ลิขิตรักต่างมิติ [16]

posted on 28 Jun 2009 00:45 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย 
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า


 
            หลังจากเล่าเรื่องของตัวเองทั้งหมดให้ฟัง องค์ชายพิรัชต์ในร่างไมค์ก็ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังกอดคนฟังอยู่ เมื่อเสียงหายใจของอีกฝ่ายราบเรียบเป็นสัญญาณถึงการเข้าสู่นิทรา กอล์ฟก็ค่อยๆ ดึงแขนขาที่กอดก่ายตนออกไปอย่างเบามือ เขาลุกขึ้นนั่ง ก้มลงมองใบหน้าของน้องชายที่เปื้อนคราบน้ำตาพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ร่างที่หลับไหลนั้น
            พี่น้องที่เกลียดกัน... สำหรับคนที่ได้รับความรักจากน้องชายเกินธรรมดามาตลอดอย่างเขา จัดว่าเป็นเรื่องที่แย่สุดๆ เท่าที่เคยฟังมาเลยก็ได้
            และดูเหมือนน้องชายในโลกนั้นไม่เป็นที่สนใจของคนในครอบครัวสักเท่าไหร่ ในขณะที่พี่ชายมีแต่คนห้อมล้อม คอยพะเน้าพะนอ ตรงกันข้ามกับในโลกของเขาอย่างสิ้นเชิง
            ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่เคยเกลียดไมค์ แม้หลายครั้งจะน้อยอกน้อยใจคนอื่นๆ ในบ้านบ้างก็ตาม
            เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าวันหนึ่งไมค์เกิดเกลียดเขาจริงจังจนถึงขั้นอยากฆ่า... เขาจะรู้สึกยังไง
            ดวงตาคู่สวยที่มองพี่ชายอย่างเว้าวอนอ้อนขอความรักอยู่ตลอดเวลานั่น ต่อให้มีเรื่องโกรธเคืองกันแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดทำร้าย ตรงกันข้าม เด็กคนนั้นคอยปกป้องเขาอย่างแนบเนียนอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำ เขาเสียอีกที่ไม่เคยตอบสนองความรักเกินพี่น้องที่อีกฝ่ายมีให้... ไม่สิ ทำไม่ได้ต่างหาก
            เพราะคำว่าน้องชาย... สำหรับเขามันมีความหมายเกินกว่าที่จะทำแบบนั้น ทั้งที่รักที่สุด สำคัญที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ในความหมายนั่น
            เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของคนตรงหน้า
            “บางที... เสด็จพี่ของนายอาจไม่ได้เกลียดนายหรอกนะ”
            อย่างน้อยเขาก็หวังให้เป็นอย่างนั้น เพราะในตอนนี้ชีวิตของไมค์อยู่ในกำมือของผู้ชายคนนั้นแล้ว... ผู้ชายคนที่หน้าเหมือนเขาไม่มีผิด
            กอล์ฟสะบัดหัวให้สมองโล่ง
            บ้าจริง... เผลอสงสารหมอนี่เต็มเปา ทั้งที่เขาเองเป็นฝ่ายถูกกระทำต่างๆ นานา
            ไม่ใช่ ใครว่าสงสารล่ะ เขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของน้องชายต่างหาก ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ และเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้กลับมาเจอหน้ากันอีก
            กอล์ฟลุกจากเตียงไปยังห้องน้ำ หลังจากชำระล้างร่างกายให้สะอาด ก็ไปหาอะไรกินในครัว เขากลับมาอีกครั้งพิรัชต์ก็ยังคงนอนหลับอยู่เช่นเดิม
            ท่าทางหมอนี่จะเหนื่อยไม่แพ้กัน
            เด็กหนุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเข้าสู่โปรแกรมแช็ตกับเพื่อนๆ ชาวโอตาคุ

รักสาวแว่นตลอดกาล says: wazzup! ว่าไงเพื่อน หายหัวไปเลยนะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: มีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นที่บ้านนิดหน่อยอ่ะ
เป็นชู้กับลีอาห์ says: เรื่องน้องชายสินะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: อืม...............................
รักสาวแว่นตลอดกาล says: คงไม่นิดหน่อยแล้วล่ะมั้ง
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: รู้ได้ไง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: เดาจากที่มาปรึกษาคราวที่แล้ว ฉันเดาว่าป่านนี้น้องนายคงยังไม่หายบ้าใช่มั้ย
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: เดาอีกก็ถูกอีก ว่าแต่รู้ได้ไง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ไม่ยาก ดูจากชื่อที่นายตั้งไง
เป็นชู้กับลีอาห์ says: สรุปแล้วน้องชายนายมาจากโลกคู่ขนานจริงๆ เหรอ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่เมื่อกี้หมอนั่นเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง มันเป็นเรื่องเป็นราวละเอียดและสมจริงเกินกว่าที่คนสมองเพี้ยนจะแต่งขึ้นมาได้
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ตอนนี้นายเลยเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: อืม
เป็นชู้กับลีอาห์ says: เขาเล่าว่าไงบ้าง

            กอล์ฟเล่าเรื่องที่ฟังจากพิรัชต์ รวมถึงเหตุการณ์ก่อนที่ทั้งคู่จะสลับตัวกัน

โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: เรื่องก็เป็นอย่างนี้แหละ
รักสาวแว่นตลอดกาล says: อืม...
เป็นชู้กับลีอาห์ says: แล้วนายจะทำไงต่อ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันอยากช่วยน้องฉัน... ไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ฉันว่าน้องนายยังปลอดภัยล่ะ อย่างเลวร้ายสุดๆ ก็อาจโดนจับขังอย่างสมเกียรติ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: โดนจับขังมันสมเกียรติตรงไหนฟระ
รักสาวแว่นตลอดกาล says: อ้าว ก็เป็นถึงเจ้าชายไม่ใช่เหรอ เชื้อพระวงศ์คงไม่ถูกจำคุกรวมกับคนอื่นหรอก
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: แล้วทำไมนายถึงคิดว่าน้องฉันยังปลอดภัยล่ะ
เป็นชู้กับลีอาห์ says: ฉันก็เห็นด้วยนะ ก็นายบอกเองว่านายคิดว่าเสด็จพี่ของหมอนั่นไม่ได้เกลียดน้อง อีกอย่างก่อนที่หมอนั่นจะมาก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเพราะมีแสงประหลาดวาบออกมาซะก่อน
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ว่าแต่ทำไมนายถึงคิดว่าเสด็จพี่ของหมอนั่นไม่ได้เกลียดล่ะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันก็แค่เดาจากเวลาที่หมอนั่นละเมอเหมือนเด็กน่ะ ดูหมอนั่นมีความสุขมากเวลาพูดคำว่าเสด็จพี่แบบอ้อนๆ อีกอย่างดูเหมือนตัวพี่ชายจะทำดีกับหมอนั่นมาตลอดแต่กลับถูกน้องเข้าใจว่าเสแสร้ง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: บางที... อาจเสแสร้งจริงก็ได้นะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันว่าไม่หรอก ถ้าเสแสร้งล่ะก็ คงไม่ปล่อยให้ไอ้ตัวร้ายลอยนวลจนคิดฆ่าตัวเองถึงทุกวันนี้ อีกอย่าง... ตัวพี่จะเสแสร้งให้มันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ในเมื่ออำนาจก็มีเหนือกว่า
เป็นชู้กับลีอาห์ says: บางทีตัวพี่อาจจะปล่อยให้ตัวน้องคิดฆ่าตัวเองเพื่อโยนข้อหาให้ แค่นี้ก็กำจัดน้องชายให้ไปอยู่ในคุกได้แล้ว
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ตั้งแต่ยังเด็กเลยเนี่ยนะ? ถ้าเป็นแบบนั้นก็เด็กปิศาจชัดๆ

            เสียงการเคลื่อนไหวเสียดสีเนื้อผ้าบนที่นอนดังขึ้น กอล์ฟชำเลืองมองด้วยหางตา ก่อนรีบหันกลับเข้าหาหน้าจอคอม

โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันต้องไปแล้วล่ะ อาจจะไม่ได้ออนอีกพักนึง ยังไงพวกนายช่วยหาวิธีช่วยน้องฉันหน่อยได้มั้ย ถ้าโลกคู่ขนานอะไรนั่นมีจริงล่ะก็...

            เมื่อเพื่อนทั้งสองรับปาก กอล์ฟก็รีบปิดหน้าต่างแช็ตและคอมพิวเตอร์
            “ทำอะไรน่ะ” เสียงงัวเงียจากคนตัวใหญ่ที่โงหัวขึ้นมามอง
            “คุยกับเพื่อน” กอล์ฟตอบเสียงเรียบ
            “เพื่อน? คอมพิวเตอร์เนี่ยนะ? นายมีความสามารถพิเศษสามารถคุยกับสิ่งของได้ ไม่งั้นนายก็คงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ”
            กอล์ฟนึกเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
            ทำไมเราต้องถูกคนที่อาจจะบ้าสันนิษฐานว่าบ้าด้วยฟระ
            ทว่าเพียงอึดใจเดียวก็สามารถสงบอารมณ์ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเห็นอกเห็นใจคนตรงหน้า ทำให้เขาไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียง
            “จริงๆ คอมพิวเตอร์ห้องนายก็สามารถคุยกับเพื่อนได้ เหมือนโทรศัพท์มือถือไง แต่ต่างกันที่เราใช้ตัวอักษรสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เสียง”
            “จดหมาย?”
            “ประมาณนั้นแหละ แต่เป็นจดหมายที่ถึงเลย ไม่ต้องรอ เลยสามารถตอบโต้กันได้ทันทีเหมือนคุยกัน”
            พิรัชต์พยักหน้าเหมือนเข้าใจ
            “ว่าแต่นายเถอะ... ถึงจะบอกว่ามาจากโลกอื่น แต่ถ้าไม่เข้าสังคมซะบ้าง น้องชายฉันจะแย่นะ”
            ร่างสูงใหญ่บนเตียงเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
            “ไม่เห็นจำเป็น ที่ออฟฟิศยังไม่พออีกเหรอ”
            “นั่นมันเพื่อนร่วมงาน แต่ไมค์ยังมีเพื่อนกลุ่มอื่นอีก แถมออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดแบบนี้ เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหายหมด นอกจากนี้นายต้องหัดทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ คนอื่นบ้าง ไม่งั้นจะดูน่าสงสัย และทำให้ชื่อเสียงของไมค์ไม่ดีด้วย”
            “เชอะ ไม่เห็นแคร์”
            เมื่อเห็นท่าทางไม่แยแสอย่างยียวนนั่น เด็กหนุ่มถึงกับควันออกหู
            “ไม่แคร์ไม่ได้ งานของพวกเราอยู่ได้ด้วยชื่อเสียง ขืนนายไม่แคร์ใครเลย พวกเราจะอดตายกันรู้มั้ย”
            “เฮ้อ เรื่องมากจริง ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เห็นจำเป็นต้องมีเพื่อนเลยซักคน ก็ยังอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้”
            ทั้งที่เป็นคำพูดอวดดี แต่จู่ๆ น้ำตากอล์ฟก็รื้อขึ้นมา
            “ไม่มี... เลยซักคนเหรอ”
            “ใช่ ไม่มีเลย แล้วไง ก็ไม่เห็นตายซักหน่อย”
            เด็กหนุ่มอยากพูดโต้กลับไปว่าไม่น่ารักเลย แต่คำนั้นก็จุกอยู่ที่อก
            ในใจหมอนี่... มีแต่ความเคียดแค้นจนลืมมองสิ่งดีๆ ที่อยู่รอบตัวจนหมดสิ้น
            พิรัชต์สังเกตเห็นความเงียบหงอยแปลกๆ ของอีกฝ่าย จึงลุกจากเตียงแล้วเดินมาใกล้
            “เป็นอะไรไปอีกล่ะ ร้องไห้ทำไม”
            กอล์ฟรีบหันหน้าหลบ บ้าชะมัด น้ำตาเกือบจะไหล
            “เปล่า... ฉันแค่คิดว่าสำหรับพวกฉัน เพื่อนคือคนสำคัญมาก”
            พิรัชต์จับคางอีกฝ่ายให้หันมาสบสายตา วินาทีนั้นเองหยดน้ำเม็ดโตก็เอ่อจากขอบตาลงมาเป็นทาง
            “หึ...” เขาหัวเราะขึ้นจมูกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า “อย่าบอกนะว่า... นายร้องไห้เพื่อฉัน”
            กอล์ฟรีบปาดน้ำตา
            “เปล่า อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”
            ร่างสูงโน้มใบหน้าจูบซับคราบน้ำตาบนพวงแก้มใส กอล์ฟรู้สึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ขัดขืน แถมยังรู้สึกดีกับความอ่อนโยนนี้อีกด้วย
            “มีเพื่อนบ้างก็ดีนะ... นายจะได้เลิกเจ็บปวดกับเรื่องของพี่ซักที”
            เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้น แต่รอยยิ้มที่ตอบกลับมาทำให้กอล์ฟอภัยทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
            ทว่าความใจอ่อนของเขาดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายย่ามใจ
            กลีบปากบนพวงแก้มค่อยๆ ไล้เลื่อนมายังริมฝีปาก ทันทีที่รู้สึกถึงการกระทำเกินเลยขอบเขตการปลอบโยน กอล์ฟได้สติสะบัดตัวขัดขืน
            “อย่า... ฉันไม่...”
            ร่างสูงใหญ่กว่าไม่ฟังเสียง มือสอดใต้เสื้อจู่โจมติ่งเนื้อบนยอดอกกระตุ้นอารมณ์อีกฝ่ายอย่างไม่รอรี เพียงไม่นานร่างกายเด็กหนุ่มตรงหน้าก็อ่อนยวบ
            กอล์ฟแทบไม่รู้ตัวเลยว่าหลังสัมผัสที่นอนเมื่อไหร่ สิ่งที่เตือนสติอันกระเจิดกระเจิงจากการรุกเร้าที่เกือบคุ้นเคยคือความเจ็บปวดของบาดแผลบนร่างกาย
            ครั้งแล้วครั้งเล่า... เขาปล่อยให้คนเบื้องบนรังแกร่างกายอันบอบช้ำเรื่อยมา แต่ทำไมถึงไม่อาจโกรธหมอนี่ได้ถึงที่สุด เขานึกเจ็บใจตัวเอง ...ทำไมไม่ขัดขืน ทำไมไม่ต่อต้าน...
            “ฮึก”
            เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้ง เมื่อมือใหญ่รุกไล้เข้าไปในกางเกง
            ดิ้นสิ... ดิ้นสิกอล์ฟ บ้าชะมัด... ทั้งความรู้สึกแบบนี้ สัมผัสแบบนี้ กลิ่นกายแบบนี้ ทำไมถึงได้โหยหาขนาดนี้นะ
            เหมือนรอคอยมาตลอด
            บางที... เขาอาจหลงรักไมค์ไม่แพ้เจ้าตัว นั่นอาจเป็นความรู้สึกที่เขาหนีมาตลอด จนกระทั่งเขื่อนที่ปิดกั้นอารมณ์เหล่านั้นพังทลายลงเพราะผู้ชายคนนี้...
            บ้าน่า... มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อตอนที่อยู่ใกล้ไมค์ เขาไม่เคยอยากถูกกอดมากขนาดนี้
            ไมค์... ถ้านายกลับมาได้ พวกเราจะเป็นยังไงนะ
            ถึงตอนนั้น คงมีแต่เขาที่เฝ้าปรารถนาในรสรักของน้องชาย ถึงจะเป็นร่างกายเดียวกัน แต่ตัวตนภายในกลับไม่ใช่อย่างสิ้นเชิง
            ไม่ได้นะกอล์ฟ... กลับตัวตอนนี้ยังไม่สาย อย่าให้อะไรมันเลยเถิดไปมากกว่านี้เลย
            เด็กหนุ่มรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดดันร่างใหญ่ที่คร่อมอยู่เบื้องบน
            “ไม่!!!”
            เพี๊ยะ
            ใบหน้าสวยสะบัดตามแรงตบ ก่อนหันกลับมาก้มลงมองด้วยสายตาตกตะลึง
            กอล์ฟรู้... ว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุ เขาเป็นฝ่ายสมยอมเองตั้งแต่แรกเพราะรู้สึกดี แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ล่ะก็เขาคงต้องเผลอไผลไปกับอารมณ์แปลกๆ ที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นนี้อีกแน่
            “สนุกมากสินะ... ทำให้ฉันเจ็บมันคงสาแก่ใจนายมากเลยสินะ” ถามเสียงสั่นเครือ เด็กหนุ่มกำลังสั่นไปทั้งตัวจากสงครามระหว่างอารมณ์และเหตุผลที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายในร่างกาย
            แย่ที่สุด... ถูกกระทำทั้งที่รังเกียจหมอนี่เหมือนก่อนยังดีเสียกว่า
            “เจ็บ? ตรงไหน ก็ฉันเห็นนายครวญครางอย่างมีความสุขทุกที”
            “ไอ้ทุเรศ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น นายไม่เป็นฉันนายไม่รู้ ว่าฉันทรมานขนาดไหนที่ถูกทำแบบนี้” กอล์ฟเถียงกลับ
            “งั้นบอกมาสิว่านายอยากให้ฉันทำยังไง...”
             พิรัชต์จ้องดวงตาชุ่มชื้นข้างใต้ ในขณะที่กอล์ฟไม่เหลืออะไรที่จะสู้ได้นอกจากแววตาที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากส่วนลึกในหัวใจอีกแล้ว
            “อย่าเข้าใกล้ฉันแบบนี้อีกได้มั้ย” ในที่สุดกอล์ฟก็หลุดคำพูดนี้ออกมา
            ทั้งคู่จ้องกันราวกับกำลังก่อสงครามทางสายตา ทว่าสงครามที่แท้จริงกลับปะทุดุเดือดอยู่ภายในต่างหาก
            ไม่กี่นาทีต่อมาพิรัชต์ปรับสีหน้ากลับมาเย็นชาดังปกติ เขาปล่อยมือจากอีกฝ่าย ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป
            ไม่ใช่... นี่ไม่ใช่การยอมแพ้ และกอล์ฟเองก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนตัวเองชนะเลยแม้แต่น้อย


