[Golf-Mike fan-fiction] 

 * คำเตือน: fiction เรื่องนี้ เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

  

18 ธันวาคม กรุงโตเกียว


                ผมกับไมค์ช่วยกันยกกระเป๋าเสื้อผ้าใบเขื่องลงบันไดฉุกเฉินของโรงแรม

                เมื่อประมาณสิบนาทีที่แล้วเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ลิฟต์ของโรงแรมถูกงดไม่ให้ใช้งาน ไฟก็ดับเรียกพนักงานไม่ได้ พวกเราจึงจำต้องขนย้ายของด้วยตัวเอง

                "บ้าชะมัด... ทำไมต้องมาไหวเอาตอนรีบด้วยนะ" ผมบ่นอุบอย่างกระวนกระวาย

                พวกเราเพิ่งเสร็จจากการแสดงคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น จริงๆ แล้วต้องกลับเมืองไทยตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมกับไมค์มีไอเดียว่าอยากลองเที่ยวกันเองดูซักครั้งก่อนกลับ ตอนแรกทางสังกัดไม่ยอม แต่พวกเรายืนยันสถานที่เที่ยวอย่างแน่ชัด และที่ซึ่งเราจะไปอยู่ในชนบทอันเงียบสงบ ไม่น่าจะมีคนพบเห็นให้เกิดความวุ่นวายในภายหลัง

                ปีนี้หิมะแรกตกเร็ว ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ป่านนี้ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นคงขาวโพลนและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นสกี ปลายทางของพวกเราคือรีสอร์ทเล็กๆ ซึ่งมีลานสกีบนหุบเขาในจังหวัดนีงาตะ ครั้งนี้ผมแอบทำเซอร์ไพรส์จัดงานวันเกิดฉลองครบยี่สิบปีให้กับน้องชายสุดที่รักด้วย เพราะอย่างนี้ผมจึงยืนกรานที่จะอยู่ญี่ปุ่นต่อ และไม่ว่ายังไงผมก็ต้องลากเขาไปด้วยให้ได้

                นานๆ จะเที่ยวกันตามลำพังแบบขาลุยซักที สัมภาระในคราวนี้จึงมีแค่กระเป๋าสะพายใบใหญ่คนละใบกับกระเป๋าลากใบย่อมเท่านั้น ส่วนกระเป๋าใบใหญ่ที่พวกเรากำลังขนลงบันไดพวกนี้เหรอครับ? พวกเราจะเอาไปฝากไว้กับทางโรงแรม

                "บันไดแคบชะมัดเลย ถ้าตกไปขาเดี้ยงอดเล่นสกีกันพอดี"

                "เลิกบ่นเถอะน่า เป็นคนต้นคิดแท้ๆ" ไมค์บ่นกลับผมบ้าง

                ขณะที่ผมก้าวลงบันไดขั้นแรกของชั้นพักขา กำลังจะออกแรงยกกระเป๋าอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนพื้นสั่นทะเทือนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าตอนอยู่บนห้อง

                แรงสะเทือนแม้เพียงเล็กน้อยนั่นทำเอาผมถึงกับงง เมื่อมองลงไปด้านล่างโลกกำลังไหวจนผมนึกว่าตัวเองวิงเวียนศีรษะเองมากกว่า

                มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองทรงตัวไม่อยู่แล้ว... ผมกำลังเซ... หงายหลังตกจากบันได...

                "กอล์ฟ!!!"

                นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนหมดสติ              

 

                เมื่อผมฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆ ใกล้กับโรงแรม โรงพยาบาลที่นี่ดูแล้วเหมือนคลินิกมากกว่า โชคดีที่ผมไม่ได้บาดเจ็บมากมายตามร่างกาย อย่างมากก็ฟกช้ำดำเขียวบริเวณแขนขาเท่านั้น

                หมอและพยาบาลยืนล้อมรอบเตียง ทันทีที่ผมลืมตา หมอก็รีบเข้ามาสำรวจและถามอาการ จึงคาดว่าผมคงหลับไปเพียงไม่นาน

                "ที่สลบคงเพราะอดนอนมากกว่าครับ ความดันค่อนข้างต่ำ..." หมอหันไปพูดกับไมค์ แล้วหันมาถามผม "ไม่เป็นไรนะครับ"

                ผมซึ่งยังงงๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ไมค์จึงหันมาแปลญี่ปุ่นเป็นไทยให้ฟังอีกที

                "หมอถามแน่ะ ว่านายเป็นอะไรมากรึเปล่า"

                ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง สายตาเหม่อลอยเล็กน้อย

                "ไม่เป็นไรแล้วล่ะ..."

                ไมค์ยิ้มบางๆ แล้วหันไปคุยกับหมอต่อ จากนั้นพวกเราจึงพากันกลับโรงแรม

 

                ผมแทบไม่ได้พูดอะไรเลยจนกระทั่งโบกรถแท็กซีแล้วขึ้นไปนั่ง ท่าทางที่น้องชายตัวใหญ่ประคองผม เรียกรถ ทำให้ผมคิดอะไรบางอย่างออก...

                ...แกล้งความจำเสื่อมอำไมค์เล่นดีกว่า ไหนๆ พรุ่งนี้ก็จะเซอร์ไพรส์หมอนั่นอยู่แล้ว หลอกเพิ่มอีกซักนิดหาเรื่องอ้อนน้องชายหน่อย แล้วค่อยไปเฉลยวันพรุ่งนี้...

                ผมแกล้งนั่งเงียบมองออกไปนอกหน้าต่างจนถึงโรงแรม

                เมื่อเราขึ้นไปหยิบสัมภาระที่จะออกเดินทาง ผมก็โพล่งออกมา

                "เอ่อ... ขอโทษนะครับ... ที่นี่คือ...?"

                ไมค์หันกลับมามองอย่างงงงวยดังคาด เขาถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

                "นายว่าไงนะ?"

                "เอ่อ... ผม... เอ่อ... คือว่า... คุณพาผมมาที่ไหน?"

                ผมแกล้งกุมขมับเหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่างไปด้วย

                ไมค์ชะงักขาทันใด

                "เฮ่ย... กอล์ฟ... อย่าล้อเล่นน่า"

                สายตาที่มองเค้นคำตอบจากผมอย่างจริงจังเกือบทำให้ผมยิ้มออกมา แต่ผมเล่นละครต่อ

                "กอล์ฟเหรอ...?"

                ไมค์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขาเหมือนกำลังใช้ความคิดบางอย่าง ผมใจเต้นโครมคราม ระแวงขึ้นมาว่าเขาจะจับผิดผมได้รึเปล่า

                "ใช่... นายชื่อกอล์ฟ... เป็นอะไรมากรึเปล่า ไหนดูซิ" พูดจบก็เอามือมาจับหัวผมหันซ้ายหันขวาพิจารณา "หมอก็บอกว่าศีรษะไม่กระทบกระเทือนอะไรนี่นา..."

                "แล้วคุณเป็นใคร...  ทำไมถึงมาอยู่กับผมล่ะ" ผมรีบถามออกไปเพื่อดึงความสนใจเขากลับมา ทีนี้แหละขออ้อนน้องชายให้เต็มที่ซักทีเถอะ

                ไมค์จับหน้าผมขึ้นสบสายตาอย่างเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง

                ผมทำหน้าซื่อๆ รอคำตอบจากเขาอย่างเต็มที่

                "นาย... จำฉันไม่ได้จริงๆ เหรอ?"

                ผมเงียบ... นั่นอาจจะใช้ได้ผลดีกว่าคำพูดใดๆ ใจในภาวนาให้เขารีบตอบผมซักที ก่อนที่ผมจะหลุดขำออกมาเสียก่อน

                ทว่า... คำตอบที่ผมได้ยินกลับทำให้ผมถึงกับขำไม่ออก

                "ฉันชื่อไมค์... เป็น..."

                เขาหลบสายตาเล็กน้อยเหมือนใช้ความคิดอะไรบางอย่าง ก่อนมองตรงมาอีกครั้งอย่างจริงจัง

                "เป็นคนรักของนาย"

                และคำพูดสั้นๆ นั้นเองที่เปลี่ยนแผนการทั้งหมดในวันหยุดตลอดสัปดาห์นี้...

                ผมผงะถอยหลังออกมาจากเขาก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดโดยไม่ต้องเสแสร้ง

                "เฮ่ย... เอาจริงดิ?"

                เขายิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง แววตาเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก ก่อนดึงข้อมือผมแล้วจูงกลับเข้าห้องพักซึ่งยังไม่ได้เช็คเอาท์ แล้วหยิบของใช้ส่วนตัวในกระเป๋าของผมออกมา

                "นี่พาสปอร์ต มีข้อมูลของนายอยู่ ลองดูซิว่าพอจะนึกอะไรออกบ้างมั้ย"

                ผมก้มดูสุมดเล่มเล็กๆ ที่เขายื่นให้

                "พิชญะ... นิธิไพศาลกุล... ผมเป็นคนไทย? แล้วผมมาทำอะไรที่ญี่ปุ่น?"

                "นายจำภาษาได้งั้นเหรอ?" เขาถามกลับโดยไม่ตอบคำถาม

                "เอ่อ..." ผมอึกอัก "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เข้าใจภาษานี้ กับภาษาที่พูดอยู่ แต่อันนี้ไม่เข้าใจ"

                ผมชี้ไปยังภาษาอังกฤษก่อน แล้วจึงเปิดหน้าวีซ่าญี่ปุ่นแล้วชี้อักษรคันจิในตอนท้าย

                "หมายความว่า... นายจำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้?"

                แหงล่ะ... ก็ผมอยากให้ไมค์บริการผมจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้นี่นา...

                ผมพยักหน้าหงึกแทนคำตอบ รู้สึกว่าตัวเองกำลังแสดงท่าทางเหมือนเด็กเล็กๆ อยู่ยังไงพิกล

                "ว่าแต่... ที่บอกว่าคุณเป็นคนรักของผม..." ผมถามกลับไปบ้าง ในใจคิดว่าเมื่อกี้หมอนั่นคงอำผมกลับเหมือนกัน

                ทว่าไมค์ดึงมือผมไปกุมอย่างอบอุ่น สีหน้าของเขาไม่มีหลุดเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั่นมองลึกเข้ามาจนผมชักหวั่น

                "เรากำลังจะไปเที่ยวด้วยกัน แต่นายตกบันได แล้วก็มาเป็นแบบนี้เสียก่อน..."

                เขาหลุบตาลง ดูน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะคิดว่าจะอดเที่ยวสินะ

                "ถ้าอย่างนั้น... ไปกันเถอะครับ"

                เขาเหลือบตาขึ้นมามองอีกครั้ง ผมจึงยิ้มอ่อนโยนกลับไป

                ถ้ายกเลิกการเที่ยวครั้งนี้ แผนการทุกอย่างทั้งเก่าและใหม่ของผมก็เป็นหมันหมดน่ะสิ

                "นาย... ไปไหวเหรอ" ไมค์ถามย้ำ ดูท่าทางเขาเป็นห่วงอาการของผมมาก

                "อื้ม... ไหวสิ หรือว่าคุณไม่อยากไป"

                "อยากสิ อยาก..." เขารีบตอบกลับมาเหมือนกลัวผมเปลี่ยนใจ "กอล์ฟอุตส่าห์อดหลับอดนอนวางแผนเที่ยวไว้อย่างดี เขาคงมีอะไรบางอย่างอยากทำมากที่นั่น"

                วูบหนึ่งผมรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังดิ่งลงสู่ก้นเหวแห่งความรู้สึกผิด

                ไมค์แคร์ผมขนาดนี้เชียวเหรอ?

                               

                และแล้วพวกเราก็ออกเดินทางสู่จังหวัดนีงาตะ แม้จะช้ากว่าแผนเดิมไปครึ่งวัน แต่ไมค์ก็จัดแจงโทรไปบอกรีสอร์ทที่เราจะไปพักเพื่อให้นำรถมารับที่สถานีทันทีที่พวกเราไปถึง

                เรานั่งรถไฟชินคันเซ็นจากสถานีโตเกียว กว่าจะถึงที่หมายคงใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆ ตลอดเส้นทางไมค์ดูแลผมเป็นอย่างดีดังคาด... ไม่สิ เกินกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ ทั้งเป็นล่าม ถามทาง ไหนจะสายตาที่มองมาทางผมเกือบตลอดเวลาเพราะกลัวหลง แล้วก็ยัง...

                มืออุ่นที่ดันศีรษะผมมาพิงไหล่กว้างของเขา

                "เหนื่อยรึเปล่า" เขาถามขณะนั่งชมวิวของญี่ปุ่นในฤดูหนาวสองข้างทาง

                "คุณต่างหาก... เหนื่อยมั้ย" ผมถามกลับไปบ้าง เขาหัวเราะเบาๆ

                "ถึงว่าสิ... แปลกๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เลิกเรียกฉันว่าคุณได้แล้ว เรียกว่าไมค์นะ บางทีก็ใช้ นายกับฉัน"

                "จริงสินะ... เราเป็นแฟนกันนี่" ผมพูดเหมือนเตือนตัวเองว่าไมค์บอกผมว่าอย่างไร ในใจอดคงไม่คลายสงสัยว่าทำไมน้องชายผมถึงได้พูดแบบนั้นออกมา

                บางครั้งรถไฟก็แล่นผ่านอุโมงค์ทำเอาหูอื้อเป็นพักๆ ผมหยิบเครื่องเล่น mp3 ออกมาฟังเพลง

                ไมค์เหมือนจะสังเกตเห็น เขาเอ่ยถามจนผมสะดุ้ง

                "จำเครื่องเล่น mp3 ได้งั้นเหรอ"

                ผมก้มมองของในมือ นี่มันรุ่นใหม่ที่ผมเพิ่งซื้อตอนมาถึงญี่ปุ่นเสียด้วย แต่เอาน่า ผมใช้ฟังตลอดด้วยความเห่อนี่

                "ไม่รู้สิ มันรู้สึกเคยมืออย่างบอกไม่ถูก เลยลองฟังดู"

                "เหรอ" ไมค์ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วหยิบเครื่องเล่นไปกด

                "ช่วงนี้กอล์ฟฟังเพลงนี้บ่อยๆ"

                ผมหันไปสบตา... หมอนี่รู้ว่าผมฟังเพลงอะไร...

                แต่จะว่าไปก็ไม่แปลก เพราะพวกเราอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลานี่นะ

                "ขอฟังด้วยได้มั้ย"

                ผมถอดหูฟังข้างหนึ่งให้ ไมค์กุมมือของผมไว้ พวกเราอิงซบกันเหมือนคู่รักจริงๆ ผมหลับตารู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ไมค์จะรู้สึกเหมือนกับผมรึเปล่านะ ผมทำให้เขากังวลใจเรื่องของผมมากเกินไปรึเปล่า?

 

                รถไฟแล่นเข้าสู่ชนบทอันหนาวเหน็บ ผมเคยได้ยินใครซักคนเล่าให้ฟังว่า จังหวัดนีงาตะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนหิมะ ฉายานั้นมาจากวรรณกรรมชื่อดังเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวเอกของเรื่องบรรยายทิวทัศน์ของจังหวัดนี้ในฤดูหนาวไว้อย่างวิจิตรตระการตา

                สำหรับผม... ภาพตรงหน้าเหมือนดินแดนแห่งความฝัน ทุกอย่างถูกย้อมไปด้วยสีขาวสะอาด ทุ่งนา ป่าเขา บ้านเรือน ล้วนปกคลุมไปด้วยหิมะซึ่งทับถมกันอยู่ดูแล้วเหมือนทะเลโยเกิร์ตรสดั้งเดิม

                "เหมือนแป้งโมจิที่เพิ่งตำหมาดๆ เลยแฮะ" เสียงไมค์พึมพำเบาๆ

                "ใครว่า เหมือนครีมสดบนหน้าเค้กต่างหาก" ผมเถียง

                เราทั้งคู่ก็หัวเราะที่ต่างคนต่างก็นึกถึงแต่ของกิน

                "นี่ไมค์..."

                "หืม?"

