ลิขิตรักต่างมิติ [19]

posted on 28 May 2010 02:44 by i-am-hima  in fan-fiction

 

 

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

    
              “เฮ้อ...”
              เสียงถอนใจครั้งที่สิบกว่าของเด็กหนุ่มในชุดลำลองเรียบหรูซึ่งนั่งเหม่อลอย อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยแทบไม่ได้ขยับตัวจัดการกองเอกสารตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
              จิระจ้องอาการของผู้เป็นนายอย่างอึดอัด ตั้งแต่อนุชากลับไป รัชทายาทหนุ่มก็เอาแต่ทอดถอนใจจนไม่เป็นอันทำงานอยู่อย่างนั้น
             “แฮ่ม” องครักษ์ร่างสูงใหญ่แกล้งกระแอม ส่งผลให้พิชญะสะดุ้งเล็กน้อย “ฝ่าบาท... เอกสารกองนั้นต้องส่งให้ม้าเร็วก่อนตะวันตกดินนะพะย่ะค่ะ”
              เด็กหนุ่มทำหน้าเลิกลั่ก ก้มมองกระดาษสีขาวที่มีสัญลักษณ์ของราชวงศ์และข้อความราวสามย่อหน้า ทว่า... งานที่แท้จริงอยู่ในแผ่นอื่นๆ ที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเป็นปึกใหญ่ต่างหาก
              “อ๊ะ ขอโทษที พอดีเราคิดอะไรเพลินไปหน่อย”
             “คงไม่พ้นเรื่องพระอนุชาสินะ” จิระพึมพำเบาๆ
             “เราดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ผู้เป็นนายไม่วายได้ยิน
              จิระจึงได้ทีตั้งกัณฑ์เทศน์
              “องค์ชายพะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากบังอาจทูลมานานแล้วว่าพระองค์มีจุดอ่อนที่น่ากลัวเหลือเกิน นั่นคือองค์ชายพิรัชต์”
              “แต่เขาเป็นน้องแท้ๆ ของเรานี่ เป็นคนที่เรารักที่สุด ใครๆ ต่างก็มีจุดอ่อนกันทั้งนั้น”
              “แต่ต้องไม่ใช่จุดอ่อนที่เป็นศัตรูเช่นนี้พะย่ะค่ะ”
              เด็กหนุ่มเถียงกลับไม่ออก เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะ
              “ศัตรูเหรอ... นั่นสินะ พอมาคิดดีๆ แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับน้องของเรากันแน่ เมื่อก่อนเด็กคนนั้นเกลียดเรายังกับเชื้อโรค แต่พอหมดสติในพระราชพิธีตอนนั้น ก็กลับกลายเป็นน้องชายที่แสนน่ารัก จนกระทั่งมีอรินทร์เข้ามา เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ กลับมาเย็นชา ถึงตอนนี้จะไม่เกลียดเรา แต่ก็เหมือนเอาใจออกห่าง”
              “อย่าตรัสเหมือนแม่น้อยใจลูกชายแบบนั้นสิพะย่ะค่ะ”
              “แล้วถ้าเขาแต่งงานกับอรินทร์ คงลืมพี่ชายอย่างเราแน่ๆ ถึงเราจะยินดีในความสุขของน้องก็ตาม แต่มันเหงาอย่างบอกไม่ถูก”
              จิระหัวเราะเบาๆ
             “ตรัสอะไรพะย่ะค่ะ องค์ชายพิรัชต์จะอภิเษกกับอรินทร์ได้ยังไง ในเมื่อ...”
             “นั่นสินะ ทำยังไงให้พิรัชต์แต่งงานกับอรินทร์ได้...”
              องค์รักษ์หนุ่มถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
              เจ้านายของเขาเพี้ยนถึงนาดนี้เชียวหรือ?
             “หมายความว่ายังไงพะย่ะค่ะ”
             “เมื่อกี้ พิรัชต์บอกเราว่าอยากแต่งงานกับอรินทร์”
             ชายหนุ่มถึงกับเหวอ เรื่องมันชักอีรุงตุงนังเข้าไปใหญ่แล้ว ที่สำคัญองค์ชายเพี้ยนนั่นเพิ่งพบกับอรินทร์ไม่กี่ครั้ง ถึงขั้นจะสู่ขอ ไม่ไวไฟไปหน่อยรึไงนะ
             “เราเข้าใจพิรัชต์นะ เด็กคนนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด พอเจอผู้หญิงที่ถูกใจก็คงอยากรีบแต่งงานสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เหมือนเป็นการชดเชยความรักที่หายไปในวัยเด็ก”
             “ปัญหามันไม่ใช่เรื่องนั้นพะย่ะค่ะ”
             จิระกุมขมับ องค์ชายพิชญะก็ยังเป็นองค์ชายพิชญะอยู่วันยังค่ำ เอาแต่คิดถึงจิตใจน้องชายจนลืมสิ่งที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า
             “เราอยากให้พิรัชต์สมหวัง แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง”
              เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะพะย่ะค่ะ... ชายหนุ่มอยากสวนกลับไปใจจะขาด
              “นี่ จิระ มีวิธีไหนที่จะทำให้พิรัชต์ได้แต่งงานกับอรินทร์บ้างรึเปล่า”
              “ซึ่งก็หมายถึงแต่งงานกับพระองค์งั้นหรือพะย่ะค่ะ”
              เหมือนพิชญะเพิ่งนึกขึ้นได้
              “จริงสิ เราลืมไปเลย อรินทร์คือเรานี่นา ถ้าอย่างนั้นพิรัชต์ก็ต้องแต่งงานกับเราซึ่งเป็นพี่ชายสินะ” รัชทายาทหนุ่มหน้าแดงเรื่อขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วก็สลดลงทันทีเมื่อนึกถึงสภาพความจริง
              “และกระหม่อมคิดว่า เมื่อถึงขั้นแต่งงานแล้ว เรื่องมันคงไม่จบแค่การแต่งหญิงไปเล่นขายของกับพระอนุชาอย่างแน่นอนพะย่ะ ค่ะ”
              “ปัญหาคือ... เราจะไปปรากฏตัวในพิธีได้ยังไง ทั้งในฐานะประธานและเจ้าสาว”
              องครักษ์หนุ่มถึงกับคำพูดจุกอก อึ้งไปราวสามวินาที
              เอ่อ... ที่พูดมานี่ อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงเลยสินะ ทั้งที่ควรคิดถึงสถานะของตน แต่กลับกังวลแต่เรื่องงานแต่งงานซะนี่
              “มะ หมายความว่าฝ่าบาทจะ...”
              “ใช่ เราจะแต่งงานกับพิรัชต์ เอ๊ย ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เราจะปลอมเป็นอรินทร์ แล้วเข้าพิธีแต่งงานกับพิรัชต์”
              เฮ้ย... ชักจะไปกันใหญ่แล้ว จิระเหงื่อตก
              “ไม่ได้พะย่ะค่ะ การแต่งงานไม่ใช่แค่ใส่ชุดขาวเข้าโบสถ์แลกแหวน แต่มันหมายถึง...” พูดได้แค่นั้นก็รีบชะงักปากไว้
              “หมายถึงอะไรงั้นเหรอ” พิชญะกระพริบตากลมโตปริบๆ เอียงคอถามอย่างใสซื่อ
              “เอ่อ... ก็ หมายถึง...” จิระกลอกดวงตาไปมาขณะเลือกคำพูดดีๆ “การสัญญากันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าไงพะย่ะค่ะ ไม่... ไม่ใช่สิ นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญก็คือ... ความลับที่พระองค์คือท่านหญิงอรินทร์ตัวปลอมจะถูกเปิดเผยต่างหาก”
              พิชญะพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ นิ่งคิดไปนิดหนึ่ง แล้วจึงหันมาพูดต่อ
              “เราจะปลอมตัวอย่างแนบเนียนตลอดเวลา”
              จิระถึงกับเข่าอ่อน อยากล้มตึงเสียตรงนั้น
              “คะ... คือว่า... ถึงกระหม่อมเองยังไม่ได้แต่งงาน แต่กระหม่อมก็พอจะรู้อยู่บ้าง... คือว่าอย่างนี้นะพะย่ะค่ะ...”
              องครักษ์กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เขาอยากร้องไห้ให้ความไร้เดียงสาขององค์รัชทายาทผู้อ่อนต่อโลกที่ดูแลมากับ มือเสียจริงๆ จะว่าไปส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของเขาเองที่ประคบประหงมดีเกินเหตุ
             “เอ่อ... เวลาที่หนุ่มสาวแต่งงานกันแล้ว พวกเขาต้องนอนด้วยกัน”
              ทันใดนั้นพวงแก้มใสของเด็กหนุ่มก็แดงระเรื่อ ก่อนจะออกอาการตื่นเต้นดีใจอย่างลิงโลดจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
             “แปลว่าเราจะได้นอนกับพิรัชต์โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออกมาสินะ”
              ถึงแม้ระยะหลังเขาจะได้ไปนอนกับอนุชาบ้างก็ตาม แต่ตั้งแต่มีอรินทร์พิรัชต์ก็ไม่เคยอ้อนให้เขาไปนอนด้วยอีกเลย
              “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกพะยะค่ะ...” จิระรีบขัด “ที่บอกว่านอนด้วยกัน กระหม่อมหมายถึงมีความสัมพันธ์ทางกายด้วยพะย่ะค่ะ”
              “ความสัมพันธ์ทางกายงั้นเหรอ?”
             เด็กหนุ่มทำตาแป๋ว เขานึกถึงตอนที่น้องชายกอดและจูบทุกครั้งก่อนนอนและหลังตื่น
             “สบายมาก ถึงพิรัชต์เพิ่งจะเคยทำกับเราไม่กี่ครั้ง แต่เราก็ชินแล้ว รู้สึกดีมากๆ เลย” พูดพลางทำหน้าเคลิบเคลิ้มจนคนฟังพาลคิดไปถึงไหนๆ
              องครักษ์หนุ่มถึงกับหัวใจหล่นวูบลงตาตุ่ม อย่าบอกนะว่าตอนที่เขาปล่อยให้เจ้านายไปนอนกับน้องชายก่อนหน้านี้เพียงไม่ กี่ครั้งนั่น... องค์ชายพิชญะที่เขาเฝ้าทะนุถนอมริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมถูกน้องชายร่วมสาย โลหิตกระทำย่ำยีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวไปแล้ว...
              “ไม่ๆๆ” จิระรีบปัดความคิดบัดสีออกไปจากสมอง
             “มีอะไรเหรอ” พิชญะถามเมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทมีท่าทางแปลกๆ
             “เปล่าพะย่ะค่ะ ความสัมพันธ์ทางกายที่กระหม่อมหมายถึง คือการ... เอ่อ... การ...”
             แย่แล้วจิระ ยิ่งเห็นดวงตากลมโตเป็นประกายนั่นมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาก็ยิ่งพูดไม่ออก
             “การ... เอ่อ... การทำ เอ๊ย ไม่ใช่สิ กิจกรรม โอย ไม่ๆๆ ใช้คำว่าอะไรดี พิธีกรรม อืม... เฮ้ย จะบ้าเหรอ ไปกันใหญ่แล้ว”
              พิชญะยิ่งงงกับอาการลนลานของชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าแดงบิดไปบิดมาอยู่ตรง หน้า
             “เอาเป็นว่า... เวลาที่คนแต่งงานกัน ต้องมีลูกใช่มั้ยพะย่ะค่ะ”
              “โธ่เอ๊ย... นึกว่าอะไร”
             เด็กหนุ่มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายหลังจากยื่นหน้าไปมองลุ้นอยู่ นาน
             จิระตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
             “ฝ่าบาททรงเข้าใจเหรอพะย่ะค่ะ”
             จริงสิ ถึงจะเป็นองค์รัชทายาท เติบโตมาภายใต้กฎอันเข้มงวดจนแทบไม่รู้จักโลกของสามัญชน แต่ไม่ว่ายังไงก็เป็นมนุษย์ เรื่องแค่นี้ต่อให้ไม่มีใครสอนก็คงเข้าใจโดยสัญชาตญาณ
              “เข้าใจสิ เสด็จแม่เคยเล่าให้เราฟังเมื่อตอนเด็กๆ เป็นหนึ่งในความทรงจำอันล้ำค่าเกี่ยวกับเสด็จแม่เชียวล่ะ”
              ชายหนุ่มรู้สึกโล่งในอกอย่างบอกไม่ถูก แต่เอ๊ะ... ถ้าจักรพรรดินีทรงเล่าให้ฟัง ก็แสดงว่าตอนนั้นองค์ชายตัวน้อยอย่างมากก็น่าจะแค่สองหรือสามชันษาเท่านั้น จะฟังเรื่องพวกนี้รู้เรื่องได้ยังไง
              “เสด็จแม่บอกว่าวันที่พวกท่านนอนห้องเดียวกัน พระเจ้าจะส่งนกกระยางที่คาบเด็กทารกให้บินเข้ามาทางหน้าต่าง แล้ววางเด็กไว้ในอ้อมแขนของคนทั้งคู่ พอเช้าขึ้นมา เด็กก็จะอยู่ในท้องของผู้เป็นมารดา”
             จิระอยากเป็นลมอีกรอบ นี่มันนิทานหลอกเด็กชัดๆ
              “เอ่อ ถ้าเป็นแบบนั้น คนคงมีลูกกันทั่วบ้านทั่วเมืองได้โดยไม่ต้องแยกเพศหญิงชายหรอกพะย่ะค่ะ” แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ “กระหม่อมไม่ได้หมายความว่าองค์จักรพรรดินีทรงโกหกนะพะย่ะค่ะ จะว่าไปพระองค์ก็พูดถูก เพียงแต่ทรงเล่าไม่ละเอียดเท่านั้นเอง”
             “แล้วที่ละเอียดมันคืออะไรล่ะ”
             จิระอยากตบปากตัวเองที่หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว
              “เอาแบบนี้แล้วกันพะย่ะค่ะ เวลาที่ผู้ชายกับผู้หญิงแต่งงานกันแล้ว พอนอนห้องเดียวกัน พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ทางกายกันพะย่ะค่ะ จะลึกซึ้งกว่าที่พระอนุชาทรงมีต่อฝ่าบาท เรียกว่าหลอมรวมร่างทั้งคู่เป็นหนึ่งเดียวกันพะย่ะค่ะ”
              “ลึกซึ้งกว่าที่พิรัชต์ทำกับเรา... หลอมรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวกัน...” พิชญะพูดซ้ำเสียงแผ่ว จู่ๆ หัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมาดื้อๆ เมื่อพยายามจินตนาการตาม
              ถ้าเด็กคนนั้นแต่งงานกับอรินทร์ ก็จะรู้สึกและมีความสัมพันธ์ทางกายกับอรินทร์ลึกซึ้งกว่าเขา หลอมรวมร่างกับอรินทร์เป็นหนึ่งเดียวกัน... มันคงแนบแน่นยิ่งกว่าพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างเขาสินะ
             ทั้งที่รู้ดีว่าอรินทร์คนนั้นคือตัวเอง แต่ก็อดน้อยใจขึ้นมาลึกๆ ไม่ได้
             ทั้งที่เขาตามง้อ และเฝ้ามองน้องชายเติบโตมาตลอดด้วยความรัก แต่สุดท้ายก็ถูกผู้หญิงที่เด็กคนนั้นรู้จักเพียงไม่กี่วันแย่งไปครองจนได้
              แต่แล้วก็ยิ่งเจ็บปวดเข้าไปใหญ่ เมื่อนึกถึงความจริงได้ว่า อรินทร์คนนั้นไม่มีอยู่จริง
             “ทรงเข้าใจหรือยังพะย่ะค่ะ และการมีความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้งกว่าที่พระองค์เคยทำนั้นแหละ ที่จะทำให้ความแตกพะย่ะค่ะ”
             “หือ? ทำไมล่ะ?”
             “ก็เพราะท่านทั้งสองจะต้องสัมผัสร่างกายที่แท้จริงของกันและกันไงพะย่ะ ค่ะ!!” จิระหลุดคำพูดออกมาอย่างหมดความอดทนระคนจนปัญญา
             พิชญะนิ่งไปชั่วครู่ใหญ่ จนรู้สึกได้ว่าในห้องเกิดความเงียบสงัด
             จนกระทั่ง...
              “แบบนี้... ความก็แตกสิ” เด็กหนุ่มหลุดคำพูดออกมาเบาๆ จนได้
              จิระแทบจะไชโยโห่ร้อง ที่ตัวเองไม่ต้องอธิบายอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว
              “ใช่เลยพะย่ะค่ะ เพราะฉะนั้นกระหม่อมคิดว่าอย่าเสี่ยง...”
             “ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อย กว่าความจะแตก พิรัชต์ก็เข้าพิธีกับอรินทร์ไปแล้ว เท่ากับตัดช่องทางของเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้สำเร็จ เรื่องหลังจากนั้น เราเชื่อว่าพิรัชต์จะต้องเข้าใจ”
              “คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกพะย่ะค่ะ”
              “อืม... นั่นสินะ แต่อย่างน้อยก็เป็นผลดีต่อพิรัชต์ที่ไม่ต้องแต่งงานกับอลิฏา ตรงนี้เด็กคนนั้นควรขอบใจเราเพราะสายรายงานมาว่าทั้งพิรัชต์และอลิฏาต่างก็ ไม่อยากแต่งงานกัน”
             ยังมีหน้าเอาความชอบมาหักล้างความผิดอีก... จิระคิด
              “ทีนี้มาถึงปัญหาของเราบ้างดีกว่า... จะจัดพิธีแต่งงานยังไง”
              จิระกำลังจะอ้าปากคัดค้าน แต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวเสียก่อน
              “อ๊ะ นึกอะไรออกงั้นเหรอ” พิชญะสายตาไวจับสีหน้านั้นได้
              “ปะ เปล่าพะย่ะค่ะ ไม่มีอะไรเลย”
              ซวยแล้ว จิระนะจิระ... ถึงจะคิดแผนออก แต่ขืนหลุดปากพูดไป เรื่องมันก็จะยิ่งบานปลายน่ะสิ เท่ากับเขาสนับสนุนให้พี่หลอกน้องไปเรื่อยๆ เวลานี้เขาควรยืนกรานไม่ให้องค์รัชทายาทกระทำตามใจตัวเองจนถลำลึกไปมากกว่า นี้ ทำไมองครักษ์มาดขรึมหน้าตายอย่างเขามักเผลอเปิดเผยสิ่งที่คิดอย่างซื่อตรง ทางสีหน้าเวลาอยู่เพียงลำพังกับเจ้านายเสมอนะ
              “อย่ามาหลอกเราให้ยาก เรามองตาท่านก็รู้แล้วว่าท่านนึกแผนดีๆ ออก แต่ท่านไม่อยากบอกเรา ทำไมล่ะ”
             “พระองค์ก็ทรงรู้อยู่แก่ใจนี่พะย่ะค่ะ”
             “นั่นไง ท่านมีแผนเด็ดจริงๆ ด้วย บอกเรามาเดี๋ยวนี้นะ นี่ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง”
             จิระถึงกับเหวอ นะ... นี่หมายความว่าผู้เป็นนายใช้เล่ห์กลให้เขาหลุดปากพูดความจริงออกไปสินะ เดี๋ยวนี้ชักเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวใหญ่แล้ว อันที่จริงเขาควรดีใจที่องค์ชายผู้ใสซื่อจะได้ทันคนอื่นและเอาตัวรอดได้เสีย ที แต่พอโดนเข้ากับตัวเองแบบนี้ รู้สึกอยากร้องไห้อย่างบอกไม่ถูก