            กอล์ฟทนพักอยู่กับบ้านได้เพียงสองวันเท่านั้น เขาอยากไปทำงานใจจะขาดยิ่งเมื่อนึกถึงคิวแสดงตามงานต่างๆ ที่เริ่มมีเข้ามาเนื่องจากใกล้ออกอัลบั้มใหม่เต็มที
            เรียกว่าเป็นโชคดีเพียงกะจ้อยร่อยของเขาที่ไมค์กลายเป็นองค์ชายพิรัชต์ในช่วงที่ไม่ค่อยได้ออกงานพอดี
            หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างอยู่ในบ้าน ความเงียบอันน่าอึดอัดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กอล์ฟต้องแข็งใจไปทำงานเสียทีทั้งที่แผลยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก
            “เอ้า! พักก่อน... เป็นอะไรของพวกนาย วันนี้ไม่ดีเลย” ครูสอนเต้นบ่นอย่างหัวเสีย เขาอุตส่าห์คาดหวังกับพัฒนาการของทั้งคู่ เนื่องจากไมค์เริ่มฟื้นตัวจากอาการลืมท่าเต้นทั้งหมดและกำลังจะไปได้สวย แต่สุดท้ายการเต้นในวันนี้ทั้งคู่กลับทำได้แย่กว่าเก่า
            “ขอโทษครับ คือกอล์ฟยังไม่ค่อยหายดี...”
            “เรื่องนั้นก็เข้าใจอยู่ แต่มันไม่ใช่ปัญหานั้นเลยกอล์ฟ... พวกนายมีกะใจเต้นบ้างรึเปล่าเนี่ย”
            พิรัชต์เดินออกจากห้องอย่างนิ่งๆ
            “เฮ้อ... เอาเข้าไป”
            ครูฝึกถอนหายใจพลางส่ายหัวเล็กน้อย

            ร่างสูงใหญ่ทิ้งห้องซ้อมเต้นไว้เบื้องหลัง เขารู้สึกอึดอัดในอกอย่างบอกไม่ถูก ตลอดสองวันที่ผ่านมาเขาไม่รู้เลยว่าควรจัดการกับความรู้สึกของตัวเองยังไง
            พิรัชต์เดินไปยังช่องหน้าต่างหน้าลิฟต์ขนของ ตรงนั้นเป็นเพียงที่เดียวที่อากาศภายนอกจะไหลเวียนเข้ามาภายในอาคารได้ ทั้งยังไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน
            “พวกนายทะเลาะกันรึไง”
            เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็พบร่างที่คุ้นตาของหนึ่งในแดนเซอร์
            “ให้เป็นแบบนั้นยังจะดีซะกว่า” เด็กหนุ่มตอบพลางหันกลับไปมองทัศนียภาพข้างนอก
            “คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
            ร่างกำยำเข้ามานั่งบนโต๊ะที่วางอยู่ใกล้ๆ หยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋า แล้วจุดไฟ
            พิรัชต์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนคิดอะไรในใจ ก่อนเอ่ยปากถามว่า
            “เวลาทำอย่างว่า ทำยังไงถึงไม่ให้อีกฝ่ายเจ็บ”
            ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากหวอจนบุหรี่ที่คาบอยู่ห้อยต่องแต่งที่ริมฝีปากล่าง
            ความเงียบประหลาดเข้าปกคลุมราวครึ่งนาที ก่อนสมองของคนประสบการณ์โชกโชนจะประมวลความคิดได้แล้วรีบกลับเข้ามาสู่สภาพปกติ
            เขาหัวเราะหึในลำคอพลางใช้ฝ่ามือตีหน้าผากตัวเอง
            “โธ่เอ๊ย... นึกว่ากลุ้มอะไร ที่แท้ก็เรื่องผู้หญิง เพิ่งคบกันสิท่า”
            ร่างสูงไม่ตอบ เขาเอาแต่มองท้องฟ้านอกหน้าต่าง
            “เอ้า ซักมวนมั้ย”
            เด็กหนุ่มหันกลับไปมอง พบว่าอีกฝ่ายกำลังยื่นบุหรี่ที่เพิ่งหยิบออกมาจากซองให้

            พิรัชต์กลับเข้ามาในห้องซ้อมอีกครั้ง พบว่าคู่หูของตนกำลังตั้งอกตั้งใจฝึกท่าใหม่ราวกับอยู่ในโลกส่วนตัว หมอนั่นไม่มีทีท่าว่าจะสนใจการกลับมาของเขาเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งครูฝึกเข้ามาแล้วเรียกให้ซ้อม
            แม้จะรู้สึกหงุดหงิดต่อท่าทีเช่นนี้ แต่ ณ ปัจจุบันคงไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากยอมปล่อยอีกฝ่ายไปก่อน
            ทำไมนะ... ทั้งที่เขาน่าจะเป็นคนคุมเกมทั้งหมด ทั้งที่เขาน่าจะไม่แยแสต่อปฏิกิริยาของใครๆ ดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่เมื่อก่อน
            ใช่แล้ว... ถ้าเป็นเขาคนเดิมล่ะก็ คงจะฉุดอีกฝ่ายไปที่ไหนสักแห่งที่ปลอดคนแล้วบังคับขืนใจได้ตามต้องการ ไม่ก็ใช้กำลังลงโทษหากหมอนี่ขัดใจ
            แต่ถ้าทำอย่างนั้น... เขารู้สึกลึกๆ ว่ากอล์ฟอาจหายไปจากชีวิตเขาตลอดกาล พอคิดได้แบบนั้นทีไร ความหวาดกลัวก็แล่นพล่านเข้ามา
            หมอนี่กลายเป็นคนสำคัญของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่...
            อยากได้... แต่ก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกต่อไปแล้ว
            ไม่อยากให้เหมือนพี่ชาย... ที่พอผูกพันมาก ก็จากไปไกลแสนไกล
            เขารู้ว่ากอล์ฟไม่มีวันทิ้งเขา เหมือนที่พระเชษฐาไม่คิดจะกำจัดเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็อยู่ในร่างของคนที่หมอนั่นเรียกว่าน้องชาย
            แต่เขาเข็ดเสียแล้ว เขาเจ็บปวดมามากกับความรักที่ใกล้แค่เอื้อม แต่ไม่เคยได้หัวใจ เขาเหนื่อยหน่ายต่อการเสแสร้งเหล่านั้นเหลือเกิน
            จะมีวันนั้นไหมนะ? วันที่กอล์ฟหันมายอมรับในตัวเขาที่เป็นเขา... ไม่ใช่ไมค์ น้องชายที่น่ารักคนนั้น


            ทันทีที่กลับถึงบ้าน กอล์ฟก็ดึงแขนเจ้าตัวดีออกมาจากห้องอย่างเอาเรื่อง
            “เฮ้ย อะไรของนาย อยู่บ้านฉันเป็นเจ้านาย ทาสรับใช้ไม่มีสิทธิมาลากตัวแบบนี้”
            พิรัชต์โวยวายเหมือนเด็ก ในขณะที่อีกฝ่ายดูกระฟัดกระเฟียดอย่างหาสาเหตุไม่ได้
            กอล์ฟจับร่างสูงใหญ่หันหน้าเข้าข้างฝา แล้วลูบคลำตามเนื้อตัว
            “เอ้าๆ อะไรของนาย บอกไม่ให้ฉันเข้าใกล้ แต่นายกลับลวนลามฉันซะเอง จะเอายังไง ให้ปล้ำกันตรงนี้เลยดีมั้ย ยิ่งอยากๆ อยู่”
            ทว่าร่างที่เล็กกว่าทำหูทวนลม เขาจับองค์ชายจอมเพี้ยนหันกลับมาเผชิญหน้ากัน แล้วกระชากคอเสื้ออย่างเอาเรื่อง
            “อยู่ไหน?”
            พิรัชต์ทำหน้างง
            “อะไรของนาย”
            “ฉันถามว่าอยู่ไหน”
            “แล้วมันอะไรเล่า”
            “บุหรี่ไง อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ฉันได้กลิ่นบุหรี่จากตัวนาย ตั้งแต่อยู่ในห้องซ้อมแล้ว”
            พิรัชต์ถึงบางอ้อ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงลอยหน้าลอยตาตอบว่าแล้วมันกงการอะไรของอีกฝ่าย แต่พอเห็นสายตาคาดคั้นอย่างเอาจริง ทำให้เขาถึงกับคำพูดจุกอก
            “บุหรี่? บุหรี่อะไรกัน ไม่เห็นรู้เรื่อง”
            คำพูดแบบนั้นไม่ใช่นิสัยของเขาเลยซักนิด ทำไมถึงต้องกลัวหมอนี่โกรธด้วยนะ... ไม่สิ เขาเกรงใจต่างหาก
            “อย่ามาทำไขสือ ไมค์แพ้บุหรี่ ขืนนายสูบของพรรค์นั้น ไม่รู้ว่าร่างกายหมอนั่นจะรับไหวรึเปล่า บอกมาว่านายเอาบุหรี่ไปซ่อนไว้ที่ไหน”
            จริงรึ... ทำไมเขาสูบแล้วไม่เห็นเป็นอะไรเลย ไอ้น้องชายที่ชื่อไมค์นั่นมันทำสำออยอ้อนพี่มากกว่า พิรัชต์เบะปากแอบเถียงอยู่ในใจ
            “บุหรี่อะไร ไม่มี”
            “ฉันไม่เชื่อ” พูดพลางทำจมูกฟุดฟิดแถวๆ คอเสื้อของร่างสูง “ถึงกลิ่นจะจางกว่าเมื่อตอนบ่าย แต่ฉันก็แน่ใจว่านายสูบ จมูกฉันไวกว่าหมา ไม่ผิดแน่”
            “เอ่อ... อ๋อ... ตอนที่ฉันออกจากห้องซ้อม ฉันไปยืนตรงช่องระบายลม แล้วก็มีพี่คนนึงสูบอยู่น่ะ สงสัยกลิ่นจะติดมาตอนนั้น”
            เด็กหนุ่มไม่เคยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีขนาดนี่เลย นี่เขาต้องโกหกข้างๆ คูๆ เพื่อรักษาความรู้สึกของหมอนี่เหมือนพวกผู้ชายเจ้าชู้แก้ตัวเพราะกลัวเมียไม่มีผิด คิดแล้วอนาถใจไม่น้อย
            “จริงนะ”
            เมื่อโดนสายตามาดมั่นของอีกฝ่ายข่ม พิรัชต์จำต้องพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก
            “พี่คนไหน”
            เมื่อถูกซักฟอกขนาดนี้ องค์ชายใจปลาซิวหัดใหม่ถึงกับเหงื่อตก
            “เอ่อ... คือ...”
            ขืนบอกชื่อไปอาจซวยได้ หมอนี่อาจเอาไปถาม ต่อให้ความไม่แตกเรื่องสูบบุหรี่ แต่อาจความแตกเรื่องที่ไปปรึกษา...
            เขาทำหน้าเหมือนคิดหนัก ซึ่งกอล์ฟเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงจำไม่ได้ เพราะหมอนี่ไม่เคยสนใจคนรอบข้างเท่าไหร่อยู่แล้ว
            “เอาเถอะ... แต่อย่าให้มีครั้งหน้าก็แล้วกัน ฉันขอสั่งให้นายอย่าข้องเกี่ยวกับบุหรี่ และอย่าเข้าใกล้คนสูบบุหรี่อีก นายอาศัยร่างของน้องฉัน ต้องรักษาตัวให้ดี ถ้าไมค์กลับมาแล้วอยู่ในร่างกายโทรมๆ ล่ะก็ ฉันคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต”
            ที่แท้ก็ห่วงน้อง... พิรัชต์คิดอย่างเซ็งๆ
            กอล์ฟคลายมือออกจากคอเสื้อ อีกฝ่ายจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
            ทันใดนั้นเอง...
            มือเล็กๆ ก็คว้าหมับที่เดิมอีกหน ทำเอาร่างสูงกว่าถึงกับตกใจ
            “อะ... อะไรอีก”
            “ชัดเลย”
            เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้ริมฝีปากอีกฝ่าย พลางทำจมูกฟุดฟิดเหมือนตรวจสอบกลิ่นอย่างรอบคอบ
            เวรกรรม... แบบนี้คงดิ้นไม่หลุด
            สิ่งที่พิรัชต์คิดออกเพื่อเอาตัวรอดในตอนนั้นก็คือ
            จูบ... ใช่แล้ว ถ้าทำแบบนั้น หมอนี่จะต้องดีดดิ้นสะบัดเขาจนหลุดแล้ววิ่งแจ้นกลับเข้าห้องไปโดยไม่เอาเรื่องอะไรเขาอีก อย่างน้อยก็ผ่านไปได้อีกวันล่ะน่า
            ทันทีที่คิดได้ ก็ลงมือทำทันที ไหนๆ หมอนี่ก็ยื่นหน้าเข้ามายั่วยวนด้วยตาใสแป๋วคู่นั้นอยู่แล้วนี่
            ทว่าผิดคาด ทันทีที่ริมฝีปากแนบสนิท แม้อีกฝ่ายจะชะงักไปชั่วอึดใจหนึ่ง แต่วินาทีต่อมาปลายลิ้นอุ่นก็แทรกกลีบปากเข้ามาเกี่ยวกระหวัดลิ้นถึงภายในอย่างท้าทาย
            คนตกตะลึงเสียเองกลับเป็นร่างสูงใหญ่ที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
            หลังจากตรวจสอบด้วยรสสัมผัสจนแน่ใจแล้ว กอล์ฟก็ผละใบหน้าออกมา ขณะที่พิรัชต์กำลังอึ้งด้วยความงง
            “ขมขนาดนี้... รสบุหรี่ชัดๆ จับได้คาหนังคาเขา”
            พิรัชต์อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็แพ้สายตาเอาเรื่องที่อีกฝ่ายมองมา
            หมอนี่... เห็นหงิมๆ แต่เวลาดุก็น่ากลัวเหมือนกันแฮะ
            “เออๆ ก็ได้ ฉันสูบมา ก็มันเครียดนี่หว่า พอใจรึยัง”
            “เครียดอะไรของนายนักหนา ฉันต่างหาก เครียดกว่านายหลายเท่า ตั้งแต่นายมาอยู่ในร่างน้องฉัน โขกสับรังแกสารพัด แถมยังต้องจัดการไม่ให้คนจับได้เรื่องนายอีก หัวหมุนไปหมด ฉันยังไม่เห็นต้องพึ่งของพรรค์นั้นระบายความเครียดเลย นายซะอีก ชี้นิ้วสั่งตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า พูดจาวางโต เอาแต่ใจตัวเอง แถมรอดพ้นจากคดีลอบปลงพระชนม์อะไรนั่นมาได้อย่างกับปาฏิหาริย์ มีชีวิตใหม่ที่ไมค์ปูทางให้อย่างสวยงามที่นี่ แล้วยังจะมีหน้ามาทำเป็นเครียดอะไรอีก”
            กอล์ฟพ่นความในใจใส่เป็นชุด
            “...ขอโทษ...”
            องค์ชายตัวดีหลุดถ้อยคำที่ทำเอาอีกฝ่ายไม่อยากเชื่อหูตัวเองออกมาด้วยเสียงอ่อย จริงๆ เขาแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกมา สีหน้ายังงงงวยกับปฏิกิริยาของพี่ชายเจ้าของร่างไม่หาย
            กอล์ฟเบิกตาโพลงมองหน้าอีกฝ่าย ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ
            “ช่างเถอะ... ถ้านายรู้จักคำคำนั้นล่ะก็ ฉันจะยอมยกโทษให้บ้างบางส่วนแล้วกัน แต่คราวหน้าอย่าริไปลองของพรรค์นั้นอีก เข้าใจมั้ย”
            “ของพรรค์นั้นไม่ดีตรงไหน ที่โลกของฉันก็มีของคล้ายๆ บุหรี่นี่เหมือนกัน ถือเป็นอาหารจากสวรรค์อันโอชะเชียวนะ ไม่ใช่ใครก็สูบได้”
            พิรัชต์ถามหน้าซื่อๆ ทำเอาเด็กหนุ่มหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
            “ยะ... อย่าบอกนะว่านาย...”

