ลิขิตรักต่างมิติ [19]
posted on 28 May 2010 02:44 by i-am-hima in fan-fiction
[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
“เฮ้อ...”
เสียงถอนใจครั้งที่สิบกว่าของเด็กหนุ่มในชุดลำลองเรียบหรูซึ่งนั่งเหม่อลอย
อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยแทบไม่ได้ขยับตัวจัดการกองเอกสารตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
จิระจ้องอาการของผู้เป็นนายอย่างอึดอัด ตั้งแต่อนุชากลับไป
รัชทายาทหนุ่มก็เอาแต่ทอดถอนใจจนไม่เป็นอันทำงานอยู่อย่างนั้น
“แฮ่ม” องครักษ์ร่างสูงใหญ่แกล้งกระแอม
ส่งผลให้พิชญะสะดุ้งเล็กน้อย “ฝ่าบาท...
เอกสารกองนั้นต้องส่งให้ม้าเร็วก่อนตะวันตกดินนะพะย่ะค่ะ”
เด็กหนุ่มทำหน้าเลิกลั่ก
ก้มมองกระดาษสีขาวที่มีสัญลักษณ์ของราชวงศ์และข้อความราวสามย่อหน้า ทว่า...
งานที่แท้จริงอยู่ในแผ่นอื่นๆ ที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเป็นปึกใหญ่ต่างหาก
“อ๊ะ ขอโทษที พอดีเราคิดอะไรเพลินไปหน่อย”
“คงไม่พ้นเรื่องพระอนุชาสินะ” จิระพึมพำเบาๆ
“เราดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ผู้เป็นนายไม่วายได้ยิน
จิระจึงได้ทีตั้งกัณฑ์เทศน์
“องค์ชายพะย่ะค่ะ
กระหม่อมอยากบังอาจทูลมานานแล้วว่าพระองค์มีจุดอ่อนที่น่ากลัวเหลือเกิน
นั่นคือองค์ชายพิรัชต์”
“แต่เขาเป็นน้องแท้ๆ ของเรานี่ เป็นคนที่เรารักที่สุด ใครๆ
ต่างก็มีจุดอ่อนกันทั้งนั้น”
“แต่ต้องไม่ใช่จุดอ่อนที่เป็นศัตรูเช่นนี้พะย่ะค่ะ”
เด็กหนุ่มเถียงกลับไม่ออก เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
แล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะ
“ศัตรูเหรอ... นั่นสินะ พอมาคิดดีๆ แล้ว
มันเกิดอะไรขึ้นกับน้องของเรากันแน่
เมื่อก่อนเด็กคนนั้นเกลียดเรายังกับเชื้อโรค
แต่พอหมดสติในพระราชพิธีตอนนั้น ก็กลับกลายเป็นน้องชายที่แสนน่ารัก
จนกระทั่งมีอรินทร์เข้ามา เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ กลับมาเย็นชา
ถึงตอนนี้จะไม่เกลียดเรา แต่ก็เหมือนเอาใจออกห่าง”
“อย่าตรัสเหมือนแม่น้อยใจลูกชายแบบนั้นสิพะย่ะค่ะ”
“แล้วถ้าเขาแต่งงานกับอรินทร์ คงลืมพี่ชายอย่างเราแน่ๆ
ถึงเราจะยินดีในความสุขของน้องก็ตาม แต่มันเหงาอย่างบอกไม่ถูก”
จิระหัวเราะเบาๆ
“ตรัสอะไรพะย่ะค่ะ องค์ชายพิรัชต์จะอภิเษกกับอรินทร์ได้ยังไง
ในเมื่อ...”
“นั่นสินะ ทำยังไงให้พิรัชต์แต่งงานกับอรินทร์ได้...”
องค์รักษ์หนุ่มถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
เจ้านายของเขาเพี้ยนถึงนาดนี้เชียวหรือ?
“หมายความว่ายังไงพะย่ะค่ะ”
“เมื่อกี้ พิรัชต์บอกเราว่าอยากแต่งงานกับอรินทร์”
ชายหนุ่มถึงกับเหวอ เรื่องมันชักอีรุงตุงนังเข้าไปใหญ่แล้ว
ที่สำคัญองค์ชายเพี้ยนนั่นเพิ่งพบกับอรินทร์ไม่กี่ครั้ง ถึงขั้นจะสู่ขอ
ไม่ไวไฟไปหน่อยรึไงนะ
“เราเข้าใจพิรัชต์นะ เด็กคนนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด
พอเจอผู้หญิงที่ถูกใจก็คงอยากรีบแต่งงานสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
เหมือนเป็นการชดเชยความรักที่หายไปในวัยเด็ก”
“ปัญหามันไม่ใช่เรื่องนั้นพะย่ะค่ะ”
จิระกุมขมับ องค์ชายพิชญะก็ยังเป็นองค์ชายพิชญะอยู่วันยังค่ำ
เอาแต่คิดถึงจิตใจน้องชายจนลืมสิ่งที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า
“เราอยากให้พิรัชต์สมหวัง แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง”
เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะพะย่ะค่ะ...