    
              “ตามที่เคยบอกไว้ว่าเราจะมีเซอร์ไพรส์แฟนเพลงในวันวาเลนไทน์” หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการใหม่เริ่มการประชุม
              กอล์ฟและพิรัตช์นั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะรูปวงรี มองเอกสารตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วต้องทำตาโตเมื่อเห็นรายละเอียดคร่าวๆ ในนั้น
              “นี่มันคอนเสิร์ตใหญ่นี่ครับ”
              “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ ในฐานะที่ทั้งคู่ไม่ได้ออกงานข้างนอกมานาน บวกกับอัลบั้มใหม่ก็ใกล้เสร็จแล้วด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะมีอะไรปลุกกระแสแฟนเพลงบ้าง ไหนๆ ก็ใกล้วาเลนไทน์แล้ว คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบสักรอบก็น่าจะดีนะ”
             “แต่เราจะโปรโมททันเหรอครับ ไหนจะขายบัตรอีก”
              “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงจ้ะ เราได้รับความร่วมมือกับทางสปอนเซอร์ในเรื่องการกระจายบัตร ที่สำคัญถึงจะเรียกว่าคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ถือเป็นงานช้างขนาดนั้น แค่คล้ายๆ ปาร์ตี้ต้อนรับอัลบั้มใหม่”
              กอล์ฟพยักหน้าหงึกหงักแล้วเอนตัวลงพิงพนักเหมือนกำลังจะออกความคิดอะไร บางอย่าง แต่แล้วสายตาก็เหลือบเห็นใบหน้าแห่งความฉงนสนเท่ห์ของร่างสูงใหญ่ที่นั่ง ข้างๆ กัน
              “มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ ไมค์” เสียงหญิงกลางคนชิงถามขึ้น ดูเหมือนเธอก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน
              พิรัชต์ชำเลืองมองใบหน้าเดียวกับพี่ชายเหมือนลังเลที่จะถามบางอย่าง
             กอล์ฟกระพริบตาปริบๆ อันที่จริงเขาพอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องที่ไม่รู้แน่ๆ แต่ก็เดาไม่ออกว่าตั้งใจจะถามเรื่องไหน
             “วาเลนไทน์คืออะไร” เสียงทุ้มต่ำหลุดคำถามออกมาในที่สุด
              ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ
              กอล์ฟเหงื่อแตกพลั่ก แย่แล้ว... ปกติไมค์ชอบงงคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคำภาษาไทย คราวนี้สงสัยคำศัพท์สากลง่ายๆ จะถูกใครจับได้รึเปล่า
              ทันใดนั้น ทุกคนก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
              “โถ... ไมค์ผู้น่าสงสาร ปีก่อนเล่นมุกซื้อกุหลาบให้ตัวเอง มาปีนี้คิดจะเล่นมุกลืมวาเลนไทน์ประชดรักสินะ เลิกแอ๊บโสดได้แล้ว”
              ระหว่างที่ทีมงานคนอื่นๆ เริ่มออกปากแซว กอล์ฟก็ดึงเสื้อยืดอีกฝ่ายให้เอียงหูมา ก่อนกระซิบกระซาบ
              “วันวาเลนไทน์คือวันแห่งความรัก”
              “หือ? แล้วคอนเสิร์ตอะไร แล้วมุกอะไร กุหลาบอะไร ประชดอะไร”
              “คือว่าอย่างนี้นะ...” เด็กหนุ่มอธิบายสิ่งที่พิรัชต์จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้อย่างคร่าวๆ
              “มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ จะเล่นมุกอะไรต่ออีกล่ะ” ทีมงานที่อยู่ในห้องหันมาถาม
              “เปล่าครับ ว่าต่อได้เลย” กอล์ฟตอบยิ้มๆ พลางนึกในใจว่า สงสัยต้องไปเปิดคลิปเก่าๆ ให้เจ้าชายนี่ดูซะแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตลอดมาหมอนี่ทำตามคำสั่งเขาต้อยๆ โดยไม่คิดสงสัยเลยว่าที่ต้องซ้อมร้องและเต้นทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร และเขาเองก็ลืมไปเช่นกันว่าหมอนี่จำเป็นต้องรู้อะไร
              แต่ก็โทษเขาไม่ได้นะ เพราะตั้งแต่โดนทำร้ายร่างกายและจิตใจตอนนั้น เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะฟื้นความทรงจำของน้องชายคนนี้เลย
             “เราจะเปลี่ยนลิสต์เพลงเพื่อให้เข้ากับเทศกาล แล้วเพิ่มโชว์พิเศษเข้าไปซักสามเพลงดีมั้ย นี่เป็นเพลงที่คิดกันว่าจะให้ร้องเพิ่มเติม กอล์ฟกับไมค์ว่าไง? หรือมีเพลงอื่นที่อยากร้องอยู่แล้วรึเปล่า”
             กอล์ฟมองไล่รายชื่อเพลงที่ถูกยื่นมาให้
             “อืม... เพลงนี้ร้องยากแฮะ ช่วงนี้เสียงกอล์ฟไม่เอื้อด้วย แต่เพลงที่กอล์ฟอยากร้องเองก็มีอยู่ ขอกลับไปคิดก่อนนะครับ”
              ทีมงานต่างพยักหน้า แล้วหันมาทางอีกคนที่นั่งนิ่ง
             “แล้วไมค์ล่ะ”
              “.......................................”
              แย่แล้ว... หมอนั่นจะไปรู้จักเพลงพวกนี้ได้ยังไง แค่เพลงที่ได้ฟังตอนซ้อมเต้นกับเพลงที่ซ้อมร้องก็มีไม่ถึงครึ่ง
              “เอ่อ เดี๋ยวพวกเราช่วยกันคิดมาเสนอแล้วกันนะครับ”
             เด็กหนุ่มเหงื่อตกเล็กน้อย
             “เอางั้นก็ได้จ้ะ ถ้างั้นเราจะประชุมเรื่องรายละเอียดอีกทีวันพรุ่งนี้แล้วกันนะ ถ้ามีไอเดียอะไรก็คุยกันพรุ่งนี้เต็มที่ วันนี้เอาแค่อาเจนดาไปอ่านก่อน”

             เย็นวันนั้นเด็กหนุ่มใช้มารยานิดหน่อยเพื่อกลับบ้านเร็ว
             ไม่ได้การ... ถ้าขืนปล่อยให้น้องชายสมองว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ มีหวังทุกคนต้องจับพิรุธได้แน่
             ทันทีที่ถึงห้อง เขาก็จัดแจงเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเซิร์ชหาคลิปวิดีโอการแสดงต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ต
             “เพลงนี้... อันนี้แล้วกัน ชัดสุดแล้ว”
             ขณะที่กำลังคลิกเปิดวิดีโอนั้นเอง วงแขนแกร่งก็โอบรอบเอวบางจากด้านหลัง
             “เฮ้ย!!!”
             เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ยังไม่ทันได้ตั้งสติก็ถูกริมฝีปากอุ่นจู่โจมที่ต้นคอและหัวไหล่ ก่อนจะลุกลามมาถึงพวงแก้มใส
             “ปล่อยนะ จะทำอะไร”
              มือเล็กๆ เปลี่ยนจากเม้าส์ตรงหน้าเป็นผลักแผ่นอกที่แนบชิดด้านหลังอย่างสุดแรง
              “ที่นายแกล้งไม่สบายกลับบ้านเร็ว ไม่ใช่เพราะอยากอยู่กับฉันสองต่อสองไวๆ หรอกเหรอ” ร่างสูงถามกลับหน้าตาเฉย
             “ไอ้บ้า ฉันแค่มีอะไรต้องทำนิดหน่อย แล้วมันก็เกี่ยวกับนายโดยตรง ถึงได้ต้องลากนายกลับมาด้วยไงเล่า”
             “ชิ... นึกว่าใจตรงกันซะอีก”
             กอล์ฟหน้าร้อนผ่าว ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะอายกันแน่
             “นายมาก็ดีแล้ว มานี่เลย นั่งตรงนี้” พูดพลางลากตัวอีกฝ่ายมานั่งด้วยกันตรงหน้าคอมพิวเตอร์
              ทันทีที่ทรุดตัวลงข้างๆ มือซุกซนก็โอบรอบเอวด้านหลัง
             กอล์ฟนิ่งไปนิดหนึ่ง ทำหน้าเอือมระอา ในขณะที่อีกฝ่ายหันมามองอย่างอารมณ์ดี
             ให้ตายเถอะ... เหมือนได้ไมค์ความจำเสื่อมกลับคืนมายังไงไม่รู้ ไม่สิ หมอนี่มือไวกว่าไมค์หลายเท่า เอ๊ะ หรือจริงๆ พอกันกับน้องชายแท้ๆ ของเขา เพียงแต่จิตสำนึกความเป็นพี่น้องช่วยรั้งหมอนั่นไว้ ไม่งั้นล่ะก็ป่านนี้... บรื๋อ ไม่อยากคิดต่อเลยว่าเขากับไมค์จะเลยเถิดไปถึงไหน
              เด็กหนุ่มคลิกให้ภาพบนจอเคลื่อนไหว
             “นี่เป็นเพลงที่พวกเราอาจต้องแสดงบนเวที ดูไว้...”
             “แสดง?”
              “ใช่ ก็ที่ประชุมวันนี้ไง เห็นภาพพวกนี้ฉันคงไม่ต้องอธิบายนะ นี่คือตัวนาย และนี่คือฉัน”
              จะว่าไปก่อนหน้านี้เจ้าชายบ้านี่ก็ได้ดูมิวสิควิดีโอและภาพบันทึกการแสดงของ ศิลปินคนอื่นๆ ผ่านตาบ้าง เขาเองก็เคยอธิบายให้ฟังไปนิดหน่อยแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา
              “เฮ้ยยย... ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้นะ” พิรัชต์ทำหน้าตกใจขณะชี้คนบนจอ
             “ก็นั่นมันน้องฉัน ไมค์ไง” กอล์ฟสวนกลับ
             “หมายความว่าฉันต้องขึ้นไปทำอะไรแบบนั้นท่ามกลางฝูงชนเยอะแยะขนาดนี้เหรอ แล้วนี่อะไร เสียงกรีดร้องยังกับมหกรรมคลอดลูก ถ้าสิ่งที่เรียกว่าคอนเสิร์ตมันน่ากลัวขนาดนี้แล้วจะถ่อมาดูทำไมกัน โรคจิต...”
             เด็กหนุ่มทนไม่ไหว เขกหัวคนในร่างน้องชายไปหนึ่งที
              “พูดจาให้เกียรติคนอื่นบ้างสิ เขาไม่ได้กรี๊ดเพราะกลัวเฟ้ย เขาส่งเสียงชื่นชมพวกเราต่างหาก นายเองก็ต้องตั้งสติไว้ ถ้ามีผู้หญิงมากรี๊ดใส่แบบนี้แสดงว่าเขาคลั่งไคล้นายมาก เพราะฉะนั้นนายควรส่งยิ้มให้เขาบ้างอะไรบ้าง เข้าใจมั้ย”
              “คลั่งไคล้เหรอ? คนที่นี่แสดงออกกันแปลกๆ นะ”
              “จริงสิ... นายยังไม่เคยเจอแฟนคลับนี่ เอาเป็นว่า นายก็เป็นมิตรกับเขาไว้แล้วกัน เหมือนที่นายเป็นมิตรกับทีมงานนั่นแหละ ที่เหลือเรื่องความปลอดภัยก็เป็นหน้าที่ของคนที่ดูแลเราเอง”
              “หืม? ความปลอดภัย? ไหนนายว่าเขาชื่นชม แล้วทำไมต้องมีคนดูแลความปลอดภัยด้วย”
              “เพราะว่าพวกสาวๆ จะวิ่งเข้ามาหานายน่ะสิ อย่าเพิ่งสติแตกวิ่งหนีล่ะ บางคนก็เข้ามาขอจับมือ บางคนก็เข้ามาขอลายเซ็น บางคนก็เข้ามาถ่ายรูป บางคนก็เข้ามาให้ของขวัญ บางคนก็เข้ามา... เอ่อ...”
              พิรัชต์ทำหน้างงเมื่อคนอธิบายเริ่มอึกอัก
              “เอาเป็นว่า นายก็ระวังตัวเองด้วยแล้วกันนะ แต่โดยพื้นฐานแล้วทุกคนเข้ามาอย่างเป็นมิตร ถ้าวันไหนนาย เอ่อ... ไมค์ไม่พร้อม ส่วนใหญ่แค่ทำหน้าเฉยๆ ทุกคนก็กลัวไม่กล้าเข้าใกล้” พูดจบก็เปิดคลิปวิดีโอถัดไป ขณะที่ในใจนึกว่า ขนาดคนอ่อนโยนอย่างไมค์ทำหน้านิ่งคนยังกริ่งเกรงขนาดนั้น แล้วถ้าเจ้าชายจอมยโสนี่นิ่งใส่ สงสัยสาวๆ ขวัญอ่อนคงได้แตกกระจายด้วยรังสีอำมหิตโดยไม่ตั้งใจล่ะมั้ง
              “ส่วนเพลงนี้...”
              กอล์ฟเริ่มอธิบายต่อ ทว่าเขาถูกขัดด้วยสัมผัสอันจาบจ้วงบนร่างกาย มือใหญ่เริ่มสอดเข้าไปใต้เสื้อ จมูกโด่งเป็นสันซุกไซ้ตามผิวขาวเนียน
             “แฮ่ม!!!” เด็กหนุ่มแกล้งกระแอมเสียงดัง ทว่าดูเหมือนจอมดื้อไม่ได้ฟัง
              “ช่วยหยุดหื่นซักคืนได้มั้ย อย่างน้อยวันนี้นายต้องดูคลิปพวกนี้ให้หมด และเริ่มตระหนักเสียทีว่าหน้าที่นายนับจากนี้คืออะไร ที่สำคัญ...” พูดพลางเอื้อมไปหยิบเครื่องเล่นเพลงขนาดพกพา “ฉันลิตส์เพลงที่คิดว่าไมค์น่าจะเลือกมาร้องไว้บ้างแล้ว นายก็แค่เลือกเพลงที่นายชอบ หรือคิดว่าน่าจะร้องได้จากในนี้มาซักสี่ห้าเพลงภายในคืนนี้... เข้าใจมั้ย”
              “ได้สิจ๊ะที่รัก... แต่ก่อนทำงานขอเติมกำลังใจหน่อยไม่ได้เหรอ” พิรัชต์ออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน พลางมือไม้เลื้อยป่ายแปะไปทั่ว
              กอล์ฟขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
              “หึยยย... ไม่ได้!” เขาตะโกนลั่นพลางแกะแขนปลาหมึกออกอย่างเย็นชา แล้ววิ่งไปทางประตู “ฟังนะ ถ้านายทำตามที่ฉันสั่งไม่สำเร็จล่ะก็ อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องตัวฉันแม้แต่ปลายเล็บ”
             “เดี๋ยวก่อน... นายมีสิทธิอะไรมาสั่งฉัน ลืมไปแล้วเรอะว่ายังเป็นทาสของฉันอยู่” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทที่เหมือนไม่ได้ยินมาพักใหญ่กลับมาอีกครั้ง
              “หนอย... ไอ้องค์ชายบ้า เคยรับรู้ถึงความเหนื่อยยากของคนอื่นบ้างมั้ย ที่ฉันสั่งไปนั่นก็เพื่อตัวนายนะเฟ้ย ถ้าทำไม่เสร็จ พรุ่งนี้คนที่จะตายคือนาย ไม่ใช่ฉัน”
              ร่างสูงยิ้มกริ่มสายตาเจ้าเล่ห์
              “เป็นห่วงฉันด้วยเหรอ”
              “อย่าเข้าใจผิดนะเฟ้ย ถ้าพรุ่งนี้นายเป็นไมค์ได้ไม่เนียน งานทุกอย่างก็จบเห่ ฉันก็จะพลอยซวยไปด้วย” พูดพลางคว้าลูกบิดเตรียมออกจากห้อง
              “งั้นถ้าสำเร็จ...” ร่างสูงตามไปประชิดด้านหลังอีกฝ่ายก่อนกระซิบเสียงแผ่วข้างหู “ฉันจะแตะต้องตัวนายได้ตามใจชอบใช่มั้ย”
              “เรื่องสิ ฉันไม่พูดแบบนั้นซักหน่อย” มือเล็กๆ ผลักแผ่นอกที่อยู่ใกล้ตัวออกไป
              “งั้นฉันก็ไม่ทำหรอก งานนายจะเละยังไงก็เรื่องของนาย นี่ไม่ใช่ร่างกายฉัน ไม่ใช่โลกของฉัน ไม่ใช่งานของฉัน ใครจะทำไม” พูดจบก็เดินไปนั่งเชิดหน้ากอดอกอยู่ที่เตียงอย่างน่าหมั่นไส้
             กอล์ฟไหล่สั่นระริก สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ
              “โธ่เว้ย... ก็ได้ๆ ถ้านายจัดการที่ฉันมอบหมายได้ภายในคืนนี้ล่ะก็... แต่แค่คืนเดียวเท่านั้นนะ” ตามด้วยเสียงเปิดและปิดประตูอย่างรวดเร็วพร้อมกับการหายไปของเจ้าของห้อง
              ทว่าไม่ถึงวินาทีประตูก็เปิดออกอีกครั้ง
              “อ้อ แล้วก็ให้ได้เรื่องด้วยล่ะ ไม่ใช่ส่งงานแบบขอไปที” เสียงห้าวแหวเข้ามา ก่อนบานประตูกระแทกดังลั่นอีกครั้ง
              อีกฟากของประตู กอล์ฟยืนหอบตัวโยน ใบหน้าแดงก่ำ
              นะ... นี่เขาพูดอะไรออกไป ถึงจะรู้ดีว่าต่อให้ไม่สร้างเงื่อนไขบ้าๆ นั่น ถ้าเจ้าชายต่างโลกต้องการขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่อาจทัดทานอะไรได้ แต่แบบนี้เท่ากับ... ตัวเขาเป็นฝ่ายท้าทายเสียเอง
             แต่จะว่าไป... สิ่งที่เขาสั่งให้พิรัชต์ทำก็ใช่ว่าจะง่าย หมอนี่เพิ่งมาอยู่ในร่างไมค์ไม่เท่าไหร่ กว่าจะเปลี่ยนตัวให้เป็นไมค์ หรือทำให้คนอื่นยอมรับไมค์คนใหม่ คงต้องใช้เวลานานเลยทีเดียว แค่ดูคลิปการแสดงพวกนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้หมอนั่นเข้าใจการเป็นนักร้องมืออาชีพได้ภายในข้าม คืน และเพลงที่เขาลิสต์ให้ก็ใช่ว่าจะฟังรวดเดียวแล้วเลือกออกมาได้เสียหน่อย
              เมื่อคิดดังนั้น ร่างเล็กก็กระหยิ่มยิ้มย่องเดินเข้าห้องน้องชายเพื่อหาที่ซุกกายพักผ่อนแทน ห้องตัวเองที่ยกให้อีกฝ่ายจับจอง
             ช่วยไม่ได้นะ... ถ้านายไม่หื่นใส่ฉันก่อน ฉันก็อาจจะเมตตาช่วยเหลือให้เอาบุญ

