... บอกว่า หูกับหางน่ารักดี เธอไม่ได้มีท่าทางรังเกียจหรือหวาดกลัว... แถมยังบอกด้วยว่าเธอสนใจเรื่องแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่า พวกเราก็เลยสนิทกันอย่างรวดเร็ว... ตอนนั้น ไมค์นึกว่าไมค์ได้เจอคนธรรมดาที่ยอมรับในตัวเราได้แล้วซะอีก”
                “นายชอบลูซี่เหรอ?” ผมพลั้งปากถามออกไป
                ไมค์เงยหน้า เบิกตาโพลง หูหมาป่าเล็กๆ โผล่ออกมาจนผมอดยิ้มขำกับภาพตรงหน้าไม่ได้ ทั้งที่ใจรอลุ้นคำอบของอีกฝ่ายอยู่
                “เปล่านะ... เอ่อ... ก็เคยชอบ... แต่ก็ไม่ได้ชอบแบบนั้น...” 
                ผิวใสๆ บนแก้มของไมค์แดงเรื่อขึ้นมา
                “คนที่ไมค์ชอบมาตลอด...”
                เขางึมงำคำพูดต่อมาจนผมต้องยื่นหน้าเข้าไปฟังใกล้ๆ เผลอเอามืออีกข้างไปกุมมือข้างที่เหลือของเขาซึ่งจับลูกกรงอยู่
                “ว่าไงเหรอไมค์”
                ทว่าอีกฝ่ายได้แต่ก้มหน้านิ่ง
                “ไมค์... ไม่สบายรึเปล่า?”
                พอได้ยินน้ำเสียงกังวล เจ้าแวมไพร์หมาป่าก็ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาแต่โดยดี ผมถึงได้รู้สึกตัวว่าตอนนี้หน้าพวกเราห่างกันเพียงแค่ความหนาของลูกกรงที่กั้น เราต่างประสานสายตากันครู่ใหญ่ ได้สติอีกครั้งริมฝีปากของเราทั้งคู่ก็เกือบจะสัมผัสกันอยู่แล้ว
                “เอ่อ...” เจ้าลูกหมาป่าชักมือทั้งสองออกจากลูกกรงและการเกาะกุมของผม เขาถอยหลังไปจนติดกำแพง เหมือนจะใช้เงามืดตรงนั้นหลบอะไรบางอย่าง
                “เฮ่... ไมค์ เป็นอะไรของนายน่ะ... กลับมาคุยกันก่อนสิ นายยังเล่าให้ฉันฟังไม่จบเลยนะ”
                ว่าแต่เมื่อกี้คุยกันถึงไหนแล้วล่ะเนี่ย?
                “เรื่องของไมค์ก็มีอยู่แค่นี้แหละ พี่กอล์ฟรีบหาทางหนีไปก่อนเถอะ รู้อย่างเดียวก็พอว่าอย่าให้ไมค์ตามหาพี่กอล์ฟเจออีก เพราะไมค์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไมค์จะทำร้ายพี่กอล์ฟเมื่อไหร่”
                ผมถึงกับเข่าอ่อนหมดแรงหมดกำลังใจ... อะไรเนี่ย คนอุตส่าห์ออกตามหาเพราะหวังจะมาช่วยแท้ๆ แต่กลับโดนไล่ด้วยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจสุดๆ แบบนี้
                “นาย... จะทำอะไรฉันงั้นเหรอ?”
                ผมนั่งคอตกอยู่ที่เดิม
                “ไมค์จะกินพี่กอล์ฟน่ะสิ”
                เราทั้งคู่ต่างเงียบกันไปหลายนาที ผมถึงกับอึ้ง ประมวลข้อมูลต่างๆ ในหัวเท่าที่จะนึกได้ในตอนนั้น
                “ละ... แล้วทำไมนายถึงจะกินฉันล่ะ” ผมถามออกไปให้แน่ใจ หน้าร้อนฉ่าขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
                “ไมค์... ไม่เหมือนเดิมแล้ว... บางอย่างในตัวไมค์มันตื่นขึ้นมา และมันบังคับให้ไมค์รู้สึกหิวกระหายคนที่ไมค์... รัก...”