            ไมค์หยิบวัตถุทำจากเงินคล้ายท่อขนาดยาวสลักลวดลายสวยงามแปลกตาขึ้นมาพิจารณาด้วยความอยากรู้ ตรงหน้าเขาในตอนนี้มีอุปกรณ์คล้ายๆ กันวางอยู่สองสามชิ้น กับกล่องไม้สลักลวดลายอันวิจิตรที่ภายในบรรจุสมุนไพรแห้งซึ่งผู้นำมาให้เรียกมันว่า “โอสถทิพย์”
            “ชุดนี้ทั้งชุดนำเข้ามาจากแคว้นพินธุเชียวนะพะย่ะค่ะ ว่ากันว่าเป็นแคว้นที่ผลิตโอสถทิพย์คุณภาพดีที่สุดในโลก พอกระหม่อมบอกว่าจะนำมาถวายให้องค์ชายพิรัชต์ ราชทูตของทางนั้นก็รีบจัดการอำนวยความสะดวกให้อย่างดี” เสนาบดีฝ่ายซ้ายกล่าวขณะเปิดกล่องไม้ให้ผู้เป็นนายดูทีละกล่อง
            หลังจากอรินทร์กลับไปได้สักพัก พลานุก็เดินทางมาเข้าเฝ้าพร้อมกับของกำนัลมากมายมาถวายดังที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า
            “กระหม่อมรับประกันเลยว่า รสชาติดีกว่าชุดที่แล้วอีกพะย่ะค่ะ หากพระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์ เราจะให้ประชาชนได้มีโอกาสสัมผัสความสุขที่ได้จากโอสถเหล่านี้ บ้านเมืองก็จะสงบสุข และทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ผู้ผูกขาดโอสถทิพย์แต่เพียงผู้เดียวพะย่ะค่ะ”
            ไมค์ยื่นกล้องยาสูบขนาดยาวคืนให้กับชายสูงวัย
            “ท่านลองชิมแล้วรึ”
            อีกฝ่ายถึงกับเงียบไปอึดใจหนึ่ง
            “มิบังอาจพะย่ะค่ะ ของดีขนาดนี้ กระหม่อมเห็นว่าคนสำคัญของแผ่นดินอย่างพระองค์สมควรได้ลิ้มลองก่อนใครๆ”
            “งั้นวันนี้ข้าให้เกียรติท่านลองชิมก่อน... รับไปสิ”
            พลานุมีอาการลังเลนิดหน่อย ดูเผินๆ คล้ายกำลังเกรงใจ ทว่าไมค์รู้ดีว่าท่าทางอิดเอื้อนเหล่านั้นมาจากอะไร
            “จะดีเหรอพะย่ะค่ะ”
            เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างใจเย็น
            “ตั้งแต่ข้าฟื้นจากตอนนั้น ข้าก็ลืมไปหมดแล้วว่าเขาใช้ไอ้นี่กันยังไง ถ้าท่านไม่ทำให้ดู ข้าก็เอาไปใช้ไม่เป็นน่ะสิ อืม... ว่าแต่โอสถทิพย์อะไรนี่ มีสรรพคุณยังไงแล้วนะ”
            “เป็นโอสถที่สามารถรักษาบาดแผลทางใจได้พะย่ะค่ะ สูบเข้าไปแล้วจะพบแต่ความสุข ลืมเรื่องเจ็บปวดทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต” ชายสูงวัยพูดพลางจุดไฟเผาเศษใบไม้แห้งที่ปลายซึ่งเป็นตะกั่วของกล้องยาสูบ
            ไมค์ได้กลิ่นฉุนประหลาดโชยมาพร้อมกับควัน เขาทำจมูกฟุดฟิดอย่างไม่สบอารมณ์นัก
            นี่มัน... ไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปสินะ เสนาบดีฝ่ายซ้ายมอมเมาองค์ชายคนน้องด้วยยาเสพติดบ้าๆ นี่... มิน่าล่ะ เขาถึงได้รู้สึกว่าร่างกายของหมอนี่อ่อนแอกว่าเขาซึ่งเป็นภูมิแพ้เสียอีก
            เด็กหนุ่มจำใจทนอยู่อีกครู่หนึ่งเพื่อจะได้เห็นภาพศัตรูขององค์รัชทายาทสูบโอสถทิพย์
            “ไม่สูบล่ะท่าน” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ
            “เอ่อ... คือ กระหม่อม...”
            ว่าแล้วเชียว ตาแก่นี่รู้ว่าโทษของมันคืออะไร จึงไม่คิดแตะต้อง แต่กลับนำมาเสนอให้องค์ชาย เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองหาผลประโยชน์ใส่ตัวในอนาคตสินะ
            “อะไรกัน... อย่าบอกนะ ว่าของดีขนาดนี้ ท่านนำมาให้ข้า แต่ตัวท่านเองไม่ใช้ แล้วท่านมาบอกข้าได้อย่างไรว่าใช้แล้วดีมีคุณภาพ”
            “แต่ปกติพระองค์ก็ทรงรู้ด้วยตัวพระองค์เองมิใช่หรือพะย่ะค่ะ”
            “อืม... นั่นสินะ ก็อาจใช่ เพราะอย่างนี้ไง ท่านพลานุ... ข้าถึงอยากให้ท่านได้มีโอกาสรู้สึกอย่างข้าบ้าง ถือเป็นรางวัลที่ท่านอยู่เคียงข้างและจงรักภักดีต่อข้ามาตลอด สูบสิ... มิเช่นนั้นข้าจะถือว่าท่านทำลายน้ำใจข้า”
            ไมค์สะกดสีหน้าให้เปี่ยมไปด้วยความเอื้ออารีย์ ทว่าในใจนึกสะใจไม่น้อยที่ได้บังคับให้อีกฝ่ายได้มัวเมากับสิ่งเหล่านี้เป็นการเอาคืน
            พลานุนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศกดดันมากกว่าอาการคะยั้นคะยอซึ่งมาจากสายตาคมกริบของอีกฝ่าย ก็จำต้องทำตามที่ผู้เป็นนายรับสั่ง
            ...แค่ครั้งสองครั้ง คงไม่ถึงกับติดกระมัง...
            เด็กหนุ่มเรียกข้าหลวงคนสนิทให้เข้ามาในห้อง แล้วประกาศก้องอย่างสง่าผ่าเผย
            “บดินทร์ ช่วยแบ่งโอสถทิพย์ที่ท่านพลานุให้ออกมาส่วนหนึ่ง อืม... เอาเป็นทั้งกล่องนี้เลยแล้วกันนะ แล้วก็จัดที่บริเวณนี้ให้สะดวกสบายต่อการใช้โอสถทิพย์ให้ท่านพลานุด้วย วันนี้เราอยากให้ของขวัญแก่คนสำคัญของเรา” พูดจบก็หันมายังเสนาบดีฝ่ายซ้าย “ท่านพลานุ... ไม่ต้องเกรงใจนะ เชิญเพลิดเพลินกับของกำนัลจากข้าจนกว่าของจะหมด”
            “แล้วพระองค์ล่ะพะย่ะค่ะ”
            “ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ท่านนำมาให้ข้ามากมายขนาดนี้ ใช้คนเดียวไม่หมดหรอก ตอนนี้ข้ายังไม่มีอารมณ์จะลองของดีจากท่าน หวังว่าท่านคงไม่ขัดใจข้าหรอกนะ”
            พูดจาเอาแต่ใจจบก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งชายสูงวัยให้นั่งตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปขององค์ชายจนพูดอะไรไม่ออก
            หลังจากปิดประตู ไม่กี่นาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงไอเหมือนสำลักควันของผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในห้องซึ่งปิดหน้าต่างไว้อย่างมิดชิด
            ไมค์รู้ดีว่าพลานุไม่สูบโอสถทิพย์ของเขาหรอก แต่อย่างน้อย... แกล้งให้อยู่ในห้องที่รมด้วยควันจากสารเสพติดนั่น กว่าของจะหมดประสาทหมอนั่นคงหลอนไม่แพ้คนสูบอย่างแน่นอน
            เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้อาจสร้างความสงสัยในตัวองค์ชายพิรัชต์ให้แก่ชายสูงวัยเป็นแน่... แต่ใครสนล่ะ? ในเมื่อเขาไม่ใช่องค์ชายนั่นเสียหน่อย


            บ่ายวันต่อมา ไมค์เดินออกมารับสุภาพสตรีสวยสง่าที่ก้าวลงมาจากราชรถ
            “ถวายพระพรเพคะ องค์ชายไมค์”
            เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายทักทายเช่นนั้น
            พิชญะในชุดเจ้าหญิงหัวเราะคิกคัก
            “หม่อมฉันจำมาจากรูปที่พระองค์วาดเพคะ คงเป็นนามแฝงที่ใช้ในการวาดภาพสินะเพคะ”
            อย่างนี้นี่เอง... ไมค์ถอนหายใจเบาๆ แล้วหัวเราะแก้เก้อ
            วูบหนึ่งเขาหลงคิดว่าเธอล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาเหมือนนันท์
            “ท่านจะเรียกข้าว่าไมค์เฉยๆ ก็ได้นะ คนที่ข้ารักมากที่สุดก็เรียกข้าเช่นนั้น”
            พิชญะกระพริบตาปริบๆ ...คนที่รักมากที่สุดงั้นเหรอ? ก็ไหนองครักษ์หนุ่มของเขาบอกว่านางในฝันของอนุชาคือตัวเขาตอนแต่งหญิงไงล่ะ หรือว่ายังมีคนอื่นอีก?
            แต่จะว่าไป... ผู้หญิงที่เขาสงสัยอาจมีมาก่อนที่เขาแต่งหญิงเข้าไปสืบก็เป็นได้ จริงสิ อีกฝ่ายเคยบอกว่าเป็นคนรักที่ไม่เหมาะสม
            พิชญะเริ่มคิดเตลิดไปไกล
            หลังจากทุกอย่างพร้อม ทั้งคู่ก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังทะเล

            ไมค์ลงมาจากรถม้าแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ภาพตรงหน้าของเขาคือหาดทรายสีขาวที่ยาวเป็นเส้นตรง น้ำทะเลสวยใส คลื่นซัดเข้ามาไม่ขาดสาย ทว่าเงียบสงบ...
            น่าเสียดายที่ท้องฟ้าหม่นไปนิด ท่าทางเย็นนี้ฝนจะตก
            ถึงจะเคยเห็นทะเลมามาก แต่ไมค์ก็ไม่ค่อยคุ้นกับสถานที่ที่มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เช่นนี้เท่าไหร่
            ถ้ามีบ้านพักอยู่ด้านหลัง เปลญวณอยู่ใต้ต้นไม้ ร้านส้มตำ หรือร้านอาหารริมทะเลหรูๆ อาจทำให้เขาอุ่นใจขึ้นบ้างกว่านี้
            เด็กหนุ่มหันกลับไปยื่นมือให้ร่างเล็กที่ยังอยู่ภายในรถม้า
            อรินทร์ตัวปลอมค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วก้าวลงจากรถด้วยการพยุงของอนุชา ขณะที่หย่อนเท้าลงมานั้นเอง ปลายรองเท้าของเธอดันเกี่ยวกับชายกระโปรงด้านใน ทำให้เสียหลัก ไมค์เห็นดังนั้นก็รีบโอบเอวรับ ทว่ายิ่งรองเท้าส้นสูงที่ไม่ถนัดสัมผัสพื้นทรายอันอ่อนยวบ ร่างเล็กบางกว่าก็ถลาเข้าหาอกแข็งแกร่ง
            “เหวอ...”
            ไมค์รับร่างนั้นไว้อย่างทะนุถนอม เขาพยุงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนอย่างสง่าอีกครั้ง แล้วประคองให้ไปนั่งที่ประตูรถม้า
            “ขอประทานอภัยเพคะ”
            พิชญะรู้สึกอายในความซุ่มซ่ามไม่เหลือท่า
            ทว่าอีกฝ่ายกลับนั่งคุกเข่าตรงหน้า เลิกกระโปรงขึ้นแล้วถอดรองเท้าส้นสูงออกให้ ทำให้พิชญะออกอาการตกใจไม่น้อย
            “นานๆ ที ให้เท้าสัมผัสผืนทรายบ้าง”
            เมื่อเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย รัชทายาทหนุ่มก็โล่งใจ
            ทว่ายังไม่ทันโล่งใจอย่างเต็มที่ พิชญะก็ต้องเบิกตาโพลงอีกครั้ง เพราะอีกฝ่ายไม่ได้หยุดแค่นั้น ไมค์กลอกตาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสอดมือเข้าไปในกระโปรงฟูฟ่องลึกเข้าไปจนเกือบถึงโคนขา
            “จะ... จะทำอะไรน่ะ” เขาส่งเสียงโวยวายพลางกระถดการออกห่าง
            “อ๊ะ... ขอโทษ ข้าก็แค่จะถอดถุงน่องท่านออกมาเท่านั้น กระโปรงรุ่มร่ามขนาดนี้ ให้ถอดเองที่นี่ก็คงลำบาก”
            ถ้าไม่ติดตรงแววตาซื่อๆ ของคนพูดแล้วล่ะก็ การกระทำดังกล่าวก็ไม่ต่างจากข้ออ้างเพื่อฉวยโอกาสลวนลามแต่อย่างใด
            ผู้ชายล้วงกระโปรงถอดถุงน่องให้ผู้หญิงเนี่ยนะ... ไม่ว่าประเทศไหนก็คงไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับกันได้หน้าตาเฉยอย่างแน่นอน
            แต่สุดท้าย... พิชญะก็ยอมให้อีกฝ่ายเปลื้องถุงน่องออกไปจนได้ เขารู้สึกละอายไม่น้อย ทว่าขณะที่ขาเปลือยเปล่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกล่วงเกินแต่อย่างใด อีกฝ่ายดึงขอบถุงน่องลงมาจนสุดปลายเท้าอย่างนุ่มนวลและสุภาพ ทว่าตัวเขาเองต่างหากที่เกิดอารมณ์ประหลาดขึ้นต่อคนที่อยู่ตรงหน้า
            หัวใจเต้นถี่ แก้มร้อนฉ่า
            ทั้งที่ปกติก็คุ้นเคยกับการมีข้าราชบริพารสัมผัสร่างกายเมื่อทำความสะอาดเนื้อตัวให้แท้ๆ 
            ไมค์พยุงร่างเล็กในชุดฟูฟ่องให้ลุกขึ้นยืน พิชญะรู้สึกตื่นเต้นที่ฝ่าเท้าอ่อนนุ่มของตัวเองจมหายไปบนพื้นผิวทรายครึ่งหนึ่ง ความรู้สึกยวบยาบเมื่อก้าวเดินดูจะสร้างความประทับใจให้เขาไม่น้อย
            ไมค์เองก็ถอดรองเท้าถุงเท้า แล้วพับขากางเกงขึ้นมาใต้เข่า เขาจูงมือสาวน้อยตรงหน้าไปยังเกลียวคลื่นที่ซัดเข้ามายังผืนทราย
            พิชญะจับกระโปรงขึ้นเมื่อถูกเร่งฝีเท้า เขาหัวเราะร่าท่ามกลางลมทะเลเหมือนเด็กเล็กๆ กระทั่งเมื่อเท้าแตะผืนน้ำอันเย็นเยียบ แรงฉุดของคนตรงหน้าก็ทำให้เขาเสียหลักถลาเข้าไปหาแผ่นอกกว้างของน้องชาย แล้วทั้งคู่ก็ล้มกลิ้งอยู่ตรงชายฝั่งของทะเล
            รู้สึกตัวอีกที ร่างในชุดฟูฟ่องก็นอนคว่ำหน้าอยู่บนแผ่นอกอุ่นของคนสูงใหญ่ เมื่อเขาผละใบหน้าออกมาก็พบสายตาสวยซึ้งจับจ้องใบหน้าของตัวเองอยู่
            เจอะแบบนี้... ถ้าเขาเป็นผู้หญิงล่ะก็ คงเผลอหลับตาพริ้มโน้มกายจุมพิตบุรุษรูปงามตรงหน้าเหมือนถูกสะกดไปแล้วแน่ๆ แต่เขาไม่ใช่...
            พิชญะยิ้มเก้อๆ ด้วยความเขิน เขาพยายามยันกายลุกจากคนตรงหน้าที่ตนล้มทับ ทว่าไม่ไวเท่ามืออีกฝ่ายที่ดึงตัวเขาไว้ แล้วประคองใบหน้าใสเข้ามาจุมพิตอย่างดูดดื่ม
            รัชทายาทหนุ่มตกใจไม่น้อย ทว่าไม่นานบรรยากาศเหงาๆ กับเสียงน้ำทะเลก็ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปกับริมฝีปากอันอ่อนโยน
            “อืม...”
            เขาหลับตาพริ้ม ปล่อยใจปล่อยกายไปตามความนุ่มนวลของอีกฝ่าย
            กระทั่งแผ่นหลังสัมผัสผืนทรายอุ่น เรียวแขนที่กำลังจะโอบรอบคอก็ชะงัก แล้วเปลี่ยนเป็นผลักอกกว้างให้ออกห่างแทน
            “ข้า... ขอโทษ”
            ไมค์ได้สติ ลุกขึ้นเบี่ยงกายลงนั่งข้างๆ
            พิชญะยันตัวลุกขึ้น ไม่กล้าสบสายตา เขารู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก
            มะ... เมื่อกี้มันอะไรกัน? เขาเผลอทำอะไรลงไปงั้นเหรอ? พิรัชต์ไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะคิดว่าเขาเป็นผู้หญิง อาจจะพลั้งเผลอไปบ้างด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เขานี่สิ... เป็นผู้ชายแท้ๆ หนำซ้ำยังรู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นอนุชา...
            เขาเก็บความละอายที่หลั่งล้นออกมาอย่างกระทันหันไว้ไม่อยู่ ร่างในชุดฟูฟ่องผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกจากตรงนั้น
            “อรินทร์!”
            ไมค์รีบวิ่งตามไป แล้วรั้งรอบเอวอีกฝ่ายไว้ ก่อนฉุดเข้ามาแนบชิดกายไม่ยอมให้ออกห่าง
            “ข้าขอโทษ... ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรล่วงเกินท่าน อภัยให้ข้าด้วยเถอะนะ”
            เด็กหนุ่มกอดอีกฝ่ายแน่นพลางทำเสียงออดอ้อน
            “ปล่อยหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันไม่ได้โกรธพระองค์”
            พิชญะขืนตัวออกจากอ้อมอกนั้น ทว่ากลับทำให้วงแขนรัดแน่นขึ้นอย่างหวงแหน
            “ไม่ได้โกรธแล้ววิ่งหนีทำไมล่ะ”
            “หม่อมฉันอายเพคะ ฝ่าบาทเองก็ทรงมีคนที่จะแต่งงานด้วยอยู่แล้ว ไหนจะหญิงในดวงใจ...”
            “หญิงในดวงใจงั้นเหรอ”
            ไมค์ทวนคำอย่างงงๆ
            “เพคะ องค์ชายพิชญะทรงเล่าให้หม่อมฉันฟังว่าอย่างนั้น...”
            “แล้ว...” ไมค์ลากเสียงนิดหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์ “เสด็จพี่เล่าให้ท่านฟังว่ายังไงล่ะ”
            “ทรงบอกว่า องค์ชายพิรัชต์ทรงมีนางในฝันอยู่แล้ว แต่ฐานะไม่เหมาะสมกัน...”
            ไมค์จับไหล่ของอีกฝ่ายให้หันหน้ามาสบตา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้
            “ตอนนั้นเสด็จพี่เล่าด้วยท่าทางยังไงเหรอ”
            คำถามนี้ถึงกับทำให้คนตอบถึงกับอึ้ง
            “เอ่อ... ก็...”
            “เสด็จพี่มีท่าทางไม่พอใจรึเปล่า” ไมค์เปลี่ยนคำถามให้อีกฝ่ายเข้าใจ
            “มะ... ไม่มีเลยเพคะ องค์ชายพิชญะทรงมีความสุขที่พระองค์ทรงอินเลิฟ”
            รัชทายาทหนุ่มตอบด้วยหวังว่าพิรัชต์อาจเปิดใจพูดคุยกับเขาในคราวหน้า ทว่าสีหน้าของอีกฝ่ายกลับดูห่อเหี่ยวลงแทนที่จะโล่งใจ
            เด็กหนุ่มคลายมือจากสาวน้อยจำแลงอย่างเหงาหงอย
            ...ไม่หึงซักหน่อยเลยเหรอ...
            พิชญะเหมือนนึกขึ้นได้ รีบเปลี่ยนเรื่องเป็นการใหญ่
            “จริงสิ หม่อมฉันนำอาหารแบบง่ายๆ มาด้วยเพคะ...”
            ทั้งคู่เดินขึ้นจากชายหาดกลับไปยังรถม้าโดยไม่รู้เลยว่า ขณะเดียวกันนั้นเอง... สายตาจากมุมมืดคู่หนึ่ง กำลังจ้องเขม็งมายังพวกเขา

