[Golf-Mike fan-fiction]
 

 * คำเตือน: fiction เรื่องนี้ เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

21 ธันวาคม จังหวัดนีงาตะ


                ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหาร ผมคะยั้นคะยอให้ไมค์ไปขอคุณลุงเจ้าของรีสอร์ทให้ช่วยขับรถพาไปโรงพยาบาลใกล้ๆ เพื่อตรวจดูแผลไมค์อีกที

                ช่วงเช้าเราจึงเสียเวลาไปครึ่งวันนั่งรถฝ่าถนนซึ่งเต็มไปด้วยหิมะเพื่อไปโรงพยาบาล

                หมอทำแผลให้ไมค์ แล้วให้ยาแก้อักเสบมากิน พร้อมชุดทำแผลขนาดพกพา นอกจากนี้ยังได้ยาฟกช้ำติดไม้ติดมือมาคนละหลอดอีกด้วย

                เจ้าของลานสกีขอเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเราแทนการขอโทษที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ อันที่จริงผมไม่คิดว่านั่นเป็นความผิดของใคร เพราะเขาทำป้ายเตือนไว้แล้ว แต่ผมไม่เห็นเอง แถมอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย เราทั้งคู่จึงตอบตกลง

                ฤดูหนาวอาหารทะเลที่นี่อร่อยสุดๆ ทั้งปูตัวใหญ่ และปลาซึ่งเนื้อนุ่มหวานมัน นอกจากนี้ผักปรุงรสจากภูเขาก็รสชาติไม่เลว

                เจ้าของลานสกีเล่าให้ฟังว่าจังหวัดนีงาตะเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพดีของญี่ปุ่น และข้าวที่เขาหุงให้พวกเราในวันนี้ก็เป็นข้าวเกรดดีหอมกรุ่น นอกจากนี้ยังได้ชิมซุปซึ่งต้มจากกระดูกหมีอีกด้วย

                ตอนแรกก็รู้สึกกลิ่นสาบๆ แต่พอชิมอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก็พบว่ารสชาติอร่อยผิดคาด สงสารหมีขึ้นมานิดๆ แต่แม้จะอยู่กลางเขาของแบบนี้ก็ใช่ว่าจะหากินกันได้บ่อยๆ

                ผมใช้กรรไกรตัดก้ามปูเพื่อแกะเนื้อออกมา แล้วก็วางบนจานของไมค์

                ไมค์ก็เช่นเดียวกัน เขาแกะเนื้อปูแล้วใส่บนจานผม

                เราทำแบบนี้ให้กันจนกระทั่งเนื้อปูกองอยู่คนละครึ่งจาน

                "ต๊าย... พี่น้องคู่นี้น่ารักจังเลยนะคุณ ปกติเด็กผู้ชายแย่งกันกินจะตาย" ภรรยาเจ้าของลานสกีหันมาแซว แล้วหัวเราะคิกคักกับสามีกันสองคน ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่มีลูกด้วยกัน

                ทั้งผมและไมค์ต่างหยุดมือทั้งคู่

                "เขาว่ายังไงเหรอไมค์" ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้

                ไมค์อึกอักเล็กน้อย แล้วหันมาตอบ

                "เขาเห็นเราแกะปูให้กันแล้วบอกว่าน่ารักดี ปกติผู้ชายมักจะแย่งกันกินน่ะ"

                แล้วก็หันไปทางสองสามีภรรยา

                "พวกเราไม่ใช่พี่น้องกันหรอกครับ"

                "อ้าว งั้นเหรอ เห็นหน้าคล้ายกัน จริงสิ... หน้าเหมือนนักร้องที่ชื่อกอล์ฟไมค์... ว่ามั้ยคุณ" พูดจบเธอก็ร้องเพลงของพวกเราที่กำลังฮิตอยู่ในตอนนี้ให้สามีฟัง

                ไมค์ยิ้มแห้งๆ

                "มีคนทักแบบนั้นบ่อยเหมือนกันครับ"

                ผมกระพริบตาปริบๆ ให้ไมค์แปลอีกครั้ง

                "เขาบอกว่าพวกเราหน้าเหมือนนักร้องน่ะ ช่างมันเถอะ นายคงไม่รู้จักหรอก"

                ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยให้เขาอยู่ในโลกแห่งความฝันอีกซักพักเถอะนะ ผมจะได้เก็บรอยยิ้มอย่างมีความสุขของเขาในตอนนี้ไว้ในความทรงจำอย่างเต็มที่

 

                ช่วงบ่ายเราย้ายจากรีสอร์ทไปยังอนเซ็นที่จองล่วงหน้าไว้ การเดินทางครั้งนี้เป็นแบบเรียบง่าย นั่นเป็นเพราะผมอยากใช้เวลาอยู่ตามลำพังอย่างสบายๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

                อนเซ็นดังกล่าวเป็นโรงแรมแบบญี่ปุ่นตั้งอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ภายในรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ มีสวนหินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ต้นสนและบอนไซที่ยังคงเขียวขจี

                ห้องของพวกเราเป็นห้องแบบญี่ปุ่นกว้างขวาง เมื่อเลื่อนเปิดประตูด้านในสุดของห้อง ก็พบว่าเป็นระเบียงเล็กๆ มีบ่อน้ำร้อนซึ่งสร้างด้วยหินจากภูเขา ขนาดแช่ได้สี่ถึงห้าคน นอกระเบียงนั้นคือทิวทัศน์ของทะเลญี่ปุ่นซึ่งเห็นเป็นอ่าวโค้ง ปลายสุดของอ่าวมีภูเขาสีขาวโพลนตั้งตระหง่าน สมกับเป็นห้องที่วิวสวยที่สุดของที่นี่จริงๆ

                ผมถอดเสื้อตัวนอก นั่งลงกลางห้องแล้วทอดสายตามองความงดงามของวิวตรงหน้า ไมค์เข้ามากอดด้านหลัง แล้วยืดขาออกมาขนาบข้างตัวผม รู้สึกอบอุ่นจังเลย...

                ผมเอนหลังพิงตัวเขา พวกเรานั่งอยู่แบบนั้นเงียบๆ อยู่หลายนาที

                "ไมค์... เล่าเรื่องของนายให้ฉันฟังหน่อยสิ"

                "เอ๋?" เขาทำเสียงเหมือนแปลกใจ "เรื่องของฉัน?"

                "ใช่... ฉันเอาแต่ถามเรื่องของตัวเอง แต่กลับไม่เคยถามเรื่องของนายเลย นายคงไม่โกรธฉันนะ"

                ไมค์อึกอัก

                "แล้วทำไมจู่ๆ นายถึงอยากรู้เรื่องของฉันล่ะ"

                "ก็นายเป็นแฟนฉันไม่ใช่เหรอ มีแต่นายที่รู้เรื่องของฉันมันไม่แฟร์เลยนี่นา"

                เขานิ่งไปเหมือนกำลังคิดว่าจะเริ่มพูดอะไรก่อนดี

                "งั้นเริ่มจากนายทำงานอะไร"

                "ก็... เรียนอยู่น่ะ"

                อืม... จะว่าไปก็เรียนอยู่จริงๆ นี่นะ?

                "เรียนที่ไหน?"