                "กอล์ฟแฟนนายเป็นคนยังไงเหรอ" ผมแกล้งถาม อยากรู้เหมือนกันว่าหมอนี่คิดว่าผมเป็นยังไง

                "อืม..." เขานิ่งคิดไปพักใหญ่ "จู้จี้ ขี้บ่น พูดมากเหมือนคนแก่เลย"

                หนอย... จะหลอกด่ากันใช่มั้ยเนี่ย

                ผมแอบฉุน

                "แต่ที่บ่นเพราะเป็นคนจริงจังมากต่างหากล่ะ ทุกอย่างต้องทำให้ดีที่สุด ต้องได้อย่างที่ตั้งใจ มุ่งมั่น เอาการเอางาน แต่เวลาส่วนตัวจะขี้เล่น ติงต๊อง ...สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง อย่างเวลาไมค์เครียดหรือกลุ้มใจ กอล์ฟก็จะทำอะไรซักอย่างให้ไมค์ยิ้มออกมาจนได้"

                ผมนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออก ทั้งที่เป็นประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่น้ำตาอุ่นๆ กลับคลอขึ้นมาจนภาพตรงหน้ามัวไปหมด

                "เป็นอะไรรึเปล่า" เขาถามเมื่อเห็นผมซึมลงไป

                ผมรีบเปลี่ยนอารมณ์ให้ร่าเริงขึ้น จริงสิ ผมควรจะดีใจที่ได้ยินไมค์พูดถึงแบบนั้น นึกว่าเขาจะเผาพี่ชายให้ตัวผมเองฟังมากกว่านี้เสียอีก

                "แล้วเรา... เอ่อ นายกับกอล์ฟเป็นแฟนกันมานานรึยัง" ผมถามปนน้ำเสียงหยอกเล่นนิดหน่อย แน่ล่ะ... ความจริงเป็นยังไงผมรู้อยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะรู้ว่าหมอนี่จะตอบว่ายังไง

                ทว่าไมค์กลับเงียบไปจนผมใจหาย เมื่อโดนผมคาดคั้นด้วยสายตา เขาก็อึกอักออกมา

                "เรื่องนั้นช่างมันเถอะ... เพราะยังไงตอนนี้ คงมีแต่ฉันที่รักนายอยู่ฝ่ายเดียว... จริงมั้ย"

                เด็กหนุ่มตรงหน้าแววตาสลดลงจนผมนึกว่าเขาจะร้องไห้เสียแล้ว ถ้อยคำของเขาทำให้หัวใจผมเต้นโครมคราม ...นี่หมายความว่ายังไง...

                ฟังดูเหมือนเป็นการสารภาพรัก... หรือว่าผมถูกน้องชายตัวเองสารภาพรักงั้นเหรอ?

                แน่ล่ะว่า สภาพที่ผมความจำเสื่อมกับถูกอ้างว่าเป็นคู่รักกัน มันย่อมทำให้ไมค์อยู่ในฐานะรักอยู่ฝ่ายเดียวอยู่แล้ว แต่ว่า...

                ไมค์รักผมแบบคนรักเนี่ยนะ?

                ไม่เคยรู้มาก่อนเลย... ถ้าเขาไม่ได้อำผมล่ะก็... ผมควรจะดีใจรึเปล่า?

                ไม่ใช่ว่าผมไม่รักเขา... แต่เพราะรักมากต่างหาก... ความรักของผมที่มีต่อเขาไม่มีขอบเขตว่ารักแบบพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน หรืออะไรทั้งนั้น เพราะเขาเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม... ไม่สิ เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันมาเนิ่นนานเกินกว่าที่จะแบ่งแยกว่ารักแบบไหนแล้วมากกว่า และที่ผมทำทุกวิถีทางที่จะฉลองวันเกิดกับเขาตามลำพัง ก็เพื่อจะถ่ายทอดความรู้สึกรักเหล่านั้นให้กับคนคนนี้นั่นเอง

 

                พวกเรามาถึงที่พักช่วงเวลาอาหารเย็นพอดี รีสอร์ทแห่งนี้เป็นบ้านไม้ทรงยุโรป ภายในอบอุ่นด้วยเตาผิงและฮีตเตอร์ มีห้องพักเพียงไม่กี่ห้อง ลูกค้าในตอนนี้มีเพียงครอบครัวชาวญี่ปุ่นและกลุ่มนักศึกษาต่างประเทศ

                เราทั้งคู่จองห้องเดี่ยวไว้คนละห้อง หลังจากเก็บของเสร็จก็ลงมากินมื้อเย็น ไมค์จัดการให้ผมทุกอย่าง แต่นั่นคงเป็นเพราะผมบอกเขาไปว่าจำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้กระมัง ปกติมีแต่ผมวานเขาทำนู่นทำนี่ คราวนี้พอได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องขอ เลยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงยังไงพิกล

                หลังจากอาหารเย็น เราออกไปเดินเล่นสำรวจทางไปลานสกีกันซักพัก แล้วจึงกลับห้อง

                วันสองวันนี้ดูเหมือนอากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย เจ้าของรีสอร์ทบอกว่าถ้าคืนนี้หิมะไม่ตก พรุ่งนี้ก็คงยังเล่นสกีไม่ได้ เพราะหิมะบางลงจากก่อนหน้านั้นค่อนข้างมาก ผมได้แต่ภาวนาขอให้ฟ้าฝนเป็นใจเพราะไม่อยากมาเสียเที่ยว

                หลังจากผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็นอนแผ่กลางเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ไม่ว่าจะข่มตาหลับลงนานแค่ไหน ในจิตใจก็ยังว้าวุ่นกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้จนไม่อาจหลับลงได้

                ไมค์ในวันนี้... เหมือนเป็นอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จัก

                นั่นเป็นตัวเขาอีกคนที่ไม่เคยเผยให้ผมเห็น... หรือเขาอำผมเล่นเพราะรู้ทันกันแน่?

                ผมอดระแวงไม่ได้... แต่ใจหนึ่งก็ดีใจอย่างประหลาด

 

19 ธันวาคม รีสอร์ท จังหวัดนีงาตะ


                ตื่นสายจนได้... ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนเจ็ดโมงเช้า แต่เผลอกดปิดตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ กว่าจะลุกขึ้นจากเตียงจริงๆ ปาเข้าไปเกือบสิบโมง

                ผมล้างหน้าแปรงฟัน แล้วลงไปหาเจ้าของรีสอร์ทชั้นล่างเพื่อจะคุยเรื่องเค้กและของที่เตรียมไว้สำหรับงานฉลองที่จะจัดขึ้นเย็นนี้

                ทว่าไมค์เร็วกว่า... เขากำลังคุยกับคุณลุงเจ้าของรีสอร์ทอยู่ เมื่อเห็นผมเดินลงมา ทั้งคู่ก็หยุดกะทันหัน หมอนั่นขอตัวแล้วเดินมาทางผม

                "หลับสบายรึเปล่า" เขาถามอย่างห่วงใย

                ผมรู้สึกละอายใจเล็กน้อย... อาจเป็นเพราะวันนี้แล้วสินะ ที่ผมจะบอกความจริงเรื่องที่ผมอำเขา

                "อื้อ..."

                "แต่หน้านายยังดูซีดเซียวอยู่เลย"

                "คง... เพราะหิวล่ะมั้ง" ผมหาข้ออ้างไปเรื่อย

                ไมค์พาผมไปยังโต๊ะอาหารซึ่งทันทีที่นั่งแม่บ้านของรีสอร์ทก็ทยอยยกอาหารเช้าแบบอเมริกันมาเสิร์ฟ

                "นายยังไม่ได้กินเหรอ"

                "อื้ม... ก็รอนายน่ะ กินพร้อมกัน อบอุ่นดีออก เอ้า ดูสิ หิมะตกแล้ว" พูดพลางชี้ไปนอกหน้าต่าง

                ละอองหิมะโปรยปรายลงมาเหมือนผงฝุ่น ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆเป็นสีเทาหม่นชวนหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก

                "คุณลุงคนนั้นบอกว่าวันนี้คงยังเล่นสกีไม่ได้หรอก แต่ถ้าหิมะตกแบบนี้ทั้งวันล่ะก็ พรุ่งนี้อาจจะหนาพอที่จะเล่นได้"

                "งั้นวันนี้ก็ว่างสินะ"

                "ก็คงงั้น" ไมค์พูดยิ้มๆ ขณะรินนมใส่แก้วแล้วยื่นให้ผม

 

                หลังจากกินอาหารเช้าซึ่งค่อนข้างสาย พวกเราก็ได้แต่นั่งมองหิมะตาละห้อย นี่ถ้าผมไม่อำว่าความจำเสื่อมอยู่ล่ะก็ พวกเราคงมีอะไรทำมากกว่านี้ ซักพักน้องชายจอมซ่าก็ฉุดผมลุกขึ้นจากเก้าอี้