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 28 Jun 2009 01:06:30 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jun 2009 18:30:29 by ★ひまじん★

ลิขิตรักต่างมิติ [15]

posted on 29 May 2009 03:43 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย 
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า

 


            กอล์ฟได้สติ ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้อง ความรู้สึกบอบช้ำทั้งตัวทำให้เขานึกออกว่าตัวเองผลาญพลังงานเฮือกสุดท้ายของวันในการปลดปล่อยความคับแค้นใจผ่านการวิวาทกับพวกอันธพาลเมื่อตอนกลางวัน
             ว่าแต่... เขากลับมาอยู่ในห้องได้ยังไง
             ขณะลุกขึ้นนั่งอย่างลำบากท่ามกลางความมืดสลัวซึ่งเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเลือนลาง เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อสายตาปะทะกับเงาตะคุ่มปริศนาที่นอนหลับอยู่ข้างกายภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
             เด็กหนุ่มกุมริมฝีปากแน่นไม่ให้ส่งเสียงอุทานออกมา ทว่าเมื่อจ้องมองดีๆ ร่างนั้นคือน้องชายตัวสูงใหญ่ที่กำลังงัวเงียตื่นเพราะการขยับตัวของเขาเอง
             พิรัชต์เอื้อมมือไปเปิดไฟที่หัวเตียง
             “ฟื้นแล้วรึ”
             “นาย... มานอนตรงนี้ได้ยังไง”
             กอล์ฟรีบสำรวจร่างกายอย่างหวาดระแวง แล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในชุดนอนเรียบร้อย แผลตามร่างกายก็ได้รับการใส่ยาและปิดผ้ากอซอย่างสะอาดสะอ้าน
             พิรัชต์มองอาการนั้นแล้วยิ้มที่มุมปากด้วยอารมณ์ที่แม้แต่ตัวเองก็บอกไม่ถูก เขาควรจะสะใจที่เห็นคนตรงหน้าสะบักสะบอมเป็นลูกหมา ไหนจะอาการประสาทเสียหวาดระแวงตัวเขาตลอดเวลา แต่ทำไมกลับไม่เป็นอย่างนั้น... ทั้งที่ใบหน้านั้นคือใบหน้าของพระเชษฐาที่เขาเคียดแค้น เขาน่าจะขยะแขยงที่จะอยู่ใกล้ๆ น่าจะรังเกียจที่จะสัมผัสกายหมอนี่เหมือนที่เขาเคยเป็นตอนอยู่กับผู้เป็นพี่ แต่ทำไม... เขาถึงตัดสินใจเข้ามานอนในห้องนี้ ราวกับไม่อยากให้คนคนนี้คลาดสายตา
             “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า นายสกปรกขนาดนั้น ฉันทำอะไรไม่ลงหรอก ก็แค่จับเช็ดตัว เปลี่ยนชุด ส่วนแผลยัยผู้จัดการนั่นเป็นคนทำให้”
             “แล้วหลังจากนั้นล่ะ...”
             “หลังจากนั้น?”
             “ก็นายบอกว่าฉันสกปรก ทำอะไรไม่ลง... แล้วหลังจากเช็ดตัว...”
             เด็กหนุ่มใจเต้นตึกตัก บ้าชะมัด... เขาไม่น่าถามอะไรงี่เง่าสานต่อเรื่องพรรค์นี้ในบทสนทนาเลย ทั้งที่หลังจากนั้นจะเป็นยังไงต่อเขาก็ไม่อยากรับรู้ทั้งนั้น
             พิรัชต์ยิ้มเจ้าเล่ห์
             “นั่นสินะ... หลังจากเช็ดตัวนายก็สะอาดแล้ว...” พูดพลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้ กอล์ฟขยับถอยพลางเบือนหน้าหนี แต่นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายยื่นมือมาจับที่คางให้หันไปสบตา
             “จะ...เจ็บ... อย่า...”
             กอล์ฟหลับตาปี๋ เตรียมขัดขืนริมฝีปากที่เลื่อนเข้ามาใกล้ทุกที
             “คงซักอาทิตย์นึงล่ะมั้ง กว่าจะหาย”
             พิรัชต์พิศดวงหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำ ที่เบ้าตา... โหนกแก้ม... ไหนจะมุมปากที่เป็นแผลนั่นอีก
             กอล์ฟค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขามองดวงตาคู่สวยที่กำลังประสานลงมาอย่างอ่อนโยน แล้วก็ต้องประหลาดใจ
             ...ไมค์... แววตาแบบนี้... เหมือนไมค์ไม่มีผิด
             “ฉันหิวแล้ว ไปกันเถอะ”
             กอล์ฟทำหน้างงๆ เมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็พูดจาเอาแต่ใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พลางลุกจากเตียง
             “ไป?”
             “ก็ออกไปกินข้าวไง เพราะนายก่อเรื่อง ทำเอาวุ่นวายไปหมด ฉันเลยพลอยไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ตอนเย็น นี่มันก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ดีนะที่ลุงคนขับรถไปซื้อข้าวมาให้ก่อนกลับ ไม่งั้นฉันกับนายได้กินบะหมี่ลวกน้ำร้อนกันแหงๆ”
             เด็กหนุ่มไม่อยากเชื่อหูตัวเอง อะไรกัน... หมอนี่ก็ยังไม่ได้กินข้าว ทำไม...
             “เอ้า... นั่งเอ๋ออยู่ได้ ฉันไม่ยกมาให้หรอกนะ นายนั่นแหละต้องไปแกะใส่จานแล้วอุ่นให้ฉัน จะลุกได้รึยัง”
             กอล์ฟกระพริบตาปริบๆ ทว่าร่างกายกลับทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย บางทีอาจเป็นเพราะแววตาที่ดูเป็นกันเองขึ้นของอีกฝ่ายกระมัง... ไม่สิ เพราะเขาเริ่มชินกับความโหดร้ายของอีกฝ่ายแล้วมากกว่า
             ทว่าเมื่อลุกขึ้นยืนได้ไม่กี่ก้าว ร่างกายที่อ่อนเพลียและบอบช้ำก็ทรุดตัวลงกองกับพื้น
             บ้าชะมัด... ขาไม่มีแรงเลย ทุเรศที่สุด
             ร่างสูงใหญ่เข้ามาประคอง ก่อนโอบรอบเอวแล้วยกอีกฝ่ายขึ้นพาดไหล่
             “เฮ้ย... ปล่อย ฉันเดินเองได้”
             พิรัชต์ไม่ฟังเสียงค้าน เขาพาร่างที่เหมือนพี่ชายออกจากห้องตรงดิ่งไปที่ครัว
             หลังจากถูกวางลงบนเก้าอี้ กอล์ฟก็แกะห่อข้าวที่อยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าบึ้งตึง
             ตัวต้นเหตุหยิบจานมาวางรอ แล้วยืนกอดอกมองกิริยาอาการของคนตรงหน้า
             ...ทำเองก็ทำได้ แต่ไม่คิดจะช่วยกันเลย... กอล์ฟขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ปลง เอาวะ... ก็ยังดีที่มีกะใจไปหยิบจาน หมอนี่คงไม่ได้งอมืองอเท้าหรอก แต่จริงๆ แล้วมีความสุขกับการได้สั่งเขามากกว่า
             ถ้าเปลี่ยนจากการสั่งเป็นการอ้อนอย่างไมค์ล่ะก็ เขาคงเต็มใจทำให้มากกว่านี้
             บ้าน่า... นี่เขากำลังคาดหวังอะไรอยู่ ต่อให้หมอนี่พูดดีกับเขาแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางทำอะไรให้อย่างเต็มใจหรอก ไอ้ปิศาจข่มขืนหื่นกามนี่ เขาเกือบลืมไปได้ไง ว่าหมอนี่เพิ่งทำเรื่องเลวร้ายไม่อาจให้อภัยกับเขาไว้
             “เอ้า เอาไปใส่ไมโครเวฟ”
             กอล์ฟยื่นจานที่ถ่ายอาหารจากถุงแล้ว และชี้ไปทางเครื่องมือที่อีกฝ่ายน่าจะเคยสังเกตเวลาเขาอุ่นอาหาร
             พิรัชต์ชำเลืองมองด้วยหางตา จากบรรยากาศที่แผ่ออกมาทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจได้ว่าหมอนี่กำลังไม่พอใจที่ถูกออกคำสั่งกลับบ้าง
             “ก็ฉันเจ็บ ลุกไม่ไหว เมื่อกี้นายยังต้องแบกออกมาเลย”
             กอล์ฟจำใจทำสำออยให้เห็น อีกฝ่ายถึงยอมทำตามอย่างช่วยไม่ได้
             เด็กหนุ่มตะโกนบอกวิธีอุ่นอาหารให้อีกฝ่าย รำคาญท่าทางเก้ๆ กังๆ นิดหน่อย แต่อีกใจก็อดขำไม่ได้
             หลังจากอุ่นอาหารทั้งหมดเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งเผชิญหน้ากันบนโต๊ะ ท่ามกลางกลิ่นหอมของกับข้าวร้อนๆ
             “ต้องให้ป้อนด้วยมั้ย” พิรัชต์ทำเสียงประชดขณะวางแก้วที่ตนเพิ่งรินน้ำให้กับคนที่นั่งอีกฝั่ง แน่นอนว่านี่ก็มาจากการแกล้งสำออยทั้งที่หน้าตาบึ้งตึงเช่นกัน
             “ไม่ต้อง กะอีแค่กิน ฉันทำเองได้”
             “เหรอ... นึกว่าเจ็บจนมือสั่นเหมือนวันนั้น” ร่างสูงพูดหน้าตาเฉยพลางตักข้าวใส่ปาก 
             ทว่ากอล์ฟกลับชะงักกึก
             “เป็นบ้าอะไรอีก ทำไมไม่กินข้าว” ร่างสูงถามอย่างรำคาญ
             กอล์ฟได้สติ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนโต้ตอบออกไป
             “เปล่า... ก็แค่จู่ๆ รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาว่า ฉันนี่เข้มแข็งใช้ได้เลยนะ ขนาดทนอยู่กับคนน่ารังเกียจอย่างนายจนถึงทุกวันนี้ได้ อีกหน่อยคงอยู่กับแมลงสาบได้อย่างสบายไม่มีปัญหา”
             “แมลงสาบเรอะ?” พิรัชต์ขนลุกซู่ขึ้นมา “กล้าดียังไงเอาฉันไปเทียบกับแมลงสาบ”
             “อ๊ะ ขอโทษนะ เผลอไปหน่อย จริงๆ แล้วนายเทียบไม่ได้กับแมลงสาบด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ฉันเกลียดแมลงสาบแค่ไหน แต่แมลงสาบก็ไม่เคยทำร้ายจิตใจกัน”
             พิรัชต์มองตอบโต้คำพูดทิ่มแทงของอีกฝ่าย กอล์ฟยิ้มอย่างกวนประสาทก่อนลงมือกินอาหารตรงหน้า ทว่าคำพูดที่เขาได้ยินตอบกลับมา ทำให้ถึงกับลืมหิว
             “บางที... นายอาจพูดถูกนะ ฉันมันก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงสาบ... ไม่ได้ทำอะไรผิดก็โดนเกลียดซะแล้ว ฉันเกิดมาเพื่อเป็นที่รังเกียจนี่เอง” พูดจบก็วางช้อนส้อมแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
             เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังเหงาหงอยที่หายเข้าไปหลังประตู ...เขาพูดอะไรผิดงั้นเหรอ? ทั้งที่หมอนี่น่าจะเย็นชากับการประชดประชันของเขา แต่ทำไมท่าทีเมื่อกี้... ดูอ่อนแอไม่สมเป็นเจ้าชายจอมโอหังคนนั้นเลยแม้แต่น้อย
             ไม่สิ... ก่อนหน้านี้หมอนี่ก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน...


