...ระหว่างเรา... [14] Sunshine through my window II
posted on 16 Nov 2007 22:41 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
อย่าเข้าใจผิดนะครับ… ผมไม่ใช่ซานตาคลอส…
ซานตาคลอสที่ไหนหล่อ หุ่นดี เซ็กซี่ได้กระชากใจสาวขนาดนี้ แถมลุงซานตาน่ะ เขาไม่แจกของขวัญกันตอนฤดูร้อนหรอก
แม้เธอจะเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนสาวๆ ทั่วไปที่ผมเคยควงมาก่อน แต่เพราะคบหากันมานาน กูรูเรื่องผู้หญิงอย่างผมจึงสัมผัสความรู้สึกของเซโกะได้ไม่ยาก
เซโกะอยากมีความรัก… อยากบอกรักใครซักคนขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่
ในขณะที่ผม… มีคนที่อยากบอกรักใจจะขาด แต่ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ในชาตินี้
พวกเราตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง
การเป็นคนรักกับเพื่อนเก่าอย่างเธอทำได้ไม่ยากเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะพวกเราคุยหยอกล้อกันหวานแหววด้วยความรู้สึกเหมือนเพื่อนล้อเล่นกันมากกว่าคนรักจริงๆ
สองสามวันแรก เราต่างยังขัดเขินด้วยกันทั้งคู่ แต่พอคุยกันไปเรื่อยๆ ก็เริ่มชินและสนุกกับมัน
ผมปล่อยให้เซโกะโทรมาหาผมได้ทันทีที่เธอรู้สึกเหงา
…ทำไงได้ล่ะครับ ก็เวลาของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้วนี่…
คิดแล้วผมก็ยังช็อคไม่หาย
วันนั้นเคนตะ น้องชายของเซโกะโทรมาบอกให้ผมรีบไปดูใจพี่สาวของเขา
ผมซึ่งไม่เคยรู้เรื่องป่วยของเซโกะเลยถึงกับใจหาย… เพื่อนที่เคยคบกันมาหลายปี อีกสองสัปดาห์ก็จะ…
อันที่จริงเซโกะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรมาตั้งนานแล้ว แต่เธอเลือกที่จะไม่บอกใคร
เธอเก็บตัวเข้ารับการรักษาด้วยความหวังว่าจะแข็งแรงขึ้นในเร็ววัน แต่ผลกลับตรงกันข้าม
กระทั่งหมอลงความเห็นว่าควรผ่าตัดเพื่อยืดชีวิต แม้โอกาสรอดจะมีไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่ลอง เธอก็ไม่อาจอยู่ได้นานไปกว่านั้นอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเข้ารับการผ่าตัด
ด้วยเหตุนี้เคนตะจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพี่สาวเต็มไปด้วยความสุข
เซโกะซึ่งผมไม่ได้เจอมาหลายปี… บัดนี้แม้เธอจะเจ้าเนื้อขึ้นกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย แต่ผิวพรรณไม่ได้เปล่งประกายแห่งความอิ่มเอิบเลยแม้แต่นิดเดียว ผมที่ตัดสั้นแม้จะทำให้หน้าของเธอสว่างขึ้น แต่ก็ไม่สดใส ดวงตาไร้แวว เหมือนคนหมดกำลังใจ