                "เมืองไทย"

                "แต่เมื่อวานนี้นายบอกฉันว่าเราพบกันตอนทำงานนี่นา"

                "คือ... ฉัน... ทำงานไปด้วยน่ะ"

                "เหรอ งานอะไร"

                ผมเริ่มขยับตัวหันไปมองหน้าเขา

                "ก็... งานวงการ..."

                "วงการ?"

                "วงการบันเทิงอะไรพวกนี้แหละ"

                ผมผงกหัวรับรู้เมื่อเห็นว่าเขาเหมือนไม่อยากตอบ การดึงตัวตนที่แท้จริงของเขากลับมาในตอนนี้คงมีแต่จะทำให้เขาอึดอัดและลำบากใจเท่านั้น

                "แต่พี่กอล์ฟเป็นคนเก่งและมีความตั้งใจมาก"

                ผมถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินเขาพูดต่อ

                "เขาคล่องแคล่ว และดึงดูดสายตาเสมอ อบอุ่นเวลาได้อยู่ใกล้ ถึงจะปล่อยมุกออกมาไม่สำเร็จซักที แต่ก็ทำให้คนฟังอารมณ์ดีขึ้นได้"

                ...สุดท้ายแล้วก็วกมาพูดเรื่องของผม... เจ้าน้องคนนี้เนี่ยน้า...

                "อ๊ะ... ขอโทษ... ฉันดันพูดเหมือนเป็นเรื่องของคนอื่นไปได้ ทั้งที่นายนั่งอยู่ตรงนี้แท้ๆ"

                ผมส่ายหัวเล็กน้อย

                "นาย... รักเขามากเลยสินะ"

                ไมค์ยิ้มเขิน

                "แน่ล่ะ... ขอบคุณนะ... ที่ให้ฉันรักนาย"

                ผมหน้าแดงเรื่อ เมื่อเจอดวงตาเป็นประกายที่มองลงมาอย่างเจ้าชู้

                ขณะจะเบือนหลบ มือใหญ่ก็เข้ามาช้อนคางให้เงยขึ้น แล้วประทับจูบอย่างแผ่วเบา

                "เอ่อ... จริงสิ เปลี่ยนชุดยูกาตะดีกว่า แล้วเดี๋ยวลงไปเดินเล่นกัน"

                ผมรีบเปลี่ยนเรื่องเหมือนเพิ่งนึกได้

                "ยูกาตะ?"

                ไมค์ขมวดคิ้ว

                "ก็... ที่วางอยู่ตรงนั้นไง ไม่ได้เรียกว่ายูกาตะเหรอ... ฉัน... เอ่อ... รู้สึกอย่างนั้น"

                "นายจำได้?"

                ผมอึกอัก กลอกตาไปมา

                "เอ่อ... ก็คงงั้น" ผมรีบถอยห่าง แล้วเดินไปหยิบชุด ขณะสำรวจเครื่องแต่งกายตรงหน้าก็หาเรื่องพูดกลบเกลื่อน "ว่าแต่... เขาใส่กันยังไงล่ะ?"

           

                พวกเราไม่ได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกเพราะอากาศหนาวมากและหิมะก็เริ่มตก ไมค์จูงมือผมเดินสำรวจภายในโรงแรม

                เราเดินผ่านห้องแบบญี่ปุ่นซึ่งมีป้ายชื่อห้องติดอยู่หลายห้อง กระทั่งไมค์มาหยุดหน้าห้องหนึ่ง

                "ยืดเส้นยืดสายก่อนมื้อเย็นกันดีกว่า"

                เขาดึงข้อมือผมเข้าไปข้างใน

                ห้องกว้าง มีโต๊ะปิงปองวางอยู่ตรงกลาง

                ไมค์ยื่นไม้ปิงปองให้ผม แล้วเดินไปเตรียมเสิร์ฟลูกที่ฝั่งตรงข้าม

                "รู้รึเปล่าว่าเล่นยังไง"

                "ไม่เห็นต้องถามเลย เสิร์ฟมา"

                พวกเราไม่ได้เล่นปิงปองด้วยกันมานานแล้ว แถมครั้งนี้สวมชุดยูกาตะอีกต่างหาก เวลาวิ่งไม่ค่อยถนัดซักเท่าไหร่

                เริ่มแรกไมค์ออมมือให้ผม แต่เมื่อเริ่มคล่อง หมอนั่นกลับลุยไม่ยั้ง แต่ละครั้งทั้งเร็วและแรง ผมเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน แรงมาแรงไป เร็วมาเร็วไป

                เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เราทั้งคู่รู้สึกร้อนทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ พวกเราหอบหายใจด้วยความเหนื่อย แล้วเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ อยู่ตรงหน้าประตู

                แขกของโรงแรมประมาณห้าหกคนในชุดยูกาตะจ้องพวกเราตาไม่กระพริบอยู่ตรงนั้น เมื่อพวกเราหันไปทุกคนก็ปรบมือให้อย่างตะลึง

                แง่ะ... เผลอจริงจังไปหน่อย

                ผมหยิบชายแขนเสื้อขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดอยู่ตรงหน้าผาก คู่ต่อสู้ของผมรีบเดินมาคว้าข้อมือผมแล้วดึงให้เดินออกจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว

                หมอนั่นคงกลัวคนจำได้กระมัง

 

                แล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็นของพวกเรา...

                มื้อนั้นเป็นซูชิสุดหรู อาหารทะเลที่นี่สดมาก บวกกับความหิวและเหนื่อยจากการตีปิงปองเมื่อครู่ พวกเราจึงเจริญอาหารมากกว่าปกติ

                หลังจากอิ่มท้อง ก็ถึงเวลาแช่น้ำอุ่นสบายก่อนเข้านอน

                ไมค์และผมอาบน้ำสระผม แล้วลงไปแช่ในบ่อน้ำร้อนตรงระเบียงห้อง

                ทิวทัศน์เบื้องหน้ามืดสนิท เห็นเงาของภูเขาอยู่รำไร แสงดาวระยิบระยับมากมายดูเหมือนละอองสีขาวลอยล่องอยู่เต็มท้องฟ้า

                "สวยจัง... เมื่อกี้หิมะยังตกอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้ฟ้ากลับใส เห็นดาวเต็มไปหมด"

                "ไม่ได้เห็นดาวแบบนี้มานานแล้วเนอะ"

                วงแขนแกร่งโอบรอบเอวผมจากทางด้านหลัง แล้วเอาคางเกยไหล่ ผมรู้สึกแปลกๆ เพราะร่างกายของพวกเราในน้ำเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่

                "เหมือนรังแคบนหัวนายเลยไมค์" ผมแกล้งแหย่

                ไมค์ขมวดคิ้วหันมามองหน้าผม

                "มีที่ไหนกัน หัวฉันออกจากสะอาด พี่กอล์ฟนี่ไม่โรแมนติกเอาซะเลย"

                ผมหัวเราะเบาๆ ก็ไม่อยากให้โรแมนติกน่ะสิ... อยู่ในสภาพแบบนี้ ขืนมีอะไรเกินเลยขึ้นมา...