 

| ตอนต่อไป |

ลิขิตรักต่างมิติ [18]

posted on 20 Jan 2010 01:38 by i-am-hima  in fan-fiction

 

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

            ทันทีที่ไมค์กลับมาจากการเดทกับอรินทร์ ก็ได้รับรายงานว่ามีคนขอเข้าเฝ้า
            เด็กหนุ่มในชุดหรูหราที่เลอะทรายกับน้ำทะเล เดินฮัมเพลงอย่างครึ้มอกครึ้มใจไปยังห้องรับรอง อันที่จริงเขาอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แต่เพราะคำว่า “เรื่องด่วน” จึงจำใจต้องไปเสวนากับเจ้าของธุระนั่นก่อน
            เวลาอาหารเย็นเช่นนี้ คนที่กล้ามาหาเขามีอยู่เพียงไม่กี่คน
            ถ้าไม่ใช่เสด็จพี่ก็เป็น...
            แต่ถ้าเป็นองค์รัชทายาทล่ะก็ ข้าหลวงคงไม่ใช้คำว่า “เข้าเฝ้า” ในการรายงานเขาอย่างแน่นอน
            และก็เดาไม่ผิด ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง ก็ได้ยินเสียงทักทายอย่างไม่น่าใส่ใจนัก
            “เดทกับท่านหญิงจอมปลอมเป็นอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ”
            ดังคาด เสนาบดีฝ่ายซ้ายลุกขึ้นถวายความเคารพอย่างใจเย็น
            ไมค์คิ้วกระตุกอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินคำทักทายแกมประชดเช่นนั้น
            ตาแก่นี่... ถือดียังไง ที่สำคัญทำไมถึงรู้ว่าเขาไปเดท แต่ก็ไม่แปลก ในปราสาทแห่งนี้มีสายขององค์ชายคนพี่ได้ ก็ย่อมมีสายของเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้เช่นกัน ข้าหลวงที่นี่ไมค์เองก็ยังจำหน้าได้ไม่หมด
            เขาสะกดอารมณ์ไว้ แล้วทักทายตอบอย่างเป็นมิตร
            “ท่านพลานุ มีธุระด่วนอะไรกับข้างั้นรึ”
            ไมค์เผลอจงใจเน้นคำว่า ‘ด่วน’ 
            “กระหม่อมแค่จะมาทูลให้พระองค์ระวังตัวไว้พะย่ะค่ะ”
            “ระวังตัว?”
            คนที่ควรระวังมากที่สุดคือลุงต่างหากล่ะ ไมค์คิด
            “กระหม่อมทราบมาว่า วันนี้พระองค์ไปทะเลกับท่านหญิงอรินทร์”
            “ท่านรู้ได้ยังไง” ไมค์สวนกลับอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขากำชับคนในปราสาทอย่างเข้มงวดว่าไม่ให้ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ โดยเฉพาะเสนาบดีฝ่ายซ้ายนี่แท้ๆ
            “บุตรีของกระหม่อม เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจ เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่กระหม่อมจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนนั้น ยิ่งคนคนนั้นคือองค์ชายพิรัชต์ด้วยแล้ว แทบไม่มีเรื่องไหนที่เกินความสามารถของกระหม่อมพะย่ะค่ะ”
            เอาลูกสาวใส่พานมายัดเยียดให้เองแท้ๆ ทำปากเก่งเหมือนเขาเป็นคนไปจีบงั้นแหละ อย่ามาสวมหน้ากากพ่อที่แสนดีหวงลูกสาวไปหน่อยเลย
            เด็กหนุ่มฮึดฮัดอยู่ในใจ แต่ต้องซ่อนอารมณ์ไว้เต็มที่
            “สรุปแล้ว ท่านเลยสะกดรอยตามข้าไป”
            “พระอาญามิพ้นเกล้า จะเรียกเช่นนั้นก็ได้ แต่กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพระองค์”
            แต่มีเจตนาร้ายต่อผู้หญิงที่เข้าใกล้ว่าที่บุตรเขยสินะ ไมค์อดย้อนอยู่ในใจไม่ได้
            “เอาเถอะ แล้วที่ท่านอยากให้ข้าระวังตัวล่ะ”
            “กระหม่อมเองก็ไม่แน่ใจเจตนาขององค์รัชทายาท แต่กระหม่อมคิดว่าที่พระองค์รู้เห็นเป็นใจในการส่งผู้หญิงมาล่อองค์ชาย ต้องมีอะไรแอบแฝงเป็นแน่พะย่ะค่ะ”
            “ส่งมาล่องั้นรึ?”
            ไมค์ชักเริ่มงง จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเขาเจอกับอรินทร์ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะเข้ามาแนะนำตัว แถมเจอกันครั้งแรก สาวน้อยคนนั้นก็แผลงฤทธิ์โดยการเหยียบหนอนก่อนทำหน้าพะอืดพะอมวิ่งเตลิดหายไปจากสวนกุหลาบ ช่างเป็นภาพแห่งความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนในด้านลบเสียมากกว่า แต่จะว่าไปก็ไม่แน่ นี่อาจเป็นแผนของพระเชษฐาที่เอาหญิงสาวสวยกว่า สูงศักดิ์กว่าเข้ามาในชีวิตของเขา ถ้าองค์ชายนี่มีสมองซักนิด และไม่ได้ปักใจกับใครเป็นพิเศษ ย่อมเลือกแต่งงานกับหญิงสาวที่เพียบพร้อมและเหมาะสมที่สุดอยู่แล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง องค์รัชทายาทพิชญะต้องมีสายตาเฉียบคมไม่เบา เพราะขนาดเหินห่างน้องชายขนาดนี้ ยังสามารถเฟ้นหาสาวที่ตรงสเป๊คเขาอย่างแม่นยำ 
            “แล้วท่านคิดว่าพระเชษฐาของเรามีเจตนาแอบแฝงยังไง”
            “องค์ชายพิชญะอาจลวงให้พระองค์หลงรักผู้หญิงคนนั้น และด้วยความเหมาะสมกันทางยศศักดิ์พระองค์จะอภิเษกกับท่านหญิงนั่นได้โดยปราศจากเสียงคัดค้านใดๆ เรื่องมันอาจจะจบลงด้วยดี หากท่านหญิงนั่นไม่...”
            พลานุแกล้งทำเสียงต่ำกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของอีกฝ่าย
            “ไม่อะไร?”
            “ไม่ใช่ท่านหญิงปลอมพะย่ะค่ะ”
            ไมค์เลิกคิ้วเล็กน้อย บ้าน่า... เวลาอรินทร์พูดเกี่ยวกับเขา มักอ้างคำบอกเล่าขององค์ชายพิชญะเสมอ แสดงว่าเธอต้องรู้จักสนิทสนมโดยตรงกับองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน
            แต่จะว่าไป เขาก็ยังไม่เคยเห็นพระเชษฐาในเวลาเดียวกันกับอรินทร์เลยสักครั้ง
            หากผู้หญิงใช้ชื่อท่านหญิงอรินทร์สวมรอย และใช้องค์รัชทายาทมาแอบอ้าง โทษสถานเดียวของเธอก็คือ... หัวสวยๆ นั่นจะหลุดจากบ่าอันบอบบางของร่างระหง
            และไม่ต้องรอให้เสวยสุขจากการรับตำแหน่งเจ้าหญิงหลังแต่งงานแล้วหรอก เพียงแค่คิดจะจัดราชพิธี เรื่องก็แดงได้ไม่ยาก เผลอๆ จะได้หัวขาดเอาตอนนั้น
            ถ้าเช่นนั้น เธอจะทำไปเพื่ออะไร?
            “ท่านรู้ได้ยังไงว่าท่านหญิงอรินทร์เป็นตัวปลอม” ไมค์ถามกลับหลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย
            พลานุหัวเราะหึเบาๆ ก่อนยืดตัวตรงสง่าราวคนถือไพ่เหนือกว่า
            “ท่านหญิงอรินทร์ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ขององค์ชาย เสด็จมาเรียนศิลปะกับราชครูขององค์ชายพิชญะเมื่อสองเดือนที่แล้ว และเพิ่งเสด็จกลับแคว้นไปอย่างเงียบๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพะย่ะค่ะ”
            “บางทีอาจกลับมาอีกก็ได้นี่”
            ชายสูงวัยหัวเราะเบาๆ พลางส่ายศีรษะ
            “ไม่ได้กลับมาอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ เพราะกระหม่อมเคยเจอและเห็นพระพักตร์ของท่านหญิงชัดๆ มาแล้ว ท่านหญิงอรินทร์ไม่ได้รูปโฉมเช่นนี้เลยพะย่ะค่ะ”
            “งั้นเหรอ...”
            ไมค์ลูบคางพลางทำหน้าเครียดเล็กน้อย
            นางฟ้าดงกุหลาบนั่น ไม่ใช่อรินทร์ตัวจริง ถ้าอย่างนั้นเป็นใครล่ะ คนที่องค์ชายพิชญะส่งมา หรือมาเองด้วยเจตนาอื่น
            “แล้วท่านคิดว่าไงล่ะ ท่านพลานุ” ไมค์เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเผยความคิดออกมา
            “กระหม่อมคิดว่า... อาจเป็นแผนขององค์ชายรัชทายาทพะย่ะค่ะ”
            “แผนของเสด็จพี่งั้นเหรอ?”
            “องค์ชายรัชทายาททรงต้องการกีดกันไม่ให้กระหม่อมได้ดองญาติกับพระองค์ จึงใช้หญิงอื่นมาเบนความสนใจพะย่ะค่ะ”
            ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ไมค์ก็เกือบกลั้นรอยยิ้มดีใจไว้ไม่อยู่
            องค์ชายพิชญะกำลังหาทางขวางอลิฏาเหรอเนี่ย... เพราะเป็นพี่ชายจึงไม่อาจลงมือเองได้ เลยส่งสาวที่หน้าละม้ายคล้ายกับตนมาแทนสินะ
            พลานุเห็นอาการแปลกๆ ของอีกฝ่าย ก็ขมวดคิ้วเป็นเชิงถาม ทำเอาไมค์เก็บสีหน้าแทบไม่ทัน
            “ว่าต่อสิ”
            “กระหม่อมคิดว่า องค์ชายพิชญะจงใจเอาหญิงต่ำศักดิ์มาสวมรอยท่านหญิง เพราะเมื่อหลังจากอภิเษกไปแล้ว ความจริงเปิดเผย สามัญชนอย่างอรินทร์ตัวปลอมนั่นก็ไม่อาจรับตำแหน่งใดๆ ได้ตามกฎมณเฑียรบาล”
            “แต่บุตรีของท่านก็ถือเป็นสามัญชนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มสวน
            “ใช่พะย่ะค่ะ แต่เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ เราก็แก้ไขใหม่ได้นี่พะย่ะค่ะ”
            “งั้นถ้ามีอำนาจแบบนั้น ต่อให้เป็นอรินทร์ตัวปลอม ข้าก็แก้ไขได้เช่นกัน”
            “มันไม่เหมือนกันพะย่ะค่ะ ถึงอลิฏาเป็นสามัญชนก็จริง แต่ก็มีหน้ามีตาในสังคม เป็นถึงธิดาขุนนาง แต่ตัวปลอมนั่นเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ต่อไปหากพระองค์ครองราชย์แทนพระเชษฐาเมื่อใด ก็ไม่อาจยกย่องขึ้นเป็นราชินีได้ ประชาชนจะไม่ยอมรับทั้งผู้หญิง ทั้งพระองค์นะพะย่ะค่ะ”
            “แล้วท่านคิดว่าเสด็จพี่จะคิดการณ์ไกลไปถึงวันที่เราครองราชย์เชียวรึ? ในเมื่อเขาต้องการกำจัดข้า เขาก็ไม่น่าจะคิดถึงวันที่ข้าได้ขึ้นครองราชย์สิ”
            “แตนต่อยไงพะย่ะค่ะ”
            “แตนต่อย?”
            “เวลาแตนต่อย แม้ตัวมันจะตาย เหล็กในที่ฝังในร่างของศัตรูก็ยังคงออกฤทธิ์ได้อยู่ แม้แต่ช้างยังตายเลยพะย่ะค่ะ”
            “อย่างนั้นเองรึ”
            ไมค์เดินไปมองกระจกเงากรอบทองคำฝังพลอยอย่างวิจิตรบนข้างฝา
            หน้าตาคนที่สะท้อนอยู่ในกระจกก็ดูไม่โง่ ออกจะหล่อเหลา สง่างาม แววตาเต็มไปด้วยปรีชา แต่ทำไมองค์ชายเจ้าของร่างนี้ ถึงได้ปล่อยให้ตาแก่กิเลสหนามาใส่ร้ายเชษฐาตัวเองได้เป็นฉากๆ ขนาดนี้นะ
            “เข้าใจแล้ว ขอบใจนะที่มาบอกข้อมูลสำคัญ ข้าจะนำความหวังดีของท่านไปพิจารณา ตอนนี้ข้าขอเก็บข้อมูลผู้หญิงคนนั้นก่อน”
            “พะย่ะค่ะ”
            ชายสูงวัยแอบยิ้มเยาะอย่างกระหยิ่มใจ เขายังมั่นใจในตัวองค์ชายที่เสี้ยมสอนมากับมือตั้งแต่เล็กแต่น้อยอยู่ จึงแน่ใจว่าสิ่งที่ยุไปนั้นได้ผลแน่ๆ
            “งั้นข้าไปก่อนนะ เหนียวตัวมาก อยากชำระร่างกายเสียที”
            “กระหม่อมทูลลาพะย่ะค่ะ”
            สิ้นเสียงพลานุ เด็กหนุ่มก็เดินออกจากห้องอย่างอารมณ์ดี
            เรื่องชักมันส์แล้วสิทีนี้... โลกแฟนตาซีนี่ก็มีอะไรสนุกๆ ให้ทำเหมือนกันแฮะ ไมค์คิด