                “.......”
                ผมพูดอะไรต่อไม่ออก... นี่เป็นการสารภาพรักที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของผม หัวใจมันพองโตที่รู้ว่าเขารักผม... โล่งใจที่รู้ว่าหมอนั่นไม่ได้รักลูซี่ แต่... ตอนนี้คนที่อาจทำร้ายจิตใจเขาให้ทุกข์ระทมไปตลอดชีวิต กลับกลายเป็นผมเสียเอง...
                “ได้ยินแบบนี้แล้ว พี่กอล์ฟรังเกียจไมค์รึเปล่า? พี่กอล์ฟกลัวไมค์รึเปล่า? พี่กอล์ฟคงขยะแขยงไมค์แล้วสินะ ที่ไมค์รักพี่กอล์ฟแบบนั้น... แต่ก็ดีเหมือนกัน ทีนี้พี่กอล์ฟคงอยากหนีไมค์ไปให้ไกลแสนไกลแล้วใช่มั้ย”
                เสียงน้อยอกน้อยใจระคนเสียดสีของอีกฝ่ายเหมือนกรีดหัวใจผมให้แตกสลายลงไปด้วย
                “ไมค์... ออกมาคุยกันก่อนได้มั้ย...” ผมเรียกเขาด้วยเสียงสั่นเครือ
                อีกฝ่ายนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่
                “ไมค์... ได้โปรด... มาคุยกันก่อน ฉันจะไม่เชื่อที่นายพูด และไม่ยอมหนีไปไหนทั้งนั้น จนกว่านายจะมาสบตา... และพูดกับฉันให้ชัดๆ กว่านี้”
                ผมยังคงนั่งรออยู่ที่เดิมอย่างใจจดใจจ่อ สักพักเจ้าตัวดีก็ค่อยๆ เดินมานั่งคุกเข่าที่เดิม ทว่าผมไม่รอให้เขาพูดอะไรอีกแล้ว สอดมือหนึ่งผ่านกรงเข้าไปโอบรอบเอวเขาไว้ ส่วนอีกมือกดโน้มท้ายทอยให้เข้ามาใกล้
                “พี่กอล์...”
                นี่เป็นครั้งแรกที่ริมฝีปากของพวกเราสัมผัสกันโดยตรงอย่างจริงจัง ผมไม่สนอะไรอีกแล้ว จะถูกกินหรืออะไรก็ช่าง ในเมื่อไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าผมจะหนีเขาพ้นหรือไม่ และเขาจะกลับมาเป็นน้องชายที่น่ารักของผมคนเดิมได้มั้ย อย่างน้อย... ขอแค่วินาทีนี้... วินาทีที่เราทั้งคู่ได้รักกันโดยไม่มีความเป็นความตายเข้ามาเป็นเงื่อนไข
                ไมค์โอบเอวผมผ่านช่องว่างของซี่เหล็กกล้าเช่นกัน พวกเราแลกเปลี่ยนจุมพิตราวกับนี่คือวันสุดท้ายของชีวิต
                “ฉันก็รักนายนะไมค์... ก่อนหน้านี้ฉันแค่ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นของจริง หรือเป็นเพียงการถูกล่อลวงให้เป็นเหยื่อ... แต่ตอนนี้ จะเป็นอะไรฉันก็ไม่สนแล้ว ฉันรู้แต่ว่าฉันรักนายเท่านั้น”
                ผมพร่ำความในใจออกมาขณะพักหายใจ รับสัมผัสอุ่นๆ จากลิ้นที่โลมเลียไปทั่วใบหน้า ก่อนจะถูกกลีบปากสีชมพูนั่นผนึกไว้อีกครั้ง
                อา... มีความสุขจัง... มีความสุขที่สุดเลย...
                ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออก พวกเราต่างสะดุ้งและผละกายออกจากกัน
                “ช่างน่าประทับใจจริงๆ... เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
                เสียงแหลมสูงของผู้มาใหม่ดังกังวานไปทั่วห้อง ตามด้วยเสียงหัวเราะอันบาดหู
                “ลูซี่...”
                ผมเอ่ยชื่อเธอออกมา เด็กสาวที่ปรากฏกายตรงหน้าอยู่ในเสื้อคลุมยาวถึงปลายเท้ามีหมวกสีดำดูลึกลับ เห็นผมสีแดงเพลงและแววตาดูชั่วร้ายโผล่พ้นเงาหมวกที่ครอบศีรษะของเธออยู่
                “สวัสดีค่ะ พี่กอล์ฟ...” เธอย่างสามขุมเข้ามาใกล้ผม
                “เธอจับพวกเรามาทำไม เธอทำแบบนี้กับไมค์ทำไม...”
                “อันที่จริงฉันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้พวกแกฟังหรอกนะ... แต่เอาเถอะ ถือซะว่าทำบุญ ให้แกได้ตายตาหลับในไม่กี่วัน ฉันจะเฉลยให้ก็ได้”
                ไมค์ส่งเสียงคำรามขู่เมื่อเห็นมือขาวๆ นั่นกำลังเอื้อมมาจับคางผม
                “หึหึหึ... เป็นเหยื่อที่งดงามเหมาะสมกับสมุนชั้นดีของฉันจริงๆ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้เป็นทั้งแวมไพร์ ทั้งหมาป่า... ไม่งั้นคงเก็บแกเอาไว้เองแล้ว...”
                ผมสะบัดหน้าหนี คนคนนี้... ไม่เหมือนเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับไมค์เลย
                “ฮึ... แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวพอคืนจันทร์เต็มดวง ร่างกายสวยงามพวกนี้ก็จะถูกฉีกทึ้งทำลายจนไม่เหลือซากแล้ว”
                “ลูซี่... ปล่อยพี่กอล์ฟไปซะ” เสียงไมค์ตะโกนออกมา
                เด็กสาวปรายตาแผ่รังสีอำมหิตไปยังต้นเสียงหลังกรงขัง ก่อนแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็น
                “อย่าลืมสิ... แกเป็นคนพาพี่แกมาเองนะ น้ำหน้าอย่างแก ไม่มีสิทธิมาสั่งฉันได้หรอก... อีกไม่นาน แกก็จะเป็นสมุนของฉันโดยสมบูรณ์แล้ว”
                “เธอทำแบบนี้ไปทำไม...” ผมถามกลับไป
                “ทุกอย่างฟ้าลิขิตไว้แล้ว... ในเมื่อฟ้าประทานหนังสือเล่มนั้นให้กับฉัน... ฉันก็คือคนพิเศษที่จะได้ครอบครองสุดยอดแห่งพลังอันเป็นนิรันดร์”
                พลังอันเป็นนิรันดร์?
                ดูเหมือนลูซี่จะอ่านสีหน้าอันฉงนสนเท่ห์ของผมออกเธอจึงเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงแหบต่ำราวกับหญิงชรา
                “ผู้ใดได้ครอบครองตำนานสายเลือดแห่งแสงจันทร์ ผู้นั้นคือผู้ที่ฟ้าจะประทานพลังอันยิ่งใหญ่ ที่จะควบคุมธาตุดินน้ำลมไฟได้อย่างอิสระ นั่นก็หมายถึง... สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้... แม้แต่สิ่งมีชีวิต”
                “แต่เธอควบคุมจิตใจคนอื่นไม่ได้” ผมเถียง
                “อย่าโง่ไปหน่อยเลย... ที่แกมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่ใช่เพราะฉันสั่งน้องแกให้ไปจับตัวมาหรอกรึ ไหนจะคำบอกรักน้องชายที่แกเพ้อออกมา ก็เป็นผลจากมนตร์ดำที่ฉันปลุกพลังสายเลือดแห่งแสงจันทร์ในกายน้องแกนั่นแหละ...”