ชายหนุ่มอยากสวนกลับไปใจจะขาด
“นี่ จิระ
มีวิธีไหนที่จะทำให้พิรัชต์ได้แต่งงานกับอรินทร์บ้างรึเปล่า”
“ซึ่งก็หมายถึงแต่งงานกับพระองค์งั้นหรือพะย่ะค่ะ”
เหมือนพิชญะเพิ่งนึกขึ้นได้
“จริงสิ เราลืมไปเลย อรินทร์คือเรานี่นา
ถ้าอย่างนั้นพิรัชต์ก็ต้องแต่งงานกับเราซึ่งเป็นพี่ชายสินะ”
รัชทายาทหนุ่มหน้าแดงเรื่อขึ้นมาวูบหนึ่ง
แล้วก็สลดลงทันทีเมื่อนึกถึงสภาพความจริง
“และกระหม่อมคิดว่า เมื่อถึงขั้นแต่งงานแล้ว
เรื่องมันคงไม่จบแค่การแต่งหญิงไปเล่นขายของกับพระอนุชาอย่างแน่นอนพะย่ะ
ค่ะ”
“ปัญหาคือ... เราจะไปปรากฏตัวในพิธีได้ยังไง
ทั้งในฐานะประธานและเจ้าสาว”
องครักษ์หนุ่มถึงกับคำพูดจุกอก อึ้งไปราวสามวินาที
เอ่อ... ที่พูดมานี่
อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงเลยสินะ ทั้งที่ควรคิดถึงสถานะของตน
แต่กลับกังวลแต่เรื่องงานแต่งงานซะนี่
“มะ หมายความว่าฝ่าบาทจะ...”
“ใช่ เราจะแต่งงานกับพิรัชต์ เอ๊ย ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า
เราจะปลอมเป็นอรินทร์ แล้วเข้าพิธีแต่งงานกับพิรัชต์”
เฮ้ย... ชักจะไปกันใหญ่แล้ว จิระเหงื่อตก
“ไม่ได้พะย่ะค่ะ
การแต่งงานไม่ใช่แค่ใส่ชุดขาวเข้าโบสถ์แลกแหวน แต่มันหมายถึง...”
พูดได้แค่นั้นก็รีบชะงักปากไว้
“หมายถึงอะไรงั้นเหรอ” พิชญะกระพริบตากลมโตปริบๆ
เอียงคอถามอย่างใสซื่อ
“เอ่อ... ก็ หมายถึง...” จิระกลอกดวงตาไปมาขณะเลือกคำพูดดีๆ
“การสัญญากันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าไงพะย่ะค่ะ ไม่... ไม่ใช่สิ
นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญก็คือ...
ความลับที่พระองค์คือท่านหญิงอรินทร์ตัวปลอมจะถูกเปิดเผยต่างหาก”
พิชญะพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ นิ่งคิดไปนิดหนึ่ง
แล้วจึงหันมาพูดต่อ
“เราจะปลอมตัวอย่างแนบเนียนตลอดเวลา”
จิระถึงกับเข่าอ่อน อยากล้มตึงเสียตรงนั้น
“คะ... คือว่า... ถึงกระหม่อมเองยังไม่ได้แต่งงาน
แต่กระหม่อมก็พอจะรู้อยู่บ้าง... คือว่าอย่างนี้นะพะย่ะค่ะ...”
องครักษ์กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
เขาอยากร้องไห้ให้ความไร้เดียงสาขององค์รัชทายาทผู้อ่อนต่อโลกที่ดูแลมากับ
มือเสียจริงๆ
จะว่าไปส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของเขาเองที่ประคบประหงมดีเกินเหตุ
“เอ่อ... เวลาที่หนุ่มสาวแต่งงานกันแล้ว
พวกเขาต้องนอนด้วยกัน”
ทันใดนั้นพวงแก้มใสของเด็กหนุ่มก็แดงระเรื่อ
ก่อนจะออกอาการตื่นเต้นดีใจอย่างลิงโลดจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
“แปลว่าเราจะได้นอนกับพิรัชต์โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออกมาสินะ”
ถึงแม้ระยะหลังเขาจะได้ไปนอนกับอนุชาบ้างก็ตาม
แต่ตั้งแต่มีอรินทร์พิรัชต์ก็ไม่เคยอ้อนให้เขาไปนอนด้วยอีกเลย
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกพะยะค่ะ...” จิระรีบขัด
“ที่บอกว่านอนด้วยกัน กระหม่อมหมายถึงมีความสัมพันธ์ทางกายด้วยพะย่ะค่ะ”
“ความสัมพันธ์ทางกายงั้นเหรอ?”