                "ไปเล่นหิมะกัน" เขาชวนสั้นๆ แล้วดึงข้อมือผมขึ้นไปที่ห้อง หยิบเสื้อกันหนาว ถุงมือ หมวก และที่ปิดหู แล้วจับใส่ให้ผมเหมือนตัวเองเป็นพี่ชายใจดีที่กำลังดูแลน้องสาว จากนั้นเข้าห้องไปหยิบของตัวเองแล้วลากผมวิ่งลงมา ก่อนออกจากตัวบ้านพัก

                พวกเราย่ำหิมะอันอ่อนนุ่มเสียงดังฟอดแฟดตลอดทาง ปุยเล็กๆ ที่ร่วงหล่นมาดูขนาดใหญ่กว่าเมื่อตอนเช้าเล็กน้อย ไม่มีน้ำฝนเจือปนมาให้เฉอะแฉะ พื้นขาวๆ จึงเหมือนคลุมด้วยผงแป้งทำอาหาร

                ไมค์ลากผมวิ่งลงเนินมาด้วยความเร็วสูง จนพวกเราสะดุดล้มกลิ้งกันอยู่บนพื้น

                เราสองคนนอนแผ่ หอบหายใจ

                เขาหันมามองผมซึ่งนอนอ้าปากรับหิมะอยู่ข้างๆ

                "อร่อยมั้ย" เสียงทุ้มเอ่ยถาม

                เมื่อหันไปมองก็พบว่าดวงตาคู่สวยกำลังจ้องเข้ามาในตาของผม

                "อยากรู้ก็กินเองสิ"

                เด็กหนุ่มข้างๆ เงยหน้ามองฟ้า แล้วอ้าปาก ไม่นานเขาก็หันกลับมาอีกครั้ง

                "ไม่เห็นจะรู้รสชาติเลย" ขมวดคิ้วพูดอย่างจริงจัง

                "ก็เย็นดีออก" ผมตอบสั้นๆ เหมือนไม่ใส่ใจ

                "จริงเหรอ"

                เขาลุกขึ้นมานอนตะแคง ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ผม จากนั้นก็ก้มหน้าลงมาแนบริมฝีปากอย่างแผ่วเบา

                ผมซึ่งไม่ทันได้เตรียมใจ รู้ตัวอีกทีก็รับสัมผัสอุ่นๆ นั่นไปเต็มเปา

                มือใหญ่ของเขาเคลื่อนมาประสานฝ่ามือผม ลมหายใจร้อนๆ กระทบปลายจมูกที่หนาวเหน็บให้รู้สึกดีขึ้น ปลายลิ้นอุ่นไล้สำรวจภายในจนกระทั่งหาลิ้นผมเจอแล้วเกี่ยวกระหวัดราวกับละเลียดชิมรสชาติของหิมะที่เข้าปากผมไปเมื่อครู่

                ผมเบิกตาโพลงกับจุมพิตที่ไม่คาดฝัน ทว่าไม่นานก็พริ้มตาหลับลงแล้วตอบสนองสัมผัสอันนุ่มนวลและอุ่นสบายของอีกฝ่าย

                ไม่นานใบหน้าเบื้องบนก็ถอยห่างออกไป

                "ไม่เห็นเย็นตรงไหนเลย... อุ่นขนาดนี้..." พูดพลางมืออีกข้างเขี่ยผมที่ระแก้มของผมอยู่

                แม้จะตกใจ แต่สายตาที่มองลงมาคู่นั้น ทำให้ผมเริ่มแน่ใจว่าความรู้สึกของไมค์ที่บอกผมเป็นเรื่องจริง

                ส่วนผมเองก็รับรู้และตอบรับโดยไม่รังเกียจ... เพียงแต่ในตอนนี้อึ้งไปมากกว่า

                "ฉันขอโทษ" ไมค์ถอยห่างอย่างรู้สึกผิด "ทั้งที่นายจำอะไรไม่ได้แท้ๆ แต่ฉันกลับเอาเปรียบ..."

                ผมรีบดึงแขนเขากลับมา

                "ไมค์... กอดทีสิ... หนาวจัง"

                ใบหน้านั้นดูตกใจเล็กน้อย

                แต่ไม่ได้... วันนี้วันสำคัญของเขา เขาคือคนสำคัญที่สุด คู่ควรกับรอยยิ้มที่สุด... ที่ผมทำทุกอย่างเพื่อให้เขามาด้วยกันที่นี่ ก็เพราะอย่างนี้ไม่ใช่หรือ แม้แผนการของผมจะล่มก็ตาม

                ไมค์ใจอ่อนกับสายตาอ้อนวอนของผม เขาโถมร่างลงมากอด เรานอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนพื้นอันขาวโพลน

                หากเป็นแบบนี้ล่ะก็ ผมคงบอกความจริงเขาเย็นนี้ไม่ได้แล้วสินะ... เพราะถ้าเฉลยออกไป เขาจะอับอายแค่ไหนที่เปิดเผยความรู้สึกที่เก็บเอาไว้มาตลอดเพียงเพราะถูกอำเล่น เขาจะต้องเสียใจและคิดว่าพี่ชายของเขาจะเอาไปหัวเราะเยาะทีหลังแน่ๆ และความสัมพันธ์ของพวกเราก็อาจจะแย่ลงเพียงเพราะการล้อเล่นของผม

                ถ้าอย่างนั้น... ความรักของผมจะควรค่าพอที่จะเป็นของขวัญวันเกิดสำหรับเขารึเปล่านะ?

                หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ พวกเราตัดสินใจว่าควรจะกลับที่พักเสียที ระหว่างทาง เราปาหิมะเล่นกัน ล้มกลิ้งตีลังกาจนตัวเปียกปอนไปหมด

 

                หลังจากอาบน้ำแต่งตัวใหม่ ผมก็ลงไปข้างล่าง ไมค์กำลังคุยกับคุณลุงเจ้าของรีสอร์ทอีกแล้ว คุณป้าซึ่งเป็นภรรยาของคุณลุงชวนผมกินของว่างทำเอง

                สักพักนักศึกษาต่างชาติสองสามคนก็เดินเข้ามา ดูเหมือนพวกเธอกลับมาจากที่ไหนซักแห่ง ที่เห็นก่อนหน้านี้มีเป็นกลุ่มมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

                "นั่นไงเธอ กอล์ฟที่ฉันพูดถึงไง"

                เสียงผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อน ฟังจากสำเนียงถ้าไม่ใช่จีน หรือไต้หวันก็ฮ่องกง

                "หน้าเหมือนรึเปล่า ที่แบบนี้ไม่น่าจะมีดารามาเที่ยวนะ"

                "นั่นสิ... ฉันได้ข่าวว่าเขากลับเมืองไทยไปแล้วนี่นา"

                "แต่เมื่อวานนี้ฉันเห็นเขามากับอีกคนหน้าเหมือนไมค์เลยนะ... เลยค่อนข้างแน่ใจ"

                "จริงอ่ะ? งั้นลองไปถามดีมั้ย"

                ...เอาไงดีล่ะ... ผมเริ่มคิดหนัก ถ้าสาวๆ พวกนี้เข้ามาทัก ที่ผมอำไมค์เอาไว้ความแตกแน่ จะเดินหนีตอนนี้เลยดีรึเปล่า

                แต่ไม่ทันเสียแล้ว ดูเหมือนหนึ่งในสองคนนั้นจะเป็นแฟนพวกผมเสียด้วยสิ

                "เอ่อ... ขอโทษนะคะ"

                เล่นทักระยะประชิดแบบนี้ ผมจำต้องหันไปมอง

                "คุณใช่กอล์ฟรึเปล่า"

                ผมอึกอัก หัวเราะแหะ

                ...จะตอบว่าอะไรดีล่ะ...