            หลังจากชำระร่างกาย ไมค์ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวบนเตียงนุ่ม
            แปลกชะมัด... ทั้งที่รู้แล้วว่าองค์ชายพิชญะไม่ใช่พี่กอล์ฟที่เขาหลงรักมาตลอด แต่ทำไมลึกๆ ถึงรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก อยากเจอหน้าทุกวัน อยากอยู่ด้วยกัน...
            จริงสิ แค่อาการเขินอายของอีกฝ่าย ไหนจะการแสดงออกอย่างซื่อๆ ซึ่งแตกต่างจากพี่ชายของเขาโดยสิ้นเชิงนั่นอีก คิดแล้วก็อยากยั่วให้คนคนนั้นออกอาการบ่อยๆ
            “ไปเที่ยวกับสาวเป็นยังไงบ้างล่ะ” เสียงเล็กๆ จากปลายเตียงดึงไมค์กลับจากภวังค์
            ลูกแมวสีดำสนิทนั่งเชิดใช้หางตามองเขาราวกับตนเป็นเจ้านาย
            “ก็สนุกดี”
            ไมค์พลิกตัวหันหลังให้ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
            “เจ้าชู้จริงนะ พี่ชายก็ชอบ ท่านหญิงก็ใช่ จับปลาสองมือแบบนี้ ระวังไม่ได้ซักอย่าง” นันท์แซวลอยๆ
            “เปล่าซักหน่อย ถึงตอนนี้ฉันยังสับสนอยู่เลย”
            เด็กหนุ่มมองเพดาน ดวงตาเหม่อลอย
            “ออกนอกหน้าขนาดนี้ ยังมีอะไรสับสนอีก” แมวน้อยทำเสียงหมั่นไส้
            “ฉันเคยคิดว่าฉันรู้สึกดีกับองค์ชายพิชญะ เพราะว่าเขาคือพี่กอล์ฟ แต่มาวันนี้ ฉันรู้สึกดีกับท่านหญิงอรินทร์มาก เพราะเธอเหมือนองค์ชายพิชญะ”
            “อะไรของท่าน... เหมือนกันเป็นทอดๆ”
            “ตอนที่ฉันรู้ว่าองค์ชายพิชญะไม่ใช่พี่กอล์ฟ ฉันสับสนนิดหน่อย แต่หลังจากนั้น ฉันก็ยังรักองค์ชายพิชญะอยู่ดี ถึงเขาจะไม่ใช่พี่กอล์ฟก็ตาม”
            “แล้วท่านยังรักพี่กอล์ฟของท่านอยู่รึเปล่า”
            คราวนี้ไมค์พลิกตัวนอนคว่ำ ใช้สมองตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่
            “ไม่รู้สิ ฉันก็ยังรู้สึกว่าพี่กอล์ฟสำคัญที่สุดอยู่ แต่ตอนนี้... ฉันเป็นห่วงมากกว่า ว่าพี่กอล์ฟจะเป็นตายร้ายดียังไง องค์ชายพิรัชต์จะรังแกอะไรรึเปล่า ดูเหมือนหมอนั่นจะนิสัยไม่ดีต่างกับฉันลิบลับเลยใช่มั้ยล่ะ”
            “เรียกว่าเลวร้ายเลยล่ะ” นันท์เอ่ยเสียงไร้อารมณ์ราวกับเป็นเรื่องของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง
            “ใช่มั้ย? ป่านนี้พี่กอล์ฟจะโดนอะไรไปบ้างก็ไม่รู้ หมอนั่นน่ะ เดิมทีก็ขี้น้อยใจอยู่แล้ว ชอบคิดว่าไม่มีใครรัก เลยเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง คุยกับคอมพิวเตอร์ สิ่งของ เพื่อนออนไลน์ที่ไม่เคยเห็นหน้า ถ้าโดนองค์ชายนิสัยแย่นั่นแกล้งหรือเอาเปรียบอีก... ฮือ... ถ้าฉันกลับไปได้เมื่อไหร่ พี่กอล์ฟต้องเกลียดฉันเข้าไส้แน่ๆ” ไมค์ครวญอย่างร้อนใจ
            “ไอ้เด็กติดพี่”
            “นี่... นายเป็นหมอผี นายพอจะรู้รึเปล่าว่าตอนนี้พี่กอล์ฟเป็นไงบ้าง”
            ไมค์ผุดลุกขึ้นนั่งคุกเข่า แววตาเป็นประกายขอร้องลูกแมวน้อย
            “ผู้ใช้เวทย์เฟ้ย ไม่ใช่หมอผี” เสียงเล็กๆ แก้ “เรื่องแค่นั้นข้าทำได้อยู่แล้ว แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้”
            “ทำไมล่ะ”
            เจ้าแมวเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความอับอาย
            “ก็ตอนนี้พลังของข้าแทบไม่เหลือเลย ข้ากำลังฟื้นตัวอยู่ ดูสิ ขนาดกลับร่างคนยังทำไม่ได้”
            “เลี้ยงเสียข้าวสุกชะมัด” 
            เด็กหนุ่มทำหน้าเซ็งแล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม
            “โธ่เว้ย ข้าก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซักหน่อย”
            นันท์แยกเขี้ยวใส่ ทว่าไมค์ไม่ได้สนใจมองเลยสักนิด เขากลับสู่ภวังค์อีกหน
            “แต่มาคิดดูนะ ถ้าสมมติว่าอรินทร์เป็นเนื้อคู่ของฉัน นั่นแปลว่าถ้าเราแต่งงานกัน ฉันก็จะกลับไปหาพี่กอล์ฟได้ แต่ก็ต้องแยกจากเธออีก ถ้าเป็นแบบนั้น สู้ให้ฉันไปแต่งงานกับใครก็ได้ไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่ต้องมีใครเจ็บปวด”
            “บางทีถึงเวลานั้น ท่านอาจไม่อยากกลับไปหาพี่กอล์ฟของท่านอีกแล้วก็ได้ เพราะใจท่านอยู่ที่นี่แล้ว”
            “ไม่หรอก ยังไงฉันก็ต้องไปช่วยพี่กอล์ฟก่อน ฉันต้องแน่ใจว่าพี่กอล์ฟรอดพ้นจากเงื้อมมือมาร หลังจากนั้นก็คงแล้วแต่เวรกรรม...”
            “ฟังดูดีนะ พ่อคนหลายใจ”
            “ไม่ได้การล่ะ ยิ่งคิดยิ่งเป็นห่วง ฉันควรรีบแต่งงานกับอรินทร์ให้เร็วที่สุดดีมั้ย”
            “แล้วแม่หญิงอลิฏาล่ะ”
            “ก็ช่างเธอสิ ไหนๆ เธอก็ไม่ได้มีใจให้องค์ชายพิรัชต์นี่อยู่แล้ว จะได้เป็นโอกาสเขี่ยกบฏออกไปให้พ้นทางด้วย ตาแก่นั่นควรรู้สำนึกเสียที”
 

            เสียงฮัมเพลงดังแว่วจากห้องทรงงานขององค์รัชทายาท เช้านี้ท่าทางทรงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
            จิระเคาะประตูห้อง ก่อนถือวิสาสะเปิดเข้าไปโดยไม่รอคำอนุญาต เขาคิดว่ายังไงก็ไม่ถูกกริ้วอย่างแน่นอน
            “มีเรื่องอะไรดีๆ งั้นหรือพะย่ะค่ะ”
            องค์ชายพิชญะเงยหน้าจากสิ่งที่ทำอยู่ แล้วยิ้มทัก
            “ท่านจิระ มาช่วยดูเนื้อเพลงนี่ให้หน่อยสิ ว่าเราแต่งเพราะมั้ย”
            “หืม? เนื้อเพลง?”
            “ใช่ เมื่อวานนี้ตอนที่เราไปทะเลกับพิรัชต์ เด็กคนนั้นร้องเพลงให้เราฟังตั้งหลายเพลงแน่ะ เสียงน้องเราเพราะมากเลยนะ พอเราบอกว่าเราก็มีเพลงที่แต่งไว้เหมือนกัน พิรัชต์ก็บอกว่าถ้าเอามาจะร้องให้ฟัง นี่เราก็กำลังเลือกอยู่ล่ะ”
            องครักษ์หนุ่มมองกองกระดาษบนโต๊ะทรงงาน แล้วกระแอมเสียงดัง เขาไม่แน่ใจว่าเผลอใส่อารมณ์หมั่นไส้ลงไปในเสียงกระแอมด้วยหรือเปล่า
            “ฝ่าบาททรงงานเกือบตลอดเวลา กระหม่อมไม่ทราบว่าทรงนิพนธ์ไว้มากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
            พิชญะอึกอักเล็กน้อย แล้วตอบเสียงอ่อย
            “ก็... บางทีเวลาอ่านเอกสารมากๆ เราก็ง่วงเหมือนกันนะ ก็ต้องหาอะไรทำเปลี่ยนบรรยากาศมั่งสิ”
            “คราวที่แล้วก็ทรงเผลอวาดรูปลงในเอกสารราชการนะพะย่ะค่ะ”
            “หลังจากนั้นเราก็ระวังแล้ว”
            “แล้วคราวนี้คงไม่...”
            “อ๊ะ เจอแล้ว อันนี้แหละที่เราภูมิใจสุดๆ”
            เด็กหนุ่มขัดขึ้นเสียงใส แล้วยกกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาอย่างร่าเริง แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบซ่อนไว้ด้านหลัง
            แต่ไม่ไวเท่าตาของจิระผู้ผ่านงานเอกสารยามฉุกเฉินมาก่อน
            ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ถึงกับกุมขมับ
            ให้มันได้อย่างงี้สิ กระดาษแบบนั้น ไหนจะหัวที่พิมพ์สัญลักษณ์ราชวงศ์นั่นอีก ถ้าเดาไม่ผิด คงเป็นรายงานราชการลับของฤดูที่แล้ว
            “ระ... เราคัดลอกอีกฉบับคืนไปแล้วนะ...”
            พิชญะทำตาออดอ้อน
            “เรื่องนั้นกระหม่อมพอเดาได้พะย่ะค่ะ แต่การมีรายงานลับอยู่ถึงสองฉบับโดยไม่จำเป็นนี่มัน...”
            ถ้าไม่เห็นแก่ดวงตากลมโตบนดวงพักตร์บ้องแบ๊วนั่นล่ะก็ องครักษ์หนุ่มอยากจะจับเจ้านายตัวเองมานอนคว่ำบนตักแล้วตีให้ก้นลายนักเชียว
            “งั้นเราจะคัดลอกใส่กระดาษอื่น แล้วเผานี่ทิ้ง”
            “มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วพะย่ะค่ะ งั้นกระหม่อมจะช่วยคัดแยกแล้วกัน”
            เดาว่าคงมีแบบนี้อีกหลายแผ่นแน่นอน
            “ดูพระองค์มีความสุขกับการเป็นอรินทร์เสียเหลือเกินนะพะย่ะค่ะ” จิระอดแซวไม่ได้
            พิชญะถึงกับชะงักมือที่ง่วนอยู่กับกองกระดาษตรงหน้า แล้วจู่ๆ ก็นิ่งไป
            นั่นสินะ... ทำไมเขาถึงได้มีความสุขเวลาเป็นอรินทร์ ไม่สิ... เป็นสาวน้อยต่อหน้าเด็กคนนั้น
            ที่แน่ๆ ไม่ได้มาจากความสนุกเพียงชั่วยามเพราะได้หลอกน้องชายเล่นอย่างแน่นอน
            อาจเป็นเพราะเขาได้เห็นอีกมุมหนึ่งของพิรัชต์กระมัง มุมที่พี่ชายอย่างเขาไม่เคยได้เห็นมาตลอด
            รอยยิ้มเปิดเผยแบบนั้น ดวงตาเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความรัก สัมผัสที่อบอุ่นปราศจากความเหินห่างและรังเกียจ
            ถ้าเป็นหญิงอื่นที่ไม่ใช่อรินทร์ เด็กคนนั้นจะปฏิบัติต่อเธอแบบนี้รึเปล่านะ
            พอจินตนาการถึงเวลาที่พิรัชต์ทำเช่นเดียวกับเขาต่อหญิงอื่น จู่ๆ ในใจก็ร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
            “ท่านจิระ”
            “พะย่ะค่ะ”
            “ตอนที่น้องสาวของท่านปิ๊งผู้ชาย ท่านร้อนอกร้อนใจบ้างรึเปล่า”
            จิระกระพริบตาปริบๆ
            “กะ... ก็มีบ้างพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเป็นห่วงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ จะทำให้น้องสาวของกระหม่อมเสียใจในภายหน้ารึเปล่า”
            “อืม... งั้นเหรอ”
            ถ้าอย่างนั้น สมมติว่าพิรัชต์หลงรักอรินทร์ ซึ่งเขารู้อยู่แก่ใจว่าคือตัวเองล่ะ
            สายตาอ่อนโยนนั่นมีให้อรินทร์ รอยยิ้มนั้นเพื่ออรินทร์ ไหนจะจุมพิตแสนหวานในตอนนั้น...
            “ไม่... แล้วทำไมเราถึงยังร้อนรุ่มอยู่อีกล่ะ”
            นั่นสิ... ทำไมเขาถึงรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก ที่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อเขา ถ้าพิรัชต์รู้ว่าอรินทร์คือเขา ยังจะมอง ยิ้ม หรือพูดคุยอ่อนหวานแบบนั้นอยู่อีกรึเปล่า
            เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยการปรากฏตัวของข้าหลวง
            “องค์ชายพิรัชต์เสด็จมาพะย่ะค่ะ”
            สิ้นเสียงรายงาน รัชทายาทหนุ่มก็ได้สติ รีบเก็บกองกระดาษบนโต๊ะอย่างลนลาน
            “เอ่อ... เราจะไปพบที่ห้องสีงาช้างนะ จิระ ทางนี้เราฝากทำต่อด้วย” พูดจบก็กระวีกราดออกจากห้องไป
 