             เช้าวันต่อมา กอล์ฟตื่นเพราะสัมผัสแผ่วเบาบนใบหน้า เจ้าของปลายนิ้วซึ่งเอนกายอยู่ข้างๆ เขามีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ทว่าไม่ถึงวินาทีก็ปรับอารมณ์ให้กลับมาเย็นชาได้เหมือนเดิม
             “นาย...”
             กอล์ฟกระถดกายหนี หมอนี่เข้ามาทำไม... แถมยังมาอยู่ใกล้ๆ เขาอีก
             “ตื่นง่ายเหมือนกันนี่ ดีแล้ว ไปทำอะไรให้กินหน่อย”
             บ้าเอ๊ย... เช้ามาก็สั่ง เมื่อคืนกว่าเขาจะหลับได้ก็เกือบสว่าง เพราะคิดแต่เรื่องของอีกฝ่ายนั่นแหละ
             ไม่สิ... ที่สำคัญกว่านั้น...
             กอล์ฟเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกา ไม่จริง... เกือบสิบโมงแล้ว อีกไม่กี่นาทีรถจะมารับ
             เหมือนรู้ทัน ร่างสูงตะปบข้อมือที่ถือนาฬิกา
             “ถ้าห่วงเรื่องงานล่ะก็ ไม่ต้องหรอก เมื่อวานยัยผู้จัดการบอกว่าให้นายพักก่อนสองสามวัน จะได้หายช้ำใน เกิดไปซ้อมเต้นทั้งอย่างนี้มีหวังตับม้ามไตนายพังแหง”
             กอล์ฟได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในใจ ยิ่งหนีการเป็นทาสในเรือนเบี้ยเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องกลับมาอยู่บ้าน ที่เจ็บใจกว่าคือเขาทำตัวเอง
             “ดีขึ้นบ้างรึเปล่า”
             คำถามที่อ่อนโยนผิดหูทำให้เด็กหนุ่มถึงกับหันไปมองคนพูดอย่างตะลึง
             อีกแล้ว... แววตาของไมค์ เป็นไปได้รึเปล่าว่าเจ้าน้องชายสมองเพี้ยนของเขาค่อยๆ กลับมาเป็นคนเก่าแล้ว
             งั้นก็หมายความว่า... โลกคู่ขนานอะไรนั่นก็ไม่มีจริงน่ะสิ?
             ไม่ทันได้ตอบคำถามมือใหญ่ก็คว้าต้นคอของกอล์ฟ พลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนชิด
             “จะทำอะ...”
             ดูเหมือนอีกฝ่ายแค่ตั้งใจจะวัดไข้ด้วยการแนบหน้าผากเท่านั้น
             “ยังร้อนอยู่นิดหน่อยแฮะ”
             ร้อนบ้าอะไร... ทำแบบนี้มันเขินนะเฟ้ย กอล์ฟนึกเถียงในใจ แต่เอ๊ะ? ไม่นะ เขินงั้นเหรอ... ไม่จริง
             “ตอนเด็กๆ เวลาฉันไม่สบายเสด็จแม่จะทำแบบนี้เสมอ พอเสด็จแม่ไม่อยู่ คนที่ทำแบบนี้ให้ฉันก็เหลือแต่เสด็จพี่... แต่...”
             “นายคงผลักพี่นายกระเด็นสินะ” กอล์ฟเผลอพูดสิ่งที่เดาออกมา
             พิรัชต์ถอยใบหน้าออกไปเล็กน้อยเพื่อสบตา
             “นายรู้ได้ไง”
             “ไม่เห็นจะยาก ก็นายกรอกหูฉันทุกวี่วันว่าเกลียดพี่ จะให้ฉันจินตนาการว่ายังไงได้ล่ะ”
             “ฉันไม่ได้เกลียดพี่ แต่ฉันเกลียดคนปากกับใจไม่ตรงกันต่างหาก”
             ดวงตาสีดำสนิทแข็งกร้าวขึ้นมา ความรู้สึกต่อต้านนั้นส่งผ่านมายังมือที่จับต้นคอระหงจนกอล์ฟนึกหวั่นๆ
             “นายเองนั่นแหละ ตัวพ่อเลย ปากบอกว่ากลียด แต่พอตกกลางคืนร้องไห้แงๆ เสด็จพี่ อย่าทิ้งน้องไปนะพะย่ะค่ะ” กระนั้นก็ยังอวดดีล้อเลียนอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้
             ช่างไม่เกรงอันตรายที่จะกล้ำกรายเข้ามาเลย กอล์ฟเอ๋ย...
             “ฉันไม่เคยทำเรื่องทุเรศแบบนั้น ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้”
             “ไม่ ฉันพูดความจริง ก็ฉันได้ยินเต็มสองหูตอนนายละ...”
             พูดไม่ทันจบดี มือที่จับท้ายทอยก็จิกเส้นผมแล้วดึงจนหน้าเด็กหนุ่มแหงน ก่อนรับริมฝีปากที่ประกบปิดจนพูดอะไรต่อไม่ออก
             “อือ... อือ...” กอล์ฟเค้นเสียงประท้วงผ่านลำคอ มือทั้งสองข้างทั้งทุบทั้งดันลำตัวของอีกฝ่ายเพื่อผลักไสสุดชีวิต
             เจ็บ... ไอ้บ้านี่... เห็นอยู่ว่าปากเป็นแผลยังไม่ปรานี
             เพราะใจอ่อนมากขึ้นหรือไงนะ รู้ตัวอีกทีหลังก็สัมผัสผ้าปูที่นอนอีกครั้งเสียแล้ว ขืนปล่อยให้สภาพแบบนี้ดำเนินต่อไป มีหวัง...
             กอล์ฟกลั้นใจดันใบหน้าอีกฝ่ายออกห่าง ก่อนหายใจหอบถี่เหมือนขาดอากาศมาหลายนาที
             “ทำไม... นายชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อยเลย ไหนบอกว่าเกลียดไง ทำไมนายถึงจูบคนที่นายเกลียดได้หน้าตาเฉย”
             “ฉัน... ไม่เคยบอกซักหน่อยว่าฉันเกลียดนาย”
             กอล์ฟเบิกตาโพลง มองสีหน้าจริงจังนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา
             “ก็ฉันหน้าเหมือนพี่ชายนายไม่ใช่เหรอ”
             “แต่นายไม่ใช่... นายไม่ใช่เขา...” พูดเสียงแผ่วเบา พลางพรมจูบทั่วใบหน้า
             “ถ้างั้น... นายทำกับฉันแบบนี้ทำไม นายแกล้งฉันทำไม นายรังแกฉันทำไม นายทำเรื่องเลวร้ายกับฉันทำไม” เด็กหนุ่มเริ่มครวญ “นายมัน... นิสัยแย่ที่สุด ฉันไม่เคยเจอใครแย่ขนาดนี้มาก่อน”
             “ฉันไม่ได้ตั้งใจ...”
             กอล์ฟเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบข้างหู
             นั่น... คือคำขอโทษรึเปล่า
             อย่าใจอ่อนนะกอล์ฟ สภาพในตอนนี้มันตรงข้ามกับการขอโทษโดยสิ้นเชิง
             “ฉันจะยอมยกโทษให้ซักห้าเปอร์เซนต์ก็ได้... ถ้านายเลิกทำแบบนี้กับฉัน”
             พิรัชต์ผละใบหน้าออก มองหน้าคนข้างใต้ด้วยสายตาที่เดาความคิดไม่ถูก ก่อนยิ้มมุมปากเหมือนเย้ยหยัน
             “คิดว่าตัวเองเป็นใคร ฉันไม่ได้ขอนายให้ยกโทษ อย่ามาพูดจาอวดดีหน่อยเลย”
             กอล์ฟเม้มปากแน่นด้วยความโมโหจนลืมเจ็บ ไอ้เด็กบ้านี่... ไม่น่าเผลอคิดดีด้วยเล้ย
             “ตรงกันข้าม ฉันต้องลงโทษนายต่างหาก ที่เมื่อคืนทำให้ฉันหิวข้าวจนฝันร้าย...” พูดพลางสอดมือเข้าไปใต้เสื้อนอนของคนตรงหน้า
             “อย่านะ... จะทำอะไร เมื่อคืนฉันไม่ได้มัดมือมัดเท้านายซักหน่อย นายไม่กินของนายเอง ไม่...”
             กอล์ฟหลับตาปี๋ ต่อต้านการเล้าโลมของอีกฝ่ายเต็มที่
             พอที... กี่ครั้งแล้ว... นี่มันร่างกายของไมค์ เขานึกเกลียดร่างกายของตัวเองที่อ่อนไหวเกินไปจนเผลอลืมความเป็นพี่น้องที่เคยรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นทุกที
             อย่าเอาร่างกายของไมค์มาทำแบบนี้... นี่คือความหวังสุดท้ายที่ทำให้เขาเชื่อว่าสักวันเจ้าเด็กคนนั้นจะต้องกลับมาหาเขา... กลับมาหาครอบครัวที่เขารัก
             “ไมค์... คืนไมค์มา...” กอล์ฟส่งเสียงเหมือนเพ้อระคนหอบหายใจ
             พิรัชต์ชะงักการเคลื่อนไหว มองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาเศร้า ก่อนยอมกระเถิบตัวลงไปนอนแผ่หราอยู่ข้างๆ มองเพดานสีขาว
             “หึ... ฉันไม่รู้ว่าควรอิจฉาหรือสมเพชน้องชายนายดี”
             “มะ... หมายความว่ายังไง” กอล์ฟถามกลับเสียงสั่น เขาควรจะรีบออกจากเตียงแล้วถอยให้ห่างตัวอันตรายอย่างหมอนี่ที่สุด แต่ร่างกายที่เกิดอารมณ์ค้างจากการเล้าโลมไม่เป็นใจให้ทำเช่นนั้น
             “ถามทำไม นายก็รู้ดีอยู่แล้วนี่”
             กอล์ฟถึงกับพูดต่อไม่ออก จริงสิ... หมอนี่รู้ความในใจของไมค์อย่างที่เขารู้ เพราะอย่างนี้กระมัง ถึงได้เลือกวิธีทรมานคนหน้าเหมือนพี่ชายอย่างเขาด้วยการข่มขืน
             “ไม่แฟร์เลย...”
             พิรัชต์หันมามองเมื่อได้ยินเสียงเครือตอบกลับมา
             “นายรู้เรื่องระหว่างฉันกับไมค์ แต่ฉันที่โดนทำร้ายทุกอย่างกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนายเลย”
             ร่างสูงพลิกตัวตะแคงจ้องหน้ากอล์ฟนิ่ง
             “นายอยากรู้เรื่องของฉันงั้นเหรอ”
             น้ำเสียงนั้นฟังดูดีใจเล็กน้อย... ไม่มั้ง เขาคงหูฟั่นเฟือนไปเอง กอล์ฟรีบปฏิเสธอยู่ในใจ
             “ใครว่าล่ะ... ฉันเป็นห่วงน้องฉันต่างหาก ก็ตอนนายฟื้นใหม่ๆ นายบอกว่าถูกขังคุกใช่มั้ยล่ะ แล้วตอนนี้นายกับไมค์ก็สลับร่างกันอยู่ ฉันก็อยากรู้โชคชะตาของน้องฉันสิ ไม่รู้ป่านนี้เป็นตายร้ายดียังไง...”
             พิรัชต์ทิ้งตัวลงนอนหงายอย่างเก่าด้วยความเซ็ง ทว่าคราวนี้กอล์ฟกับเป็นฝ่ายพลิกตัวตะแคง แล้วเขย่าต้นแขนคนข้างๆ อย่างออดอ้อน
             “นะ... เล่าเรื่องของนายให้ฉันฟังหน่อย ขอร้องล่ะ”
             ร่างสูงเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ
             “ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า... ระหว่างที่เล่า นายต้องให้ฉันกอดนายแบบนี้” พูดจบก็ดึงร่างที่เล็กกว่าเข้ามาแนบอกพลางพาดขาก่ายสีข้างอีกฝ่ายอย่างย่ามใจ
             “เฮ้ย... อย่า...”
             “บ้าเรอะ... โวยวายไปได้ ฉันยังไม่ทำอะไรหรอกน่า แค่อยู่แบบนี้สักพัก...”
             เพราะความร้อนจากแผ่นอกกว้างรึเปล่านะ ทำให้กอล์ฟรู้สึกผ่อนคลายลงมากทีเดียว ทำไมเขาถึงยอมเชื่ออย่างง่ายดายว่าหมอนี่จะไม่ทำอะไรมากกว่านี้...
             “เริ่มเล่าได้รึยังล่ะ” เด็กหนุ่มทวง
             บางทีหมอนี่... อาจเป็นแค่เด็กขาดความอบอุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่งก็ได้ เขาอยากรู้จริงๆ ว่า อะไรทำให้องค์ชายพิรัชต์นิสัยโหดร้าย ไม่สิ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ... ป่านนี้ไมค์จะตกอยู่ในสภาพยังไง จะถูกจับเข้าคุกมั้ย
             แค่คิดว่าเด็กที่อ่อนโยนคนนั้นต้องถูกลงทัณฑ์โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ น้ำตาก็พาลจะไหล ชีวิตเขาไม่เคยห่างจากน้องชายไกลถึงขนาดนี้มาก่อนเลย...


 
             “ท่านหญิงอรินทร์ พระธิดาของเสด็จอางั้นรึ?”
             ไมค์ทำตาโตหลังจากได้ยินรายงานเกี่ยวกับผู้มาขอเข้าเฝ้า
             “พะย่ะค่ะ องค์ชายกฤตรินทร์ทรงเป็นพระญาติห่างๆ ของพระองค์พะย่ะค่ะ ปัจจุบันปกครองแคว้นทางเหนือ แต่พระธิดาทรงเดินทางมาศึกษาศิลปะพะย่ะค่ะ”
             “เสด็จพี่ทรงแนะนำให้มาหาเราสินะ” เด็กหนุ่มทวนสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้านี้ “เจ้าคิดว่าไง”
             บดินทร์อึกอักอยู่ไม่ถึงนาที
             “กระหม่อมมิบังอาจแสดงความเห็นหรอกพะย่ะค่ะ”
             “แสดงมาเถอะ ข้าพิจารณาเองได้ ตอนนี้ข้าเพียงไม่มีข้อมูลเท่านั้น”
             “คือว่า... ตามสภาพการณ์ในตอนนี้ กระหม่อมเห็นว่า บางที... องค์ชายรัชทายาทอาจต้องการให้พระองค์เบนความสนใจจากท่านอลิฏา ก็เลยแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกให้พระองค์พะย่ะค่ะ”
             “อืม...” ไมค์ลูบคางอย่างใช้ความคิด “ข้ายังไม่ทันได้รับปากอลิฏาอย่างจริงจังเลยว่าจะแต่งงานด้วย”
             “แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว เห็นทีจะปฏิเสธลำบากพะย่ะค่ะ เพราะท่านพลานุหมายมั่นปั้นมือจะยกลูกสาวให้พระองค์ หนำซ้ำตลอดมาฝ่าบาทก็ให้ความเคารพเสนาบดีฝ่ายซ้ายจนออกนอกหน้า กระหม่อมเกรงว่าหากปฏิเสธท่านอลิฏาในคราวนี้ อาจเป็นการหักหน้าท่านพลานุครั้งยิ่งใหญ่เลยพะย่ะค่ะ”
             ถึงกระนั้น ไมค์ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องเกรงอกเกรงใจกบฏพรรค์นั้น เขานึกอยากให้องค์ชายพิชญะปลดตาแก่บ้าอำนาจนั่นออกจากตำแหน่งเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ
             ...ดีเหมือนกัน ในเมื่อปฏิเสธเองไม่ได้ ก็คงต้องยืมอุบายของเสด็จพี่นี่ล่ะ ถึงตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าองค์ชายพิชญะคิดจะทำอย่างไรต่อไป แต่ก่อนอื่นต้องลองตามน้ำชิมลางไปก่อน
             เด็กหนุ่มในฉลองพระองค์สง่างามเดินออกไปยังห้องรับรอง
             ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็พบร่างระหงยืนหันหลังให้ สายตาของผู้มาเยือนจับจ้องภาพวาดบนฝาผนังไม่วางตา
             “องค์ชายพิรัชต์เสด็จแล้วพะย่ะค่ะ”
             สิ้นเสียงประกาศ ร่างสูงโปร่งในชุดสีงาช้างดูสูงศักดิ์ก็หันมายังเจ้าของปราสาท ก่อนถอนสายบัวถวายความเคารพแล้วเงยหน้าขึ้นสบสายตา
             ไมค์ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
             ...นี่มัน... สาวน้อยที่เขาเจอในสวนกุหลาบ...
             “หม่อมฉันอรินทร์เพคะ ขอถวายพระพร”
             ดวงตากลมโตที่คุ้นเคยเหลือบขึ้นสบสายตา ก่อนหลุบลงต่ำแสดงอาการเอียงอายดุจสาวพรหมจรรย์
             “เจ้า...”
             “ก่อนหน้านี้หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่เสียมารยาทลอบเข้ามาในเขตของพระองค์โดยไม่ได้รับอนุญาต...” สาวน้อยสูงศักดิ์กล่าวด้วยกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน
             “เอ่อ... ข้าเองก็...”
             ไมค์เผลอจ้องอีกฝ่ายราวถูกสะกด ก่อนผายมือไปยังเก้าอี้รับรองด้วยอาการเหม่อลอย
             “ขอบพระทัยเพคะ” อรินทร์ถอนสายบัวแล้วเดินไปนั่ง
             ในสมองของเด็กหนุ่มตอนนี้ โล่งจัดจนไม่รู้จะเริ่มคุยอะไรดี น่าแปลก... ทั้งที่เขาไม่เคยคิดถึงผู้หญิงคนนี้เป็นพิเศษ แต่เวลาเธอมาอยู่ตรงหน้า เขากลับรู้สึกได้ถึงตัวตนอันแสนสำคัญ และบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอคนนี้ที่ดึงดูดให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง
             “หน้าหม่อมฉัน... มีอะไรผิดปกติหรือเพคะ” พิชญะในร่างเด็กสาวคลี่พัดปิดใบหน้าอย่างระแวง ครั้งนี้เขาให้ช่างแต่งหน้าในวังที่ไว้ใจได้ช่วยแต่งตัวให้อย่างดี หากจับได้ล่ะก็...จบเห่
             แต่คงไม่หรอกมั้ง ในเมื่อสองครั้งก่อนหน้านี้เขาแต่งหญิงแบบคร่าวๆ แถมอยู่ใกล้ขนาดนั้น อีกฝ่ายยังจับไม่ได้เลย
             “ขอโทษที่เสียมารยาท... วันนี้ท่านงดงามมาก ข้าก็เลย...”
             องค์ชายรัชทายาทหัวเราะคิก สาบานได้เลยว่าถ้าองครักษ์หนุ่มที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ตามมาได้เห็นกิริยาเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นแบบนี้ มีหวังได้กุมขมับด้วยความกลัดกลุ้มเป็นแน่
             “มาเข้าเฝ้าคนสำคัญของแผ่นดินอย่างเป็นทางการแบบนี้ หากไม่แต่งกายเต็มยศ หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็นการไม่ให้เกียรติต่อพระองค์เพคะ”
             “องค์ชายกฤตรินทร์... เอ่อ... เสด็จ...” เด็กหนุ่มนึกข้อมูลที่เพิ่งได้ยินมาไม่ออกเอาดื้อๆ
             “เสด็จอาเพคะ เสด็จพ่อของหม่อมฉันเป็นญาติผู้น้องขององค์จักรพรรดิเพคะ”
             ที่สามารถสร้างเรื่องได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้ เพราะทั้งท่านหญิงอรินทร์และองค์ชายกฤตรินทร์ต่างมีตัวตนอยู่จริง แต่ด้วยทั้งสององค์ประทับอยู่ในแดนไกล กว่าจะถูกจับได้ งานแต่งงานขององค์ชายพิรัชต์กับอลิฏาก็คงถูกยกเลิกไปแล้วกระมัง
             "เสด็จอาเป็นยังไงบ้าง"
             "เสด็จพ่อสบายดีเพคะ"
             “แล้วท่านมาเรียนวิชาอะไรที่นี่ล่ะ ท่านหญิง”
             พิรัชต์เริ่มชวนคุยบ้าง หลังจากที่บรรยากาศในห้องรับรองเริ่มเป็นกันเองมากขึ้น
             “หม่อมฉันเรียนดนตรีกับวาดรูปเพคะ ที่มาครั้งนี้หม่อมฉันได้รับความเมตตาจากองค์ชายพิชญะที่ทรงแนะนำราชครูส่วนพระองค์ให้เพคะ”
             “จริงเหรอ ข้าก็ชอบเหมือนกัน นั่งกินนอนกินอยู่ในปราสาทแบบนี้น่าเบื่อจะตาย งั้นวันหลังข้าขอไปเรียนกับท่านด้วยได้รึเปล่า”
             พิชญะถึงกับเหงื่อตก... ถ้าขืนเป็นแบบนั้นจริง เขาก็ต้องเตี๊ยมกับราชครู แล้วคนที่ล่วงรู้ปฏิบัติการลับก็จะเพิ่มมาอีกถึงสองคน
             “โฮะๆๆ อะไรกันเพคะ หม่อมฉันได้ข่าวว่าพระองค์ทรงปรีชาสามารถเรื่องวาดเขียน วาดหม่อมฉันได้เหมือนตัวจริงไม่ใช่หรือเพคะ” ร่างในชุดฟูฟ่องกลบเกลื่อน
             “ท่านยังไม่ได้เห็นภาพของข้า... หรือว่าจิระเล่าให้ฟังงั้นเหรอ”
             “เอ่อ... เพคะ ที่หม่อมฉันมาเข้าเฝ้าในวันนี้ ก็เพราะอยากให้เห็นผลงานของพระองค์ด้วยตาตัวเองด้วยเพคะ”
             ท่านหญิงกำมะลอเฉไฉไปเรื่อย แต่จะว่าไปใจจริงก็คิดเช่นนั้น บางที... การปลอมตัวเป็นหญิงอาจเอื้อต่อเขาในการก้าวเข้าไปยังโลกของน้องชายก็ได้ เพราะหากเป็นองค์ชายพิชญะล่ะก็ ต่อให้สามารถเหยียบย่างได้ทุกอนูของพื้นที่ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ แต่ที่เดียวที่ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย คือที่อันเป็นโลกส่วนตัวของพระอนุชา
             “หวังว่าจะทรงอนุญาต...” เสียงในตอนท้ายเปี่ยมไปด้วยความเกรงอกเกรงใจ
             “ได้สิ... แต่อย่าคาดหวังมากนักล่ะ ข้าก็แค่วาดเล่นเท่านั้น”
             พิชญะในร่างเด็กสาวแสดงความยินดีออกนอกหน้า หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
             วันนี้... เขาจะได้รู้จักอนุชาในอีกด้านนึงแล้ว ด้านที่เด็กคนนั้นไม่เคยเผยให้เขาได้เห็น ทุกอย่างที่เป็นเรื่องของพิรัชต์ เขาอยากรู้ไปหมด
             ไมค์ลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือไปยังเด็กสาวตรงหน้า
             “มาสิ ข้าจะพาไป”
             มือซึ่งสวมถุงมือลูกไม้ยาวถึงต้นแขนวางลงบนฝ่ามือใหญ่อย่างลิงโลด พิชญะรู้สึกเหมือนตัวเองเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่
             ทั้งคู่เดินจูงมือกันไปยังห้องซึ่งเก็บผลงานของไมค์ เมื่อเข้าไปภายในห้อง เด็กหนุ่มก็เปิดผ้าให้ดูภาพวาดทีละชิ้น
             “ว้าว... ยอดไปเลย”
             ร่างสูงโปร่งในชุดฟูฟ่องเข้าไปพิศรายละเอียดของแต่ละภาพ ดวงตากลมโตเบิกกว้างนัยน์ตาเป็นประกายเหมือนเห็นของเล่นชิ้นใหม่ บางภาพเขาพอเดาออกว่าคืออะไร แต่บางภาพเขาก็ไม่อาจเข้าใจ
             “ทะเล...? นี่มันทะเลใช่มั้ยเพคะ”
             ไมค์ยิ้มขำเมื่อเห็นกิริยาตื่นเต้นเหมือนเด็กเล็กๆ ของสาวน้อย ที่ต่างจากตอนอยู่ในห้องรับรองราวหน้ามือเป็นหลังมือ
             “ใช่ รูปวิวทะเล... มันแปลกมากเลยเหรอ ดูท่านติดใจมากกว่ารูปอื่นๆ”
             “แปลกสิเพคะ... ก็พระองค์ไม่เคยไปทะเล แล้วทรงวาดทะเลได้ยังไง” แต่แล้วก็เหมือนนึกขึ้นได้ รีบระล่ำระลักแก้ตัว "หม่อมฉันได้ยินจากองค์ชายพิชญะอีกทีน่ะเพคะ"
             ไมค์เบิกตาโพลง
             “ข้า? ไม่เคยไปทะเล?”
             ไม่อยากเชื่อ องค์ชายพิรัชต์นั่นไม่เคยไปทะเลได้ไง ในเมื่อจากที่เขาดูในแผนที่ของอาณาจักร ก็เห็นว่าทะเลอยู่ไม่ไกล นี่แสดงว่าหมอนั่นเอาแต่อุดอู้ไม่รู้เดือนรู้ตะวันอยู่แต่ในปราสาทเก่าๆ นี้สินะ
             ...ไม่ไหว... ชักหมองหม่นเกินไปแล้ว เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมองค์ชายใจโหดนั่นถึงได้หูเบาคล้อยตามคำให้ร้ายของเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ขนาดนี้ ที่แท้ก็เพราะโลกทัศน์แคบนี่เอง
             “เอ่อ... คือว่า... ข้าก็ฟังๆ เขามาแล้วจินตนาการเอาน่ะ ใช่แล้ว ท่านพลานุเล่าให้ข้าฟัง ตอนที่อธิบายจุดยุทธศาสตร์ของอาณาจักรไง” ไมค์มั่วไปเรื่อย ทว่าเด็กหนุ่มในชุดสาวถึงกับชะงักกึก
             “ท่านพลานุ? อธิบายจุดยุทธศาสตร์?”
             “ใช่ ท่านพลานุ เสนาบดีฝ่ายซ้ายไงล่ะ แต่ช่างมันเถอะ มาดูภาพนี้ต่อดีกว่า”
             ร่างสูงสง่าเปิดผ้าผืนสุดท้าย
             เบื้องหน้าพิชญะคือภาพสาวน้อยนั่งอยู่กลางสวนกุหลาบที่คุ้นเคย รัชทายาทหนุ่มถึงกับตกตะลึงกับภาพที่เห็น ดวงตาสั่นระริกด้วยความปลาบปลื้มใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีวันที่พิรัชต์วาดรูปเขา ปกติเด็กคนนั้นแทบจะไม่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ หรือถ้ามองก็มีแต่ความเคียดแค้นในแววตา ถึงแม้ระยะหลังจะเปลี่ยนไปมากก็ตาม แต่เมื่อจินตนาการถึงวันนั้น... วันที่ดวงตาคู่สวยเก็บรายละเอียดบนใบหน้าของเขา แล้วบรรจงวาดออกมาจนเหมือนขนาดนี้... ทั้งตา จมูก ปาก... ถึงแม้จะวาดด้วยเข้าใจว่าเขาเป็นอีกคนก็ตามที
             “สวยกว่าตัวจริงอีก...” รัชทายาทหนุ่มอดพึมพำออกมาไม่ได้
             ว่ากันว่าสิ่งที่แต่งเติมบนรูปวาด มักบ่งบอกถึงจินตนาการและความรู้สึกนึกคิดของจิตรกร นี่น่ะหรือ... มุมมองของพิรัชต์ที่มีต่อหญิงสาวผู้นี้ จู่ๆ องค์ชายผู้พี่ก็รู้สึกใจหายขึ้นมา
             “อันที่จริง...” ไมค์เอ่ยออกมาอย่างเกรงอกเกรงใจเล็กน้อย “อาจเป็นการเสียมารยาทต่อท่านไปหน่อย แต่ว่า...”
             พิชญะหันไปมองตาปริบๆ อย่างสนเท่ห์
             “ตรัสมาเถอะเพคะ”
             “ข้าวาดท่านก็จริง แต่ตอนที่วาดอยู่ข้าคิดถึงใครคนนึงด้วย ข้าแค่รู้สึกว่าถ้าคนคนนั้นใส่ชุดผู้หญิงล่ะก็ คงงดงามประมาณนี้ล่ะ”
             รัชทายาทถึงกับหน้าถอดสี
             “คนคนนั้นคือเสด็จพี่ของข้าเอง ข้าว่าท่านก็หน้าคล้ายๆ อยู่นะ พอมาทบทวนดูแล้ว...”
             ไมค์รีบหยุดปากเมื่อเกือบเผลอพูดความในใจออกไป เขาเพียงแค่สงสัยอยู่ลึกๆ ว่า บางทีที่เขาไม่อาจละสายตาจากท่านหญิงคนนี้ได้ หรือแม้แต่การกระทำจาบจ้วงเสียมารยาทต่อเธอในครั้งแรก ก็อาจเป็นเพราะเธอละม้ายคล้ายคนที่เขารักนี่เอง นอกจากนี้...
             ‘ท่านเองก็ต้องสร้างคริสตัลขึ้นมาใหม่ จากรักแท้ที่มีต่อใครสักคน’
             เสียงของนันท์ดังขึ้นมาในหัว
             ‘จงมั่นใจเถอะว่า คนที่ท่านรักจะต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน’
             หรือทุกอย่างจะลงตัวเช่นนี้ บางที... การที่เขาหลงรักพี่ชายตัวเองอาจนำพามาให้เขาเจอกับเจ้าหล่อน เด็กสาวที่หน้าละม้ายคล้ายพี่ชายเขา
             และฟ้าก็คงลิขิตให้เขาแสดงล่วงเกินต่อสาวน้อยคนนี้ ทุกอย่างคงถูกกำหนดมาแล้ว... มิน่าเล่า เวลาอยู่ใกล้ๆ เขาจึงเหมือนต้องมนตร์สะกด
             ท่านหญิงอรินทร์... อาจเป็นรักแท้ของเขาในโลกนี้ก็ได้...
             ที่แท้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสัญญาณ...
             หนทางกลับบ้าน...
             พี่กอล์ฟ...
             “ตอนที่หม่อมฉันมาถึงใหม่ๆ ก็มีแต่คนตกใจเพคะ ว่าหม่อมฉันเหมือนองค์ชายพิชญะยิ่งกว่าพระอนุชาของพระองค์เสียอีก โฮะๆๆ”
             ขณะที่ไมค์กำลังอยู่ในห้วงแห่งความคิด ร่างโปร่งบางก็พูดกลบเกลื่อนอย่างแยบยล
             พิชญะถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ในใจ ทีนี้... เขาคงรอดตัวหากอีกฝ่ายนึกเอะใจในใบหน้าของเขา
             “ท่านหญิงอรินทร์” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ทำลายความเงียบแปลกๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
             “เพคะ”
             “พรุ่งนี้ว่างมั้ย”
             รัชทายาทหนุ่มกระพริบตาปริบๆ
             “ไปเที่ยวกัน”
             ออกเดทนั่นเอง... ไม่มีกิจกรรมใดที่จะสานความรักให้เป็นรูปเป็นร่างได้รวดเร็วเท่าสิ่งนี้อีกแล้ว
             “ที่ไหนเพคะ?”
             “ทะเล”
             สาวน้อยตรงหน้าออกอาการตกใจ
             ทะเลเนี่ยนะ?
             ร่างสูงฉีกยิ้มอย่างครึ้มอกครึ้มใจ ใช่แล้ว... พรุ่งนี้เขาจะไปทะเล เขาจะพาร่างที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในปราสาทแห่งนี้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกเอง!!