                "อ๊ะ... ดาวตก!" ทันทีที่พูดจบ เขาก็หลับตาทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง

                "นายอธิษฐานไปว่าอะไร" ผมแกล้งถามดูเพราะเห็นเขาจริงจังมาก

                "ไม่บอก" ไมค์ยิ้มเจ้าเล่ห์ "อ๊ะ นั่นอีกดวงแล้ว"

                ผมมองตามมือเขาไป ทว่าไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น นอกจาก

                ฟอด...

                เสียงสูดลมหายใจที่แก้มผมเต็มๆ เมื่อหันมามองเจ้าของจมูกซุกซนนั่น ก็พบรอยยิ้มหวานและดวงตาทะเล้น

                "หลอกหอมกันงั้นเรอะ" ผมโวยวายหน้าแดง

                "นิดหน่อยเองน่า... อ๊ะ... ดูโน่น" เขาชี้ไปบนฟ้าอีกรอบ

                "ไม่ดูแล้ว คราวนี้อะไรอีกล่ะ"

                "ไม่ได้หลอกแล้ว หันไปดูสิ... ไม่ดูแล้วจะเสียใจนะ"

                ผมแค่เหลือบมองด้วยหางตา แต่แล้วก็ต้องหันไปทั้งหน้าด้วยความตกตะลึง

                ละอองระยิบระยับมากมายค่อยๆ โปรยปรายลงมาที่ขอบฟ้า

                ...ฝนดาวตก...

                ฉากหลังของราตรีที่แพรวพราวดำเนินต่อเนื่องอยู่เพียงไม่กี่นาทีก็ซาลง ตามด้วยเมฆฝนบางๆ ที่เคลื่อนเข้ามา

                แม้จะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่คงเพราะอนเซ็นแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาสูงห่างไกลจากแสงสีของเมือง บวกกับยามกลางคืนมืดสนิท เราจึงพอจะมองเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแปลกตา

                "เสียดายจัง ถ้าได้ปูเสื่อนอนบนยอดเขาคงจะเห็นชัดกว่านี้" ผมรำพึง

                "อธิษฐานไปหลายข้อเลยล่ะ" เสียงไมค์ทำให้ผมนึกขึ้นได้

                โธ่เอ๊ย... มัวแต่มอง ลืมอธิษฐานซะสนิท

                ผมคิดอย่างเจ็บใจ

                "ขึ้นกันเถอะ ตัวเปื่อยหมดแล้ว" ไมค์คลายอ้อมกอดแล้วดึงต้นแขนผมให้ขึ้นจากน้ำ

                รู้สึกมึนหัวยังไงชอบกล

                หลังจากเช็ดตัว สวมยูกาตะ ผมก็เดินโซเซเข้าหาที่นอนทันที

                "กอล์ฟ... นายยังหัวเปียกอยู่เลย"

                ไมค์ซึ่งเพิ่งจะแต่งตัวเสร็จท้วงพลางถือผ้าเช็ดตัวมาหาผม

                "เวียนหัวจัง" ผมบ่น

                สงสัยคงแช่น้ำนานเกินไป

                ทว่าดวงตาของคนที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผมเบิกโพลงชั่วขณะ แววตาดูหวั่นไหววูบหนึ่ง

                เขาดึงผมให้ลุกขึ้น คลุมผ้าเช็ดตัวลงบนผมแล้วเช็ดให้อย่างอ่อนโยน เมื่อเส้นผมเริ่มแห้งหมาด เขาก็หยิบที่เป่าผมออกมาเป่าให้จนแห้ง

                ผมเคลิ้ม ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้...

 

22 ธันวาคม จังหวัดนีงาตะ 


                บางอย่างขยุกขยิกบริเวณขาปลุกผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด ทว่ายังไม่ทันลืมตา ผ้าห่มหนาๆ ก็คลุมทับที่หน้าอก

                ผมเผยอเปลือกตามองรอบๆ ห้อง ด้านหลังของร่างสูงใหญ่กำลังเดินไปยังห้องน้ำ เมื่อพลิกตัวหันไปอีกด้านอย่างเกียจคร้าน ก็พบฉากเตี้ยๆ วางกั้นที่นอนของเราทั้งคู่อยู่

                ผมยันตัวลุกขึ้น ห้องพักอุ่นจัดด้วยเครื่องทำความร้อน จึงเดินไปแง้มประตูระเบียงเพื่อให้อากาศระบายเข้ามา

                ท้องฟ้าสลัวข้างนอกขมุกขมัว เต็มไปด้วยเมฆสีเทาอ่อน คาดว่าภายในวันนี้หิมะคงตกอย่างแน่นอน

                ไมค์เดินออกมาจากห้องน้ำ เข้ามากอดผมจากทางด้านหลัง แล้วกระซิบ

                "ตื่นแล้วเหรอ"

                "นายตื่นไวกว่าฉันอีกนะ"

                "ใครว่า... ฉันแค่ลุกมาเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวจะไปนอนต่อแล้ว" พูดจบก็คลายวงแขนแล้วเดินไปซุกตัวในผ้าห่ม

                "ทำไมต้องเอาฉากมากั้นด้วยล่ะ" ผมหันกลับไปถาม เพราะแน่ใจว่าฉากดังกล่าวไมค์เป็นคนเอามาวางเอง

                "...ก็... นายนอนโป๊ หันมาทีไรเห็นขาขาวๆ มันทรมานใจฉันนี่"

                หน้าผมร้อนฉ่า... นี่ผมเผลอให้ท่าน้องชายตัวเองยามหลับเหรอเนี่ย

                คิดได้ดังนั้นก็รีบมุดเข้าผ้าห่มข่มความอายทันที
   
            

                เราเช็คเอาท์ออกจากอนเซ็นในตอนสาย ไมค์ถามทางไปถึงสถานีเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง และขอรับบริการรถไปส่งที่สถานี

                พวกเรานั่งรถลงเขาทางเดียวกันกับขามา คนขับรถซึ่งเป็นชายวัยกลางคนชวนคุยนู่นคุยนี่ตลอดทาง กระทั่งรถแล่นมาตามถนนเลียบชายฝั่ง

                คนขับรถเห็นว่าพวกเราเป็นคนต่างชาติ จึงชี้ให้ดูทะเลหน้าหนาวซึ่งชายหาดปกคลุมด้วยหิมะ

                ไมค์ขอให้เขาหยุดรถเพื่อลงไปเดินเล่น พวกเรามีเวลาเหลือเฟือกว่าจะถึงเวลาขึ้นรถไฟ

                ผมเดินตามน้องชายลงจากรถ เขาโอบเอวผมให้เดินไปด้วยกัน

                น้ำในทะเลแข็งตัวราวกับภาพนิ่ง เกลียวคลื่นสีขาวเล็กๆ ที่กำลังสาดซัดเข้ามาหยุดค้างไม่ไหวติง

                พวกเราเดินเลียบถนนตามแนวชายฝั่งซึ่งไม่ห่างจากน้ำทะเลมาก ปกติทะเลที่นี่พื้นที่ชายหาดก็มีน้อยนิดอยู่แล้ว ยิ่งหิมะตกขาวโพลนไปหมดแบบนี้ ยิ่งมองไม่เห็นผืนทรายเลยแม้แต่นิดเดียว

                ภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าเหมือนเวลาหยุดหมุน... ไม่มีเสียงคลื่น ไม่มีการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำ มีเพียงลมหนาวซึ่งบาดผิวหน้าจนรู้สึกชาเท่านั้นที่เตือนสติพวกเราว่าเวลายังเดินต่อไป

                ไออุ่นจากวงแขนของไมค์ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหยุดเวลาในตอนนี้ไว้ได้จริงๆ ก็คงดีไม่น้อย มีเพียงแต่เราสองคนเท่านั้นที่เดินเคียงข้างกัน ไม่มีใครพูดอะไรเพราะหนาวเกินกว่าที่จะอ้าปากหลุดถ้อยคำใดๆ ได้ อย่างไรก็ตามความอบอุ่นของคนข้างๆ ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด

                รู้ตัวอีกทีไมค์ก็พาผมเดินกลับมาที่รถ

               

                พวกเราเช็คอินเข้าโรงแรมในเมืองตอนเย็นๆ หลังจากเดินเที่ยวในตัวเมือง แวะกินมื้อค่ำที่ร้านเนื้อย่าง แล้วกลับโรงแรม

                แม้จะเรียกว่าเมือง แต่ร้านค้าในญี่ปุ่นค่อนข้างปิดเร็ว ยิ่งในต่างจังหวัดฤดูหนาว แค่สองทุ่มเมืองทั้งเมืองก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

                ผมกับไมค์กลับมายังห้องพัก หลังจากอาบน้ำแช่น้ำอุ่น ไมค์ก็หยิบชุดทำแผลมาแล้วนอนหนุนตักผมซึ่งนั่งอยู่บนเตียง

                "ทำแผลให้หน่อยสิ"

                ผมวางมือจากเครื่องเล่นเกมที่พกมา แล้วบรรจงทำแผลให้เขา ดูจากการติดผ้ากอซที่เหนือคิ้วแล้ว เขาคงส่องกระจกทำแผลเองอย่างทุลักทุเลน่าดู จะว่าไปตั้งแต่กลับจากหาหมอเขาไม่เคยปริปากให้ผมทำแผลให้เลยซักครั้ง แถมเมื่อวานผมยังหลับก่อนเสียอีก

                แผลของเขาแห้งลงไปเล็กน้อย โชคดีที่ไม่ใหญ่มาก ผมตกใจที่เห็นเลือดออกในตอนนั้นมากกว่า

                "นายยังปวดอยู่รึเปล่า" ผมถามด้วยความสงสาร แผลนี้คงจะอยู่กับผมไปจนวันตาย เพราะแลกมาด้วยชีวิต

                "นิดหน่อย... แต่ก็รู้สึกดีขึ้นแล้วแหละ คงเพราะกินยาแก้อักเสบ"

                ผมติดเทปลงบนผ้ากอซเพื่อปิดแผล แล้วลูบผมที่หน้าผากของคนที่หนุนหัวอยู่บนตัก

                "ถ้าเป็นแผลเป็นขึ้นมาคงแย่เลย"

                ทว่าเขากลับยิ้ม

                "ใครว่าล่ะ... ถ้าเป็นแผลเป็นจริงๆ คงเป็นแผลเป็นที่มีความหมายมากต่างหาก"

                ผมจูบลงบนผ้ากอซเบาๆ ถ้าทำได้ล่ะก็ ผมอยากจะรับบาดแผลนั่นไว้เอง

                "ไม่เอาน่า... ถ้านายรูสึกผิดล่ะก็... จูบตรงนี้สิ" พูดพลางเอามือแตะริมฝีปากตัวเอง

                ผมทำตามอย่างว่าง่าย กลิ่นกายอีกฝ่ายหลังอาบน้ำหอมยั่วยวนอย่างประหลาด

                หลังจากถอนริมฝีปาก พวกเราก็ยิ้มให้กัน เหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกเพียงหนึ่งวัน แม้จะไม่มีอะไรให้เที่ยวได้มากมายในฤดูหนาว แต่ผมก็ไม่อยากให้เวลาในตอนนี้ผ่านไปเลย

 

23 ธันวาคม ในตัวเมืองจังหวัดนีงาตะ


                วันนี้ผมกับไมค์ลุยกันไปเรื่อยเปื่อยตามสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งพอจะไปได้อย่างสบายๆ เมื่อดูจากแผ่นพับซึ่งหยิบจากสถานี ท้องฟ้าแจ่มใส แดดอุ่นๆ ทำให้อากาศไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ เว้นแต่เวลาลมพัดมาทำเอาขนลุกเกรียวด้วยกันทั้งคู่ อาจเพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับทะเล ลมจึงแรงจนต้องกอดเสื้อโค้ตเกือบตลอดเวลา

                พวกเราแวะสวนฮัคซังซึ่งเป็นสวนแบบญี่ปุ่น ภายในต้นไม้หลากชนิดกำลังจำศีลด้วยกิ่งก้านเปล่าเปลือยสีน้ำตาล มีเพียงต้นสนที่ยังคงยืนชูเชิดใบสีเขียวเข้มตัดกับพื้นสีขาวราวกับปูด้วยพรมหิมะ แสงแดดที่ส่องลงมาทำให้ทิวทัศน์ในสวนเจิดจ้าจนตาลาย

                นักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติเดินชมสวนกันขวักไขว่ บ้างก็เป็นวัยรุ่นแต่งคอสเพลย์เข้ามาโพสท่าถ่ายรูปกันตามมุมต่างๆ

                เราทั้งคู่เดินจูงมือกันไปเงียบๆ อย่างไม่สนใจใคร แม้จะเป็นในเมือง แต่เครื่องแต่งกายที่แน่นหนา ทำให้คนไม่ทันได้สังเกตว่าเป็นพวกเรา

                ไมค์ซื้อซอฟต์ครีมแล้วยื่นให้ผมอันหนึ่ง

                "ซอฟต์ครีมตอนหนาวๆ เนี่ยนะ?" ผมกระพริบตาปริบๆ จริงๆ ก็ชอบอยู่หรอก แต่มันหนาวนี่นา

                "กินซอฟต์ครีมให้คุ้มต้องกินหน้าหนาวนี่แหละ" เขาตอบพลางละเลียดสิ่งที่อยู่ในมือ

                "ทำไมล่ะ?"