            หัวใจเต้นแรง... นี่มันอะไรกัน เพราะเขาโกหกน้องชายงั้นหรือ จึงรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องเวลาที่จะได้พบหน้า
            อยากเจอเด็กคนนั้น... อยากให้มาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ เหมือนไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
            “อรุณสวัสดิ์ เสด็จพี่”
            ไมค์ลุกขึ้นทักทาย แล้วนั่งลงอย่างเก่า
            พิชญะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เอ๊ะ? นี่เขากำลังหวังอะไร เขาคิดว่าอนุชาจะเข้ามาโอบที่เอวแล้วพาไปนั่งดังเช่นทุกทีงั้นรึ?
            บางที... พิรัชต์อาจค่อยๆ หายเพี้ยนแล้วก็ได้ เลยเอาใจออกห่างเขาทีละน้อย และถ้าขืนปล่อยไว้อย่างนี้ อาจกลับไปเกลียดเขาดังเดิม
            รัชทายาทหนุ่มเข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วยสีหน้าเซื่องซึมเล็กน้อย
            “เสด็จพี่ไม่สบายรึเปล่าพะย่ะค่ะ” ไมค์ถามอย่างห่วงใย
            น้ำเสียงก็ไม่เหมือนเดิม... ถึงจะอ่อนโยน แต่ฟังเหมือนคนอื่นคนไกลอย่างบอกไม่ถูก เด็กหนุ่มเริ่มฟุ้งซ่าน
            “พี่ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ลมอะไรหอบน้องรักของพี่มาถึงที่นี่ล่ะ”
            “ข้ามีธุระสำคัญจะคุยกับเสด็จพี่” ไมค์ตอบซื่อๆ
            ถ้าไม่มีธุระคงไม่มาหาเขาเลยสินะ พิชญะเข้าโหมดหดหู่โดยสมบูรณ์
            แปลกจริง ทั้งที่เขาควรดีใจที่น้องชายเป็นฝ่ายมาหา ควรภูมิใจที่น้องชายมีเรื่องสำคัญมาปรึกษา
            “เรื่องอะไรหรือ”
            “ข้าอยากแต่งงานกับท่านหญิงอรินทร์ให้เร็วที่สุดพะย่ะค่ะ”
            พิชญะตาเบิกโพลง ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ
            “แต่งงานงั้นเหรอ...?”
            แย่แล้วสิ ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายมาถึงขนาดนี้ ถ้าจัดงานแต่งงานให้พิรัชต์ นั่นแสดงว่าเขาต้องอยู่เป็นประธานของงานนั้นด้วย แต่งานแต่งงานต้องมีเจ้าสาว ต่อให้มีเจ้าสาวก็เถอะ... ได้ฟ้าผ่ากลางโบสถ์แหง
            เดิมทีพิชญะปลอมเป็นหญิงเพียงเพื่อสืบเรื่องความรักของอนุชาเท่านั้น แต่ทำไปทำมาอนุชาดันมารักท่านหญิงจำแลงนี่เสียเอง เขาจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะแยกพิรัชต์ออกจากอลิฏา พร้อมกันนั้นยังเป็นช่องทางเข้าถึงโลกส่วนตัวของเด็กคนนั้นด้วย คิดไม่ถึงว่าเพียงเวลาไม่กี่วัน แผนจะใช้การได้ดีเกินคาดจนถึงขั้นขอแต่งงานแบบนี้
            “เอ่อ... พี่ว่ามันไม่เร็วไปหน่อยหรือ เจ้าเป็นคู่หมายของแม่หญิงอลิฏาอยู่ ขืนบุ่มบ่ามทำอะไรตอนนี้มีแต่จะทำให้ท่านพลานุเสียหน้า”
            “แต่ถ้าคิดอีกด้าน ถ้าข้าแต่งงานกับหญิงอื่น ท่านพลานุก็จะได้ตัดใจ ไม่ต้องปล่อยให้เรื่องเลยเถิดจนแม่หญิงอลิฏาเสียหายนะพะย่ะค่ะ”
            โอย... คิดสิ พิชญะ คิด... ทำไมตอนนี้ในหัวถึงได้ขาวโพลนขนาดนี้นะ
            “แล้วเจ้าแน่ใจแล้วเหรอ ว่าอยากแต่งงานกับท่านหญิงอรินทร์จริงๆ”
            “แน่ใจพะย่ะค่ะ ข้ารักอรินทร์” ไมค์ตอบเสียงหนักแน่น
            รัชทายาทหนุ่มถึงกับอึ้ง หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปเกือบวินาที
            พิรัชต์รักอรินทร์งั้นรึ... พิรัชต์รักผู้หญิงคนนั้นซึ่งก็คือเขา... แต่ไม่ใช่เขา
            บ้าจริง อีกฝ่ายเป็นน้องชายแท้ๆ เขากำลังคิดอะไรอยู่ พิชญะกับอรินทร์อยู่คนละฐานะ คนละสถานะแท้ๆ ทำไมเขาถึงอิจฉาภาคผู้หญิงของตัวเองขึ้นมาได้
            “พี่ขอคิดดูก่อนได้หรือไม่”
            “มีอะไรไม่เหมาะสมงั้นหรือพะย่ะค่ะ”
            “พี่คิดว่ามันเร็วเกินไป”
            “ไม่มีอะไรเร็วไปสำหรับการที่จะรักใครซักคนหรอกพะย่ะค่ะ หากเสด็จพี่มีคนที่รักและอยากอยู่กับเขาไปจนตาย เสด็จพี่จะเข้าใจว่าแม้เพียงหนึ่งวินาทีก็ยาวนานราวกับตลอดชีวิตได้”
            ทำไมเขาจะไม่เข้าใจเล่า... คนที่รักและอยากอยู่ด้วยกันไปจนตาย คือคนที่กำลังพูดว่าจะจากไปอยู่กับหญิงอื่นตรงหน้าเขานี่ไงล่ะ
            พิชญะเจ็บแปลบไปทั้งทรวง เขาเคยรู้สึกรุนแรงแบบนี้ครั้งหนึ่ง หลังจากตะคอกใส่น้องเป็นครั้งแรก กรรมนั้นคงกำลังส่งผลถึงเขาอยู่... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โทษฐานที่ทำร้ายแก้วตาดวงใจของตัวเอง
            แต่ครั้งนี้แปลกนัก มีบางอย่างที่ผิดไปจากครั้งนั้นโดยสิ้นเชิง แม้เขายังไม่เข้าใจว่าคืออะไร
            “เข้าใจแล้ว... อะไรที่เป็นความสุขของเจ้า พี่ยอมให้ได้ทุกอย่าง เพียงแต่... พี่ต้องไปคุยกับท่านหญิงอรินทร์ดูก่อน” กล่าวจบพิชญะก็บอกลาอนุชาอย่างเหงาหงอย เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองอ่อนไหวเกินกว่าจะต่อบทสนทนาเรื่องนี้ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกไม่อยากเห็นหน้าน้องชาย อยากหนีไปให้ไกลๆ จนกว่าเขาจะลืมความรู้สึกที่เพิ่งเกิดใหม่แต่ทรงอิทธิพลต่อหัวใจเหลือเกินในตอนนี้

 

 | ตอนต่อไป |
 

If

posted on 17 Jan 2010 04:15 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

            บาดแผลของเขา… ขอให้ผมเป็นผู้แบกรับเอง

            “พี่กอล์ฟ... ไมค์ไปทำงานก่อนนะ” 
            เสียงทุ้มกระซิบอย่างอ่อนโยนข้างหู เมื่อลืมตาตื่นขึ้นก็พบร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคยโน้มกายลงมา ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนซึ่งวางบนเตียงนุ่มใกล้ลำตัวของผู้ถูกเรียก ส่วนมืออีกข้างเกลี่ยผมซึ่งปิดดวงตาที่หลับพริ้ม
            “อือ... เช้าแล้วเหรอ... เลยไม่ได้ทำข้าวต้มให้นาย” เสียงตอบกลับงัวเงีย
            มือใหญ่ขยี้เส้นผมอันอ่อนนุ่มของพี่ชายเบาๆ
            “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวไมค์ไปกินที่กอง วันนี้ถ่ายเอ็มวีน่ะ อีกอย่างเมื่อคืนกว่าพี่กอล์ฟจะได้นอน”
            ทันใดนั้น ชายหนุ่มร่างเล็กบนเตียงก็ผุดลุกขึ้นนั่ง เบิกตากว้างเหมือนตาสว่างฉับพลัน
            “จริงสิ... เมื่อคืน... ในที่สุดก็เสร็จแล้วนะ” พูดจบก็กระเด้งตัวลงจากเตียง วิ่งไปยังโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด เขาหยิบซีดีในซองขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้
            ทว่าไมค์ไม่ได้จับซีดี แต่กลับฉวยมือเล็กๆ นั้นก่อนดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดหน้าตาเฉย
            “ฝากนายเอาไปส่งด้วยนะ จะฟังก่อนก็ได้” กอล์ฟพูดเสียงอู้อี้อยู่ในอ้อมอกของร่างสูงใหญ่ แก้มร้อนผ่าวขึ้นมา ทำไมนะ เขาถึงไม่ชินกับการปฏิบัติแบบนี้จากน้องชายเสียที ทั้งที่ก็ผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว
            “ขอบใจนะ”
            ไมค์จูบเบาๆ กลางกระหม่อมของคนที่ก้มหน้างุดด้วยความอาย
            “บ้า... ขอบใจอะไร ฉันกำลังใช้งานนายอยู่นะ”
            “ก็เพลงนี้... แต่งให้ไมค์ร้องไม่ใช่เหรอ” พูดพลางตีแผ่นซีดีเบาๆ บนหน้าผากอีกฝ่ายเป็นเชิงหยอก
            กอล์ฟดันตัวออกจากอ้อมแขน เสมองออกไปนอกหน้าต่าง
            “หลงตัวเองอีกแล้ว ฉันแต่งส่งไปก่อนแหละ ส่วนนายจะได้ร้องรึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับว่าเพลงของฉันจะผ่านหรือไม่...”
            ร่างสูงใหญ่ตามเข้ามาโอบด้านหลัง ก่อนจุมพิตแผ่วเบาบนพวงแก้มใส
            “ต้องผ่านอยู่แล้ว...”
            กอล์ฟมองภาพสะท้อนจางๆ ของพวกเขาทั้งสองบนกระจกใสที่มองทะลุเห็นทิวทัศน์จากที่สูงของเมืองใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
            ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง
            “เอ้า ได้เวลาไปทำงานแล้วไม่ใช่เหรอ”
            กอล์ฟแกะวงแขนออกจากเอวของตน ก่อนเดินไปหยิบกระเป๋าคู่ใจของน้องชาย แล้วยื่นให้
            “พี่กอล์ฟอ่ะ...”
            ร่างสูงใหญ่เบะปากอย่างแสนงอน
            “อะไรอีกล่ะ มัวโอ้เอ้เดี๋ยวสายจะเสียชื่อเปล่าๆ นะ ไปๆๆ ได้แล้ว” พูดพลางดันแผ่นหลังน้องชายไปจนถึงประตูห้อง
            “เดี๋ยวสิ”
            ไมค์หันมาเผชิญหน้าก่อนที่ตัวจะพ้นประตู
            “อะไรอีก”
            ไม่ทันขาดคำถาม ร่างผอมบางก็ถูกดึงเข้าไปหา ริมฝีปากอิ่มถูกผนึกอย่างแนบแน่น
            “อือ...”
            เสียงครางเล็ดรอดออกมาแผ่วเบา พร้อมกับเสียงลมหายใจติดขัด มือเล็กๆ กำชายเสื้อด้านหลังของอีกฝ่าย
            อยากขัดขืน... แต่สัมผัสนั้นก็หวานเกินกว่าจะทัดทานได้
            จนกระทั่งริมฝีปากถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ
            “ไมค์ไปทำงานก่อนนะคร้าบ... ตอนเย็นจะรีบกลับ” น้องชายจอมเจ้าเล่ห์ขยิบตาให้ราวกับหว่านเสน่ห์
            กอล์ฟยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปากอันชุ่มชื้น ก่อนตะโกนไล่หลังไปทั้งที่ใบหน้าแดงจัด
            “เด็กบ้า”
            ถึงกระนั้น ก็ยังได้ยินเสียงฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีตามด้วยเสียงปิดประตูด้านนอก

            กอล์ฟทิ้งตัวลงบนเตียง ข่มตานอนอีกครั้ง
            ทุกครั้งที่หลับ ภาพฝันร้ายเมื่อหลายเดือนก่อนมักผุดเข้ามาเป็นห้วงๆ จนเขาต้องสะดุ้งตื่น
            “ถ้าเป็นแค่ฝัน... ก็คงดี” พึมพำเบาๆ ก่อนดึงผ้าห่มมาคลุมทั้งร่างจนเกือบมิด
            ‘หมอขอแสดงความเสียใจด้วย’ 
            เสียงนั้นยังคงกังวานอยู่ในหัวทุกครั้งที่สติหลุดลอย
            แต่ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว... ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว...
            มีเพียงไมค์เท่านั้น ที่พอจะเยียวยาหัวใจให้เขาได้ ด้วยการเติมเต็มความฝันในวัยเยาว์...
            ‘ไมค์ขอโทษ...’
            เขาใช้คำขอโทษของน้องชาย เป็นเครื่องมือในการสานต่อมัน
            หลายเดือนก่อน... เพราะอุบัติเหตุขณะแสดงคอนเสิร์ต ทำให้เขาต้องลาออกจากการเป็นนักร้องดูโอคู่กับน้องชาย
            ‘เอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อขายังไม่พร้อมที่จะใช้งานหนัก ถึงคุณจะกายภาพบำบัดจนกลับมาเดินได้ตามปกติ แต่หมอก็ไม่แนะนำให้คุณวิ่งหรือทำกิจกรรมที่กระทบกระเทือนต่อกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณขา’
            นั่นหมายความว่า... เขาจะไม่ได้เต้นอีกต่อไปแล้ว...
            แม้ยังร้องเพลงได้ แต่เขาก็ยังไม่พร้อมที่จะแสดงอะไรต่อหน้าผู้คนในตอนนี้
            ‘ไมค์จะทำทุกอย่างตามที่พี่กอล์ฟขอ แต่... ขอให้ไมค์ได้ดูแลพี่กอล์ฟนะ’
            นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเขาแยกออกมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง บนคอนโดมิเนียมสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ อย่างน้อยวิวดีๆ ก็มีผลทางจิตใจที่ได้รับความสูญเสียของกอล์ฟ และยังสงบพอให้เขาได้แต่งเพลงและพัฒนางานเบื้องหลัง
            เด็กคนนั้นคงพูดเพราะรู้สึกผิด และอยากรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นสินะ
            กอล์ฟพลิกตัวนอนตะแคง เหม่อมองกระจกเงาที่สะท้อนภาพของเขาบนเตียง
            ถ้าตอนนั้น... เขาไม่เอาตัวเข้าไปบังน้องชายไว้ บางที... สิ่งที่ไมค์จะได้รับ อาจไม่ใช่แค่ขาอย่างเขา แต่คงถึงแก่ชีวิตได้...
            ใช่แล้ว เขาทำถูกแล้ว เขาช่วยชีวิตน้องชายไว้ อย่างน้อย สิ่งที่เขาสูญเสียก็มีแค่ขา ไม่ใช่คนทั้งคน
            คนทั้งคนงั้นรึ...
            ‘ขอโทษนะกอล์ฟ แต่ว่า...’
            คำพูดที่หลุดจากปากหญิงสาวที่คบหาดูใจกันมานาน แม้เธอจะคบกับเขาเพราะชื่อเสียง หรืออะไรก็ตาม แต่ช่วงเวลาแห่งทุกข์สุขที่ผ่านมา ไม่มีค่าพอให้เธอเหลือเยื่อใยกับเขาเลยงั้นหรือ? 
            เขาไม่ได้ควรค่าแก่การได้รับความรักจากใครแม้เพียงสักคนงั้นหรือ?
            ทั้งที่ตอนรักกัน เธอบอกตลอดเวลาว่าเขาเป็นแฟนหนุ่มแสนดี
            สุดท้าย เขาก็พูดได้เพียง... ไม่เป็นไร กอล์ฟเข้าใจ... แล้วต้องปล่อยเธอไปเพราะไม่เหลือความภาคภูมิใจใดๆ ที่จะเหนี่ยวรั้งเธอไว้ได้
            ผู้หญิงเป็นแบบนี้ทุกรายสินะ
            หึ... ไม่สิ ผู้หญิงที่เข้าหาคนที่เพียบพร้อมไปด้วยชื่อเสียงเงินทองอย่างเขาต่างหาก...เป็นแบบนี้ทุกราย