นี่สินะ… ที่เขาเรียกว่ารอวันตาย…
เห็นหน้าเธอครั้งแรกผมรู้สึกใจหาย
มีอะไรที่ผมจะทำให้เพื่อนเก่าคนนี้เป็นครั้งสุดท้ายได้บ้างนะ
เคนตะบอกว่าก่อนหน้านั้นตอนที่เธอรู้ว่าชีวิตของเธอเหลืออีกไม่เท่าไหร่ เธอซูบโทรมยิ่งกว่านี้หลายเท่านัก เอาแต่นั่งมองนอกหน้าต่างน้ำตาซึม ไม่ยอมกินอาหาร ทำเอาคนรอบข้างจะเป็นจะตายไปกับเธอด้วย
แต่โชคดีที่เธอกลับมาเข้มแข็งและมีความหวัง ไม่อย่างนั้นเธอคงแย่ไปตั้งแต่ตอนที่ตรวจพบใหม่ๆ แล้ว
ก่อนที่ผมจะไปหา มีเพื่อนอีกสี่ห้าคนมาเยี่ยม เธอจึงดูสดใสขึ้นมาก ยิ่งได้เจอผมซึ่งเคยสนิทและพูดคุยกับเธออยู่นาน เวลาที่เธอยิ้มหรือหัวเราะ ดูไม่เหลือคราบคนป่วยอีกเลย ผมเสียอีกที่เกือบเผลอน้ำตาคลอกับภาพตรงหน้าหลายหน แต่จำต้องเก็บกลั้นไว้ ไม่อยากให้อารมณ์ดีๆ ของเธอต้องเสียไป
และในตอนนี้ผมจึงต้องสวมวิญญาณคนรักของเซโกะ
ช่วงเวลานี้เท่านั้น ที่ผมจะไม่คิดถึงเรื่องของมาโมรุ
ผมจะรักเซโกะให้ดีที่สุด… เพื่อให้เธอมีความสุขเป็นครั้งสุดท้าย
มาโกโตะหลงผู้หญิงจนทำตัวเหลวไหลมาหลายวันแล้ว…
เขาเอาแต่คุยโทรศัพท์เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง
แถมจะหยิบจะจับอะไรก็เป็นเซโกะจังอยู่ตลอดเวลา
"อ๊ะ… นี่น่ากินจัง วันหลังซื้อไปฝากเซโกะจังดีกว่า"
"อืม… หนังเรื่องนี้เองที่เซโกะจังบอกอยากดู คุโรซาวะซังครับ ผมขอยืมหน่อยได้มั้ย"
"โอ๊ะ… ได้เวลากินยาแล้ว โทรไปเตือนหน่อยดีกว่า"
"ป่านนี้เซโกะจังเข้านอนรึยังนะ"
"พรุ่งนี้ส่งดอกไม้อะไรไปให้ดี"
และอื่นๆ อีกมากมาย
มันอะไรกันนักกันหนา ร้อยวันพันปีต่อให้มาโกโตะสวีทหวานแหววกับสาวแค่ไหนก็ไม่เคยเป็นเอามากขนาดนี้
ขนาดเพลงเดี่ยวที่อัดซ่อมมาหลายวันก็ยังไม่เสร็จ…
ขนาดปล่อยให้ผมซ้อมเต้นอยู่คนเดียวเป็นชั่วโมง…
ขนาดอดหลับอดนอนเพื่อคุยโทรศัพท์ดึกๆ ดื่นๆ…
แถมยังเมินไม่ยอมมองหน้าผมมาหลายวันแล้ว…
ทั้งฮิโรมิซัง แดนเซอร์ และทีมงานพากันส่ายหัวทุกครั้งที่มาโกโตะหยิบโทรศัพท์ออกมา
หลายคนมาถามผมว่ามาโกโตะกำลังคบอยู่กับใคร ผมได้แต่ยักไหล่โดยไม่สามารถตอบอะไรได้
ฮิโรมิซังเรียกมาโกโตะไปคุยหลายครั้ง แต่สิ่งที่เขาปรับปรุงตัวเองมีแค่การรับโทรศัพท์แล้วบอกว่าอีกสิบห้านาทีจะโทรกลับเท่านั้น… ซึ่งเขาก็ทำตามนั้นจริงๆ
ไม่ได้การ… ผมคงต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว
แต่ผมจะทำอะไรได้ล่ะ? ขนาดหน้าผมมาโกโตะยังไม่อยากมองเลย
เขาโกรธอะไรผมอยู่งั้นเหรอ?