                "ก็เพราะมันไม่ละลายง่ายๆ น่ะสิ ไม่ต้องกลัวเลอะมือ"

                ผมพยักหน้ารับรู้ แต่เหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นได้

                "ลืมไป... ใช้ไม่ได้กับกอล์ฟ... เพราะอย่างนายต่อให้เป็นหน้าร้อนก็กินไอติมหมดได้โดยไม่ทันละลาย"

                และยังไม่ทันที่หมอนั่นจะพูดจบ... ซอฟต์ครีมในมือผมก็เหลือแต่ที่อยู่ในโคนเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ตัวเองเพิ่งบ่นไปหยกๆ ว่าหนาวแท้ๆ

               

                พวกเราแวะเข้าศาลเจ้าใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ หลังจากขอพรเสร็จ ก็จับคำทำนาย

                ไมค์ฉวยของผมเอาไปอ่าน

                "เขาว่าไงเหรอ" ผมยื่นหน้าเข้าไปถาม

                ไมค์อึ้งไปเล็กน้อย แล้วเอาไปผูกไว้ที่กิ่งไม้

                "ไม่ดีเหรอ" ผมถามย้ำ

                "ช่างมันเถอะ อย่ารู้ดีกว่า"

                "ไม่ยอม... บอกหน่อยสิ"

                ไมค์ดึงแขนผมไปยังที่ขายเครื่องราง เขาซื้อเครื่องรางกันอุบัติเหตุซึ่งเป็นหินเม็ดเล็กๆ อยู่ในถุงผ้าแบบญี่ปุ่นมีเชือกไหมคล้องคอ หลังจากจ่ายเงินก็เอาเครื่องรางมาสวมให้ผม ดูแล้วเหมือนแม่สวมเครื่องรางให้ลูกเล็กๆ ก่อนไปเดินทางไกลยังไงก็ไม่รู้

                ส่วนตัวเองก็ซื้อเครื่องรางความรักมาหนึ่งชิ้น

                "อย่างนายยังต้องเรียกความรักมาอีกเหรอ" ผมแกล้งแซว

                ไมค์ยักไหล่ แล้วพาผมเดินออกจากบริเวณศาลเจ้า

 

                ตกเย็นพวกเราเดินเล่นและหาร้านอร่อยๆ กินในเมือง ตามร้านค้าและตู้โชว์ต่างๆ ประดับประดาด้วยไฟและต้นคริสต์มาส ต้อนรับเทศกาลที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากข้ามคืน

                พรุ่งนี้แล้วสินะ... ที่ต้องกลับโตเกียว

 

24 ธันวาคม ชินคันเซ็น


                รถไฟชินคันเซ็นพาพวกเรามุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่พวกเราจะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง... สถานที่อันเหน็บหนาว... ขาวโพลน... เงียบสงบ...

                ทว่าเต็มไปด้วยความทรงจำของคู่รักระหว่างผมกับไมค์

                ภาพทิวทัศน์ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ตอกย้ำให้ผมรู้ว่าใกล้ถึงเวลาลืมตาตื่นเสียที

                ไมค์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ดึงผมให้เอนหลังพิงตัวเขา แล้วกอดไว้แบบนั้นเงียบๆ ...เขากำลังคิดอะไรอยู่นะ...

                แสงแดดจ้ายามสายสาดส่องลงมาบนทะเลครีมสดเบื้องหน้า หิมะที่เริ่มละลายสะท้อนแสงสีขาวเข้าสู่สายตาจนผมต้องหรี่ตามองภาพเหล่านั้น

                ทุกอย่างระยิบระยับจนตาลาย... ยิ่งกว่าแสงไฟบนเวทีคอนเสิร์ตซะอีก

                ไมค์จะสังเกตรึเปล่านะ ว่าผมไม่ได้ทุกข์ร้อนกับการที่ตัวเองความจำเสื่อมเท่าไหร่ เขาดูเหมือนไม่ใส่ใจกับความทรงจำเดิมๆ ของพวกเราด้วยซ้ำ

                แต่ว่านะ... ไมค์... ทันทีที่พวกเราก้าวเท้าลงจากรถไฟขบวนนี้เมื่อไหร่ ความเป็นจริงทั้งหมดจะมาต้อนรับเราถึงชานชาลา

                ถ้าผมยังแกล้งความจำเสื่อมต่อไปอย่างนี้ ไม่ช้าต้องเกิดปัญหาขึ้น แต่เมื่อนึกถึงความรู้สึกของเขาแล้ว ผมก็ไม่อาจตัดใจสารภาพทุกอย่างออกไปได้

                เขาต้องโกรธผมแน่ๆ หากรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเริ่มต้นจากการล้อเล่น เขาต้องอับอายที่ผมล่วงรู้ความในใจของเขาด้วยการหลอกลวง

                แล้วทำไม... ตลอดเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เขาถึงไม่ทำอะไรซักอย่างให้ผมพ้นสภาพความจำเสื่อมบ้างเลยล่ะ? ทำไมเขาถึงไม่พยายามเรียกผมซึ่งเป็นพี่ชายของเขากลับคืนมาเสียที

                รถไฟวิ่งเข้าอุโมงค์ด้วยความเร็วสูงจนน่าใจหาย

                ...ทั้งที่ผมนั่งทำใจมาตั้งแต่ต้นสถานีแล้ว แต่ทำไม... ถึงได้ใจหายขนาดนี้...

                สติผมกลับคืนมาเมื่อมืออุ่นของคนข้างๆ เช็ดน้ำตาบนสองแก้ม

                "คิดอะไรอยู่" เสียงทุ้มกระซิบถาม

                "เปล่า... แค่ใจหาย..."

                ผมซบลงที่ไหล่กว้างของเขา ไมค์เงียบไป รู้สึกถึงความเครียดอย่างประหลาด

 

                ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้นะ


                หลังจากพวกเราเช็คอินเข้าไปเก็บของในห้องพักที่โรงแรม ผมกับไมค์ก็ออกไปเผชิญความวุ่นวายของเมืองหลวงด้วยกัน

                พวกเราซื้อของที่อยากได้กลับเมืองไทยภายในบ่ายนั้น ผมแวะร้านเกมแล้วเล่นตู้หยิบตุ๊กตาตัวโตรางวัลใหญ่สุดออกมาจนได้

                "ทีเรื่องแบบนี้ไม่ลืมแฮะ" ไมค์เข้ามาแซว

                "มันเคยมือน่ะ" ผมแก้ตัวพลางหัวเราะแหะแล้วยื่นตุ๊กตาตัวใหญ่ยักษ์ให้เขา

                ไมค์ทำหน้างง แล้วชี้ตัวเองทำนองว่า ให้เหรอ? ผมพยักหน้าแล้วยัดเยียดตุ๊กตา

                "แต่ตัวมันใหญ่ขนาดนี้ จะให้ถือยังไงล่ะ"

                ตุ๊กตาเวลานั่งตัวสูงประมาณเมตรกว่าๆ  คงไม่มีใครหาถุงมาใส่ให้ได้แน่ๆ

                สุดท้ายไมค์เลยต้องแบกตุ๊กตาไว้ที่หลังแล้วใช้ผ้าพันคอผืนยาวผูกไว้ไม่ให้ตก ดูแล้วเหมือนคุณพ่อยังหนุ่มแบกลูกเล็ก (ตัวใหญ่) จากนั้นเราก็เดินซื้อของกันต่อ

                คืนนี้สินะ... คริสต์มาสอีฟ... หนุ่มสาวที่นี่เดินควงแขนกันเป็นคู่ๆ เต็มท้องถนน ร้านเค้กคลาคล่ำไปด้วยคู่รักที่เตรียมฉลองเทศกาลทางศาสนาด้วยความโรแมนติก

                เย็นนี้... ไมค์จะพาผมไปที่ไหนกันนะ? ดิสนีย์แลนด์? โตเกียวทาวเวอร์? กินซา? โอไดบะ? ไม่ต้องพูดถึงสถานที่ฉลองยอดฮิตซึ่งอาจมีคนจำพวกเราได้ทุกเวลาเหล่านั้นเลย เพราะไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว

 