            ไมค์จะทำงานเป็นยังไงบ้างนะ... อยากไปดูจัง
            ไม่ใช่จับผิด เพียงแต่เขาคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ตอนที่ได้ทำงานกับน้องชายต่างหาก หมอนั่นจะจัดการทุกอย่างให้ออกมาได้ดั่งใจแทนเขารึเปล่านะ... ไม่สิ ให้ออกมาตามที่เขาคาดหวังไว้ต่างหากล่ะ เพราะตอนนี้หมอนั่นเป็นศิลปินเดี่ยวแล้ว เขาไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายงานนั้นอีกแล้ว นอกจากเป็นพี่ชาย อย่างมากก็เป็นได้แค่... แฟนเพลงคนหนึ่งเท่านั้นเอง
            “สักวันฉันจะโปรดิวซ์เพลงให้นายนะ... ว่าแต่นายจะยอมตามใจฉันรึเปล่า” กอล์ฟพึมพำขณะพริ้มตาหลับลงอย่างเหนื่อยอ่อน
            ยอมอยู่แล้ว... ก็หมอนั่นสัญญาว่าจะทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ
            นิ้วเรียวเล็กลูบริมฝีปากตัวเอง นึกถึงรอยสัมผัสเมื่อครู่
            ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ... 
            ถึงจะขี้อ้อนแค่ไหน แต่พวกเขาเคยสัมผัสกายกันแนบแน่นอย่างมากแค่กอดเท่านั้น เขาปล่อยให้น้องชายจูบอย่างดูดดื่มเกินฐานะพี่น้องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
            ใช่แล้ว... หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น...
            ไมค์คอยดูแลเขาเกือบตลอดเวลา นั่นเป็นการขอบคุณระคนรู้สึกผิดเป็นแน่แท้
            หลังจากนั้น... พอเขาออกจากโรงพยาบาล ไมค์อยู่เคียงข้างเขา สัมผัสร่างกายกันเพื่อค้ำจุนช่วยเหลือ จนเขาเคยชินกับอ้อมแขน แผ่นอก ไหล่กว้าง ความชิดใกล้เกินปกติจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดา
            แต่ถึงขั้นจูบนี่มัน...
            “ครั้งแรกตอนไหนนะ...” กอล์ฟพึมพำถามตัวเอง นึกภาพย้อนกลับไป
            เจ้าเด็กทะเล้นคนนั้นจูบหน้าผากส่งเขาเข้านอนในคืนฝันร้ายคืนหนึ่ง หมอนั่นจับมือเขาไว้ขณะฟุบหน้าลงบนเตียงตอนอยู่โรงพยาบาล
            หลังจากนั้น ก็ถือวิสาสะจูบราตรีสวัสดิ์ทุกคืน และมอร์นิ่งคิสทุกครั้งก่อนลาจากกัน จากสัมผัสเบาๆ อย่างขี้เล่นของริมฝีผากคู่นั้น ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสัมผัสจริงจังลึกซึ้งตั้งแต่เมื่อไหร่เขาก็ไม่ทันรู้ตัว รู้แต่ว่าไม่อาจผลักไสได้ หนำซ้ำเขาอาจเป็นฝ่ายโหยหาเสียเองด้วยซ้ำ
            ทันใดนั้น กอล์ฟก็ลุกพรวดขึ้นนั่ง กุมหน้าผากตัวเอง หน้าซีด
            แบบนี้... ปกติแล้วต่อให้เป็นพี่น้องที่สนิทกันแค่ไหนก็ไม่ทำไม่ใช่เหรอ
            “ไมค์ นายคิดอะไรอยู่กันแน่”
            ที่สำคัญกว่านั้น เขาอยากถามตัวเองมากกว่าว่าคิดอะไรอยู่ ถึงได้ยอมรับสัมผัสแบบนั้นง่ายๆ ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยตั้งแต่เมื่อก่อน

            ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเวลาบ่ายสามโมง
            จริงสิ... วันนี้งานเสร็จไปหนึ่งเพลง ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศดีกว่า
            คิดดังนั้น ก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกไปข้างนอก
            ทันทีที่ขึ้นแท็กซี่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
            “ฮัลโหล กอล์ฟ อยู่ไหนเนี่ย”
            “อ้าว ว่าไง กลับมาแล้วเหรอ”
            “เออ กลับมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว จนจะกลับไปอีกรอบอยู่แล้ว ว่างป่ะ มาเจอกันหน่อยสิ มีเรื่องจะเม้าท์”
            “เออ กำลังออกจากบ้านพอดี ที่ไหนดีล่ะ”
            หลังจากวางสาย กอล์ฟก็หันไปบอกจุดหมายปลายทางกับคนขับ
            นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนสินะ ที่เขาออกจากบ้านเพียงลำพัง หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น...

            กลับมาอีกทีเกือบเที่ยงคืน เขาไม่คิดว่าวันนี้จะได้เจอเพื่อนเกือบพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งที่เป็นนัดฉุกละหุก หลายคนตอบตกลงทันทีเมื่อรู้ว่าเขามา เพียงเพราะอยากให้กำลังใจเพื่อนหลังจากผ่านเรื่องเลวร้าย พอรู้ว่าเขาพร้อมที่จะเจอหน้าผู้คนแล้ว จึงจัดงานฉลองต่อจนดึกดื่น
            ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
            ห้องมืดสนิท บรรยากาศประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
            ไมค์คงยังไม่กลับสินะ แต่... ทำไมเหมือนมีคนอยู่
            ในห้องเขา!
            กอล์ฟสะดุดสายตาที่บานประตูซึ่งแง้มไว้ เขาจำได้ว่าตอนออกไปปิดไว้สนิท
            คิดดังนั้น ก็ย่องไปยังห้องตัวเองอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาหยิบไม้เบสบอลใกล้มือติดไปด้วย
            ทันทีที่เปิดประตู มือเล็กก็กดสวิตช์ไฟ
            “หายไปไหนมา”
            เสียงที่คุ้นหูทำเอากอล์ฟโล่งอก เขาลดมือลงวางไม้เบสบอลพิงผนัง
            “นายเองเหรอ ทำเอาตกอกตกใจหมด”
            “ไมค์ต่างหากที่ตกใจ กลับมาแล้วไม่เจอพี่กอล์ฟ” น้ำเสียงนั้นกระด้างอย่างบอกไม่ถูก
            กอล์ฟหน้าเจื่อน จริงสิ เขาไม่ได้โทรบอกไมค์ แต่ทำไมเขาไปไหนมาไหนต้องโทรรายงานน้องชายตัวเองด้วยล่ะ?
            “เอ่อ... ฉันเห็นว่านายทำงาน ก็เลยไม่กล้าโทรไปรบกวน”
            ทั้งที่รู้สึกขัดแย้ง แต่กลับแก้ตัวออกไป หวังให้เรื่องมันจบ
            “อย่างน้อยส่งข้อความซักหน่อยก็ยังดี รู้มั้ยคนเขาเป็นห่วงแค่ไหน แถมยังกลับดึกขนาดนี้”
            “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันหายดีแล้ว ดูสิ ไปไหนมาไหนเองได้แล้ว”
            ร่างสูงใหญ่เดินพุ่งเข้ามาหา สายตาจับจ้องใบหน้าอีกฝ่ายราวจับผิด
            “ดื่มเหล้ามาด้วย”
            “อือ... ก็นิดหน่อย” พูดพลางหลบสายตา
            “กี่แก้ว”
            กอล์ฟหันกลับไปมองค้อนทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น
            “มันจะมากไปแล้วนะไมค์ ฉันเป็นพี่นายนะ กะอีแค่ขาหัก นอนโรงพยาบาลไม่กี่เดือน มันไม่ได้หมายความว่าฉันทุพพลภาพนะเฟ้ย”
            ไมค์รวบตัวพี่ชายเข้ามากอดแน่น
            “พี่กอล์ฟไม่รู้หรอก ว่าตอนที่เปิดประตูเข้ามาแล้วไม่เห็นพี่กอล์ฟ ไมค์รู้สึกยังไง...”
            กอล์ฟหัวใจหล่นวูบเมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือข้างหู
            “ขะ... ขอโทษ...”
            “ไมค์กลัว... กลัวว่าพี่กอล์ฟจะเป็นอะไรไป กลัวว่าพี่กอล์ฟจะไม่ได้กลับมาอีก”
            “เฮ้ย... ไมค์ เว่อร์ไปแล้ว ฉันแค่ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเท่านั้นเอง”
            “แต่พี่กอล์ฟไม่ยอมรับสาย”
            “เพลงมันดัง ฉันไม่ได้ยิน รู้อีกทีก็ตอนอยู่บนแท็กซี่ว่าแบตหมด...”
            “ไมค์โทรเช็คคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ไม่กล้าบอกที่บ้านด้วย...”
            “ไมค์...”
            กอล์ฟโอบแขนรอบเอวอีกฝ่าย อิงศีรษะลงบนไหล่กว้างเป็นเชิงปลอบใจ
            “ขอโทษนะ”
            ที่แท้ก็กลัวที่บ้านตำหนินี่เอง
            ตอนเขาเพิ่งออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ คนที่ดื้อขอแยกออกมาอยู่ข้างนอกคือไมค์ และคนที่ดึงดันพาเขามาอยู่ด้วยกันคือไมค์ หมอนั่นยืนยันกับที่บ้านอย่างหนักแน่นว่าจะดูแลเขาเป็นอย่างดี โดยให้เหตุผลของการแยกมาอยู่คราวนี้ว่า รู้สึกผิดและต้องการรับผิดชอบอย่างเต็มที่
            “ไมค์... นายไม่ต้องรู้สึกผิดต่อฉันขนาดนั้นก็ได้นะ”
            “หืม?”
            กอล์ฟผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง เพื่อให้อีกฝ่ายมองตนเองชัดๆ
            “ดูสิ ตอนนี้ฉันหายดีแล้ว วันนี้ก็ไปเจอเพื่อนๆ มา แฮปปี้มีความสุขเหมือนปกติแล้ว นายไม่ต้องคอยตามห่วงฉันแล้วก็ได้”
            ไมค์อึ้งไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเหงาจนกอล์ฟต้องหุบยิ้มร่าเริง
            “โอ๋... ไม่เอาน่า ฉันต้องอุดอู้อยู่ในห้องนี้มาตั้งนาน ก็อยากอัพเดทโลกภายนอกบ้าง ไม่เหมือนนายหรอก ได้ออกจากบ้านทุกวัน เจอผู้คนทุกวัน”
            “งั้น วันพรุ่งนี้ไมค์พาพี่กอล์ฟไปเปิดหูเปิดตานะ เราแทบไม่เคยเที่ยวในกรุงเทพด้วยกันเลยเนอะ” เสียงมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย
            “อืม ได้สิ”
            “งั้นคืนนี้ไมค์ขอมานอนด้วยนะ”
            “อื้ม”
            กอล์ฟพยักหน้า เอื้อมมือไปขยี้ผมน้องชายอย่างเอ็นดู
            หมอนี่ขี้อ้อนก็จริง แต่เริ่มมาอ้อนเขาตรงๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
            “งั้นฉันไปอาบน้ำก่อนนะ นายก็เหมือนกัน นี่ยังชุดเมื่อเช้าอยู่เลย”
            “ก็มัวแต่ตามหาพี่กอล์ฟนั่นแหละ”

            ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้อง ชายหนุ่มคนน้องดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่บางของพี่ชายที่จมสู่นิทราอย่างรวดเร็วเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
            ริมฝีปากได้รูปแตะที่ขมับของคนที่นอนตะแคงหันหลังให้อย่างแผ่วเบา ก่อนกระซิบข้างหู
            “หายดีแล้ว ไม่ต้องคอยตามห่วงงั้นเหรอ... ทำไมได้หรอกพี่กอล์ฟ ไมค์รักของไมค์นี่นา อุตส่าห์ได้ออกมาอยู่ด้วยกันสองคนทั้งที...”
            ร่างสูงเอนกายลงนอนบ้าง มือโอบรอบเอวของคนตรงหน้าอย่างหวงแหน ก่อนเข้าสู่นิทราอย่างสบายใจ