เด็กหนุ่มทำตาแป๋ว
เขานึกถึงตอนที่น้องชายกอดและจูบทุกครั้งก่อนนอนและหลังตื่น
“สบายมาก ถึงพิรัชต์เพิ่งจะเคยทำกับเราไม่กี่ครั้ง
แต่เราก็ชินแล้ว รู้สึกดีมากๆ เลย”
พูดพลางทำหน้าเคลิบเคลิ้มจนคนฟังพาลคิดไปถึงไหนๆ
องครักษ์หนุ่มถึงกับหัวใจหล่นวูบลงตาตุ่ม
อย่าบอกนะว่าตอนที่เขาปล่อยให้เจ้านายไปนอนกับน้องชายก่อนหน้านี้เพียงไม่
กี่ครั้งนั่น...
องค์ชายพิชญะที่เขาเฝ้าทะนุถนอมริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมถูกน้องชายร่วมสาย
โลหิตกระทำย่ำยีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวไปแล้ว...
“ไม่ๆๆ” จิระรีบปัดความคิดบัดสีออกไปจากสมอง
“มีอะไรเหรอ” พิชญะถามเมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทมีท่าทางแปลกๆ
“เปล่าพะย่ะค่ะ ความสัมพันธ์ทางกายที่กระหม่อมหมายถึง
คือการ... เอ่อ... การ...”
แย่แล้วจิระ
ยิ่งเห็นดวงตากลมโตเป็นประกายนั่นมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาก็ยิ่งพูดไม่ออก
“การ... เอ่อ... การทำ เอ๊ย ไม่ใช่สิ กิจกรรม โอย ไม่ๆๆ
ใช้คำว่าอะไรดี พิธีกรรม อืม... เฮ้ย จะบ้าเหรอ ไปกันใหญ่แล้ว”
พิชญะยิ่งงงกับอาการลนลานของชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าแดงบิดไปบิดมาอยู่ตรง
หน้า
“เอาเป็นว่า... เวลาที่คนแต่งงานกัน
ต้องมีลูกใช่มั้ยพะย่ะค่ะ”
“โธ่เอ๊ย... นึกว่าอะไร”
เด็กหนุ่มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายหลังจากยื่นหน้าไปมองลุ้นอยู่
นาน
จิระตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
“ฝ่าบาททรงเข้าใจเหรอพะย่ะค่ะ”
จริงสิ ถึงจะเป็นองค์รัชทายาท
เติบโตมาภายใต้กฎอันเข้มงวดจนแทบไม่รู้จักโลกของสามัญชน
แต่ไม่ว่ายังไงก็เป็นมนุษย์
เรื่องแค่นี้ต่อให้ไม่มีใครสอนก็คงเข้าใจโดยสัญชาตญาณ
“เข้าใจสิ เสด็จแม่เคยเล่าให้เราฟังเมื่อตอนเด็กๆ
เป็นหนึ่งในความทรงจำอันล้ำค่าเกี่ยวกับเสด็จแม่เชียวล่ะ”
ชายหนุ่มรู้สึกโล่งในอกอย่างบอกไม่ถูก แต่เอ๊ะ...
ถ้าจักรพรรดินีทรงเล่าให้ฟัง
ก็แสดงว่าตอนนั้นองค์ชายตัวน้อยอย่างมากก็น่าจะแค่สองหรือสามชันษาเท่านั้น
จะฟังเรื่องพวกนี้รู้เรื่องได้ยังไง
“เสด็จแม่บอกว่าวันที่พวกท่านนอนห้องเดียวกัน
พระเจ้าจะส่งนกกระยางที่คาบเด็กทารกให้บินเข้ามาทางหน้าต่าง
แล้ววางเด็กไว้ในอ้อมแขนของคนทั้งคู่ พอเช้าขึ้นมา
เด็กก็จะอยู่ในท้องของผู้เป็นมารดา”
จิระอยากเป็นลมอีกรอบ นี่มันนิทานหลอกเด็กชัดๆ
“เอ่อ ถ้าเป็นแบบนั้น
คนคงมีลูกกันทั่วบ้านทั่วเมืองได้โดยไม่ต้องแยกเพศหญิงชายหรอกพะย่ะค่ะ”
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้
“กระหม่อมไม่ได้หมายความว่าองค์จักรพรรดินีทรงโกหกนะพะย่ะค่ะ
จะว่าไปพระองค์ก็พูดถูก เพียงแต่ทรงเล่าไม่ละเอียดเท่านั้นเอง”
“แล้วที่ละเอียดมันคืออะไรล่ะ”
จิระอยากตบปากตัวเองที่หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว
“เอาแบบนี้แล้วกันพะย่ะค่ะ
เวลาที่ผู้ชายกับผู้หญิงแต่งงานกันแล้ว พอนอนห้องเดียวกัน
พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ทางกายกันพะย่ะค่ะ
จะลึกซึ้งกว่าที่พระอนุชาทรงมีต่อฝ่าบาท
เรียกว่าหลอมรวมร่างทั้งคู่เป็นหนึ่งเดียวกันพะย่ะค่ะ”
“ลึกซึ้งกว่าที่พิรัชต์ทำกับเรา...
หลอมรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวกัน...” พิชญะพูดซ้ำเสียงแผ่ว จู่ๆ
หัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมาดื้อๆ เมื่อพยายามจินตนาการตาม
ถ้าเด็กคนนั้นแต่งงานกับอรินทร์
ก็จะรู้สึกและมีความสัมพันธ์ทางกายกับอรินทร์ลึกซึ้งกว่าเขา
หลอมรวมร่างกับอรินทร์เป็นหนึ่งเดียวกัน...
มันคงแนบแน่นยิ่งกว่าพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างเขาสินะ
ทั้งที่รู้ดีว่าอรินทร์คนนั้นคือตัวเอง
แต่ก็อดน้อยใจขึ้นมาลึกๆ ไม่ได้
ทั้งที่เขาตามง้อ และเฝ้ามองน้องชายเติบโตมาตลอดด้วยความรัก
แต่สุดท้ายก็ถูกผู้หญิงที่เด็กคนนั้นรู้จักเพียงไม่กี่วันแย่งไปครองจนได้
แต่แล้วก็ยิ่งเจ็บปวดเข้าไปใหญ่ เมื่อนึกถึงความจริงได้ว่า
อรินทร์คนนั้นไม่มีอยู่จริง
“ทรงเข้าใจหรือยังพะย่ะค่ะ
และการมีความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้งกว่าที่พระองค์เคยทำนั้นแหละ
ที่จะทำให้ความแตกพะย่ะค่ะ”
“หือ? ทำไมล่ะ?”
“ก็เพราะท่านทั้งสองจะต้องสัมผัสร่างกายที่แท้จริงของกันและกันไงพะย่ะ
ค่ะ!!” จิระหลุดคำพูดออกมาอย่างหมดความอดทนระคนจนปัญญา
พิชญะนิ่งไปชั่วครู่ใหญ่
จนรู้สึกได้ว่าในห้องเกิดความเงียบสงัด
จนกระทั่ง...
“แบบนี้... ความก็แตกสิ” เด็กหนุ่มหลุดคำพูดออกมาเบาๆ จนได้
จิระแทบจะไชโยโห่ร้อง
ที่ตัวเองไม่ต้องอธิบายอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“ใช่เลยพะย่ะค่ะ เพราะฉะนั้นกระหม่อมคิดว่าอย่าเสี่ยง...”
“ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อย กว่าความจะแตก
พิรัชต์ก็เข้าพิธีกับอรินทร์ไปแล้ว
เท่ากับตัดช่องทางของเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้สำเร็จ เรื่องหลังจากนั้น
เราเชื่อว่าพิรัชต์จะต้องเข้าใจ”
“คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกพะย่ะค่ะ”
“อืม... นั่นสินะ
แต่อย่างน้อยก็เป็นผลดีต่อพิรัชต์ที่ไม่ต้องแต่งงานกับอลิฏา
ตรงนี้เด็กคนนั้นควรขอบใจเราเพราะสายรายงานมาว่าทั้งพิรัชต์และอลิฏาต่างก็
ไม่อยากแต่งงานกัน”
ยังมีหน้าเอาความชอบมาหักล้างความผิดอีก... จิระคิด
“ทีนี้มาถึงปัญหาของเราบ้างดีกว่า... จะจัดพิธีแต่งงานยังไง”
จิระกำลังจะอ้าปากคัดค้าน แต่จู่ๆ
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวเสียก่อน
“อ๊ะ นึกอะไรออกงั้นเหรอ” พิชญะสายตาไวจับสีหน้านั้นได้
“ปะ เปล่าพะย่ะค่ะ ไม่มีอะไรเลย”
ซวยแล้ว จิระนะจิระ... ถึงจะคิดแผนออก แต่ขืนหลุดปากพูดไป
เรื่องมันก็จะยิ่งบานปลายน่ะสิ เท่ากับเขาสนับสนุนให้พี่หลอกน้องไปเรื่อยๆ
เวลานี้เขาควรยืนกรานไม่ให้องค์รัชทายาทกระทำตามใจตัวเองจนถลำลึกไปมากกว่า
นี้
ทำไมองครักษ์มาดขรึมหน้าตายอย่างเขามักเผลอเปิดเผยสิ่งที่คิดอย่างซื่อตรง
ทางสีหน้าเวลาอยู่เพียงลำพังกับเจ้านายเสมอนะ
“อย่ามาหลอกเราให้ยาก เรามองตาท่านก็รู้แล้วว่าท่านนึกแผนดีๆ
ออก แต่ท่านไม่อยากบอกเรา ทำไมล่ะ”
“พระองค์ก็ทรงรู้อยู่แก่ใจนี่พะย่ะค่ะ”
“นั่นไง ท่านมีแผนเด็ดจริงๆ ด้วย บอกเรามาเดี๋ยวนี้นะ
นี่ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง”
จิระถึงกับเหวอ นะ...