ผมไม่ใช่คนขี้หึงขนาดเกลียดผู้หญิงทุกคนที่จะมาแย่งมาโกโตะที่ผมรักหรอกนะ
แต่ผมก็ไม่ใจกว้างพอที่จะยอมให้ผู้หญิงมาแย่งพี่ชายที่ผมรักไปด้วย
ถึงผมจะเป็นคนรักไม่ได้ แต่ผมก็เป็นน้องนะ!
แต่ถ้ามาโกโตะไม่อยากได้น้องชายอย่างผมแล้ว ผมก็จะทำให้มาโกโตะมาเป็นคนรักให้ได้ ผมไม่ยอมเสียไปทั้งสองอย่างอย่างแน่นอน
ตืออออออ ตือออออ
เสียงสั่นสะเทือนที่ทำให้ทุกคนอิดหนาระอาใจดังขึ้น โชคดีที่อยู่ในระหว่างพัก
มาโกโตะรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับ แล้วเดินออกไปคุยข้างนอก
ผมทำทีเดินออกไปเข้าห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้วค่อยๆ ย่องไปแอบฟังพี่ชายคุยกับแฟน
"วันอาทิตย์นี้หยุดด้วยล่ะ…"
หนอย… เสียงอ่อนเสียงหวานเชียวนะ น่าหมั่นไส้
"นะ… ไปเดทกัน… เป็นการขอโทษด้วยที่ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ฉันทำได้แค่คุยกันทางโทรศัพท์เท่านั้น…สวนหย่อมในโรงพยาบาลก็ได้ ดีมั้ย จะได้ไม่มีพวกนักข่าวด้วย"
เป็นการเดทที่แสนจะพิสดารมาก… สวนหย่อมในโรงพยาบาลรึ? คิดไปได้…
"ฉันจะทำข้าวกล่องไปเผื่อแล้วกันนะ เตรียมยาถ่ายไว้ได้เลย"
สงสารเซโกะจังนั่นจริงๆ ต้องฝืนกินข้าวกล่องของมาโกโตะ… อ๊ะ แต่ปกติผู้หญิงเขาต้องเป็นฝ่ายทำมาให้ไม่ใช่เหรอ?
ที่สำคัญ… ขนาดผมยังไม่เคยกินข้าวกล่องฝีมือมาโกโตะเลยนะโว้ยยย
มาโกโตะจ๊ะจ๋ากับอีกฝ่ายได้ซักพักก็วางสาย แถมยังกำชับนักหนาว่าอย่าลืมนัดวันอาทิตย์
อะไรจะอยากเจอกันขนาดนั้น… ฮื่ม โทรคุยกันตลอดทั้งวันยังไม่พออีกเรอะ
ดีล่ะ… วันอาทิตย์นี้ ขอไปยลโฉมเซโกะจังสาวในตำนานของพี่ชายเสือผู้หญิงของผมซักทีเถอะ
เดทครั้งแรกของฉัน... วันอาทิตย์...