                "ขอโทษนะครับ พวกเราไม่ใช่หรอก แค่หน้าเหมือน โดนทักแบบนั้นบ่อยๆ เหมือนกัน"

                เสียงไมค์ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ช่วยชีวิตผมไว้พอดิบพอดี

                "แต่ว่า... เหมือนมากเลยนะคะ... ทั้งคู่เลย"

                "พวกผมถือว่าเป็นคำชมนะครับ พอดีเพื่อนผมคนนี้เขาพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ถ้าไม่ว่าอะไรพวกเราขอตัวก่อนนะครับ"

                ไมค์ยิ้มหวานให้สาวๆ ขณะที่พวกเธอกำลังเคลิ้ม เขาก็ดึงตัวผมออกไปจากตรงนั้น

 

                หิมะหยุดตกแล้วตั้งแต่ช่วงเย็น ผมลุกขึ้นจากเตียงตามหาน้องชายเพื่อจะชวนไปปั้นตุ๊กตาหิมะกัน แต่... ถ้าเป็นคนออกปากชวนก็คงจะน่าสงสัยเกินไปหน่อย ผมจึงได้แต่หวังว่าซักเดี๋ยวเขาคงเป็นฝ่ายมาชวนผมเอง

                แต่เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง... ยังไม่มีวี่แววว่าไมค์จะมาตามผม เขาทำอะไรของเขาอยู่นะ

                ผมเคาะประตูห้องเรียกเขา แต่ดูเหมือนข้างในจะไม่มีคนอยู่ จึงลงบันไดไปยังชั้นล่าง

                และที่บันไดนั้นเอง ไมค์วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาพอดี เขาดูตกใจเล็กน้อยที่เห็นผมออกมาจากห้อง

                "กอล์ฟ... พอดีเลย ฉันกำลังจะชวนนายไปปั้นตุ๊กตาหิมะ"

                แปลกชะมัด... ทำไมต้องตกใจด้วย

                "แล้วนายไปไหนมา ฉันอุตส่าห์นอนรออยู่ที่ห้อง เบื่อมากเลย"

                ใช่... ก่อนหน้านี้ตามหาใครไม่เจอเลยซักคน เจอแต่นักศึกษากลุ่มนั้นที่กลับมากันพร้อมหน้าพร้อมตา เลยได้แต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง

                "ก็... นิดหน่อยน่ะ เอ้า ไปกันเถอะ"

                พูดจบเขาก็ดึงมือผมออกไป

                ถุงมือของเขาเปียก... แสดงว่าเพิ่งกลับเข้ามาจากข้างนอกสินะ

                ผมขี้เกียจจะถามอะไรมากมาย จึงได้แต่วิ่งตามเขาไปเรื่อยๆ

                "ไปเช่าสโนว์บอร์ดมาเล่นกันตอนนี้เลยดีมั้ย" เขาทำเสียงตื่นเต้น ขณะพาผมมาหยุดบริเวณใกล้ๆ ลานสกีที่ขาวโพลน เริ่มมีคนออกมาเล่นสเล็ดกันประปราย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวที่มีเด็กๆ มากกว่า

                "ฟังพยากรณ์อากาศเขาว่าคืนนี้จะตกอีก พรุ่งนี้คงได้เล่นสกีซะที"

                "งั้นค่อยเล่นพรุ่งนี้ก็ได้ ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว ไม่มีอุปกรณ์ด้วย"

                พวกเราปั้นตุ๊กตาหิมะแข่งกันคนละตัว ไม่นานสโนว์แมนรูปโดราเอมอนตัวใหญ่ของผมก็สำเร็จ

                "ว้า... เละอีกแล้ว"

                ไมค์ทำหน้าหน่าย พลางใช้พลั่วทุบสโนว์แมนของตัวเองที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างหงุดหงิด

                "อะไรของนายน่ะไมค์ ก็เห็นออกมาเป็นตัวแล้วนี่"

                เขายิ้มที่มุมปาก วางพลั่วแล้วดึงมือผมวิ่งกลับไปยังที่พัก

                ท้องฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว เห็นเงาเมฆครึ้มลอยต่ำ

                ทันทีที่ถึงบริเวณบ้านพัก ผมแทบจะหยุดหายใจ

                สโนว์แมนรูปปิกาจูตัวสูงประมาณอกยืนอยู่ข้างๆ อุโมงค์ทรงครึ่งวงกลมทำจากหิมะ

                "พอจะดูตัวข้างๆ นั่นออกมั้ย เป็นตัวการ์ตูนที่กอล์ฟชอบมากเลยล่ะ"

                ถึงจะไม่ค่อยเหมือน... แต่ทำไมผมจะดูไม่ออกล่ะ ก็ในเมื่อจงใจจะทำเพื่อผมไม่ใช่เหรอ

                "เข้าไปสิ"

                มือใหญ่ดันหลังผมให้เข้าไปในอุโมงค์

                "ไม่พังแน่นะ"

                ผมมองสถานที่สีขาวโพลนอย่างไม่ไว้ใจ

                "ไม่ต้องห่วงน่า อุโมงค์ฉันไม่ได้ทำเอง คนพื้นที่เขาทำให้"

                ข้างในอุโมงค์สว่างไสวด้วยแสงเทียน บนโต๊ะกลมเตี้ยๆ กลางห้องหิมะนั่น มีเค้กปักเทียนวันเกิด กับอาหารอีกสองสามอย่างวางอยู่ ข้างโต๊ะเป็นกระติกเครื่องดื่ม และขนมขบเคี้ยว

                ผมเข้าไปนั่งที่โต๊ะ ไมค์ตามมานั่งลงข้างๆ แล้วหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวพวกเราทั้งคู่

                "นี่มันอะไรกัน"

                ผมถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นงานวันเกิด แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือสถานที่แบบนี้ต่างหาก

                "ขอโทษนะที่ช่วงบ่ายปล่อยให้นายเหงา... จริงๆ แล้วของพวกนี้นาย... เอ่อ... กอล์ฟเป็นคนสั่งไว้ให้ฉัน"

                ใช่แล้วล่ะ... ผมโทรมาสั่งให้ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้เพื่อฉลองวันเกิดให้ไมค์ แต่เพราะสภาพการณ์บังคับ บวกกับผมไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของรีสอร์ทเลยทั้งวัน ทำให้ผมนึกว่างานวันนี้คงต้องพับเก็บไปเสียแล้ว

                "ฉันเองก็เพิ่งรู้ตอนที่มาถึง พอเห็นนายเป็นแบบนี้... ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นปรับเปลี่ยนอีกนิดหน่อย แล้วฉลองกับนายก็คงไม่เป็นไร"

                ถ้าอย่างงั้นก็แสดงว่า... ที่เขาคุยกับเจ้าของรีสอร์ทนานสองนาน กับที่เขาหายหน้าไปช่วงบ่ายก็เพื่อ...

                ไมค์มองหน้าผมยิ้มๆ

                "จะไม่ร้องเพลงอวยพรซักหน่อยเหรอ"

                บ้าชะมัด... นี่ผมทำให้เขาต้องจัดงานวันเกิดเองงั้นสินะ

                ผมดึงไหล่เขามากอด แล้วร้องเพลงแฮปปีเบิร์ธเดย์เบาๆ ที่ข้างหู

                "Happy birthday to you... ขอให้นายมีความสุขมากๆ นะไมค์"

                เด็กหนุ่มตรงหน้าผมน้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ

                "ขอบคุณนะพี่กอล์ฟ... ขอบคุณ... ที่ชวนไมค์มาที่นี่เพราะแบบนี้สินะ"

                ไมค์กอดแล้วซุกหน้าลงที่ไหล่ผม

                ...เด็กน้อยของผม... ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว...

                ผมหลับตาฟังเสียงไมค์สะอื้น ซักพักเขาก็คลายวงแขน

                "ฉันขอโทษ... ฉันลืมไปว่านายความจำเสื่อม เลยต้องให้นายมาเป็นตัวแทนกอล์ฟแบบนี้"

                ผมถึงกับสะอึก... จริงด้วยสิ... ผมกำลังหลอกหมอนี่อยู่นี่นา บ้าที่สุด! แล้วแบบนี้ผมจะอวยพรไมค์ในฐานะพี่ชายได้ยังไง

                "ไม่ต้องขอโทษหรอก... ฉันต่างหากที่... เลยไม่ได้ทำอะไรให้นายซักอย่าง"

                ผมหลบสายตาไมค์อย่างละอาย ทว่าอีกฝ่ายกลับเชยคางให้ผมสบสายตา

                "ใครว่าล่ะ... มีอย่างนึงที่นายทำให้ฉันในวันเกิดได้"

                "อะไร"

                ไมค์ดึงผมไปกระซิบข้างหู

                "ฟังนะ... กอล์ฟ... ฉันรักนาย... ฉันรักนายมาตลอด"

                ผมมองหน้าอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ

                "ฉัน... ก็รักนายไมค์"

                ไมค์หัวเราะเบาๆ

                "ช่างเถอะ... นายไม่ต้องฝืนพูดอย่างนั้นก็ได้ แค่ฉันทำให้ฉันได้มีโอกาสบอกนาย ก็ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้วในปีนี้..."