                เรากลับโรงแรมในช่วงหัวค่ำ แยกย้ายเข้าห้องของตนเพื่อเก็บของ

                ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มีเสียงเคาะประตู

                ไมค์ยืนรออยู่หน้าห้อง เขาดึงตัวผมเข้าไปยังห้องข้างๆ

                งานฉลองคริสต์มาสอีฟเล็กๆ ตั้งอยู่กลางห้อง อาหารที่สั่งจากโรงแรมวางอยู่บนโต๊ะรับแขกภายใต้แสงเทียน

                "นั่งสิ"

                เขาดันตัวผมไปยังโซฟา รินน้ำผลไม้ใส่แก้วแล้วยื่นให้

                บนโต๊ะรับแขกมีเนื้อไก่งวงย่าง ซุปข้น มันฝรั่งอบ และที่สำคัญ เค้กก้อนเล็กๆ ตกแต่งอย่างน่ารัก

                "เมอร์รี่คริสต์มาสนะพี่กอล์ฟ"

                "เมอร์รี่คริสต์มาส...ไมค์"

                พวกเราชนแก้วแล้วดื่มน้ำผลไม้ ไมค์ตัดเนื้อไก่ลงในจานแล้วราดน้ำเกรวี่ให้ เอาอกเอาใจเต็มที่

                แม้ไม่ได้ฉลองกันตามสถานที่ไฮไลต์ของฤดูกาล แต่แค่มีเขาอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าที่ไหนก็เป็นคริสต์มาสอันอบอุ่นได้

                หลังจากจัดการของคาวกันเสร็จ ไมค์ก็พูดขึ้นมา

                "กอล์ฟ นายรู้รึเปล่าว่าคนญี่ปุ่นฉลองคริสต์มาสกับคนรัก ในขณะที่ชาวคริสต์จะฉลองกับครอบครัว ส่วนฉันเกิดเป็นคนไทยและนับถือพุทธแท้ๆ แต่กลับได้ฉลองกับทั้งกับคนรักและครอบครัว"

                ใบหน้าสวยพูดยิ้มๆ ดวงตาเป็นประกายร่าเริง

                "ครอบครัว...?"

                ผมนิ่งเพื่อรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ

                 เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ราวกับกำลังตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

                "ไมค์... ขอโทษ"

                จู่ๆ ดวงตาระยิบระยับของเขาก็สลดลงทันที

                "ขอโทษเหรอ"

                เขาพยักหน้า

                "ไมค์... เห็นแก่ตัว ไมค์ทำเรื่องที่พี่กอล์ฟอาจจะไม่ยกโทษให้ไมค์ลงไปจนได้"

                "เดี๋ยวก่อนไมค์... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"

                คนที่ต้องขอโทษน่าจะเป็นผมมากกว่า

                "ไมค์หลอกพี่กอล์ฟ..."

                ผมถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำพูดนี้ออกมา อย่าบอกนะว่า... เขารู้เรื่องที่ผมอำเขา เขาเลยอำกลับ แล้วก็มาสารภาพให้ผมหน้าแตกเพราะหลงกลคิดว่าน้องชายรักตัวเองจริงๆ?

                แต่ให้ทุกอย่างลงเอยแบบนั้นยังดีเสียกว่า...

                ไมค์ยื่นพาสปอร์ตของตัวเอง ผมรับมาอย่างงงๆ

                "นั่นคือตัวตนที่แท้จริงของไมค์... ไมค์ปิดบังพี่กอล์ฟมาตลอดสัปดาห์ พี่กอล์ฟจะโกรธไมค์ก็ได้นะ แต่... อย่าเกลียดไมค์เลย... ได้โปรด"

                ผมมองแววตาสำนึกผิดของเขาอย่างบาดหัวใจ ผมน่าจะเป็นฝ่ายพูดถ้อยคำเหล่านั้นต่างหาก ไม่ใช่เขา...

                เมื่อไมค์เห็นผมนิ่งไป ก็หยิบพาสปอร์ตมากางหน้าแรก แล้วยื่นให้ดู

                "พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล... พวกเรานามสกุลเดียวกัน พวกเราเป็นพี่น้องกัน..."

                เขาพูดเสียงแหบแห้งในตอนท้าย แล้วฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ

                "เดี๋ยวก่อนไมค์... นี่มัน..."

                ผมยื่นมือไปจับไหล่ เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วโอบรอบตัวผมไว้

                "จริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นคู่รักกัน ฉันหลอกนาย จริงๆ แล้วมีแต่ฉันคนเดียวที่รักนายมาตลอด... แต่เพราะเราเป็นพี่น้อง ฉันเลยไม่กล้า... แต่ตอนที่รู้ว่านายความจำเสื่อม ตอนนั้น... ไม่รู้อะไรมันดลใจฉันให้พูดคำว่าเราเป็นคู่รักกันออกไป ฉันแค่อยากรู้... อยากรู้ว่าถ้าเราไม่ใช่พี่น้องกัน พวกเราจะรักกันได้รึเปล่า..."

                ผมถึงกับสะอึก ขนลุกกับความคิดพิเรนทร์ของตัวเองในตอนแรก

                ไม่อยากเชื่อเลยว่า... มันจะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าผมบอกความจริงไมค์ไปทั้งหมดล่ะก็ จะสร้างบาดแผลในจิตใจของเขาซักเท่าไหร่กันนะ

                เขากำลังสะอึกสะอื้น... ร้องขอการให้อภัย ผมจึงลูบหัวเบาๆ เป็นการปลอบโยน

                "ได้สิ... ไมค์... ต่อให้เราเป็นพี่น้องกัน... ฉันก็รักนาย เหมือนที่ฉันรักอยู่ในตอนนี้ไงล่ะ"

                ไมค์เงยหน้าขึ้นมามองผมซึ่งกำลังยิ้มให้

                "บ้าชะมัด... ก่อนหน้านี้ยังแมนอยู่ทุกเรื่อง ไหงตอนนี้กลายเป็นไอ้เด็กขี้แยไปแล้วล่ะ"

                ผมเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเขา

                "นาย... ไม่โกรธเหรอ..."

                ผมส่ายศีรษะ

                "ฉันจะโกรธนายทำไมล่ะ ในเมื่อฉันรู้แล้วว่านายคือคนที่จะคอยอยู่เคียงข้างฉันเสมอ เวลาที่ฉันไม่เหลืออะไรเลยอย่างในตอนนี้"

                "ยังมีอีกหลายเรื่องนะ ที่ฉันไม่ได้บอกนาย อย่างเช่น... นี่... ฉันขโมยโทรศัพท์มือถือของนายมา แล้วจัดการติดต่อทุกอย่างเองทั้งหมด เพราะไม่อยากให้นายจำอะไรขึ้นมาได้ระหว่างที่เราไปเที่ยวกัน... แล้วก็นี่... จริงๆ แล้วนายกับฉันเป็นนักร้อง... แล้วก็..."