นี่หมายความว่าผู้เป็นนายใช้เล่ห์กลให้เขาหลุดปากพูดความจริงออกไปสินะ
เดี๋ยวนี้ชักเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวใหญ่แล้ว
อันที่จริงเขาควรดีใจที่องค์ชายผู้ใสซื่อจะได้ทันคนอื่นและเอาตัวรอดได้เสีย
ที แต่พอโดนเข้ากับตัวเองแบบนี้ รู้สึกอยากร้องไห้อย่างบอกไม่ถูก
“ตามที่เคยบอกไว้ว่าเราจะมีเซอร์ไพรส์แฟนเพลงในวันวาเลนไทน์” หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการใหม่เริ่มการประชุม
กอล์ฟและพิรัตช์นั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะรูปวงรี มองเอกสารตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วต้องทำตาโตเมื่อเห็นรายละเอียดคร่าวๆ ในนั้น
“นี่มันคอนเสิร์ตใหญ่นี่ครับ”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ ในฐานะที่ทั้งคู่ไม่ได้ออกงานข้างนอกมานาน บวกกับอัลบั้มใหม่ก็ใกล้เสร็จแล้วด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะมีอะไรปลุกกระแสแฟนเพลงบ้าง ไหนๆ ก็ใกล้วาเลนไทน์แล้ว คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบสักรอบก็น่าจะดีนะ”
“แต่เราจะโปรโมททันเหรอครับ ไหนจะขายบัตรอีก”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงจ้ะ เราได้รับความร่วมมือกับทางสปอนเซอร์ในเรื่องการกระจายบัตร ที่สำคัญถึงจะเรียกว่าคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ถือเป็นงานช้างขนาดนั้น แค่คล้ายๆ ปาร์ตี้ต้อนรับอัลบั้มใหม่”
กอล์ฟพยักหน้าหงึกหงักแล้วเอนตัวลงพิงพนักเหมือนกำลังจะออกความคิดอะไร บางอย่าง แต่แล้วสายตาก็เหลือบเห็นใบหน้าแห่งความฉงนสนเท่ห์ของร่างสูงใหญ่ที่นั่ง ข้างๆ กัน
“มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ ไมค์” เสียงหญิงกลางคนชิงถามขึ้น ดูเหมือนเธอก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน
พิรัชต์ชำเลืองมองใบหน้าเดียวกับพี่ชายเหมือนลังเลที่จะถามบางอย่าง
กอล์ฟกระพริบตาปริบๆ อันที่จริงเขาพอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องที่ไม่รู้แน่ๆ แต่ก็เดาไม่ออกว่าตั้งใจจะถามเรื่องไหน
“วาเลนไทน์คืออะไร” เสียงทุ้มต่ำหลุดคำถามออกมาในที่สุด
ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ
กอล์ฟเหงื่อแตกพลั่ก แย่แล้ว... ปกติไมค์ชอบงงคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคำภาษาไทย คราวนี้สงสัยคำศัพท์สากลง่ายๆ จะถูกใครจับได้รึเปล่า
ทันใดนั้น ทุกคนก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“โถ... ไมค์ผู้น่าสงสาร ปีก่อนเล่นมุกซื้อกุหลาบให้ตัวเอง มาปีนี้คิดจะเล่นมุกลืมวาเลนไทน์ประชดรักสินะ เลิกแอ๊บโสดได้แล้ว”
ระหว่างที่ทีมงานคนอื่นๆ เริ่มออกปากแซว กอล์ฟก็ดึงเสื้อยืดอีกฝ่ายให้เอียงหูมา ก่อนกระซิบกระซาบ
“วันวาเลนไทน์คือวันแห่งความรัก”
“หือ? แล้วคอนเสิร์ตอะไร แล้วมุกอะไร กุหลาบอะไร ประชดอะไร”
“คือว่าอย่างนี้นะ...” เด็กหนุ่มอธิบายสิ่งที่พิรัชต์จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้อย่างคร่าวๆ
“มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ จะเล่นมุกอะไรต่ออีกล่ะ” ทีมงานที่อยู่ในห้องหันมาถาม
“เปล่าครับ ว่าต่อได้เลย” กอล์ฟตอบยิ้มๆ พลางนึกในใจว่า สงสัยต้องไปเปิดคลิปเก่าๆ ให้เจ้าชายนี่ดูซะแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตลอดมาหมอนี่ทำตามคำสั่งเขาต้อยๆ โดยไม่คิดสงสัยเลยว่าที่ต้องซ้อมร้องและเต้นทุกวันนี้ทำไปเพื่ออะไร และเขาเองก็ลืมไปเช่นกันว่าหมอนี่จำเป็นต้องรู้อะไร
แต่ก็โทษเขาไม่ได้นะ เพราะตั้งแต่โดนทำร้ายร่างกายและจิตใจตอนนั้น เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะฟื้นความทรงจำของน้องชายคนนี้เลย
“เราจะเปลี่ยนลิสต์เพลงเพื่อให้เข้ากับเทศกาล แล้วเพิ่มโชว์พิเศษเข้าไปซักสามเพลงดีมั้ย นี่เป็นเพลงที่คิดกันว่าจะให้ร้องเพิ่มเติม กอล์ฟกับไมค์ว่าไง? หรือมีเพลงอื่นที่อยากร้องอยู่แล้วรึเปล่า”
กอล์ฟมองไล่รายชื่อเพลงที่ถูกยื่นมาให้
“อืม... เพลงนี้ร้องยากแฮะ ช่วงนี้เสียงกอล์ฟไม่เอื้อด้วย แต่เพลงที่กอล์ฟอยากร้องเองก็มีอยู่ ขอกลับไปคิดก่อนนะครับ”
ทีมงานต่างพยักหน้า แล้วหันมาทางอีกคนที่นั่งนิ่ง
“แล้วไมค์ล่ะ”
“.......................................”