                ผมรู้ดีว่าไมค์หมายถึงอะไร... ถ้าผมไม่ความจำเสื่อมล่ะก็ ไม่คงไม่มีทางได้พูดความในใจให้ผมได้ยินเป็นอันขาด

                "แต่ฉันรักนายจริงๆ นะ... ตอนนี้นายจะคิดว่าฉันเป็นกอล์ฟที่นายรักก็ได้ ฉันจะเป็นให้"

                สายตาของไมค์ดูเจ็บปวดลึกๆ ผมพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ

                "ถ้าอย่างนั้น... ตั้งแต่นาทีนี้ไป... ฉันจะเป็นกอล์ฟที่รักนาย ได้รึเปล่า?"

                ไมค์มองผมอย่างตะลึง ผมมองตอบด้วยสายตาจริงจัง ใบหน้าของเราเข้าหากันมากขึ้น กระทั่งริมฝีปากอุ่นๆ สัมผัสอย่างแผ่วเบา

                ทั้งที่ผมเป็นพี่ชาย... แต่ทำไมกลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย... ทำไมผมถึงได้รับจูบจากเขาอย่างโหยหาขนาดนี้

                หรือเพราะผมเองก็รักไมค์เช่นกัน

                ผมดันตัวเองออกจากอ้อมแขนที่ค่อยๆ ดึงตัวผมให้เข้าไปใกล้มาขึ้นทุกที

                "เดี๋ยวก่อน ไมค์... นายยังไม่ได้เป่าเทียน..."      

                ไมค์ดูอารมณ์ดี นัยน์ตาเขาเปี่ยมไปด้วยความสุขจริงๆ

                เขาหันไปเป่าเทียนที่สั้นกุดจนเกือบถึงหน้าเค้กดับจนหมดในคราวเดียว

                "นายอธิษฐานว่าอะไร?"

                ผมแกล้งถาม

                "ความลับ"

                เขาอมยิ้ม แล้วเริ่มหยิบจานตักอาหารให้ผม

                หิมะด้านนอกเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง พวกเรานั่งกินดื่มกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาในอุโมงค์จนกระทั่งเทียนที่เตรียมไว้เริ่มดับเกือบหมด จึงย้ายที่มานั่งกินเค้กกันต่อในที่พัก ก่อนแยกย้ายกันกลับเข้าห้องนอน

 

20 ธันวาคม รีสอร์ท จังหวัดนีงาตะ


                วันนี้ผมออกมากับไมค์ตั้งแต่เช้า หลังจากหิมะตกกระหน่ำเมื่อคืน ทำให้ลานสกีเหมาะแก่การเล่นกีฬาหน้าหนาวเป็นอย่างยิ่ง ท้องฟ้าอากาศก็แจ่มใส ทุกอย่างช่างเป็นใจไปหมด

                นักท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่จากรีสอร์ทที่เราพัก จริงๆ แล้วต้องบอกว่ารีสอร์ทที่เราพักอยู่ใกล้ลานสกีขนาดเดินถึงมากกว่า

                ไมค์กับผมเช่าสโนว์บอร์ดมาเล่น พวกเราร้างลากีฬาพวกนี้มานาน จึงล้มลุกคลุกคลานเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันอยู่ในช่วงแรกๆ เมื่อคล่องแล้วก็ชวนกันขึ้นไปไถสโนว์บอร์ดในระดับที่สูงและชันขึ้นตามลำดับ อันที่จริงสกีก็อยากเล่น สเล็ดก็อยากเล่น อยากเล่นไปหมดทุกอย่าง ก็แหม... เมืองไทยไม่มีให้เล่นนี่ครับ

                ขณะนั่งเก้าอี้ลอยฟ้าขึ้นไปชั้นสูงสุด ผมก็ถามไมค์ขึ้นมาว่า

                "เล่าเรื่องกอล์ฟให้ฉันฟังหน่อยสิ"

                ไมค์หันมามองอย่างงงๆ

                "ทั้งที่ฉันความจำเสื่อมแบบนี้ แต่ทำไมนายถึงไม่เล่าอะไรเกี่ยวกับตัวฉันให้ฟังบ้างเลยล่ะ... นายไม่อยากให้ฉันฟื้นความจำเร็วๆ งั้นเหรอ"

                ผมแกล้งพูดออกไป ทั้งที่ใจจริงแค่อยากรู้เฉยๆ ว่าในสายตาไมค์ผมเป็นคนยังไงก็เท่านั้น

                ไมค์หน้าซีดเล็กน้อย บางทีผมอาจจี้ใจดำเขาเข้าก็เป็นได้

                "เอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะ... เรื่องของกอล์ฟมีตั้งมากมาย ฉันเล่าไม่หมดหรอก"

                "งั้น... เริ่มจาก นายกับกอล์ฟเจอกันได้ยังไง"

                ไมค์อึกอักอย่างชัดเจน ผมคงไม่ได้บีบคั้นเขาเกินไปใช่มั้ย

                "คือ... เรา... ทำงานด้วยกัน"

                เขาโกหก... ทว่าผมนิ่งไว้เพราะอยากฟังต่อ

                "งานที่พวกเราทำต้องอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา ฉันก็เลย... ผูกพัน..."

                "ฉันก็เลย...?" ผมหรี่ตาลงเล็กน้อย

                "เอ่อ... เราก็เลยผูกพันกัน แล้วก็คบกันเรื่อยมานั่นแหละ"

                "ทั้งที่เป็นผู้ชายด้วยกันเนี่ยนะ?" ผมย้อนถามอีกครั้ง

                "กะ... ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่... ฉันรักกอล์ฟที่เป็นตัวกอล์ฟ ไม่เห็นเกี่ยวว่าต้องเป็นเพศไหน"

                "รักกอล์ฟที่เป็นตัวกอล์ฟเหรอ..." ผมรำพึงออกมาเบาๆ สายตามองทอดไปทางอื่นไกลแสนไกล

                หมายความว่าหมอนี่ไม่ได้เห็นผมเป็นพี่ชายสินะ

                "ไม่ใช่สิ ตอนนี้ฉันต้องบอกว่าฉันรักนายที่เป็นตัวนาย..." ไมค์พูดแก้ เขาคงคิดว่าที่ผมเงียบไปเป็นเพราะน้อยใจประโยคก่อนหน้านี้กระมัง

                ผมยิ้มพลางเอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้าง

                "ฉันในตอนนี้ก็รักนายที่เป็นตัวนายเหมือนกัน" 

         

                หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ ผมกับไมค์ก็เปลี่ยนไปเล่นสกีบ้าง ลองเล่นไปได้ซักพักก็พบว่า... บางทีเราควรกลับไปเล่นสโนบอร์ดตามเดิมจะดีกว่า เพราะขาเริ่มล้าขึ้นมานิดหน่อย ทว่าผมได้แต่คิด ยังไม่ทันที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์

               เนินยากที่สุดอันดับสาม ผมไม่ทันได้ระวังแนวโค้งที่ลงสู่เหวข้างหน้า

               "กอล์ฟ!"

                เสียงไมค์ซึ่งไล่ตามหลังมาตะโกนเรียกให้ระวัง

                แต่ไม่ทันเสียแล้ว...

                คาดว่าพื้นตรงนั้นเดิมทีคงมีลักษณะเป็นขั้นบันไดลงไป เมื่อสกีบอร์ดล้ำแนวที่คนเล่นกัน หิมะจึงเกิดการยุบตัว ทำให้ผมเสียหลักตกลงไปข้างล่าง

                ยังไม่ทันทีตัวจะกระทบกับพื้น อ้อมแขนจากเบื้องบนก็เข้ามาเกี่ยวตัวผมไว้ พวกเรากลิ้งหลุนๆ ผ่านกิ่งไม้ กระแทกก้อนหิน กอไม้และในที่สุดก็ถึงพื้นดิน

                "อึ่ก"

                เสียงอุทานเล็ดรอดมาจากปากของคนตัวใหญ่ที่กอดผมไว้แน่น

                "ไมค์"

                ที่ผมเจ็บปวดเพียงแค่ตามเนื้อตัวเป็นเพราะว่าไมค์เอามือรองหัวผมเอาไว้อย่างดี

                ในขณะที่หน้าผากเขาคงไปชนอะไรซักอย่างตอนที่กลิ้งตกลงมา

                ของเหลวอุ่นๆ สีแดงไหลออกมาบริเวณเหนือคิ้วข้างซ้ายของเขา

                "ไมค์! เป็นอะไรมากรึเปล่า ไมค์!"