                เขาหยิบมือถือที่ผมนึกอยู่ตั้งนานว่าหายไปไหน แต่ไม่กล้าท้วงอะไรเพราะกำลังเล่นละครอยู่ และหยิบนิตยสารที่มีรูปพวกเราออกมาให้ดู จากนั้นก็เตรียมหยิบอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เขาวางเตรียมไว้เพื่อจะสารภาพกับผม

                "พอแล้วล่ะ... ไมค์... ไม่ต้องแล้ว... ขอให้ฉันอยู่ในฐานะคนรักของนายอย่างเต็มตัวอีกวันได้มั้ย"

                ไมค์หันมาทำตาโตเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากผม

                ใช่แล้ว... ตอนนี้ นาทีนี้เท่านั้น... ผมจะเป็นคนรักจริงๆ ของเขา โดยไม่มีคำว่าพี่น้องอะไรทั้งสิ้น

                ผมก้มลงจูบร่างสูงที่เงยหน้าขึ้นมา มืออุ่นๆ ของเขาประคองใบหน้าของผม ลูบเส้นผมที่ระใบหน้าอย่างอ่อนโยน ก่อนดันตัวผมลงนอนราบกับโซฟา แล้วโน้มกายลงมาทาบทับ

                ริมฝีปากอ่อนนุ่มพรมจูบไปทั่วใบหน้า ก่อนถอยห่างออกไปเพื่อสบสายตา

                "ไปที่เตียงนะ"

                ผมหัวใจเต้นแรง เสมองไปทางอื่นเพื่อหยุดคิด

                เอายังไงดีล่ะ...

                แต่วินาทีนั้น อารมณ์ภายในใจเอาชนะเหตุผลใดๆ ทั้งมวล... จริงสิ... คืนนี้ผมเป็นคนรักของเขา เพราะฉะนั้นทำไมผมต้องคิดอะไรอีก

                ผมหันไปสบตาเขาแล้วยิ้มที่มุมปากพลางพยักหน้า

                วงแขนแข็งแรงคู่นั้นยกผมลอยขึ้น แล้วพาไปยังเตียงซึ่งอยู่ห่างไม่กี่ก้าว

                ทันทีที่หลังสัมผัสกับเบาะนุ่ม ผมก็ตัดใจจากทุกสิ่งทุกอย่าง ขอให้ผมมีความสุขกับความฝันให้เต็มที่ก่อนตื่นแม้เพียงชั่ววินาทีนี้ด้วยเถอะ...

                เราทั้งคู่กอดก่ายกันอย่างโหยหา ทั้งที่ผมเพิ่งรู้ตัวเองว่ารักเขาเพียงไม่กี่วัน แต่กลับรู้สึกราวกับต้องการเขามาตลอดเป็นเวลาหลายปี

                ไมค์ปรนนิบัติผิวกายและเรือนร่างของผมอย่างอ่อนโยน คำบอกรักหวานหูลอยมาไม่ขาด ราวกับเป็นคำพูดสะกดจิตที่ครอบงำหัวใจของผมโดยสมบูรณ์แล้วในวินาทีนี้

                ทว่า... จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก แล้วรีบผละออกจากตัวผม

                "มีอะไรเหรอไมค์" ผมถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของเขาเปลี่ยนไปกะทันหัน

                "ไมค์... ทำไม่ได้... ไมค์เอาเปรียบพี่กอล์ฟไม่ได้" น้ำใสๆ เอ่อคลออยู่บนขอบตาล่างของเขา "เพราะพี่กอล์ฟจำอะไรไม่ได้สินะ... ถึงได้ยอมไมค์แบบนี้ แต่ซักวันถ้าความจำพี่กอล์ฟกลับมา... พี่กอล์ฟต้องเสียใจมากแน่ๆ และพี่กอล์ฟอาจเกลียดไมค์ที่ไมค์ทำกับพี่กอล์ฟแบบนี้..."

                ผมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น แล้วเอื้อมมือไปตั้งใจว่าจะลูบหัวเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผม ทว่าเขาเบี่ยงตัวหลบ

                "อย่า... อย่าเพิ่งแตะตัวไมค์ตอนนี้... ไมค์ไม่อยากทำร้ายพี่กอล์ฟ..."

                พูดจบก็หยิบกุญแจห้องผมแล้วผลุนผลันออกไป

                ผมได้แต่นั่งอึ้งอยู่บนเตียง

                ...จริงสิ... หมอนั่นรัก "พี่กอล์ฟ" ...หมอนั่นเลือก "พี่กอล์ฟ" สินะ

                ผมหัวเราะให้กับตัวเองด้วยความโล่งใจระคนใจหาย... สุดท้ายหมอนั่นก็หาข้อสรุปให้กับพวกเราจนได้...

 

25 ธันวาคม โรงแรมในโตเกียว


                ถึงเวลาที่ต้องตื่นจากความฝันจริงๆ แล้วสินะ

                เสียงออดที่ประตูห้องดังขึ้นเป็นครั้งที่สองเหมือนเป็นสัญญาณปิดม่านของละครครั้งนี้เสียที

                ผมสูดหายใจลึกๆ แล้วปัดของที่อยู่ในถาดบนอ่างล้างมือตกพื้นเสียงดังสนั่น 

 

                ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างของผมก็ถูกวางลงที่เตียง ทันทีที่หัวสัมผัสหมอน ผมก็ส่งเสียงอือออเหมือนรู้สึกตัว แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น

                คนตรงหน้าก้มลงมองผมอย่างเห็นห่วงเป็นใย

                "พี่กอล์ฟ... ไม่เป็นไรนะ?"

                "อือ..." ผมครางตอบ

                พนักงานโรงแรมที่เปิดประตูให้ เมื่อเห็นว่าผมไม่เป็นอะไรมากก็ขอตัวออกจากห้อง ไมค์หันไปขอบคุณเขา แล้วมองส่ง ก่อนหันกลับมาทางผมซึ่งขมวดคิ้วหรี่ตามองรอบๆ

                "ปวดหัวจัง" ผมแกล้งบ่น "ฉันเป็นอะไรไป"

                "ดูเหมือนนายจะล้มในห้องน้ำ ของกระจายเต็มไปหมดเลย ไหนดูซิ... โดนแก้วบาดตรงไหนบ้างรึเปล่า"

                ไมค์สำรวจตามร่างกายของผม

                "ฉันคงความดันต่ำ เลยวูบ... ดีนะที่คอนเสิร์ตจบไปแล้ว"

                ไมค์หันมามองผมอย่างอึ้งๆ

                "พี่กอล์ฟ... กลับมาแล้ว?"

                ผมกระพริบตาปริบๆ ทำหน้างง

                "กลับ?"

                "เมื่อสัปดาห์ก่อน นายตกบันได ความจำเสื่อม จำได้รึเปล่า?"

                "สัปดาห์ก่อนเหรอ?" ผมแกล้งขมวดคิ้วถาม "บ้าชะมัด... นี่หมายความว่าฉันจำอะไรไม่ได้ตั้งสัปดาห์เชียวเหรอ?"

                ผมเอามือขึ้นแตะหน้าผาก ในขณะที่ไมค์หน้าสลดลงทันที

                "นาย... จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ... เรื่องที่เราไปเที่ยวกัน"

                เห็นแววตาแบบนั้นแล้ว ผมรู้สึกเหมือนโดนบีบที่หัวใจ

                "เที่ยว...? จริงสิ... ฉันวางแผนไปเที่ยวนีงาตะกับนายนี่นา บ้าชะมัด... นี่มันผ่านไปได้ยังไงเนี่ย?"