            วันต่อมา ไมค์พาพี่ชายออกมาเปิดหูเปิดตาตามที่สัญญาไว้
            “ที่นี่มัน...” กอล์ฟกวาดตามองสถานที่ซึ่งมืดสลัว ผู้คนมากมายกำลังครื้นเครงท่ามกลางเสียงเพลงดังสนั่น
            “ไมค์... ไมค์จริงๆ ด้วย ไม่ได้เจอตั้งนาน”
            กลุ่มผู้หญิงแต่งหน้าจัดจ้านในชุดสวยที่อวดเนื้อหนังเดินพุ่งเข้ามาหาเด็กหนุ่มทั้งสอง
            “ไปอยู่ไหนมาตั้งนาน... คิดถึงมากเลยรู้มั้ย”
            สาวสวยคนหนึ่งทำเสียงออดอ้อนพลางซบหน้าลงบนไหล่ ส่วนคนอื่นๆ รายล้อมตัวไมค์จนกอล์ฟต้องถอยห่างออกมา ดูเหมือนทุกคนไม่ทันได้สังเกตเด็กหนุ่มร่างเล็กที่มาด้วยกัน
            “ไมค์มัวแต่ดูแลพี่กอล์ฟน่ะ เลยไม่อยากเที่ยวไหน”
            “แล้วกอล์ฟเป็นไงบ้างล่ะ”
            “เอ่อ... ก็ดีขึ้นมากแล้ว”
            พวกสาวๆ ดึงไมค์ให้เดินไปนั่งด้วยกัน ขณะที่กอล์ฟทำตัวไม่ถูก เหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงค่อยๆ ถอยออกมาจนเกือบถึงประตูทางออก
            ทันใดนั้น ก็ชนกับใครคนหนึ่ง
            “ขอโทษครับ”
            “ขอโทษ... อ้าว... กอล์ฟใช่มั้ย” เสียงใสๆ คุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก
            เมื่อเห็นหน้าชัดๆ เด็กหนุ่มถึงกับยิ้มเจื่อน
            “แตม...”
            สาวไฮโซที่เขาเคยคบกันเมื่อสองปีก่อน ทั้งคู่เลิกกันด้วยความรู้สึกไม่ดีนัก
            “ขาดีขึ้นแล้วเหรอ” เธอทักด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรเต็มที่
            “อืม ก็เดินได้แล้วล่ะ”
            “เอ่อ... ถ้ากอล์ฟไม่รังเกียจ ไปนั่งด้วยกันกับแตมมั้ย ที่นี่ร้านเพื่อนแตมเอง กว่าเพื่อนจะมาอีกตั้งนาน”
            กอล์ฟอึกอักเล็กน้อย แต่เมื่อชำเลืองมองน้องชาย ก็พบว่ากำลังสนุกสนานกับเพื่อนสาวๆ ที่รายล้อมเต็มสองอ้อมแขน เขาหมั่นไส้ขึ้นมานิดๆ ที่คนพามากลับทิ้งไปมีความสุขคนเดียวหน้าตาเฉย จึงตอบตกลงไปนั่งกับสาวที่เป็นอดีต
            ขณะเดียวกัน ไมค์ซึ่งถูกพามานั่งเอาอกเอาใจอยู่ที่โต๊ะของเพื่อนสาวๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าพี่ชายหายไป ทีแรกเขานึกว่ากอล์ฟจะเดินตามมาที่โต๊ะด้วย พอนั่งลงก็พบว่าคนที่มาด้วยไม่อยู่แล้ว
            “มองหาใครเหรอไมค์” สาวคนหนึ่งถาม
            “เอ่อ... เปล่า”
            เขาเกือบหลุดปากออกไปว่ามองหากอล์ฟ แต่พอคิดดูอีกที ก็ไม่ค่อยอยากแนะนำใครในตอนนี้ ทีแรกเขาตั้งใจว่าจะพากอล์ฟมาเที่ยว ไม่ทันได้คิดว่าจะเจอพวกเจ้าหล่อนที่เคยคบเล่นๆ แต่ติดหนึบยิ่งกว่าปลิง ขืนแนะนำสุ่มสี่สุ่มห้า คืนนี้แทนที่เขาจะได้มีความสุขกับพี่ชายอย่างสงบ ต้องจบที่เฮฮากับพวกหล่อนตลอดคืนแหงๆ
            ต้องหาทางปลีกตัวออกมาโทรหากอล์ฟ แล้วย้ายร้านทันที
            ไมค์ทำทีขอตัวไปห้องน้ำ แล้วหยิบมือถือออกมา
            หวังว่าหมอนั่นคงไม่งอนจนขึ้นแท็กซี่ไปไหนต่อไหนแล้วหรอกนะ
            ทว่าทันใดนั้นสายตาก็กระทบกับภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น
            คนที่เขาเป็นห่วงว่าจะยืนกร่อยอยู่ที่ไหนสักแห่ง กลับกำลังหัวร่อต่อกระซิกกับผู้หญิงที่เคยทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ
            และผู้หญิงคนนั้น... ล่าสุดมีข่าวว่าเธอเพิ่งเลิกกับดาราหนุ่มสุดฮ็อต และเป็นมือที่สามของคู่รักดาราอีกคู่ แม้จะเคยรู้จักและไม่มีอคติใดๆ ต่อเจ้าหล่อน แต่เห็นจริตกิริยาประหนึ่งยั่วยวนนั่นแล้ว อดรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้
            กว่าจะรู้ตัว ร่างสูงใหญ่ก็มาหยุดตรงหน้าโต๊ะที่ทั้งคู่นั่งด้วยกันแล้ว
            “อ้าว ไมค์มาด้วยเหรอ” เธอทักเสียงหวาน ส่งสายตาหว่านเสน่ห์ตามประสาสาวเพลย์เกิร์ลขี้เล่น
            “พี่กอล์ฟ กลับกันเถอะ” เด็กหนุ่มไม่ทักตอบ แต่หันมาพูดกับพี่ชายแทน มือใหญ่ฉวยข้อมืออีกฝ่ายให้ลุกขึ้นทันที
            “เอ่อ... แต่ว่า...”
            กอล์ฟเหลือบมองสาวสวยที่นั่งกระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นท่าทางไม่สู้ดีของหนุ่มหล่อคนน้อง
            “ไมค์อยากกลับแล้ว เรากลับกันเถอะ” เด็กหนุ่มยืนยันด้วยน้ำเสียงดื้อรั้นแกมบังคับ
            “แตมเขา...”
            “ขอตัวพี่กอล์ฟกลับก่อนนะครับ พี่กอล์ฟยังไม่หายดี ต้องนอนหัวค่ำ”
            “อ้าว ไหนเมื่อกี้กอล์ฟว่าแข็งแรงดีแล้วไง” แตมหันมาแย้ง
            “อะไรของนายไมค์ ทำท่าทางแปลกๆ โอเค... ฉันกลับก็ได้ ขอโทษด้วยนะแตม ไว้วันหลังคุยกัน”
            “ได้สิ อ้อ จริงสิ แตมขอ...”
            “ขอโทษนะครับ แตม”
            ไมค์รีบดึงตัวกอล์ฟลุกจากเก้าอี้ แล้วหันมายิ้มหวานให้ผู้หญิง ก่อนพาพี่ชายออกไปจากตรงนั้น
            สาวเจ้าจึงได้แต่ยกมือถือค้าง มองตามด้วยสายตาละห้อย

            เมื่อออกจากร้าน กอล์ฟก็สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมเชิงบังคับของน้องชาย
            “ฉันเจ็บ ปล่อยได้แล้ว นายเป็นบ้าอะไรของนาย”
            “พี่กอล์ฟนั่นแหละ เป็นอะไร คืนดีกับแตมง่ายๆ แบบนั้น”
            “ฉันไม่ได้คืนดี”
            “แล้วเมื่อกี้มันอะไร หัวร่อต่อกระซิกกันหน้าระรื่นเชียว”
            “ฉันก็คุยกับเขาธรรมดา ตามประสาคนรู้จัก”
            “ไม่ใช่ว่าถ่านไฟเก่าจะคุขึ้นมาอีกครั้งหรอกเหรอ”
            กอล์ฟมองค้อนน้องชายซึ่งพูดเสียงยียวน ก่อนเดินหนี
            “จะไปไหนพี่กอล์ฟ”
            มือใหญ่รีบคว้าต้นแขนไว้
            “กลับบ้าน”
            พอกอล์ฟขยับไหล่ให้แขนพ้นจากพันธนาการ ไมค์ก็รีบฉวยข้อมือไว้แทน แล้วกึ่งจูงกึ่งลากไปยังรถที่จอดอยู่ เขาดันตัวพี่ชายเข้าไปในรถแล้วปิดประตู จากนั้นก็เข้ามานั่งตรงเบาะคนขับ
            “ทำไมนายต้องโมโหด้วย”
            ทั้งที่ฝ่ายโมโหควรเป็นเขามากกว่า ถูกทิ้งในตอนแรกแล้วโดนขัดคอยังไม่พอ ยังถูกใช้กำลังบังคับอีก ถึงจะไม่ได้รุนแรงขนาดเจ็บตัว แต่แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกคุกคามอย่างบอกไม่ถูก
            “ไม่ได้โมโห”
            “นายกำลังโมโห”
            “ไมค์เปล่า” เสียงทุ้มแสดงอาการหงุดหงิดรำคาญอย่างชัดเจน
            “นายโมโหจริงๆ ด้วย ทำไม”
            ไมค์เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนสูดหายใจลึกๆ สตาร์ทรถ
            “แตมนิสัยไม่ดี”
            “ฉันรู้... รู้ซึ้งเลยล่ะ” กอล์ฟน้ำเสียงเศร้าลึกๆ
            “แล้วพี่กอล์ฟก็ยังจะ...”
            “ฉันบอกว่าเปล่าไงเล่า เรื่องมันผ่านมานานแล้วนะไมค์ ปกตินายเองก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายเรื่องผู้หญิงของฉัน แล้วทำไมวันนี้ถึง...”
            “กลับไปคุยกันที่บ้านเถอะ” พูดจบก็ออกรถ

            ตลอดทางที่นั่งมา รถเงียบสนิท ไม่มีใครเริ่มต้นคุยอะไรก่อน ไม่แม้แต่จะเปิดเพลงฟัง
            ความเงียบจนน่าอึดอัดทำให้กอล์ฟรู้สึกแย่ลงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาอยากหันกลับไปมองหน้าน้องชาย ว่าตอนนี้หมอนั่นกำลังคิดอะไร อยู่ในอารมณ์แบบไหน แต่ต้องทนข่มใจไว้ด้วยทิฐิ
            ทั้งที่ไมค์ขับรถเร็วกว่าปกติ แต่ไม่กี่นาทีบนถนนยามค่ำคืนยาวนานเหมือนผ่านมาหลายชั่วโมง

            กระทั่งทั้งคู่กลับมาถึงห้อง
            ไมค์ดึงแขนพี่ชายเข้าไปคุยในห้องของตัวเอง
            แม้แต่สัมผัสอุ่นๆ บนแขน ก็ไม่ทำให้กอล์ฟรับรู้ได้เลยว่า ในใจของอีกฝ่ายกำลังอัดแน่นด้วยความรู้สึกอะไร จนกระทั่งสิ้นเสียงปิดประตูห้อง
            วงแขนแกร่งคว้าร่างผอมบางเข้ามากอด
            “ไมค์ไม่ได้โมโห”
            กอล์ฟถึงกับงง
            มือใหญ่ประคองใบหน้าอีกฝ่ายให้เงยขึ้น ก่อนมองลึกเข้าไปในดวงตาเรียวโตคู่นั้น
            “ไมค์หึง”
            กอล์ฟเบิกตาโพลงด้วยความอึ้ง เขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าจะได้ยินคำนี้ออกมาจากปากคนตรงหน้า
            “นายพูดอะไรน่ะไมค์”
            “ไมค์พูดว่า ไมค์หึง ไมค์ไม่อยากให้พี่กอล์ฟอยู่ใกล้ผู้หญิงคนไหน”
            “จะบ้ารึเปล่าไมค์ ทีนายยังอยู่ท่ามกลางสาวๆ ตั้งหลายคนได้”
            “ก็พี่กอล์ฟเสน่ห์แรง”
            “ยังกับนายไม่งั้นแหละ สาวๆ ตอมเอาใจกันหึ่ง”
            “พี่กอล์ฟหึงงั้นเหรอ” ไมค์ถามทีเล่นทีจริง คาดหวังกับคำตอบเล็กน้อย
            “บ้าเรอะ ใครโดนทิ้งอย่างฉันก็ต้องอารมณ์เสียอยู่แล้วล่ะ หึงบ้าบออะไร”
            “แต่ไมค์หึงพี่กอล์ฟนี่นา...” พูดจบก็กอดอีกฝ่ายแน่น
            “นายเมารึเปล่า”
            “ไมค์ไม่ได้ดื่มเหล้าเลยซักแก้ว”
            “ปล่อยนะ”
            “ไม่”
            “บอกให้ปล่อย”
            “ไม่”
            “เด็กบ้า”
            “รักนี่นา”
            “...”
            กอล์ฟถึงกับพูดอะไรต่อไม่ออก เมื่อกี้...
            “ไมค์ขอโทษ ที่ไมค์ปล่อยพี่กอล์ฟไว้คนเดียว แต่ไมค์ไม่ได้ตั้งใจนะ”
            “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ แต่...”
            “ไมค์ขอโทษที่ไมค์ทำให้พี่กอล์ฟอารมณ์เสีย”
            “ไม่เป็นไรหรอก แต่...”
            “ไมค์ขอโทษที่ไมค์รักพี่กอล์ฟ”
            “ไมค์...”
            กอล์ฟเงยหน้ามอง แล้วก็พบดวงตาคู่สวยมองลงมาอย่างแน่วแน่
            ใจอ่อนยวบ... สายตาพิฆาตของหมอนี่ ต่อให้ใจแข็งแค่ไหนก็ต้องยอมให้ทุกอย่าง
            ใบหน้าสวยโน้มลงจูบริมฝีปากพี่ชายเบาๆ แล้วค่อยๆ หนักหน่วงขึ้นจนอีกฝ่ายส่งเสียงประท้วงขึ้นมา
            “รังเกียจเหรอ” 
            ถามด้วยสายตาออดอ้อนแบบนั้น ใครมันจะตอบทำร้ายหัวใจกันได้เล่า กอล์ฟอึกอักอย่างสับสน ก่อนตอบออกไป
            “เปล่า... แต่ว่า...”
            ไมค์ไม่รอคำตอบมากกว่านั้น เขาอุ้มร่างที่เล็กกว่า แล้วเดินไปที่เตียง ก่อนวางอีกฝ่ายลงอย่างอ่อนโยน
            “งั้น แบบนี้ล่ะ”
            ร่างสูงโน้มกายทาบทับ พรมจูบทั่วใบหน้าและลำคอ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนอนนิ่ง ก็เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ จ้องหน้าพี่ชายราวค้นหาคำตอบ
            กอล์ฟหัวใจเต้นแรง เขาเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร ในหัวมึนงงไปหมด
            เมื่อกี้... ไมค์บอกรักเขา มันจริงจังมากจนเขาไม่อาจหาความรู้สึกใดๆ มาตอบสนองได้ทันที
            “ระ... เราเป็นพี่น้องกันนะ”
            ทั้งที่พูดไปเช่นนั้น แต่ไมค์กลับยิ้มบางๆ ราวกับไม่ใส่ใจ
            “นาย... ชอบผู้หญิงไม่ใช่เหรอ”
            ไมค์หัวเราะเบาๆ
            “ไมค์ชอบผู้หญิง แต่ไมค์รักพี่กอล์ฟนี่นา... รักมากจนทิ้งผู้หญิงทุกคนได้เลย”
            กอล์ฟกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
            “แล้วไมค์ก็ทิ้งไปหมดแล้ว ตั้งแต่ได้พี่กอล์ฟมาอยู่ด้วยกันกับไมค์” เสียงกระซิบข้างหูชวนขนลุกอย่างประหลาด
            จะว่าไป... ไมค์ก็ไม่ได้คบหรือเที่ยวกับสาวๆ ที่ไหนมาตั้งนานแล้ว แต่เขาคิดว่าเป็นเพราะมัวแต่ใช้เวลาดูแลเขาจนแทบไม่เหลือชีวิตส่วนตัวเลยต่างหาก
            “นายไม่ได้ล้อเล่นใช่มั้ย”
            “ที่ไมค์ทำทุกอย่างจนถึงวันนี้ ไม่ได้พิสูจน์ให้พี่กอล์ฟเห็นเลยเหรอ”
            “ฉัน... คิดว่านายทำเพราะรู้สึกผิด ต้องการตอบแทนที่ฉัน...”
            “นั่นมันก็มีส่วน ตอนแรกไมค์ทำเพราะอยากชดใช้พี่กอล์ฟจริงๆ... แต่รู้มั้ย พอเรามาอยู่ด้วยกันแบบนี้ มันยิ่งทำให้ไมค์รู้สึกชัดเจนขึ้น วันแรกที่พี่กอล์ฟเข้ามาที่นี่ ไมค์รู้สึกเหมือนชีวิตถูกเติมเต็ม รู้สึกสมบูรณ์อย่างประหลาด”
            “ชีวิตนายก็ไม่เห็นขาดอะไรนี่ มีแต่คนมารุมรักรุมเอาใจ”
            กอล์ฟเบือนหน้ามองไปทางอื่นหลบสายตาแสดงความน้อยใจ
            ไมค์เชยคางพี่ชายให้กลับมาสบสายตา
            “แต่ความรักที่ไมค์ต้องการ มีแค่พี่กอล์ฟคนเดียวเท่านั้น”
            ทั้งที่เป็นพี่ชาย ไม่น่าจะปลาบปลื้มกับคำพูดนั้นได้ แต่ใบหน้ากอล์ฟกลับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน จนเจ้าตัวทำอะไรไม่ถูก
            “ไมค์ขอโทษนะ... นอกจากไมค์จะแย่งอนาคตมาจากพี่กอล์ฟแล้ว ไมค์ยังใช้ความสูญเสียของพี่กอล์ฟเป็นโอกาสทำเรื่องเอาแต่ใจแบบนี้อีก ไมค์ขอโทษที่ไมค์แลกความสุขที่ได้ดูแลพี่กอล์ฟ ผูกขาดพี่กอล์ฟ ด้วยความทุกข์ของพี่กอล์ฟ”
            “ไมค์...”
            ถึงจะฟังดูน่าหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูก แต่ทำไมถึงโกรธไม่ลงนะ
            “ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่นายคิดกับฉันแบบนั้น”
            “ไม่รู้สิ... คงตลอดมาเลยล่ะมั้ง”
            ห้องเงียบไปครู่ใหญ่ ทั้งคู่ประสานสายตากันเนิ่นนานราวกับจะค้นหาอะไรบางอย่าง ทั้งของตัวเองและของอีกฝ่าย
            “ไมค์... จูบฉันทีสิ”
            ใบหน้าสวยเบื้องบนแย้มยิ้มที่มุมปาก ก่อนก้มลงประทับรอยสัมผัสอันดูดดื่มให้แก่อีกฝ่าย
            กอล์ฟตอบรับริมฝีปากนั้นอย่างลังเลในตอนแรก แต่ไม่นานก็ปล่อยใจเคลิบเคลิ้มไปกับการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล จนแม้แต่ตัวเองก็ยังแปลกใจ
            เป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับจุมพิตแบบนี้เสียแล้ว... หรือว่า...
            เมื่อเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจ ก็พบว่ากำลังเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำ
            บ้าจริง ทำอะไรไม่ถูกเลย จะต่อต้าน หรือจะปล่อยเลยตามเลยดี
            รู้ตัวอีกที ก็ถูกบุกรุกเข้ามาตักตวงความหวานถึงภายในเสียแล้ว ลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกันนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะยอมผ่อนให้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเร่าร้อนขึ้นทุกทีๆ
            มือใหญ่สัมผัสไปตามผิวกายเนียนนุ่ม ก่อนถือวิสาสะสอดเข้าไปยังใต้เสื้อ จู่โจมติ่งเนื้อราวกับเร่งเร้า เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงเมื่อรู้สึกถึงร่างกายที่ใหญ่โตขึ้นของอีกฝ่ายซึ่งทาบทับลงมา
            “อย่า...”
            กอล์ฟรีบเอาฝ่ามือยันหน้าน้องชายออกห่าง
            “ฉันแค่บอกให้นายจูบ ยังไม่อนุญาตให้ทำอย่างอื่นเลยนะ”
            ไมค์ทำปากจู๋ หน้าจ๋อยลงเล็กน้อย
            “อะไรกัน... ถึงขั้นนี้แล้ว”
            “ขั้นไหน? นายเอาแต่พูดๆๆ ความรู้สึกของนายอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เคยถามฉันเลยซักนิด”
            “แต่เมื่อกี้พี่กอล์ฟเป็นฝ่ายยอมให้ไมค์จูบก่อนนะ”
            “ฉันก็แค่อยากจูบให้แน่ใจว่าฉันรู้สึกกับนายยังไง”
            “แปลว่า พี่กอล์ฟไม่ได้รังเกียจ...”
            ตาคู่สวยฉายแววมีความหวังเต็มที่
            “ก็ไม่ได้รังเกียจ... แต่ฉันแค่สับสน ไม่รู้ว่าที่ฉันรู้สึกอยู่ตอนนี้ คือความรักรึเปล่า”
            “พี่กอล์ฟรู้สึกยังไง”
            พวงแก้มใสร้อนผ่าว บ้าชะมัด... เรื่องนั้นใครมันจะพูดออกมาตรงๆ ได้
            “ถ้าอย่างงั้น... ให้ไมค์ทำต่อนะ ถ้าพี่กอล์ฟรู้สึกไม่ดีตรงไหน ไมค์จะหยุด ไมค์สัญญาว่าจะไม่ฝืนใจพี่กอล์ฟ”
            ร่างสูงใหญ่นิ่งคอยคำอนุญาตเหมือนหมาตัวโตแสนเชื่อง
            กอล์ฟถอนหายใจอย่างเอ็นดู ก่อนพยักหน้า
            คนเบื้องบนโน้มกายลงมาอย่างดีใจออกหน้าออกตา พรมจูบทั่วใบหน้า แล้วมาหยุดเมื่อปลายจมูกทั้งคู่สัมผัสกัน
            “ไมค์... นายแน่ใจนะ”
            แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถามออกไปอย่างนั้น
            “แน่ใจสิ ไมค์ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามพี่กอล์ฟ”
            “แต่ฉัน... เป็นผู้ชาย มีลูกให้นายไม่ได้หรอกนะ”
            ร่างสูงเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
            “แค่มีพี่กอล์ฟ ไมค์ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
            ดวงตาเรียวโตพริ้มตารับจูบแสนหวานที่เข้ามาหา
            รัก... เป็นเช่นนี้เอง ความอบอุ่นที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกับสัมผัสของคนที่ไว้ใจมากที่สุด ความอ่อนโยนที่ทำลายกำแพงระหว่างร่างกายของทั้งคู่
            ที่เขายินยอมให้อีกฝ่ายล่วงล้ำเข้ามาทั้งที่รู้ว่าหวงห้าม จดจ่ออยู่กับความรู้สึกของคนตรงหน้าจนลืมสิ้นทุกอย่าง
            คืนนี้ เรื่องของพวกเราจะจบลงเช่นไรนะ...
 