                ผมพลิกตัวขึ้นมานั่งแล้วประคองตัวอีกฝ่ายเพื่อดูแผลให้ชัดๆ

                ไมค์ไม่ลืมตาขึ้นมาเลย ผมกวาดตามองไปรอบตัวเพื่อหาคนมาช่วย

                แต่ทว่า... ที่นี่... มันคือป่าโดยสมบูรณ์ และเมื่อมองขึ้นไปด้านบนที่เราตกลงมา ผมถึงกับใจหายวาบ ทั้งสูง... ทั้งชันขนาดนั้น ถ้าไม่ได้ต้นไม้ที่ขึ้นมาล่ะก็ ป่านนี้พวกเขาคงหัวโหม่งพื้นไปแล้วอย่างแน่นอน

                เลือดจากหน้าผากของไมค์หยดลงบนพื้นหิมะเกิดเป็นจุดสีแดงกว้าง

                ไม่ได้การ... ถ้าไม่ห้ามเลือดก่อนล่ะก็...

                ผมถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาแล้วฉีกแขนเสื้อของเสื้อแขนยาวตัวในที่ใส่อยู่ กดห้ามเลือดน้องชายไว้ ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้หมดสติไปซะทีเดียว เขาขมวดคิ้ว เบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความเจ็บ

                "อดทนไว้นะไมค์ ฉันจะหาคนมาช่วย"

                ผมค่อยๆ วางไมค์ลงกับพื้น แล้วเดินสำรวจรอบๆ ไม่ต้องพูดถึงไม้สกีและสกีบอร์ด... มันหลุดออกจากมือและเท้าของพวกเราตั้งแต่กลิ้งมาจากด้านบนแล้ว

                ให้ตายเถอะ... ตรงนี้มันมีแต่ป่า ป่า แล้วก็ป่า

                ผมไม่อาจเดินไปไหนไกลได้เพราะกลัวไมค์จะโดนหมี (ซึ่งไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มันควรจะจำศีลอยู่ใช่ไหมครับ) คาบไปกินเสียก่อน เมื่อตะโกนก็แล้วยังไม่มีวี่แววของการตอบรับ เว้นเสียแต่เสียงของตัวเองที่สะท้อนกลับไปกลับมา แถมจู่ๆ ละอองหิมะก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าอีกครั้ง สุดท้ายผมจึงพาดแขนข้างหนึ่งของเขาขึ้นมาบนบ่า แล้วประคองพากันเดินออกจากตรงนั้นไป

                ผมทิ้งผ้าซึ่งซับเลือดไมค์เอาไว้แถวนั้น หวังว่าคงจะมีใครซักคนมาเจอมันแล้วตามหาพวกเรา

 

                ผมออกเดินสะเปสะปะไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่หลบหิมะ ไมค์ดูเหมือนจะหมดสติไป ผมจึงต้องเปลี่ยนเป็นแบกเขาขึ้นหลัง

                ขาผมเริ่มหมดแรงเต็มทีเพราะเหนื่อยล้ามาตั้งแต่ตอนเล่นสกี โชคดีที่มีกระท่อมเล็กๆ อีกไม่กี่เมตรข้างหน้า บางทีอาจมีใครที่สามารถช่วยเราก็ได้

                ผมกัดฟันพาไมค์มาจนถึงกระท่อม

                "มีคนอยู่มั้ยครับ"

                ผมตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่น ตอนนี้ไม่สนใจแล้วว่าไมค์จะได้ยินหรือไม่ ต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน เรื่องอื่นว่ากันทีหลัง

                ทว่าข้างในเงียบกริบ

                บ้านหลังนั้นเป็นกระท่อมแบบญี่ปุ่นเหมือนกระท่อมชาวนาในหนังสือการ์ตูนที่ผมเคยอ่าน เมื่อเลื่อนเปิดประตู ก็พบว่าภายในทั้งมืด ทั้งเงียบสงัด ซ้ำยังหนาวยะเยือกยิ่งกว่าภายนอกเสียอีก

                ผมสูดหายใจลึกๆ ทำใจกล้าเดินเข้าไปข้างใน ตอนนี้โดนผีหลอกคงจะดีกว่านอนหนาวตายอยู่ด้านนอก

                แสงที่ส่องเข้ามาจากทางประตูทำให้เห็นภายในอยู่รำไร ผมวางไมค์ลงบนพื้นห้องที่ยกสูงขึ้น กลางห้องมีเตาแบบโบราณเป็นหลุมสี่เหลี่ยม จากนั้นก็เริ่มสำรวจดูว่ามีอะไรพอจะใช้งานได้บ้าง

                มุมหนึ่งของห้องพอจะมีเศษไม้ใช้ทำฟืนได้ ผมนำมากองอยู่ในเตา แล้วหาอุปกรณ์ก่อไฟ

                หน้าหนาวอย่างนี้ ถ้าเอาไม้แห้งมาถูกันน่าจะติดไฟง่ายรึเปล่า? แต่ต้องถูนานซักแค่ไหนล่ะ? ทั้งผมและน้องชายได้หนาวตายกันก่อนพอดี

                ผมเดินเปิดตามตู้ต่างๆ แม้ฝุ่นจะเยอะ แต่ก็ดูเหมือนบ้านนี้จะเพิ่งร้างได้ไม่นาน...

                ท่ามกลางความมืดของบ้าน เมื่อผมคลำเจอประตูห้องเล็กสำหรับเก็บของ ก็กลั้นใจเปิดออกมา

                "เอาวะ... ไม่ว่าตัวอะไรจะออกมาก็ตาม ถ้าพูดจากันรู้เรื่องล่ะก็ จะขอให้ช่วยให้หมดเลย"

                ครืดดดดด...

                ดูเหมือนข้างในจะมีที่นอนเก่าๆ

                ผมรื้อออกมาทั้งหมด แล้วนำมาวางบริเวณที่สว่าง

                ไมค์ตัวเย็นจนน่าใจหาย แน่ล่ะ เสื้อเขาเปียกขนาดนี้

                ผมถอดเสื้อผ้าของเขาออก แล้วเอาที่นอนหนาๆ ห่มตัวให้อุ่น

                บ้าจริง... คนโบราณเขาจุดไฟยังไงกันนะ ทันใดนั้นสายตาผมก็เหลือบไปเห็นวัตถุเป็นเงาสะท้อนประกายเล็กๆ อยู่ข้างกองผ้าปูที่นอน

                ...คงตกมาด้วยกันตอนที่รื้อออกมา...

                ผมเข้าไปหยิบมาสำรวจ แล้วต้องยิ้มออก เพราะมันคือไฟแช็ค

                ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ภายในบ้านก็สว่างขึ้นด้วยไฟโชติช่วงจากเตา

                บ้านหลังนี้ต้องมีคนอยู่อย่างแน่นอน ถึงจะดูเหมือนร้าง แต่ของใช้ข้างในที่จำเป็นเวลาคับขันยังมีอยู่พร้อม

                ผมหยิบหม้อที่คว่ำอยู่ไม่ไกลออกไปตักหิมะข้างนอกมา แล้วแขวนต้มไว้เหนือกองไฟ

                ปิดประตูบ้านกันลมแรงที่เริ่มพัดเข้ามา แล้วดูอาการของไมค์

                เขายังคงหลับตานิ่ง ริมฝีปากซีดสั่นระริก

                "ไมค์... ไมค์..." ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ เผื่อว่าเขายังมีสติ

                เมื่อน้ำในหม้อเดือด ผมก็เอากระบวยไม้มาตัก เป่าให้เย็นลงแล้วป้อนไมค์ เขากระพริบตาช้าๆ เหมือนรู้สึกตัว แล้วหันมามองผม

                "ที่นี่ที่ไหน...?"

                ผมหน้าซีดนึกถึงตอนที่ตัวเองอำไมค์ในตอนแรก หวังว่าเขาคงไม่ความจำเสื่อมไปจริงๆ

                "เราเล่นสกี ตกลงมาจากบนเขา แล้วก็หลงป่า..."