                ไมค์ยื่นมือจะเข้ามาแตะตัวผม แต่แล้วก็ชะงักแล้วชักมือกลับ

                "ไม่ต้องห่วงหรอก... พวกเราไปกันมาแล้ว ฉันสนุกมากเลย ขอบคุณนะ"

                ไมค์ทำท่าจะลุกขึ้นอย่างเซื่องซึม ผมจึงรีบรั้งไว้

                "ไมค์... เอ่อ... คือ... ฉันเลยไม่ได้ฉลองวันเกิดให้นาย... ทั้งๆ ที่เป็นคนคะยั้นคะยอให้อยู่ต่อ... ขอโทษนะ..." ผมรู้สึกผิดจากใจจริง

                เขายิ้ม แล้วขยับเข้ามาใกล้

                "ใครว่าล่ะ... พี่กอล์ฟฉลองวันเกิดให้ไมค์อย่างวิเศษมากเลยล่ะ... ขอบคุณนะ ไมค์รักพี่กอล์ฟที่สุดเลย" พูดจบก็เข้ามากอดผมแน่น

                ...แบบนี้แหละ... ดีที่สุดแล้ว...

                "ยินดีต้อนรับกลับครับพี่ชาย"

                เสียงทุ้มกระซิบข้างหู ก่อนที่จะผละตัวออก

                "พี่กอล์ฟไม่เป็นไรแล้วแน่นะ?"

                ผมผงกศีรษะ

                "แต่ไมค์... หัวนาย...?"

                ผมชี้ที่หน้าผากตัวเองข้างเดียวกับแผลของเขา

                "อ๋อ... ไว้จะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้คงต้องรีบจัดการข้าวของก่อน คืนนี้เราต้องกลับเมืองไทย"

                น้ำเสียงของไมค์กลับมาเป็นน้องชายผมคนเดิม


                จริงสิ... กลับเมืองไทย... ประเทศเมืองร้อนที่ไม่มีเกล็ดน้ำแข็งอันบอบบางร่วงหล่นจากฟ้า

                ผมลุกขึ้นจากเตียงเพื่อกลับห้องพักตัวเอง ไม่ลืมหยิบเครื่องรางห้อยคอที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างๆ ซึ่งถอดออกก่อนอาบน้ำเมื่อวานไปด้วย

                "เอ๊ะ...? กอล์ฟ... นาย..."

                เขามองที่มือผมอย่างสงสัย

                "อ้าว... ของนายเหรอ... ฉันนึกว่าของฉันซะอีก รู้สึกเหมือนมันสำคัญมากๆ"

                ไมค์หยิบเครื่องรางจากมือแล้วคล้องคอให้ผม

                "ใช่แล้วล่ะ... สำคัญมาก เก็บไว้ดีๆ นะ"

                "อื้ม... แน่นอนอยู่แล้ว"

                ไมค์ยื่นกุญแจห้องคืนให้ แล้วเดินมาส่งจนถึงประตู

                อีกไม่กี่เดือนฤดูหนาวก็จะผ่านพ้นไป หิมะขาวโพลนทั่วนีงาตะก็จะละลายไปกับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ แต่สำหรับผม ละอองเกล็ดน้ำอันเย็นฉ่ำ ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสายลงบนทะเลครีมสดอันเหน็บหนาวในหัวใจผมตลอดเวลา...

                ขอบคุณอุบัติเหตุคราวนั้น... ขอบคุณที่ทำให้พวกเราได้รักกันตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา

 

The end

| part I | author's talk |

 

edit @ 12 Jan 2008 01:33:43 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Wow!!!!!

เพิ่งมาเจอ พลาดไปได้งายเนี่ย

น่ารักจัง โฮกกกก ไมค์ไม่น่าหยุดเลย

น่าจะต่ออีกหน่อย อ๊ากกกกก (คิดไรเนี่ย?)

แต่ได้ดีมากเลยนะคะ ยังรออ่านเรื่องอื่นๆอยู่น้า

มาต่อไวๆนะคะ

confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile

#1 By Levi (202.28.78.130) on 2007-12-20 16:05

อืม..ถึงจะเป็นแบบนี้ต่อไป
แต่ก็ยังได้อยู่ด้วยกันนี่เนอะ
ดีแล้วหล่ะ เฮ้ออออ คิดแล้วก็ใจหายนิดนุง หุหุ
น้องไมค์น่ารักจังอ่ะ
ทำให้ทุกอย่างเรย แอบสงสารตอนที่สารภาพความจริงอ่ะ
กอล์ฟขี้โกง !!
แต่ก็ชอบนะ

#2 By ^*Til24missyou*^ on 2008-04-13 19:11

สงสัยวันนี้ Ma-iไปทำงานรอบเที่ยงแน่ๆ
เลิกอ่านไม่ได้เลยอะ
เรื่องนี้ยิ่งน่ารักโฮกกกก..
ไม่ไหวแล้ว

7 วันอันตราย เจงๆ

#3 By Ma-i (118.174.14.16) on 2008-07-29 08:43

น่ารักมากก
ฟิกน่ารักซาบซึ้งสุดๆเลย
ดีจังนะที่ได้ทั้งรักและยังรักกันไว้แบบนั้น
น่าจะมีสเปเน้อ

#4 By ~love~ on 2008-09-08 19:17

เฮ้อ.....
เหนื่อยจังเลยค่ะ
พี่ชาย แกล้งน้องไปไหนคะ

เจอไป สงสารน้องชายมากลเยค่ะ
"ปล่อยให้เขาอยู่ในความฝันอีกสักพักเถอะนะ"

T^T
น้ำตาจะไหลเลยค่ะ
สงสารน้องงงที่สุดเลย ฮือออออ

น้องชายจ๋าา~
ซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุดเลย

ทำไมเจ๊นท์แบบนี้คะ
*ปลาบปลื้บ*
*น้ำตาพรากๆ*

สุดท้าย เราก็คิดว่าเป็นแบบนี้
ดีที่สุดจริงๆ ค่ะ
น้องชายไม่ต้องสมหวังหรอก
จริงๆ นะคะ

เพราะอย่างไร มันก็เป็นไปไม่ได้
(พูดเองเจ็บเอง)

แต่ข้อดีก็คือ มันเป็นความทรงจำ
ที่มันจะเป็นตลอดไปเลย
อ่าาาา TTTT_TTTT

บรรยายฉากสวยมากเลยค่า
อ่านแล้ว เห็นภาพเลย
อยากเที่ยวบ้างจัง~

#5 By N' Pepper on 2008-10-15 04:07

อ๊ากกกกกกกกกกกกก กอล์ฟ เอาเปรียบที่ซู้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

กรี๊ดดดดดดด สงสารไมค์!!!!!!!!!!

คนเขียนอ๊ะ!!!

#6 By Mokodoki (125.24.169.175) on 2009-03-13 18:55

ร้องไห้เลยอะ ซาบซึ้งมากๆค่ะ ขอบคุณน้าที่เขียนเรือ่งดีๆมาให้อ่านอ่ะค่ะ ละมุนละไมจริงๆเลย

#7 By xaiouar (58.64.101.85) on 2009-06-23 01:18