แย่แล้ว... หมอนั่นจะไปรู้จักเพลงพวกนี้ได้ยังไง แค่เพลงที่ได้ฟังตอนซ้อมเต้นกับเพลงที่ซ้อมร้องก็มีไม่ถึงครึ่ง
“เอ่อ เดี๋ยวพวกเราช่วยกันคิดมาเสนอแล้วกันนะครับ”
เด็กหนุ่มเหงื่อตกเล็กน้อย
“เอางั้นก็ได้จ้ะ ถ้างั้นเราจะประชุมเรื่องรายละเอียดอีกทีวันพรุ่งนี้แล้วกันนะ ถ้ามีไอเดียอะไรก็คุยกันพรุ่งนี้เต็มที่ วันนี้เอาแค่อาเจนดาไปอ่านก่อน”
เย็นวันนั้นเด็กหนุ่มใช้มารยานิดหน่อยเพื่อกลับบ้านเร็ว
ไม่ได้การ... ถ้าขืนปล่อยให้น้องชายสมองว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ มีหวังทุกคนต้องจับพิรุธได้แน่
ทันทีที่ถึงห้อง เขาก็จัดแจงเปิดคอมพิวเตอร์แล้วเซิร์ชหาคลิปวิดีโอการแสดงต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ต
“เพลงนี้... อันนี้แล้วกัน ชัดสุดแล้ว”
ขณะที่กำลังคลิกเปิดวิดีโอนั้นเอง วงแขนแกร่งก็โอบรอบเอวบางจากด้านหลัง
“เฮ้ย!!!”
เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ยังไม่ทันได้ตั้งสติก็ถูกริมฝีปากอุ่นจู่โจมที่ต้นคอและหัวไหล่ ก่อนจะลุกลามมาถึงพวงแก้มใส
“ปล่อยนะ จะทำอะไร”
มือเล็กๆ เปลี่ยนจากเม้าส์ตรงหน้าเป็นผลักแผ่นอกที่แนบชิดด้านหลังอย่างสุดแรง
“ที่นายแกล้งไม่สบายกลับบ้านเร็ว ไม่ใช่เพราะอยากอยู่กับฉันสองต่อสองไวๆ หรอกเหรอ” ร่างสูงถามกลับหน้าตาเฉย
“ไอ้บ้า ฉันแค่มีอะไรต้องทำนิดหน่อย แล้วมันก็เกี่ยวกับนายโดยตรง ถึงได้ต้องลากนายกลับมาด้วยไงเล่า”
“ชิ... นึกว่าใจตรงกันซะอีก”
กอล์ฟหน้าร้อนผ่าว ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะอายกันแน่
“นายมาก็ดีแล้ว มานี่เลย นั่งตรงนี้” พูดพลางลากตัวอีกฝ่ายมานั่งด้วยกันตรงหน้าคอมพิวเตอร์
ทันทีที่ทรุดตัวลงข้างๆ มือซุกซนก็โอบรอบเอวด้านหลัง
กอล์ฟนิ่งไปนิดหนึ่ง ทำหน้าเอือมระอา ในขณะที่อีกฝ่ายหันมามองอย่างอารมณ์ดี
ให้ตายเถอะ... เหมือนได้ไมค์ความจำเสื่อมกลับคืนมายังไงไม่รู้ ไม่สิ หมอนี่มือไวกว่าไมค์หลายเท่า เอ๊ะ หรือจริงๆ พอกันกับน้องชายแท้ๆ ของเขา เพียงแต่จิตสำนึกความเป็นพี่น้องช่วยรั้งหมอนั่นไว้ ไม่งั้นล่ะก็ป่านนี้... บรื๋อ ไม่อยากคิดต่อเลยว่าเขากับไมค์จะเลยเถิดไปถึงไหน
เด็กหนุ่มคลิกให้ภาพบนจอเคลื่อนไหว
“นี่เป็นเพลงที่พวกเราอาจต้องแสดงบนเวที ดูไว้...”
“แสดง?”