น่าแปลก ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นบุคคลที่คุ้นเคย แถมเรายังไปเที่ยวกันออกบ่อยเมื่อสมัยเรียน แต่พอพูดว่าเป็นการเดท... ฉันกลับรู้สึกวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก
ฉันขอให้เคนตะช่วยหาชุดที่ดูเป็นผู้หญิงมาให้ แต่อนิจจา... ในตู้เสื้อผ้าของฉันกลับไม่มีชุดอะไรประเภทนั้นเลย เดือดร้อนเคนตะต้องตากหน้าไปปรึกษาแฟนเก่าซึ่งเป็นเด็กสาวที่แต่งตัวเก่งมาก เธอจึงให้ยืมชุดมาสี่ห้าตัวเพื่อให้ฉันเลือกตัวที่เหมาะกับตัวเองที่สุด... แต่ว่า... ฉันกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับชุดสวยเก๋ประเภทนี้เลยให้ตายเถอะ
แต่ก็เหมือนฝันนะ... ฉันไม่คิดว่าวันนึงฉันจะลุกขึ้นมาใส่กระโปรงอื่นนอกจากกระโปรงนักเรียน
เพราะเหตุนี้... ฉันจึงเลือกแบบที่คิดว่าเรียบง่ายที่สุด ไม่อยากคิดภาพมาโกโตะกลั้นหัวเราะตอนที่เห็นฉันอยู่ในชุดนี้เลย
ฉันหมุนตัวไปมาอยู่หน้ากระจก
อื้ม... ไม่เลวแฮะ
โชคดีที่น้องชายปากเสียของฉันไม่หลุดแซวอะไรออกมา จริงๆ แล้วหมอนี่สงบปากสงบคำขึ้นมากตั้งแต่รู้ว่าฉันป่วย นั่นเป็นเพราะว่า ถ้าฉันโมโหขึ้นมาเมื่อไหร่ อาการจะกำเริบน่ะสิ
"ส้นสูงนี่เจ็บชะมัด"
ฉันบ่นอุบ
"อยากสวยก็ต้องทนหน่อยสิ เดทกับดาราจะลากผ้าใบโทรมๆ คู่เก่งที่ไม่ได้ซักมาหลายปีออกไปได้ยังไงล่ะ"
เคนตะพูดพลางเก็บเสื้อผ้าตัวที่ไม่ได้ใช้
"เอ้า... เคล็ดลับสุดท้าย... ท่องไว้ซะ ว่าฉันสวยที่สุด"
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วทำตามที่น้องชายบอก
"ฉันสวยที่สุด... ฉันสวยที่สุด... แบบนี้ถูกมั้ย"
เคนตะยิ้มพลางยกนิ้วโป้งให้อย่างหนักแน่น
แย่ล่ะ... ชักตื่นเต้นมากไปแล้ว
ฉันรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก หัวใจเต้นถี่พิกล...
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
"เฮ่ย... เซโกะ เป็นอะไรรึเปล่า ทำใจให้สงบไว้นะ อีกไม่กี่นาทีมาโกโตะซังก็จะมาแล้ว"
ฉันกุมหน้าอกแล้วทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้
"ไม่เป็นไรหรอก... แค่เหนื่อยเท่านั้น"
โรคประจำตัวของฉันก็คือ... ขณะนี้ฉันมีหัวใจเหมือนคนอายุแปดสิบ...
ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเหนื่อยง่าย ความดันโลหิตและระบบต่างๆ ที่เกี่ยวกับเลือดทำงานไม่ปกติ ฉันหน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ ยิ่งกว่านั้น หากเครียดจัดหรือมีเรื่องสะเทือนใจอย่างร้ายแรง หัวใจของฉันอาจหยุดเต้นไปเลยก็ได้
ฉันเคยประสบความทรมานนั้นมาตลอดช่วงสองสามปีแรกที่ฉันรู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคอะไร แต่หลังจากการตรวจในครั้งหนึ่ง ที่หมอบอกว่า อัตราการทำงานของหัวใจฉันจากเดิมที่เคยเหมือนคนอายุห้าสิบหกสิบ กลับเพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดสิบภายในไม่กี่ปี ทำให้ฉันตระหนักว่า ยิ่งฉันซึมเศร้ามากเท่าไหร่ ชีวิตของฉันก็ยิ่งสั้นลงเท่านั้น
ฉันกลัว... ฉันกลัวอะไรบางอย่างมาตลอด สิ่งที่ทำให้ฉันไม่อยากรีบจากโลกนี้ไปเร็วๆ
กระทั่งในที่สุด... เมื่อฉันแอบได้ยินแม่คุยกับญาติผู้ใหญ่เรื่องการผ่าตัด ตอนนั้นฉันถึงได้เริ่มตระหนักว่า ฉันอยากได้อะไร ก่อนจากโลกนี้ไป ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ภาวนามาตลอด แม้ว่าจะเป็นการภาวนาแบบลมๆ แล้งๆ ก็ตาม
แล้วมาโกโตะเพื่อนยากในอดีตก็ปรากฏตัวขึ้น
"เอ้า นี่... กระเป๋า ข้างในมียาอยู่นะ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา อย่าฝืนล่ะ รีบหยิบกินทันที เข้าใจมั้ย"
เคนตะส่งกระเป๋าถือให้ฉัน
ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
คนที่โผล่เข้ามาในห้องคือคนที่ฉันกำลังรอคอยอยู่
เขาอยู่ในชุดไปรเวท ดูเหมือนวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป... ไม่สิ ถ้าจะให้พูดกันตามตรงล่ะก็ เท่กว่าวัยรุ่นธรรมดาหลายเท่าเลยต่างหาก หอบดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ไว้ในอ้อมแขน
"อรุณสวัสดิ์ เซโกะจัง"
เจ้าของรอยยิ้มดุจแสงอาทิตย์ยามเช้ากล่าวทักทาย
แย่แล้ว... หัวใจฉันเต้นไม่เป็นส่ำ... ไม่อยากสบตาของอีกฝ่ายเลย...