                ไมค์พยักหน้าเล็กน้อยเหมือนรับรู้

                "พี่กอล์ฟ... ไมค์หนาวจัง"

                ผมโล่งอกในทันทีที่ได้ยินเขาเรียกชื่อ ตอนที่เขารู้ว่าผมความจำเสื่อม เขาใจหายซักแค่ไหนกันนะ?

                "อดทนหน่อยนะไมค์"

                ผมไปลากผ้าปูที่นอนมาเพิ่ม แต่เนื่องจากพื้นตรงนั้นค่อนข้างแคบ ผมจึงเอาผ้ามาปู แล้วพยุงไมค์ซึ่งคลุมที่นอนอยู่แล้วผืนหนึ่งให้มานั่งข้างบน แบบนี้น่าจะอุ่นขึ้นบ้าง

                หลังจากนั้นผมก็ถอดเสื้อเปียกชื้นของตัวเองออก แล้วห่มด้วยผ้าอีกผืนหนึ่งขึ้นไปนั่งเบียดบนที่นอนเดียวกับไมค์

                ทำอะไรนอกจากนี้ไม่ได้อีกแล้ว นอกจากรอให้คนมาช่วยเท่านั้น

                "เจ็บแผลรึเปล่า"

                ผมเอื้อมมือไปจับใบหน้าเขาเข้ามาดูใกล้ๆ

                "อืม... แต่โชคดีที่นายปลอดภัย"

                เด็กบ้า... ยังมีกะใจห่วงคนอื่นอีก

                ฟ้าข้างนอกมืดสลัวลงทุกที ท้องผมเริ่มร้องด้วยความหิว ถ้ายังไม่มีใครมาพบ คืนนี้คงไม่แคล้วต้องนอนค้างที่นี่อย่างแน่นอน

                ผมหวังว่าพอถึงอาหารเย็นแล้วคนที่รีสอร์ทเห็นว่าพวกเรายังไม่กลับไปเขาคงเอะใจและออกตามหา

                นาฬิกาข้อมือบอกเวลาทุ่มกว่าๆ

                เพราะอย่างนี้กระมัง ผมจึงรู้สึกใจเย็นขึ้นมาได้

                ที่ทรมานมีเพียงความหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามายิ่งกว่าเก่าเท่านั้น

                ผมเข้าไปซุกตัวไมค์มากขึ้น เขาคงรู้สึกได้ ในที่สุดก็เปิดผ้าที่ห่มตัวแล้วโอบแขนรอบตัวผม ผมจึงคลายผ้าออก ให้ผิวกายของเราสัมผัสกัน

                ความร้อนจากในร่างกายอบอุ่นยิ่งกว่าผ้าห่มผืนไหนๆ ลมหายใจร้อนๆ ของอีกฝ่ายที่รดแก้มอยู่ให้ความรู้สึกอุ่นสบาย เมื่อผมเงยหน้ามองเจ้าของลมหายใจนั่น ริมฝีปากของเขาก็สัมผัสลงมาเบาๆ บนผิวหน้า

                หัวใจผมเต้นถี่ หน้าแดงซ่านขึ้นมา แต่เมื่อได้รับความอ่อนโยนนั้นหลายๆ ครั้ง ผมจึงเริ่มตอบสนองเพื่อให้อีกฝ่ายอุ่นขึ้นบ้าง

                ผมแลกริมฝีปากกลับไปบนใบหน้าของเขา เราค่อยๆ แลกจูบซึ่งกันและกันจนกระทั่งลงเอยที่ริมฝีปากของทั้งคู่

                จุมพิตที่ดูดดื่มทำให้ร่างกายของพวกเราร้อนวูบขึ้นมา เด็กหนุ่มตรงหน้าค่อยๆ ดันตัวผมให้นอนหงายลง แล้วประพรมจูบไปทั่วร่างกาย

                อากาศหนาวคงต้องทำให้ผมเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ถึงได้ยอมปล่อยให้เขาปรนเปรอไออุ่นให้ผมได้ขนาดนี้

                ทว่าไม่กี่นาทีต่อมาพวกเราก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงสวบสาบจากทางด้านนอก ตามมาด้วยเสียงคนคุยกัน และเสียงเคาะประตู

                พวกเรารีบลุกขึ้นนั่ง แล้วผละออกจากกันทันที

                "อยู่ข้างในกันใช่มั้ยครับ"

                เสียงผู้ชายดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟกลมๆ ส่องผ่านบานประตูเข้ามา

                "ครับ"

                ไมค์ตอบกลับไป ประตูจึงเปิดออก

                ข้างนอกมีเจ้าหน้าที่ของลานสกีสองคน กับคุณลุงเจ้าของรีสอร์ทยืนอยู่

                "กะแล้วเชียวว่าต้องอยู่ที่นี่"

                พวกเราถูกพากลับรีสอร์ทอย่างปลอดภัยภายในหัวค่ำ จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ลานสกีทำให้รู้ว่ามีคนตกจากตรงนั้นปีหนึ่งโดยเฉลี่ยสี่ถึงห้าคน แม้จะมีป้ายเตือนแล้วว่าอันตราย คนที่ตกไปแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากส่วนใหญ่ก็จะมาพักที่กระท่อมร้างหลังนี้ก่อน

                เดิมทีเป็นกระท่อมของนายพราน แต่เมื่อทางลานสกีเห็นว่ามีประโยชน์จึงทำการซ่อมแซมและนำของใช้ที่จำเป็นมาทิ้งไว้ยามฉุกเฉิน ดังนั้นหากได้รับแจ้งว่ามีคนหายก็จะมาตามหาตัวกันที่นี่

                เมื่อถึงรีสอร์ทคุณป้าภรรยาเจ้าของเอายามาทำแผลให้ หลังจากนั้นพวกเราก็กินอาหารเย็นกันอย่างหิวโหย


                คืนนั้นผมรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก

                ถ้าเมื่อตอนหัวค่ำไม่มีคนมาเสียก่อนล่ะก็... ป่านนี้ผมกับไมค์ก็คง...

                คิดทีไรหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทุกครั้ง

 

To be continued...

| part II |

 

edit @ 12 Jan 2008 01:32:28 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไว้มาอ่านวันหลังละกันนะ วันนี้แวะมาทักทายก่อนละกาน มันง่วงแล้วอะ งานเยอะมากมาย

#1 By Tono~o on 2007-11-15 21:43

หึหึ มาอ่านอีกแว้วววววว
เรื่องนี้ชอบอีกแว้วววววว
ความรักต้องห้ามนี่มันโดนใจนักแล โหะๆๆๆ
อย่างน้อยก็เวลานี้แหละเนอะ ที่ได้เป็นคนรักกัน
อบอุ่นมากๆเลยอ่ะ ท่ามกลางบรรยากาศหนาวๆ
ชอบที่บอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
มันมากกว่ารักอีก...
อ่านต่อด่วนๆ หุหุ

#2 By ^*Til24missyou*^ on 2008-04-13 18:21

อ๊ากกกกกกกกก
น้องชายยย ตอบพี่ชายว่าอย่างนั้น
กริ๊ดมากเลยค่ะ

มันโดนมากมายเลย
ฮาาาา

ถ้าน้องชายเกิดรู้ว่าจริงแล้ว
พี่ชายมันแกล้งทำล่ะก็...
อา...

นี่เป็นการบอกรักพี่ชายทางอ้อมเปล่าคะ
โฮวววว สนุกมากกกกกกก

กริ๊ดดดดดดดดด
น้องชายสุดยอดเลยค่ะ
เท่ไปไหนคะเนี่ย

วิ้วววว~

โฮ้วววว
กระท่อมเลิฟๆ ในญี่ปุ่น
บรรยากาศ สุดติ่ง มากค่ะ
เป็นใจสุดๆ เลย ฮี่ๆๆๆ

ปลอดภัยแล้วๆ
ตอนแรก นึกว่าน้องชาย
จะความจำเส่อมเสียอีกนะค้า แฮ่~

#3 By N' Pepper on 2008-10-15 03:46

So Cuteeeeeeeeeeee

เขียนได้ยังไงเนี่ยยยยย

อิจฉา ม๊ากกกกกกกกกกกกกก

#4 By Mokodoki (125.24.169.175) on 2009-03-13 18:40