             ร่างในชุดกระโปรงฟูฟ่องล้มตึงลงนอนแผ่อยู่บนเตียงหลังจากกลับเข้าวังด้วยวิธีลึกลับที่สุด
             งานนี้คนที่รู้ว่าองค์ชายพิชญะกำลังทำอะไรมีอยู่เพียงไม่กี่คน
             “ดูฝ่าบาททรงหลั่นล้ามากเลยนะพะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเดินเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย “ทรงคิดแผนแต่ละอย่าง ไกลหูไกลตากระหม่อมอยู่เรื่อยเลย”
             นั่นเป็นเพราะจิระต้องยืนเฝ้าห้องทรงงานว่างเปล่าอยู่หลายชั่วโมง ทั้งที่ใจกระวนกระวายเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีต่อผู้เป็นนาย
             “ไม่เอาน่า... ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเรียบร้อย”
             “กระหม่อมชักสงสัยเสียแล้วสิพะย่ะค่ะ ว่าองค์ชายผู้ใสซื่ออ่อนต่อโลกของกระหม่อม ไปเรียนการแสดงจนตีบทแตกแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
             “นั่นเป็นพรสวรรค์ที่เราไม่มีโอกาสได้เปิดเผยออกมาต่างหาก”
             “หรืออาจแสดงอยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้” จิระค่อนขอด
             เด็กหนุ่มในชุดฟูฟ่องหน้าหงิก
             “แค่แผนการเดียว ทำเอาท่านถึงกับมองเราว่าเป็นคนเสแสร้งเลยงั้นเหรอ”
             “มิบังอาจพะย่ะค่ะ อันที่จริงกระหม่อมควรโล่งใจที่พระองค์ทำได้อย่างแนบเนียน และหวังว่าจะนำความสามารถนี้ไปใช้ในการเอาตัวรอดตลอดเวลาที่ครองราชย์”
             “ไม่เอาน่า เดี๋ยวเสด็จพ่อก็กลับมาพร้อมเสด็จพี่ ถึงตอนนั้นเราก็จะได้เป็นตัวของตัวเองเสียที”
             จิระถอนหายใจเบาๆ เขารู้ดีว่านั่นเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แต่ก็ไม่อยากขัดเพราะอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ดี
             ทว่าดูเหมือนองครักษ์หนุ่มจะเดาผิด เพราะไม่กี่นาทีที่ความเงียบปกคลุมหลังจากนั้น บรรยากาศเหงาหงอยก็เข้าห่อหุ้มร่างที่นอนแผ่หราอยู่บนเตียงจนน่าใจหาย
             “ท่านจิระ...”
             “พะย่ะค่ะ”
             “เราเห็นรูปที่เด็กคนนั้นวาดแล้วล่ะ”
             ทั้งที่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนดีอกดีใจ แต่เสียงกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างตรงกันข้าม
             “เป็นภาพที่งดงามมากๆ เลย พิรัชต์บอกว่าตอนที่วาดนึกถึงเราด้วย แปลกจัง... ทั้งที่เราดีใจที่ได้ยินแบบนั้น แต่พอมองภาพของเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้วเรากลับรู้สึก...”
             เด็กหนุ่มพยายามหาคำพูด
             เด็กผู้หญิงคนนั้น... คงหมายถึงอรินทร์ตัวปลอมสินะ องครักษ์หนุ่มคิด
             “เรารู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก...”
             “ทรงหึง?”
             จิระอยากจะตบปากตัวเองสักร้อยทีที่ชอบหลุดสิ่งที่คิดออกมาอย่างซื่อๆ เป็นประจำ
             ทว่าเป็นโชคดีของเขาที่ดูเหมือนผู้เป็นนายจะเข้าสู่ภวังค์ความคิดของตัวเองโดยไม่ทันได้ยินคำพูดอันตรายนั่น
             จิระถอยห่างออกมายืนที่มุมห้อง ปล่อยให้องค์รัชทายาทคิดอะไรเพลินๆ ต่อไปอีกสักพัก
             ตั้งแต่เหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น หลายอย่างในเขตราชวังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะองค์ชายพิรัชต์... ผู้เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของผู้เป็นเจ้านาย บางทีรัชทายาทหนุ่มซึ่งเอาแต่ทุ่มเทเวลาให้กับงานอาจต้องการเวลาอยู่กับตัวเองมากกว่านี้ เพื่อทบทวนเรื่องราวต่างๆ รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อคนสำคัญผู้นั้น...

 

ตอนต่อไป |

 

edit @ 29 May 2009 04:18:32 by ★ひまじん★  

edit @ 28 Jun 2009 01:08:39 by ★ひまじん★

ลิขิตรักต่างมิติ [14]

posted on 02 May 2009 03:07 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย 
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า

 

                สาวน้อยปริศนาในชุดขาวปรากฏตัวในสวนกุหลาบอีกครั้ง คราวนี้เธอสวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูงมาอย่างดี ร่างระหงเดินลับๆ ล่อๆ หลบสายตาของคนในปราสาท ขณะเดียวกันรองเท้าที่ไม่เคยชินทำให้เธอต้องยกกระโปรงรุ่มร่ามขึ้นแล้วก้าวเดินอย่างทุลักทุเล
                 “อยู่นั่นเอง”
                 เป้าหมายของเธอคือเด็กหนุ่มในชุดสูงศักดิ์ ตรงหน้าเขาคือขาตั้งผืนผ้าใบสำหรับวาดภาพ ห่างออกไปไม่ไกล มีแมวตัวน้อยนั่งเชิดหน้าอยู่บนโต๊ะหินอ่อนสีขาว
                 “เมื่อยจะตายอยู่แล้ว”
                 “อย่าบ่นไปเลยน่า เจ้าชายอย่างฉันเลือกเป็นนายแบบวาดภาพเนี่ย ถือเป็นเกียรติกับตัวนายไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเชียวนะ”
                 “เป็นพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่สามารถมีลูกมีหลานสืบสกุลได้หรอกนะ”
                 “เงียบเถอะ เสียสมาธิหมด”
                 “เสียใจด้วยนะ แต่ตัวทำลายสมาธิของท่านมาอีกหนึ่งรายแล้ว”
                 พิชญะถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่ออีกฝ่ายรู้ตัวหันมามอง เขารีบถอยหลังแล้วหลบเข้าไปในพุ่มไม้ แต่ก็ไม่ทันเพราะร่างสูงใหญ่วิ่งเข้ามาหาแล้วดึงแขนเขาให้ออกมา
                 “เอ่อ... คือ...”
                 คนหนีอึกอักไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง
                 “ไม่เป็นไรใช่มั้ย... ที่เหยียบหนอน” ไมค์เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
                 ทันทีที่ได้ยินคำว่าหนอน พิชญะก็ถึงกับขนลุกซู่ แสดงท่าทางขยะแขยงแล้ววิ่งเข้าไปซุกในอ้อมกอด
                 “อี๋... ไม่เอาหนอน รีบเอาออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อึ๋ยยยย”
                 ไมค์เลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนระเบิดหัวเราะออกมา
                 “ข้าถามถึงหนอนเมื่อวันนั้น ตอนนี้ไม่มีซักหน่อย”
                 เมื่อพิชญะในร่างสาวน้อยได้สติ ก็ผละตัวเองออกมาจากอก ก้มหน้างุดอย่างเอียงอาย
                 ไมค์รู้สึกว่านั่นเป็นกิริยาที่น่ารักที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา 
                 “ดีล่ะ” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ส่งเสียงร่าเริงออกมา “ไหนๆ วันนี้ก็เจอเจ้าแล้ว ข้ามีเรื่องรบกวนนิดหน่อย พอจะช่วยข้าได้มั้ย”
                 สาวน้อยกระพริบตาปริบๆ นัยน์ตากลมโตใสซื่อของเธอทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
                 ไมค์ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงแขนสาวน้อยในชุดขาว พิชญะเซตามแรงดึงโดยไม่ทันตั้งตัว ขาที่ก้าวไปข้างหน้าเหยียบชายกระโปรงจนเสียหลัก
                 “เหวอออออ”
                 เด็กหนุ่มตัวต้นเหตุหันมามองและรีบประคองเรือนร่างบอบบางไว้ทันก่อนใบหน้าใสจะจูบพสุธาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
                 พิชญะตั้งหลักแล้วยืดตัวยืนตรงอีกครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ก็พบสายตาที่มองประสานมา
                 เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มได้มองดวงหน้านางในฝันระยะใกล้ ดวงตากลมโตคู่นี้รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะจมูกโด่ง ริมฝีปากอิ่มที่เห็นแล้วอดใจที่จะ...
                 “ขอประทานอภัยเพคะ”
                 สาวน้อยในอ้อมแขนหลบตาแล้วผละตัวออกขณะใบหน้าของอีกฝ่ายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
                 ไมค์ได้สติ คลายอ้อมแขนแล้วจูงร่างเพรียวบางมานั่งที่เก้าอี้สีขาว
                 ...บ้าจริง... เราเกือบเผลอจูบยัยนี่อีกแล้ว คราวก่อนก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน... เหมือนต้องมนตร์
                 นันท์ทำท่าจะเดินหนี แต่โดนมือใหญ่จับต้นคอไว้ แล้วโดนหิ้วไปวางไว้บนตักนิ่มๆ ของผู้มาใหม่
                 พิชญะทำตาโตด้วยความงงเล็กน้อย
                 “แมว?”
                 แต่แล้วก็คลี่รอยยิ้มออกมา ก่อนสำรวจเจ้าสัตว์เล็กๆ บนตักด้วยความตื่นเต้น
                 ลูกแมวสีดำดูเหมือนไม่ค่อยพอใจนัก แต่ไม่อาจแสดงปฏิกิริยาอะไรได้ มันทำหน้าเซ็งโลกสุดๆ เมื่อตัวเองถูกจับพลิกไปพลิกมาอย่างซุกซน
                 ...นึกว่าจะเลี้ยงเป็นแต่เสือซะอีก... พิชญะอมยิ้มด้วยความโล่งอก
                 “เราชอบสัตว์ตัวเล็กๆ แบบนี้ที่สุดเลย”
                 สาวน้อยชุดขาวยกเจ้าเหมียวขึ้นคลอเคลีย
                 ไมค์ขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเขากำลังเคืองคนตรงหน้า แต่นึกหมั่นไส้แมวน้อยในอุ้งมือที่ทำหน้าเคลิ้มกับแก้มนิ่มต่างหาก เขาดึงนันท์ออกจากเด็กสาว วางไว้บนตักเธออีกครั้ง ก่อนจัดเสื้อผ้าและท่าทางของอีกฝ่ายจนเป็นที่พอใจ
                 “ช่วยอยู่นิ่งๆ แบบนั้นซักพักใหญ่ๆ แล้วกันนะ”
                 เด็กหนุ่มหยิบแท่งถ่านขึ้นมาร่างบนผืนผ้าสีขาวนวลอย่างเอาแต่ใจ 
                 พิชญะจำใจพยักหน้าหงึกอย่างงุนงง
                 นี่สินะ... น้องชายในมุมที่เขาไม่รู้จัก ครั้งแรกที่เจอ ก็ขโมยจูบแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พอมาครั้งที่สองก็จับนั่งเป็นแบบวาดรูปโดยไม่บอกกล่าวอะไร
                 รัชทายาทหนุ่มทอดสายตามองน้องชาย... ดวงตาที่จดจ่อกับการวาดภาพคู่นั้น... เขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
                 ไมค์เงยหน้าขึ้นมองนางแบบแล้ววาดรายละเอียดบนใบหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
                 คราวที่แล้ว... เขาวาดภาพเธอจากความทรงจำเพียงไม่กี่นาทีที่ยังหลงเหลืออยู่ จึงไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ แต่คราวนี้ ไหนๆ ได้เจอตัวเป็นๆ อีกครั้งแล้ว เขาจะวาดออกมาให้เหมือนเป๊ะๆ เลยคอยดู
 