“ใช่ ก็ที่ประชุมวันนี้ไง เห็นภาพพวกนี้ฉันคงไม่ต้องอธิบายนะ นี่คือตัวนาย และนี่คือฉัน”
จะว่าไปก่อนหน้านี้เจ้าชายบ้านี่ก็ได้ดูมิวสิควิดีโอและภาพบันทึกการแสดงของ ศิลปินคนอื่นๆ ผ่านตาบ้าง เขาเองก็เคยอธิบายให้ฟังไปนิดหน่อยแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา
“เฮ้ยยย... ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้นะ” พิรัชต์ทำหน้าตกใจขณะชี้คนบนจอ
“ก็นั่นมันน้องฉัน ไมค์ไง” กอล์ฟสวนกลับ
“หมายความว่าฉันต้องขึ้นไปทำอะไรแบบนั้นท่ามกลางฝูงชนเยอะแยะขนาดนี้เหรอ แล้วนี่อะไร เสียงกรีดร้องยังกับมหกรรมคลอดลูก ถ้าสิ่งที่เรียกว่าคอนเสิร์ตมันน่ากลัวขนาดนี้แล้วจะถ่อมาดูทำไมกัน โรคจิต...”
เด็กหนุ่มทนไม่ไหว เขกหัวคนในร่างน้องชายไปหนึ่งที
“พูดจาให้เกียรติคนอื่นบ้างสิ เขาไม่ได้กรี๊ดเพราะกลัวเฟ้ย เขาส่งเสียงชื่นชมพวกเราต่างหาก นายเองก็ต้องตั้งสติไว้ ถ้ามีผู้หญิงมากรี๊ดใส่แบบนี้แสดงว่าเขาคลั่งไคล้นายมาก เพราะฉะนั้นนายควรส่งยิ้มให้เขาบ้างอะไรบ้าง เข้าใจมั้ย”
“คลั่งไคล้เหรอ? คนที่นี่แสดงออกกันแปลกๆ นะ”
“จริงสิ... นายยังไม่เคยเจอแฟนคลับนี่ เอาเป็นว่า นายก็เป็นมิตรกับเขาไว้แล้วกัน เหมือนที่นายเป็นมิตรกับทีมงานนั่นแหละ ที่เหลือเรื่องความปลอดภัยก็เป็นหน้าที่ของคนที่ดูแลเราเอง”
“หืม? ความปลอดภัย? ไหนนายว่าเขาชื่นชม แล้วทำไมต้องมีคนดูแลความปลอดภัยด้วย”
“เพราะว่าพวกสาวๆ จะวิ่งเข้ามาหานายน่ะสิ อย่าเพิ่งสติแตกวิ่งหนีล่ะ บางคนก็เข้ามาขอจับมือ บางคนก็เข้ามาขอลายเซ็น บางคนก็เข้ามาถ่ายรูป บางคนก็เข้ามาให้ของขวัญ บางคนก็เข้ามา... เอ่อ...”
พิรัชต์ทำหน้างงเมื่อคนอธิบายเริ่มอึกอัก
“เอาเป็นว่า นายก็ระวังตัวเองด้วยแล้วกันนะ แต่โดยพื้นฐานแล้วทุกคนเข้ามาอย่างเป็นมิตร ถ้าวันไหนนาย เอ่อ... ไมค์ไม่พร้อม ส่วนใหญ่แค่ทำหน้าเฉยๆ ทุกคนก็กลัวไม่กล้าเข้าใกล้” พูดจบก็เปิดคลิปวิดีโอถัดไป ขณะที่ในใจนึกว่า ขนาดคนอ่อนโยนอย่างไมค์ทำหน้านิ่งคนยังกริ่งเกรงขนาดนั้น แล้วถ้าเจ้าชายจอมยโสนี่นิ่งใส่ สงสัยสาวๆ ขวัญอ่อนคงได้แตกกระจายด้วยรังสีอำมหิตโดยไม่ตั้งใจล่ะมั้ง
“ส่วนเพลงนี้...”