"ไหวมั้ย... เซโกะ"
เคนตะกระซิบเมื่อเห็นอาการอิดออดของฉัน
ฉันพยักหน้า แล้วปล่อยให้น้องชายประคองเพื่อลุกยืน
มาโกโตะมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า
...หนอย... ตาบ้า... อย่ามองแบบนั้นได้มั้ย ฉันเขินเป็นเหมือนกันนะ!! ยิ่งไม่คุ้นกับเสื้อผ้าอยู่
"ฮื่อ" เขายิ้มที่มุมปาก
"ฉัน... เหมือนกระเทยแต่งสาวมากเลยใช่มั้ยล่ะ"
มาโกโตะหัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วเดินมาหาฉัน
"ใครว่าล่ะ แค่ตะลึง... ไม่คิดว่าหญิงห้าวอย่างเซโกะจัง พอแต่งตัวแบบนี้ก็สวยแปลกตาดีเหมือนกันนะ" พูดจบก็ยื่นช่อดอกไม้ให้ฉัน
ฉันรับมากอดไว้ ก้มหน้างุดเก็บอาการเขินไม่อยู่
"ขอบใจนะ"
ฉันยื่นดอกไม้ให้เคนตะเอาไปใส่แจกันให้ จากนั้นพวกเราก็ออกจากห้องเพื่อไปที่สวนหย่อมของโรงพยาบาล
เรานั่งเล่นกันบนสนามหญ้า มาโกโตะชวนคุยไม่หยุดเหมือนกับที่เขาคุยกับฉันทางโทรศัพท์ ในขณะที่ฉันเอาแต่เงียบ
ก็แหม... พอคุยกันหวานแหววเหมือนตอนคุยโทรศัพท์โดยที่เห็นหน้ากันแบบนี้ มันไม่ชินยังไงไม่รู้
ฉันยอมรับว่า ตอนที่ฟังเสียงมาโกโตะที่อยู่ปลายสาย ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นเสียงของคนในจินตนาการที่ฉันสร้างขึ้นเองว่าเป็นคนรัก แต่พอมาฟังเขาพูดต่อหน้าแบบนี้ มันรู้สึกแปลกๆ ความเป็นเพื่อนเก่าแก่คงยังตัดไม่ขาดล่ะมั้ง
พวกเราคุยกันไป กินข้าวกล่องกันไป...
"เซโกะจัง... พาฉันเดินเล่นรอบๆ หน่อยสิ พาไปดูด้วยนะว่าตรงไหนที่เซโกะจังออกมาบริหารร่างกายตอนเช้า"
มาโกโตะเอ่ยขึ้นหลังจากกินข้าวกันเสร็จ
"ได้สิ"
แม้ฉันจะเกลียดโรงพยาบาล แต่ฉันชอบสวนหย่อมของที่นี่มาก ถึงห้องผู้ป่วยจะคับแคบ แต่สวนหย่อมของที่นี่ค่อนข้างกว้างจนเรียกว่าเป็นสวนสาธารณะเลยก็ว่าได้ มีบึงเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่ และยังมีสนามเด็กเล่นอีกด้วย
มาโกโตะประคองฉันเดินเรื่อยๆ ไปรอบๆ
แต่รองเท้าส้นสูงเจ้ากรรมนี่สิ... ทำฉันขายหน้าจนได้...