                 กว่าจะได้ภาพอย่างที่เด็กหนุ่มพอใจ แสงแดดก็เริ่มอ่อนลงจนฟ้าปกคลุมด้วยความมืด
                 “คือว่าเรา...”
                 พิชญะส่งเสียงออกมาในที่สุด เขาเงียบและทนนั่งตัวแข็งมาตลอดหลายชั่วโมงเพราะเกรงใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายสมาธิแน่วแน่ ขณะเดียวกันก็เพลิดเพลินกับการมองน้องชายใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกด้วยความปลาบปลื้ม
                 พวกเขาแทบไม่ได้พูดคุยกันเลย ตลอดเวลาที่วาดภาพนี้
                 “ใช้ได้แล้วล่ะ เหลือแก้อีกนิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่ไหว ตาลายแล้ว” ไมค์ชิงพูดขึ้นมาก่อน
                 “องค์ชายพิรัชต์พะย่ะค่ะ” เสียงมหาดเล็กแว่วมาแต่ไกล
                 พิชญะสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงผู้มาใหม่ ถ้าเขาเดาไม่ผิดล่ะก็...
                 ร่างในชุดขาวลุกจากเก้าอี้อย่างเงียบๆ แล้ววางลูกแมวที่หลับสบายบนตักอย่างเบามือ ก่อนใช้โอกาสตอนที่น้องชายหันไปมองต้นเสียงรีบเผ่นออกไปจากตรงนั้น
                 มหาดเล็กวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดตรงหน้า
                 “มีอะไรรึ”
                 “แฮ่ก... แฮ่ก... คือว่า ท่านจิระมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
                 ไมค์เลิกคิ้วข้างหนึ่ง
                 “ท่านจิระ? มาคนเดียวรึ มีธุระอะไรกับข้าล่ะ”
                 ไม่ทันที่มหาดเล็กจะตอบคำถาม เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาหาด้วยอาการร้อนรน
                 “ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ ที่ขอเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”
                 “มีอะไรก็ว่ามา”
                 “กระหม่อมนึกว่าองค์รัชทายาทประทับอยู่ที่นี่ ก็เลย...”
                 “หืม? เสด็จพี่งั้นเหรอ ตั้งแต่เช้าข้ายังไม่เห็นเลย แล้วทำไมท่านถึงไม่อยู่กับพี่ข้าล่ะ เกิดมีอะไรไม่ดีขึ้นมา...”
                 “เรื่องนั้นกระหม่อมทราบดีพะย่ะค่ะ ถึงได้รีบออกตามหา”
                 “แล้วเสด็จพี่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
                 “กระหม่อมไม่ทราบแน่ชัดพะย่ะค่ะ เมื่อบ่ายองค์ชายพิชญะรับสั่งให้กระหม่อมเฝ้าหน้าห้องเพราะจะทรงดนตรี กระหม่อมเห็นว่าถ้าได้ยินเสียงเปียโนตลอดอยู่ในห้องก็แสดงว่าไม่มีปัญหาก็เลยชะล่าใจ หลังจากนั้นผ่านไปสองชั่วโมงกระหม่อมก็เริ่มเอะใจว่าทำไมเพลงถึงเล่นซ้ำไปซ้ำมา แถมยังไม่มีผิดเพี้ยน...”
                 “เสด็จพี่ของข้าเก่งดนตรี เล่นอะไรออกมาก็เพอร์เฟ็กต์ไปหมดแหละ” ไมค์เอ่ยชื่นชม ดวงตาเป็นประกายอย่างลืมตัว
                 “ก็จริงอยู่... แต่ไม่ใช่อย่างนั้นสิพะย่ะค่ะ องค์ชายไม่ได้ทรงดนตรีทุกวัน คงเป็นไปไม่ได้ที่เล่นสิบรอบก็จะเหมือนกันเปี๊ยบทั้งสิบรอบ”
                 อืม... ก็จริงแฮะ องครักษ์ผู้นี้หูดีใช้ได้ แต่ท่าทางจะเอะใจช้าไปหน่อยถึงได้เพิ่งออกตามหา เด็กหนุ่มคิด
                 “กระหม่อมจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป แต่ไม่พบองค์ชาย มีแต่เปียโนที่ถูกตั้งให้เล่นเพลงเอง กับหน้าต่างห้องที่เปิดค้างอยู่...”
                 “หมายความว่ามีคนลักพาตัวพี่ออกไปทางหน้าต่างงั้นรึ”
                 ไมค์หน้าซีดเผือดด้วยความวิตก
                 “หามิได้ กระหม่อมคิดว่าองค์ชายวางแผนหนีออกไปเองมากกว่าพะย่ะค่ะ”
                 “ทำไมล่ะ”
                 “เพราะก่อนเสวยพระกระยาหาร องค์ชายพิชญะบอกว่าจะมาหาพระองค์ตามลำพังแต่กระหม่อมคัดค้าน...” จิระเสียงอ่อยลงในท้ายประโยค
                 “บ้าชะมัด... ไม่ใช่ว่าเสด็จพี่ถูกใครทำร้ายระหว่างทางหรอกนะ”
                 ไมค์กำหมัดเน้น พยายามตั้งสติ
                 “บดินทร์... พาคนสำรวจทางจากวังหลวงมายังปราสาทข้าให้ทั่วว่ามีร่องรอยอะไรรึเปล่า ส่วนท่านจิระ พาข้าไปห้องดนตรีที”
                 “พะย่ะค่ะ”
                 เด็กหนุ่มหันหลังกลับไปยังโต๊ะและเก้าอี้หินอ่อน ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับเหลือเพียงลูกแมวสีดำที่กำลังบิดขี้เกียจหลังจากนอนหลับสบายบนตักนุ่มนิ่มของสาวน้อยจำแลงเกือบตลอดบ่าย
                 “อ้าว... หายไปแล้ว ยังไม่ทันได้ถามชื่อเลย” ไมค์พึมพำอย่างเสียดาย เมื่อหันมาเห็นสายตาฉงนสนเท่ห์ของอีกฝ่ายก็อธิบายไขความกระจ่าง “อ๋อ ผู้หญิงที่เป็นแบบวาดรูปให้ข้าน่ะ”
                 แบบวาดรูปงั้นเหรอ... หรือจะเป็นนางในฝันของเจ้าชายพิรัชต์?
                 จิระเกิดความอยากรู้ขึ้นมาทันใด เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรเสียเวลาในชั่วโมงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่บางทีนี่อาจเป็นโอกาสทองที่หาแทบไม่ได้ในการสืบเรื่องหญิงในดวงใจที่ผู้เป็นนายอยากรู้มาตลอด
                 ...แค่หนึ่งนาทีคงไม่เสียหายหรอกน่า...
                 “กระหม่อมขอประทานอนุญาตดูผลงานของพระองค์ได้ไหมพะย่ะค่ะ”
                 ไมค์มองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ
                 “อืม... ได้สิ”
                 จิระเดินเข้าไปดูภาพวาดฝีพระหัตถ์ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
                 ...ชัดเจนเลย... คงไม่ต้องหาตัวให้เสียเวลาแล้วกระมัง
                 “มีอะไรท่านจิระ ท่านรู้จักคนในรูปงั้นเหรอ”
                 “เอ่อ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะ”
                 “โธ่... กำลังคิดว่าจะให้ช่วยสืบหาให้ซะหน่อย”
                 “กระหม่อมคิดออกแล้วพะย่ะค่ะ ว่าองค์ชายพิชญะน่าจะเสด็จไปไหน งั้นกระหม่อมขอตัวไปทำหน้าที่ก่อน ทูลลา”
                 พูดจบก็รีบบึ่งออกไปจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้เด็กหนุ่มยืนมองส่งอย่างงงๆ


                 เสียงประตูเปิดทำเอาองค์ชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรนิธิไพศาลถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขาลนลานลุกจากเก้าอี้ที่ใช้นั่งถอดถุงน่องรองเท้า หันรีหันขวางแล้วตั้งท่าจะคลานหลบผู้ที่กำลังเดินเข้ามา
                 “นึกแล้วว่าต้องอยู่ที่นี่... องค์ชายพิชญะ”
                 เสียงที่คุ้นหูทำให้ร่างในชุดฟูฟ่องสีขาวถึงกับเบ้ปาก
                 “แล้วนั่นอะไรพะย่ะค่ะ งานอดิเรกของพระองค์รึ ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้องค์ชายรัชทายาทของอาณาจักรมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนชอบแต่งหญิงไปอ่อยพระอนุชา”
                 “ไม่ใช่ซักหน่อย” พิชญะหันไปแหวใส่
                 “อย่าเพิ่งกริ้วสิพะย่ะค่ะ ตอนนี้กระหม่อมรู้แล้วว่านางในฝันขององค์ชายพิรัชต์คือใคร”
                 ได้ยินดังนั้นรัชทายาทหนุ่มก็ตาเป็นประกาย ปราดเข้าไปเกาะแขนองครักษ์อย่างประจบประแจง
                 “จริงเหรอ ใครกัน บอกเรามาที”
                 เฮ้อ... แบบนี้สินะ องค์ชายพิรัชต์ถึงได้หลงขนาดเอาไปวาดภาพ
                 “ก็คนนั้นไงพะย่ะค่ะ”
                 พูดพลางชี้ไปทางกระจกที่ตั้งอยู่ไม่ไกล พิชญะมองตาม กระพริบตาปริบๆ อย่างงงงวย เพราะภาพที่เห็นคือรูปวาดที่อยู่ลิบๆ ของราชินีแห่งอาณาจักรบนฝาผนังผู้เป็นเจ้าของห้องนี้
                 “เสด็จแม่งั้นเหรอ?”
                 “เข้าไปทอดพระเนตรใกล้ๆ สิพะย่ะค่ะ”
                 พิชญะทำตาม เขาเพ่งมองกระจกอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเบิกตาโพลงเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองอยู่ในสภาพเช่นใด
                 “ยะ... อย่าบอกนะว่า...”
                 “ใช่เลยพะย่ะค่ะ”
                 รัชทายาทหนุ่มในชุดกระโปรงฟูฟ่องถึงกับทรุดฮวบลงกองกับพื้น บรรยากาศรอบตัวที่ว่ามืดลงแล้วกลับมืดมนยิ่งกว่าเดิม 
                 “นะ... นี่หมายความว่า...”
                 “องค์ชายพิรัชต์หลงรักพระองค์ ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหญิงพะย่ะค่ะ”
                 ขุดหลุมฝังตัวเอง... เป็นคำพูดเดียวที่พิชญะคิดออกในเวลานี้ เขานั่งกุมหัวด้วยความอึ้ง
                 ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา ไหล่บางใต้แขนเสื้อทรงตุ๊กตาก็สั่นระริก พร้อมกับบรรยากาศแปลกๆ ที่แม้แต่องครักษ์ผู้ติดตามมาตลอดก็มิอาจคาดเดาอาการนั้นได้
                 หึหึหึ... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...
                 “ท่านจิระ... เราคิดออกแล้ว”
                 “อะไรรึพะย่ะค่ะ”
                 “วิธีขัดขวางการแต่งงานของพิรัชต์”
                 องครักษ์หนุ่มกระพริบตาปริบๆ ดูจากอาการของผู้เป็นนายแล้ว...
                 อย่าว่าแต่องค์ชายพิรัชต์ผู้เป็นน้องเลย นับวันอาการของคนพี่ก็ชักจะเพี้ยนขึ้นทุกที
 


                 รุ่งเช้า กอล์ฟถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่โชยเข้ามาในห้อง เขาพบว่าตัวเองใส่ชุดนอนห่มผ้าเรียบร้อย แม้ความเจ็บปวดภายในร่างกายและความอ่อนเพลียยังคงหลงเหลืออยู่ แต่สภาพของเขาในตอนนี้ ยังพอทำให้เชื่อขึ้นมาได้นิดหน่อยว่า เหตุการณ์เลวร้ายเมื่อคืนคงเป็นแค่ฝัน
                 “ตื่นแล้วเหรอ”
                 เสียงทักที่คุ้นหูดังขึ้นทันทีที่เขาเปิดประตูออกไป ร่างสูงใหญ่ในชุดเตรียมออกจากบ้านก็รีบเดินเข้ามาประคอง ทว่าเด็กหนุ่มถอยหนีด้วยแววตาตื่นกลัวก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตัว
                 พิรัชต์เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว แล้วเอื้อมมือมากระชากแขนอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้
                 “จะรังเกียจอะไรนักหนา คนอุตส่าห์เข้ามาช่วย”
                 เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองค้อนอย่างคั่งแค้น
                 “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ”
                 ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มเหี้ยมตอบกลับมา
                 “น้ำหน้าอย่างนายไม่มีสิทธิมาพูดอย่างนั้นหรอกนะ เพราะเมื่อคืนนายเป็นคนยั่วให้ฉันแตะต้องตัวนายเอง...”
                 “ไอ้บ้า ฉันทำแบบนั้นเมื่อไหร่กัน ปล่อยฉันนะ”
                 กอล์ฟขืนตัวให้ออกจากวงแขนที่โอบรอบตัวเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนยิ่งดิ้นก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายยิ้มอย่างพอใจยิ่งขึ้น
                 “เลือกเอานะ ว่าจะยอมให้ฉันอุ้มไปที่โต๊ะอาหารดีๆ หรือว่าจะดิ้นอยู่อย่างนี้ยั่วให้ฉันปล้ำนายอีกรอบ”
                 ได้ผล... เด็กหนุ่มหยุดชะงัก ใบหน้าซีดเผือด... ไอ้หมอนี่มันบ้ากามชัดๆ
                 ร่างสูงกว่าอุ้มคนในชุดนอนไปยังโต๊ะอาหาร แล้ววางลงบนเก้าอี้ตรงหน้าชามบะหมี่อย่างเบามือ
                 กอล์ฟถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะยังระแวงอยู่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรเขาต่อ แต่เมื่อเห็นร่างสูงทรุดตัวลงนั่งหน้าบะหมี่อีกชามตรงข้ามเขา ความสนใจจึงมาอยู่ที่อาหารร้อนๆ ที่ยั่วน้ำลาย
                 แม้จะเป็นอาหารแบบเมนูกันตาย แต่ท้องอันว่างเปล่าเจ้ากรรมก็ร้องโครกครากออกมาเสียงดังน่าอายไม่น้อย
                 พิรัชต์หยิบซ้อมขึ้นพันเส้นบะหมี่ในชามตรงหน้าเข้าปากเหมือนไม่ใส่ใจคนที่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงหน้า กอล์ฟมองภาพนั้นแล้วมองชามของตนเองพลางกลืนน้ำลายอย่างโหยหิว
                 แต่ด้วยทิฐิ ทำให้เขาไม่อาจแตะต้องของในชามได้อย่างสะดวกใจ
                 หลังจากพิรัชต์จัดการกับส่วนของตนเองจนหมดเกลี้ยง เขาก็จ้องเขม็งไปยังสภาพซึมเซาของคนที่นั่งตรงข้ามอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งแข็งเป็นรูปปั้น มือใหญ่ก็หยิบซ้อมขึ้นมาตักเส้นบะหมี่อืดๆ 
                 คงไม่อิ่มสินะ เลยจะแย่งส่วนของเขาไปกินต่อ... กอล์ฟคิดอย่างน้อยอกน้อยใจ
                 ทว่าผิดคาด เส้นบะหมี่เย็นชืดกลับมาจ่ออยู่ที่ปากของเขา
                 “เอ้า กินซะ เดี๋ยวก็อดตายกันพอดี”
                 “...”
                 พิรัชต์ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
                 “อย่าเล่นตัวหน่อยเลยน่า ฉันอุตส่าห์ลดตัวป้อนนายเชียวนะ”
                 เด็กหนุ่มยังคงนิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
                 ร่างสูงกระแทกส้อมลงในชามเสียงดังจนอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้ง มือใหญ่ฉุดต้นแขนอีกฝ่ายแล้วลากออกจากเก้าอี้
                 กอล์ฟพยายามบิดแขนออกจากพันธนาการ แต่ก่อนจะดิ้นหลุดก็ถูกเหวี่ยงลงไปนอนบนโซฟาที่อยู่ไม่ไกลเสียแล้ว
                 เขากระถดกายเมื่ออีกฝ่ายโน้มหน้าลงมา แล้วกดไหล่ของเขาติดพนักโซฟา
                 “เลือกเอา... จะโดนปล้ำ หรือจะกิน”
                 “เลือกๆๆๆ !!!” กอล์ฟปริปากตะโกนอย่างสุดทน “อะไรก็ให้ฉันเลือก ยัดเยียดแต่สิ่งที่บังคับจิตใจฉัน เคยถามมั้ยว่าฉันอยากได้อะไร”
                 “ไม่จำเป็นต้องถามนี่... เพราะตราบใดที่อยู่ในบ้าน นายคือทาส ฉันอุตส่าห์มีตัวเลือกให้ก็นับว่าปรานีแค่ไหนแล้ว”
                 เด็กหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเหลืออด ร่างกายบอบช้ำสั่นระริกด้วยความโกรธ คำพูดอวดดีแบบนี้... นับวันชักจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของหมอนี่เข้าไปทุกที
                 ทันใดนั้น
                 โครกกกกก...
                 ภายในท้องเกิดเสียงคำรามลั่น
                 พิรัชต์ยักไหล่ หัวเราะหึอย่างเย้ยหยัน ปล่อยมือจากอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ก่อนมองด้วยสายตากวนประสาท แล้วเดินเข้าห้องไป
                 กอล์ฟกำหมัดแน่น... อยากจะดื้อ แต่ร่างกายไม่เป็นใจ
                 ตอนนี้เขาหิวมาก... ยิ่งกลิ่นบะหมี่เย็นชืดยังโชยคลุ้งอยู่ภายในห้อง ยิ่งทำให้เขาต้องยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ตั้งแต่องค์ชายบ้านี่เข้ามาอยู่ชายคาเดียวกัน
                 ร่างไร้เรี่ยวแรงประคองตัวเองไปยังโต๊ะอาหาร ก่อนจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างพะอืดพะอม