กอล์ฟเริ่มอธิบายต่อ ทว่าเขาถูกขัดด้วยสัมผัสอันจาบจ้วงบนร่างกาย มือใหญ่เริ่มสอดเข้าไปใต้เสื้อ จมูกโด่งเป็นสันซุกไซ้ตามผิวขาวเนียน
“แฮ่ม!!!” เด็กหนุ่มแกล้งกระแอมเสียงดัง ทว่าดูเหมือนจอมดื้อไม่ได้ฟัง
“ช่วยหยุดหื่นซักคืนได้มั้ย อย่างน้อยวันนี้นายต้องดูคลิปพวกนี้ให้หมด และเริ่มตระหนักเสียทีว่าหน้าที่นายนับจากนี้คืออะไร ที่สำคัญ...” พูดพลางเอื้อมไปหยิบเครื่องเล่นเพลงขนาดพกพา “ฉันลิตส์เพลงที่คิดว่าไมค์น่าจะเลือกมาร้องไว้บ้างแล้ว นายก็แค่เลือกเพลงที่นายชอบ หรือคิดว่าน่าจะร้องได้จากในนี้มาซักสี่ห้าเพลงภายในคืนนี้... เข้าใจมั้ย”
“ได้สิจ๊ะที่รัก... แต่ก่อนทำงานขอเติมกำลังใจหน่อยไม่ได้เหรอ” พิรัชต์ออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน พลางมือไม้เลื้อยป่ายแปะไปทั่ว
กอล์ฟขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
“หึยยย... ไม่ได้!” เขาตะโกนลั่นพลางแกะแขนปลาหมึกออกอย่างเย็นชา แล้ววิ่งไปทางประตู “ฟังนะ ถ้านายทำตามที่ฉันสั่งไม่สำเร็จล่ะก็ อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องตัวฉันแม้แต่ปลายเล็บ”
“เดี๋ยวก่อน... นายมีสิทธิอะไรมาสั่งฉัน ลืมไปแล้วเรอะว่ายังเป็นทาสของฉันอยู่” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทที่เหมือนไม่ได้ยินมาพักใหญ่กลับมาอีกครั้ง
“หนอย... ไอ้องค์ชายบ้า เคยรับรู้ถึงความเหนื่อยยากของคนอื่นบ้างมั้ย ที่ฉันสั่งไปนั่นก็เพื่อตัวนายนะเฟ้ย ถ้าทำไม่เสร็จ พรุ่งนี้คนที่จะตายคือนาย ไม่ใช่ฉัน”
ร่างสูงยิ้มกริ่มสายตาเจ้าเล่ห์
“เป็นห่วงฉันด้วยเหรอ”
“อย่าเข้าใจผิดนะเฟ้ย ถ้าพรุ่งนี้นายเป็นไมค์ได้ไม่เนียน งานทุกอย่างก็จบเห่ ฉันก็จะพลอยซวยไปด้วย” พูดพลางคว้าลูกบิดเตรียมออกจากห้อง
“งั้นถ้าสำเร็จ...” ร่างสูงตามไปประชิดด้านหลังอีกฝ่ายก่อนกระซิบเสียงแผ่วข้างหู “ฉันจะแตะต้องตัวนายได้ตามใจชอบใช่มั้ย”
“เรื่องสิ ฉันไม่พูดแบบนั้นซักหน่อย” มือเล็กๆ ผลักแผ่นอกที่อยู่ใกล้ตัวออกไป
“งั้นฉันก็ไม่ทำหรอก งานนายจะเละยังไงก็เรื่องของนาย นี่ไม่ใช่ร่างกายฉัน ไม่ใช่โลกของฉัน ไม่ใช่งานของฉัน ใครจะทำไม” พูดจบก็เดินไปนั่งเชิดหน้ากอดอกอยู่ที่เตียงอย่างน่าหมั่นไส้
กอล์ฟไหล่สั่นระริก สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ
“โธ่เว้ย... ก็ได้ๆ ถ้านายจัดการที่ฉันมอบหมายได้ภายในคืนนี้ล่ะก็... แต่แค่คืนเดียวเท่านั้นนะ” ตามด้วยเสียงเปิดและปิดประตูอย่างรวดเร็วพร้อมกับการหายไปของเจ้าของห้อง
ทว่าไม่ถึงวินาทีประตูก็เปิดออกอีกครั้ง
“อ้อ แล้วก็ให้ได้เรื่องด้วยล่ะ ไม่ใช่ส่งงานแบบขอไปที” เสียงห้าวแหวเข้ามา ก่อนบานประตูกระแทกดังลั่นอีกครั้ง
อีกฟากของประตู กอล์ฟยืนหอบตัวโยน ใบหน้าแดงก่ำ
นะ... นี่เขาพูดอะไรออกไป ถึงจะรู้ดีว่าต่อให้ไม่สร้างเงื่อนไขบ้าๆ นั่น ถ้าเจ้าชายต่างโลกต้องการขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่อาจทัดทานอะไรได้ แต่แบบนี้เท่ากับ... ตัวเขาเป็นฝ่ายท้าทายเสียเอง
แต่จะว่าไป... สิ่งที่เขาสั่งให้พิรัชต์ทำก็ใช่ว่าจะง่าย หมอนี่เพิ่งมาอยู่ในร่างไมค์ไม่เท่าไหร่ กว่าจะเปลี่ยนตัวให้เป็นไมค์ หรือทำให้คนอื่นยอมรับไมค์คนใหม่ คงต้องใช้เวลานานเลยทีเดียว แค่ดูคลิปการแสดงพวกนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้หมอนั่นเข้าใจการเป็นนักร้องมืออาชีพได้ภายในข้าม คืน และเพลงที่เขาลิสต์ให้ก็ใช่ว่าจะฟังรวดเดียวแล้วเลือกออกมาได้เสียหน่อย
เมื่อคิดดังนั้น ร่างเล็กก็กระหยิ่มยิ้มย่องเดินเข้าห้องน้องชายเพื่อหาที่ซุกกายพักผ่อนแทน ห้องตัวเองที่ยกให้อีกฝ่ายจับจอง
ช่วยไม่ได้นะ... ถ้านายไม่หื่นใส่ฉันก่อน ฉันก็อาจจะเมตตาช่วยเหลือให้เอาบุญ
| ตอนต่อไป |