"โอ๊ย..."
ฉันทรุดตัวลงกองกับพื้น
"เป็นอะไรรึเปล่า"
มาโกโตะนั่งยองๆ ข้างฉันอย่างเป็นห่วง เขาดึงกระเป๋าถือไปเพื่อเตรียมหยิบยา แต่ฉันรีบรั้งไว้ก่อน
"เปล่า... ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แค่เท้าแพลงนิดหน่อย"
ฉันตอบเสียงอ่อย... รู้สึกอายสายตาของมาโกโตะที่เลื่อนไปยังเท้าของฉัน หวังว่าหมอนั่นคงไม่คิดหรอกนะว่าฉันเดินส้นสูงไม่เป็นแล้วยังไม่เจียม
ทว่ามาโกโตะจับข้อเท้าฉันอย่างเบามือ แล้วถอดรองเท้าออก เขาทำแบบเดียวกันทั้งสองข้าง
"เสียดายจัง ฉันไม่ได้เอายาพ่นกล้ามเนื้อติดตัวมาซะด้วย"
ตาบ๊องเอ๊ย... แล้วใครเขาพกของพรรค์นั้นมาออกเดทมิทราบ... ฉันนึกขำ
"เอ้า... ขึ้นหลังฉันมาสิ"
ฉันถึงกับงง
"ตรงนั้นมีเก้าอี้... เดี๋ยวฉันจะแบกเซโกะจังไปเอง"
หา... เอาจริงดิ... น้ำหนักตัวฉันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ
ฉันเป็นคนหนักกระดูก โครงสร้างร่างกายค่อนข้างใหญ่และหนา นั่นเป็นผลจากการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉันก็นึกขึ้นได้ว่า ในเมื่อหมอนี่เป็นแฟนฉันแล้ว ฉันจะมัวเกรงใจมากไปทำไม สุดท้ายก็ยอมขึ้นหลังหมอนั่นอย่างทุลักทุเล
มาโกโตะนวดข้อเท้าที่แพลงให้อย่างถนอม
หมอนี่มือนิ่มขนาดนี้เลยเหรอ... หรือว่าเพราะผิวของฉันหยาบกระด้างเอง?
"ดีขึ้นแล้วล่ะ"
ฉันเอ่ยขึ้นเพื่อให้เขาหยุดนวด
เขาลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ยาวข้างๆ ฉัน
"นั่งตรงนี้ก็ดีเหมือนกันนะ... เซโกะจังเหนื่อยรึยัง? อยากดื่มอะไรมั้ย"
ฉันส่ายหน้า อันที่จริงก็เหนื่อยนิดหน่อย ความตื่นเต้นที่จะได้มาเดทในวันนี้ทำเอานอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
วันนี้เลยรู้สึกในร่างกายมันโหวงๆ ยังไงพิกล
ฉันพยายามตั้งสติไม่ให้ความอ่อนแอของตัวเองเล็ดรอดออกมา
"นี่..."
จู่ๆ เขาก็เรียกเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง
"อะไรเหรอ"
"ฉันขอหนุนตักเซโกะจังหน่อยได้มั้ย"
ฉันเบิกตาโพลง... เอาจริงเด่ะ มาโกโตะ... ถึงจะบอกว่าเป็นคนรักกันจนกว่าฉันจะเข้าผ่าตัด แต่ไม่ต้องทุกขั้นทุกตอนขนาดนั้นก็ได้
ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบ เขาก็เอนตัวซบลงมาบนตักของฉันแล้ว
โอย... มันจั๊กกระเดียมยังไงพิกล
ฉันนั่งตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก นึกตำหนิตัวเองที่ไม่สมกับเป็นผู้หญิงเอาเสียเลย
เขาพลิกตัวนอนหงาย แล้วมองหน้าฉัน
"ค่อยยังชั่ว... ที่เธอไม่บ้าจี้"
ฉันหัวเราะแหะด้วยความเขิน
"นาย... เอ่อ... มาโกะ...ไม่ต้องฝืนทำขนาดนี้ก็ได้"
มาโกโตะหลบตาขึ้นมองบนฟ้าครู่หนึ่ง แล้วจึงมองตอบฉันอีกครั้ง
"ฉันทำให้เธอลำบากใจรึเปล่า... เซโกะจัง"
"หือ? ลำบากใจ? อะไรเหรอ?"