                 ทั้งที่ร่างกายปวดร้าวราวกับแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจออกไปทำงานตามปกติ
                 ก่อนอื่น... ต้องอยู่นอกบ้านให้นานที่สุด
                 “ถ้าไม่สบายก็กลับไปนอนบ้านได้นะกอล์ฟ วันนี้ไม่มีคิวงานซีเรียสเท่าไหร่” ทีมงานเสนอด้วยความเป็นห่วง เพราะดูจากสภาพนักร้องหนุ่มในวันนี้ ท่าทางจะไม่ไหวจริงๆ
                 “ไม่เป็นไร งั้นกอล์ฟไปซ้อมเต้นก่อนนะครับ”
                 เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องโดยมีน้องชายเดินตามติดเหมือนเงาตามตัว
                 “ไมค์ ดูแลพี่ด้วยนะ”
                 พิรัชต์หันไปมองเจ้าของเสียงด้วยสายตาเย็นชา
                 “ทำอยู่แล้ว ไม่ต้องมาบอกหรอก”
                 หลังจากทั้งคู่ลับตา ทีมงานก็หันไปกระซิบกระซิบกระซาบกันทันที
                 “รายนี้ก็เหมือนกัน ระยะหลังดูแปลกๆ เหมือนคนละคนยังไงไม่รู้”


                 หลังจากซ้อมเต้นมานานหนึ่งชั่วโมง...
                 “ไมค์ดีขึ้นจากหลายวันก่อนมากเลยนะ สงสัยจะหายเพี้ยนแล้ว” ครูฝึกเอ่ยชม ขณะที่เจ้าตัวเดินออกจากห้องซ้อมอย่างไม่สนใจ “แต่นาย... วันนี้เป็นอะไร ดูไม่มีสมาธิเลย แถมยังเคลื่อนไหวแปลกๆ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า”
                 กอล์ฟซึ่งนั่งหมดสภาพอยู่ตรงนั้นถึงกับหน้าซีดเมื่อโดนถาม
                 “ปะ... เปล่าครับ คงนอนดึกเลยเพลียๆ”
                 “ได้ของเล่นใหม่ล่ะสิ คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
                 กอล์ฟหัวเราะแหะ เขาอยากล้มตัวลงนอนกับพื้นทั้งอย่างนี้ แต่ขืนทำแบบนั้น มีหวังต้องหลับจริงแน่
                 ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างสูงที่เพิ่งเดินออกไปกลับเข้ามาพร้อมน้ำผลไม้
                 “เอ้า... จะได้สดชื่น”
                 พิรัชต์ยื่นของในมือให้พี่ชาย ขณะที่อีกฝ่ายหันไปมองด้วยสายตาสะกดกลั้นความโกรธอย่างสุดความสามารถ
                 “ของฉันล่ะ” ครูฝึกทวงถาม
                 “อยู่ข้างนอก ไปกดเอง” พิรัชต์ตอบห้วนๆ
                 “ให้มันได้อย่างนี้สิ พอเริ่มหายบ้า ก็กลับมาเอาใจแต่พี่ชายเหมือนเก่า”
                 ชายหนุ่มเอาผ้าขนหนูที่พาดคอออกมาสะบัดใส่คนน้องด้วยความหมั่นไส้ก่อนเดินออกไปพักผ่อนข้างนอก
                 ใครว่าเริ่มหายบ้า... หมอนี่กำลังเริ่มปรับตัวได้ต่างหาก คนที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่ไมค์เลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าเป็นไมค์คงจะไม่ทำกับเขาแบบนี้... ถึงรายนั้นจะฉวยโอกาสกับเขานิดๆ หน่อยๆ แต่ก็เฝ้าทะนุถนอมเขาทุกวิถีทาง...
                 กอล์ฟเมินหน้าไปทางอื่นอย่างขุ่นเคือง
                 “ไม่เอาน่า... ฉันอุตส่าห์ทำทุกอย่างให้แนบเนียนที่สุดอย่างที่นายสั่งแล้วนะ แต่นายนั่นแหละตัวทำพิรุธ”
                 ที่ทำดีกับฉัน เพราะทำตามที่สั่งสินะ... จู่ๆ เด็กหนุ่มก็นึกน้อยใจขึ้นมา
                 กอล์ฟถอนหายใจก่อนเอื้อมมือไปรับน้ำผลไม้อย่างเสียมิได้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ส่งมาให้
                 “อะไรอีกล่ะ”
                 เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว หันไปมองค้อน แต่พบสายตาอ่อนโยนที่มองกลับมา
                 “ฉันป้อนให้นะ”
                 ...ไมค์...
                 แวบหนึ่งเขาเผลอคิดว่าอีกฝ่ายคือไมค์คนเดิม
                 จะบ้าเหรอ... เป็นไปได้ยังไง หมอนี่ก็แค่แสดงเท่านั้น
                 “ไม่ต้อง ฉันกินเองได้” พูดจบก็ฉวยน้ำผลไม้ในมืออีกฝ่ายมาดูด
                 พิรัชต์นั่งมองอีกฝ่ายอย่างใจเย็น ถึงสีหน้าท่าทางจะเย็นชาและบึ้งตึง แต่ความอ่อนหวานบนใบหน้ากลับยิ่งฉายชัดจนยากที่จะหันไปมองทางอื่น
                 “มองอะไร”
                 กอล์ฟหันไปมองค้อนอย่างระแวง
                 บ้าจริง... หมอนี่หน้าเหมือนพระเชษฐาของเขาแท้ๆ ทำไมถึงได้เผลอชื่นชม
                 “เปล่า... แค่คิดว่านายอยากได้อะไรอีกมั้ย”
                 “ไม่ต้องแกล้งทำดีกับฉันหรอก จะอ้วก”
                 “ไม่ได้แกล้ง... ฉันก็แค่ทำหน้าที่ อย่าลืมสิ พออยู่นอกบ้านฉันก็เป็นทาสนายไง”
                 คราวนี้กอล์ฟทำตาโตอย่างประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดว่าง่ายออกมาจากปากคนในร่างน้องชาย
                 “นายดูเพลียๆ นะ หน้าซีดมากด้วย ไปนอนพักซักหน่อยมั้ย เดี๋ยวฉันอุ้มไปส่ง”
                 “เฮ้ยยยยย... ไม่ต้องเลย อย่ามายุ่งกับฉัน ขอฉันอยู่อย่างสงบนอกบ้านไม่ได้รึไง”
                 เด็กหนุ่มรีบกระถดกายหนีก่อนที่อีกฝ่ายจะถึงเนื้อถึงตัว
                 “คงไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นทาสนาย ต้องคอยเอาใจนายสิ” พูดจบก็ยื่นมือไปบีบนวดให้อย่างประจบประแจง
                 เด็กหนุ่มรีบสะบัดตัวหนี
                 ...ไอ้องค์ชายนี่ มาไม้ไหนนะ บทจะโหดก็โหดจนเรียกได้ว่าอำมหิต แต่บทจะเชื่องก็ตามติดแจ แถมยังทำอะไรเลี่ยนๆ แปลกๆ เหมือนไมค์ไม่มีผิด...
                 เหมือนไมค์เหรอ?
                 จู่ๆ ภาพในอดีตก็ผุดขึ้นมาในหัว
                 ...ไม่ไหวแล้ว... ไม่ว่าจะไมค์ หรือหมอนี่ ทุกคนต่างก็ทำกับเขาเหมือนเป็นผู้หญิง
                 นั่นสิ... หลายปีที่ผ่านมาเขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมไมค์ถึงรักเขาแบบนั้นได้ และในตอนนี้ทำไมเจ้าชายบ้านี่ถึงได้ล่วงเกินเขาแบบนั้น
                 เราเหมือนผู้หญิงมากนักเหรอ? กอล์ฟคิดพลางเงยหน้ามองฝาผนังซึ่งเป็นกระจกเงาบานใหญ่
                 “พอที งั้นฉันขอสั่งให้นายอย่าเข้ามาใกล้ฉันเกินร้อยเมตร ยกเว้นเวลาซ้อมเต้น” พูดจบก็ลุกพรวดออกจากห้องไป
 

                 “โธ่เว้ย... ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้ด้วย”
                 กอล์ฟเตะถังขยะดังโครม เขาเดินออกจากบริษัทมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ในหัวตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว แค่ต้องการสถานที่สงบสติอารมณ์เท่านั้น กว่าจะรู้ตัวขาก็พาเขามาถึงตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งละแวกนั้น
                 “เฮ้ย... ไอ้บ้าที่ไหนมาก่อกวนแถวนี้วะ”
                 วัยรุ่นสามสี่คนโผล่มาจากไหนไม่รู้ ดูเหมือนพวกเขาสุมหัวกันที่นี่ตั้งแต่ก่อนกอล์ฟเดินเข้ามา
                 “ไหนเอ็งว่าวันนี้พ่อไม่ตรวจไง” หนึ่งในนั้นพูดพลางตบหัวเพื่อน
                 แต่ละคนในกลุ่มแต่งกายโทรมๆ เนื้อตัวดูมอมแมม ไม่น่าเข้าใกล้
                 “พ่อเมิงที่ไหน หัดแหกตาดูซะมั่ง”
                 “โอ้โหแฮะ... ดูซิว่าวันนี้ใครมาเยี่ยมเรา”
                 วัยรุ่นคนตัวโตสุดแสยะยิ้ม พลางย่างสามขุมเข้ามาใกล้ กอล์ฟถอยหลังหนีเพราะกลิ่นตัวแรงที่โชยมา บวกกับอากัปกิริยาที่ไม่ประสงค์ดี
                 คนพวกนี้... สงสัยจะติดยา
                 “อย่าเข้ามานะ”
                 ทันใดนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็หัวเราะเสียงดังลั่น
                 “เฮ้ยพวกเรา... ไม่อยากจะเชื่อเลยเว้ย ไอ้นี่มัน... ดารานี่หว่า ข้าเหมือนเคยเห็นหน้าทางทีวี มันชื่ออะไรน้า...” พูดพลางคว้าตัวกอล์ฟไปล็อคคอ
                 “ไอ้นั่นไงลูกพี่... ที่มันหน้าเหมือนตุ๊ดกันทั้งพี่ทั้งน้อง”
                 คนถูกพูดถึงกำหมัดแน่น เขามาที่นี่ด้วยความโมโหอยู่แล้ว ยังมาเจอไอ้พวกกวนเมืองนี่เติมเชื้อไฟอีก
                 “ไหนดูซิ... เออ... มันหน้าเหมือนผู้หญิงจริงๆ ด้วยว่ะ สวยขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้ชายข้าก็เอาวะ” พูดจบก็ระเบิดหัวเราะอีกชุดใหญ่
                 กอล์ฟชักหมดความอดทน เงื้อศอกขึ้นแล้วกระทุ้งไปบนหน้าท้องอีกฝ่ายเต็มแรง
                 “โอ๊ย”
                 แขนที่รัดรอบคอเขาคลายออกด้วยความเจ็บ ร่างสูงใหญ่ทรุดกายลง ขณะที่พวกพ้องเตรียมตั้งรับการต่อสู้ทำให้บรรยากาศเครียดขึ้นมาทันที
                 “หลีกไป” เด็กหนุ่มออกคำสั่ง ทว่าไม่มีใครยอมเปิดทางให้
                 คนตัวใหญ่ลุกขึ้นมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ทำให้กอล์ฟตกอยู่ในวงล้อมของคนกลุ่มนั้นโดยสมบูรณ์
                 “จริงสิ... พวกดารานี่มีเงินเยอะใช่มั้ยล่ะ... ขอซักหมื่นสองหมื่นเป็นค่าผ่านทางได้รึเปล่า... คนสวย...”
                 “จะบ้าเรอะ ฉันพกเงินซะที่ไหน ถ้ามีอย่างมากก็...” พูดพลางล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบธนบัตรสีเขียวออกมา “ยี่สิบบาท”
                 กลุ่มอันธพาลหัวเราะเสียงดังครู่หนึ่ง แล้วกลับมาเครียดเหมือนเก่า
                 “อะไรกัน... ขายซีดีได้เป็นล้าน พกเงินยี่สิบบาท ไม่กลัวคนหาว่ากระจอกหรือครับ”
                 เสียงนั้นแสดงถึงการเสียดสีและดูถูกอย่างชัดเจน
                 “ปกติคนอื่นจ่ายให้อยู่แล้ว จะต้องพกมากมายทำไม” เด็กหนุ่มเถียง
                 “เข้าใจแล้ว... ยี่สิบบาทก็ยี่สิบบาท... แต่ถ้าได้ชิมรสเด็ดของดารา บางทีอาจคุ้มค่ากว่าเงินล่ะมั้ง”
                 ทั้งสี่เดินมุ่งเข้ามาหาเหยื่ออันโอชะ 
                 “จะบ้าเรอะ ฉันเป็นผู้ชายนะเฟ้ย” กอล์ฟตะโกนสุดเสียงด้วยความอัดอั้น
                 ...ผู้ชายบนโลกนี้มันเป็นอะไรกันหมด...
                 “ผู้ชายแล้วไงฟะ เฮ้ย ไอ้เตี้ย... เดี๋ยวกูก่อน มึงเตรียมถ่ายคลิปไว้ได้เลย ทีนี้อย่าว่าแต่หมื่นสองหมื่นเลยเว้ย เรียกมันซักสิบล้านยังได้” ลูกพี่ตัวใหญ่สุดพูดพลางโยนมือถือให้หนึ่งในลูกน้อง ส่วนคนที่เหลือตรงเข้ามาล็อคแขนเด็กหนุ่มไว้
                 “เฮ้ย”
                 กอล์ฟสะบัดตัวหนี ตอนนี้เขาเริ่มสติแตกเข้าไปทุกที
                 ...ไม่ว่าหน้าไหน ต่างก็ทำแบบนี้กับเขา... มันจะมากเกินไปแล้ว
                 “ทนไม่ไหวแล้วโว้ยยยยย”
                 เด็กหนุ่มตะโกนสุดเสียง พร้อมกับรังสีอำมหิตที่พวยพุ่งออกมามหาศาล


                 พิรัชต์เดินตามหาพี่ชายกำมะลอไปทั่วหลังจากพ้นเวลาพักมาเกือบครึ่งชั่วโมงแต่อีกฝ่ายยังไม่ปรากฏตัว
                 ...เราไม่ได้เป็นห่วงหมอนั่นซักหน่อย แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำต่างหาก เรียกหมอนั่นกลับมาซ้อมตามปกติ จะได้รีบกลับบ้าน จะได้ถึงเวลาพลิกบทบาทเป็นเจ้านาย ทรมานหมอนั่นต่อไป...
                 เขาพยายามให้เหตุผลกับตัวเอง ขณะเดียวกันกลับหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งตามหาทั่วบริษัทไม่เจอ ยิ่งรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
                 ร่างสูงวิ่งออกไปนอกอาคารขณะไม่มีใครสังเกต ทุกคนกำลังตามหาตัวกอล์ฟกันจ้าละหวั่น เขาเดาว่าคนอย่างกอล์ฟ ถ้างอนคงอยากจะหนีไปที่ไหนไกลๆ มากกว่าอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเดิมๆ
                 เอ๊ะ... แล้วทำไมเขาต้องนึกคาดเดานิสัยหมอนั่นด้วยล่ะ? จะเป็นยังไงก็ช่างไม่ใช่เหรอ?
                 ไม่สิ... ที่เขาหัวเสียและคำนวณความรู้สึกนึกคิดของหมอนั่นอยู่ในตอนนี้ เพราะจะได้ตามตัวกลับมาเพื่อพาไปทรมานต่อที่บ้านต่างหาก
                 บ้าฉิบ... ใจของเขาไม่เคยแกว่งขนาดนี้ ปกติต้องมีแต่ความแค้น อย่างเสด็จพี่น่ะ จะเป็นตายร้ายดีที่ไหนยังไงก็ช่าง ยิ่งไม่กลับมาให้เห็นหน้าอีกเลยได้ยิ่งดี แล้วทำไมเขาต้องพะวงกับคนหน้าเหมือนพระเชษฐาขนาดนี้ ทำไมเขาต้องเดือดร้อนกับการหายไปเพียงไม่กี่นาทีของหมอนั่นด้วย
                 พิรัชต์วิ่งมาถึงซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงการต่อสู้และรู้สึกถึงบรรยากาศไม่ชอบมาพากล จึงรีบวิ่งเข้าไปดู แต่แล้วก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็นตรงหน้า
                 เด็กหนุ่มที่เขาตามหากำลังเหวี่ยงมัดเข้าที่หน้าของคนตัวโตกว่าเต็มแรง อีกฝ่ายถึงกับทรุดตัวลงก่อนล้มอย่างหมดสภาพท่ามกลางกองขยะและอีกสามร่างที่นอนหมอบเรียงกันอย่างหมดแรง
                 กอล์ฟเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน เขาคุกเข่าแล้วนั่งจับกบอย่างหมดอาลัยตายอยาก
                 พิรัชต์ทำท่าจะเดินเข้าไปประคอง แต่แล้วเขาก็ชะงักเท้าเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งพยุงตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง
                 เด็กหนุ่มเดินออกมาได้สองก้าว ก็ล้มตึงเหมือนคนหมดสติ
                 “กอล์ฟ!”
                 พิรัชต์วิ่งเข้าไปดูอาการ พบว่าเนื้อตัวอีกฝ่ายบอบช้ำจากการต่อสู้ ตาบวมแดง โหนกแก้มเขียว ปากแตกมีเลือดไหลซิบๆ เนื้อตัวมอมแมม เต็มไปด้วยแผลถลอก และรอยของมีคมบาด
                 “ฉัน... ไม่... ใช่... ผู้หญิง...”
                 เสียงครางเบาๆ ลอดไรฟันออกมา ก่อนที่สติจะดับวูบไป
                 องค์ชายในร่างไมค์ยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดู
                 “รู้แล้วน่า”
                 พิรัชต์จับร่างอีกฝ่ายขึ้นหลัง แล้วรีบพาเดินออกจากตรงนั้นก่อนจะมีใครฟื้นขึ้นมาหาเรื่องอีก

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 29 May 2009 04:19:38 by ★ひまじん★