                “ไม่จริง!” ผมสวนกลับทันควัน วินาทีนี้ผมเชื่อมั่นว่าผมรักไมค์มาจากหัวใจ
                “เฮอะ... ไม่คิดว่าจะจัดการง่ายดายขนาดนี้ กะอีแค่สร้างสถานการณ์ยั่วให้หึงไม่กี่ที ก็กระตุ้นความรู้สึกจอมปลอมนั่นสำเร็จแล้ว”
                ผมสัมผัสถึงความเจ็บปวดของคนหลังกรงขังได้เป็นอย่างดี เวลานี้เขากำลังอ่อนไหว... ยิ่งเจอถ้อยคำที่บาดหัวใจ อารมณ์ของเขาจะปั่นป่วนสักเพียงไหนกันนะ
                “แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันรักไมค์จริงๆ ล่ะ... รักก่อนที่เธอจะเข้ามาในชีวิตของเขาเสียอีก”
 ริมฝีปากแดงสดเบะด้วยความดูแคลน
                “ก็ดี... รักกันเข้าไว้นะ เพราะยิ่งพวกแกรักกันมากเท่าไหร่... เลือดจากการฆ่าฟันกันเองระหว่างพี่น้องก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น”
                “หมายความว่ายังไง...”
                “โอ๊ะโอ... ไม่รู้จริงๆ เหรอจ๊ะหนุ่มน้อย... ไม่อยากเชื่อ นี่พ่อแม่แกไม่เคยเล่าให้ฟังเลยเหรอ? โอ๊ะ จริงสิ ลืมไปว่าคนเข้าถึงหนังสือเล่มนี้ได้น้อยเหลือเกิน... บอกให้ก็ได้... สิ่งเซ่นสังเวยเพื่อแลกกับพลังที่จะได้จากหนังสือเล่มนั้นก็คือโลหิตของพี่ฆ่าน้อง ไม่ก็น้องฆ่าพี่ พูดแบบนี้แล้ว ก็ไปตกลงกันเองแล้วกันนะ ว่าใครจะฆ่าใคร แต่ถ้าน้องชายแกฆ่าแก ฉันก็กำไร เพราะยังได้ลูกสมุนที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเคียดแค้นที่จะเพิ่มพลังจิตด้านมืด... ดูจากสถานการณ์แล้ว... น้องชายแกตอนนี้เกือบกลายเป็นอสูรกายเต็มตัวอยู่เต็มที... คงต่อกรยากซักหน่อยนะ”
                เธอชำเลืองมองเจ้าของดวงตาที่จ้องเขม็งมาด้วยความโกรธแค้นอยู่หลังกรง
                “อ้อ... แล้วก็อย่าคิดฆ่าตัวตายซะล่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าฉันยังไม่สั่งให้แกตาย แกก็ไม่มีสิทธิตาย...”
                พูดจบก็เดินนวยนาดออกไปพร้อมเสียงหัวเราะแหลมสูง... อย่างที่ไมค์พูดจริงๆ... ผู้หญิงคนนี้คือแม่มด
                “เข้าใจรึยังล่ะพี่กอล์ฟ... ว่าทำไมไมค์ถึงอยากให้หนี” พูดจบหมอนั่นก็เดินเซื่องๆ ไปหลบอยู่มุมมืดซึ่งผมมองไม่เห็น
                บ้าชะมัด... ยังมีทางออกทางไหนอีกบ้างนะ... พ่อครับ แม่ครับ... รีบตามหาพวกเราให้เจอเร็วๆ ด้วยเถอะ... ผมได้แต่ภาวนาอยู่ภายในใจด้วยความหวัง
                ทันใดนั้นเอง ผมก็นึกบางอย่างออก
                ถ้าสถานการณ์มันถึงขีดสุดจริงๆ... ถ้าไม่มีใครช่วยอะไรพวกเราได้... วิธีสุดท้ายที่จะทำให้พี่น้องไม่ต้องฆ่ากันเอง... วิธีสุดท้ายที่จะทำให้ไมค์ไม่ต้อ