            กลิ่นหอมของอาหารเช้าปลุกชายหนุ่มร่างเล็กบนเตียง เสียงคุยโทรศัพท์ดังแว่วมาจากนอกห้อง
            “ช่วยเลื่อนหน่อยนะฮะ เดี๋ยวบ่ายๆ ไมค์จะเข้าไป พี่กอล์ฟเหรอครับ... อืม ไมค์ว่าคงยังไม่สะดวก เมื่อเช้าพี่กอล์ฟมีไข้นิดหน่อย...”
            หือ? เขาเนี่ยนะ มีไข้?
            จะว่าไปก็ปวดเมื่อยตามร่างกายยังไงพิกล
            กอล์ฟกวาดตามองรอบห้อง แล้วก็นึกขึ้นได้
            จริงสิ... เมื่อคืน
            เขารีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงด้วยความอาย กอล์ฟ... นายทำอะไรลงไปเนี่ย
            “เอาเป็นว่าถ้าพี่กอล์ฟดีขึ้น ไมค์จะพาไปด้วยกันบ่ายนี้นะครับ แต่ยังไงเช้านี้พี่ช่วยโทรบอกเขาให้หน่อย... ขอบคุณครับ”
            หลังจากกดตัดโทรศัพท์ ไมค์ก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง
            ร่างสูงนั่งตรงขอบเตียง เอื้อมมือไปเปิดผ้าห่มที่คลุมศีรษะพี่ชาย
            “อย่ามองนะ”
            กอล์ฟรีบฉวยผ้าห่มกลับ
            ไมค์มองอาการนั้นแล้วอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ เขาเอนกายลงนอนตะแคงข้างๆ อย่างอารมณ์ดี
            “เช้าแล้วนะพี่กอล์ฟ”
            “ฉันรู้แล้ว”
            “ไมค์ทำอาหารไว้ให้แล้ว”
            “ฉันรู้แล้ว”
            “พี่กอล์ฟ... ลุกไหวมั้ย”
            “ไม่รู้ อย่าถาม”
            กอล์ฟขดกายนิ่ง ไม่ได้... เขามองหน้าไมค์ไม่ได้
            ไมค์ยิ้มขำ กอดร่างที่ขดตัวเป็นก้อนอยู่ใต้ผ้าห่ม
            “พี่กอล์ฟ... ขอบคุณนะ”
            “เรื่องอะไร”
            “ก็เมื่อคืน... พี่กอล์ฟต้องเจ็บมากแน่ๆ แต่ก็ยัง...”
            “พอๆๆ ไม่ต้องพูดถึงมันอีกได้มั้ย”
            “พี่กอล์ฟ”
            “อะไร”
            “ไมค์รักพี่กอล์ฟนะ”
            “รู้แล้ว”
            เมื่อคืนเอาแต่พร่ำพูดคำนี้นับครั้งไม่ถ้วน
            “แล้วพี่กอล์ฟล่ะ”
            “...”
            เด็กบ้าเอ๊ย อย่ามาถามอะไรตอนนี้ได้มั้ย แค่นี้ก็เขินจะแย่อยู่แล้ว
            “พี่กอล์ฟ... ไมค์อยากได้ยินจากปากพี่กอล์ฟนะ”
            “ทำไมนายต้องตอกย้ำอะไรแบบนี้ด้วย”
            “ถ้าพี่กอล์ฟไม่พูดให้แน่ใจ ไมค์รู้สึกเหมือนไมค์รังแกพี่กอล์ฟยังไงไม่รู้”
            กอล์ฟนิ่งไปหลายวินาที
            “...”
            “หือ?”
            “ฉันรักนาย” เสียงงึมงำผ่านผ้าห่ม
            “พี่กอล์ฟว่าไงนะ”
            “ฉันรักนาย” เสียงนั้นดังขึ้นมาหน่อย
            “ไม่เอาอ่ะ พี่กอล์ฟคลุมโปงแบบนี้ ไมค์ได้ยินไม่ถนัดเลย”
            “ฉันบอกว่าฉันรักนายไงเล่า” 
            กอล์ฟเปิดผ้าห่มออกมาแล้วตะโกนใส่อย่างหงุดหงิด
            “พอใจรึยัง”
            “พอใจมากเลยคร้าบ”
            ไมค์หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นใบหน้าแดงแป๊ดของพี่ชาย
            “พี่กอล์ฟลุกไหวมั้ย ไมค์ยกมาให้ดีรึเปล่า หรือจะให้ไมค์อุ้มพี่กอล์ฟออกไปดี”
            “ไม่ต้องเลย ฉันไปเองได้”
            “พี่กอล์ฟอ่ะ”
            ไมค์เบะปากอย่างงอนๆ
            “ก็ได้ๆ งั้นนายช่วยพยุงฉันออกไปทีแล้วกัน”
            “ไชโย”
            ร่างสูงโถมตัวเข้าไปกอด
            มันเกิดขึ้นจริงๆ หรือนี่... กอล์ฟคิด ถ้าตอนนั้น เขาไม่เข้าไปขวางสิ่งที่กำลังตกลงมาใส่หัวน้องชาย ป่านนี้พวกเขาจะเป็นยังไงนะ
            อาจไม่มีไมค์อีกต่อไป เหตุการณ์เมื่อคืนคงไม่เกิดขึ้น แต่เขาคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตที่ไม่อาจห้ามการสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
            “นี่ ไมค์... เวลาอยู่บนเวทีคนเดียว รู้สึกยังไงเหรอ”
            “ถามยังกับไม่เคยร้องเพลงเดี่ยวบนเวที”
            “ไม่ใช่ ฉันหมายความว่า เวลาที่เวทีเป็นของนายคนเดียวตลอดการแสดงน่ะ”
            “ทุกวันนี้ก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่... แต่ไมค์จะพยายามนะ เพื่อพี่กอล์ฟด้วย แค่ได้ร้องเพลงที่พี่กอล์ฟแต่งให้ ไมค์ก็ไม่เหงาแล้ว”
            จริงสิ... แต่ถ้าเสียไมค์ไปในวันนั้น... เขาคงไม่มีแม้แต่คนที่จะแต่งเพลงให้ร้อง ไม่มีใครรอคอยอยู่หลังเวที ถึงแม้มีพร้อมทุกอย่าง ชื่อเสียง เงินทอง คนที่รัก แต่หัวใจหายไปครึ่งหนึ่ง
            “ขอบใจนะไมค์”
            วงแขนเรียวโอบคนเบื้องบนตอบ
            “จริงสิ พี่กอล์ฟ เพลงพี่กอล์ฟผ่านแล้วนะ ทางผู้ใหญ่เขาขอคุยด้วยบ่ายนี้ พี่กอล์ฟไหวมั้ย”
            “ไหวสิ ไหว”
            กอล์ฟผุดลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น แต่แล้วก็ต้องคู้ตัวกลับไปนอนอย่างเก่าเพราะสภาพอันไม่เอื้อของร่างกาย
            “ใจเย็นน่าพี่กอล์ฟ บริษัทไม่หนีไปไหนหรอก วันนี้พี่กอล์ฟพักผ่อนให้สบายเถอะนะ”
            มืออันอบอุ่นลูบเรือนผมอ่อนนุ่ม
            “ไมค์จะดูแลพี่กอล์ฟเอง... จะดูแลตลอดไป...” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วข้างหู ทว่ามั่นคงและหนักแน่นจนรู้สึกอุ่นใจ


            ตลอดไป...
            “กอล์ฟ ได้เวลาแสตนด์บายแล้วค่ะ” เสียงทีมงานปลุกเด็กหนุ่มจากนิทรา
            จริงสิ คอนเสิร์ตกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วสินะ
            คงเพราะเพลียจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก เขาถึงได้เผลอหลับในเวลาที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมแบบนี้
            แถมยังฝัน... เป็นฝันที่เหมือนจริงอย่างบอกไม่ถูก แต่พอตื่นขึ้นมา กลับนึกอะไรไม่ออกเลย
            เมื่อกี้ฝันว่าอะไรนะ...
            กอล์ฟรีบสะบัดสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจทันที ไม่ได้... ตอนนี้เขาต้องอยู่กับเรื่องงานสิ ใช่แล้ว คอนเสิร์ต เขาต้องมีสมาธิกับคอนเสิร์ต
            ชายหนุ่มออกจากห้องแต่งตัว ไปยังจุดที่ทางทีมงานกำหนดไว้ ไมค์กำลังซ้อมเพลงเดี่ยวอยู่บนเวที
            ทำไม... เขาถึงรู้สึกแปลกๆ กับบรรยากาศวันนี้ เหมือนจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
            ทั้งที่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เวทีเหมือนกับที่วางแผนไว้ สถานที่เหมือนกับที่ซ้อมใหญ่มาแล้วเมื่อวาน ทีมงานก็คนเดิม ไมค์ก็ยังเป็นเหมือนเดิม... เหินห่าง
            เขาน่าจะชินกับมันแล้ว ตั้งแต่หมอนั่นโตขึ้น การออดอ้อนแบบเด็กๆ ต่อเขาก็ลดลง หรือเป็นเขาเองที่แยกตัวห่างออกมาก่อนกันแน่นะ เป็นธรรมดาของคนที่มีแฟนแล้วอย่างเขานี่นา
 
            และแล้วคอนเสิร์ตก็เริ่มขึ้น ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี จนกระทั่ง...
            เพลงช้าที่พวกเขาต้องร้องคู่กัน
            ขณะที่ร้อง กอล์ฟเหมือนเห็นภาพบางอย่างซ้อนขึ้นมาตรงหน้า
            ใช่... เขาเคยร้องในสภาวะแบบนี้มาก่อน
            คนดูแบบนี้ ป้ายไฟเรียงกันแบบนั้น แล้วเหตุการณ์ต่อจากนี้...
            ทันใดนั้น เขาก็หันไปมองน้องชายซึ่งกำลังเดินไปยังปีกเวทีด้านขวา
            ใช่แล้ว... เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไมค์เคยเดินไปตรงนั้น ร้องจบประโยคหนึ่ง ขยิบตาให้คนดู แล้วก็เดินกลับมา จากนั้น...
            เสียงกรีดร้อง... เสียงกรีดร้องแบบนี้เลย
            กอล์ฟมองขึ้นไปข้างบน คานหนักๆ บนนั้นกำลังจะหล่นลงมา
            และไมค์... ก็กำลังเดินกลับมา
            ใช่แล้ว เสียงกรีดร้องของคนดูข้างล่าง ไม่ใช่เสียงกรีดร้องชื่นชม แต่เป็นเสียงร้องอย่างหวาดเสียวต่อเหตุการณ์เดาไม่ยากที่กำลังจะเกิดขึ้น
            ทว่าสิ่งที่กอล์ฟเห็นกลับไปไกลกว่านั้น
            ภาพความฝันประดังประเดเข้ามา
            ถ้าเขาวิ่งเข้าไปผลักไมค์ออกไปตอนนี้... เขาจะเสียขา เสียอนาคตการเป็นนักร้อง เสียแฟนสาวที่ความรักกำลังราบรื่นไปด้วยดี
            แต่ถ้าไม่ช่วย ไมค์ก็จะ...
            ก่อนที่จะนึกความฝันได้ทั้งหมด เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจ
            “ไมค์!”
            คนถูกเรียกหันมามอง ดูเหมือนจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนเวที
            บ้าชะมัด ใครใช้ให้นายหยุดเดินตรงนั้นเล่า
            ไม่มีเวลาแล้ว ท่อนเหล็กขนาดใหญ่กำลังร่วงลงมา...
 
            และก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป...

 The End.

edit @ 18 Jan 2010 03:04:44 by ★ひまじん★