"ก็จู่ๆ มาบังคับให้เธอเป็นแฟนกับฉัน แล้วก็โทรคุยกันบ่อยๆ ทำนู่นทำนี่สารพัดที่ดูแล้วไม่ใช่ตัวเธอเลยซักนิด"
ฉันยิ้มตอบแบบขำๆ เพิ่งจะมาเกรงใจอะไรเอาป่านนี้ ถ้าฉันลำบากใจเพราะนาย ฉันคงปฏิเสธไปตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะ
"คิดซะว่าครั้งหนึ่งในชีวิต... ฉันต้องขอบใจนายมากกว่า จริงๆ แล้ว ฉันเองก็อยากลองแต่งตัวสวยแล้วเดทกับหนุ่มหล่อแบบนี้เหมือนกันนะ"
เขายิ้มให้ฉันอย่างโล่งอก แล้วก็นิ่งไปซักพัก
"เซโกะ... ขอโทษนะ..."
ฉันทำหน้าเหวอ
"ขอโทษทำไม?"
ฉันซะอีกต้องขอโทษนาย... นายต้องมารับฟังคำพูดเอาแต่ใจของฉันตั้งหลายอย่าง เพียงเพราะอีกไม่กี่วันฉันจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว... คิดแล้วก็กลัวขึ้นมานิดหน่อย
...........................
ฉันโกหก... จริงๆ แล้วฉันกลัวมากเลยต่างหาก ฉันพยายามทำใจให้เข้มแข็ง ยอมรับอีกไม่กี่วันข้างหน้าให้ได้ ฉันกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความตาย
และเพราะอย่างนี้... ฉันจึงได้เลือกการผ่าตัด ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่อาจช่วยชีวิตฉันได้มากกว่านี้
ทำไมน่ะรึ...
ฉันขี้ขลาดเสียจนคิดว่า อย่างน้อยฉันก็ตายตอนที่ฉันไม่ได้สติน่ะสิ
ภาพสุดท้ายที่ฉันอยากเห็นก็คือ ดวงตาแห่งความหวังของทุกคน
ฉันไม่อยากให้คนรอบข้างร้องห่มร้องไห้ ฟังฉันสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย ฉันไม่อยากหายไปต่อหน้าต่อตาคนอื่นๆ ที่ยืนล้อมเตียงของฉันอยู่
เพราะฉะนั้น... อย่างน้อยก่อนที่ฉันจะไป ได้โปรดฉีดยาสลบให้ฉันเถิด... จากนั้นอยากจะทำอะไรกับร่างกายของฉันก็เชิญ...
มาโกโตะเงียบไปพักใหญ่ ฉันก้มมองเขาอีกทีก็พบว่าเขาหลับไปซะแล้ว
ให้ตายเถอะ... หลับได้น่าเอ็นดูชะมัด
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาคงเหนื่อยกับการติดต่อกับฉันน่าดู
ขอโทษนะ ที่รบกวนบ่อยๆ ...ก็ฉันเหงานี่นา...
"อือ..."
เสียงครางคล้ายกรนลอยออกมาเบาๆ
"มาโมรุ..."
ฉันกระพริบตาปริบๆ
มาโมรุเหรอ...?
เอ๊ะ... หรือว่า?
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 12 Jan 2008 02:18:16 by ★ひまじん★