...ระหว่างเรา... [11] หึง
posted on 16 Nov 2007 22:38 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
โว้ยยยยย…!!!
ถ้าไม่เกรงใจว่าคนในบ้านจะได้ยินล่ะก็ ผมคงตะโกนดังให้ลั่นแล้ว
มาโกโตะก็เหลือเกินนะ… ชอบมาให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กันอยู่เรื่อย
เฮ้อ… แต่เขาก็ไม่ผิดหรอกครับ บรรยากาศมันพาไป ผมพอจะเข้าใจความอ่อนไหวของผู้ชายด้วยกันดี (รึเปล่า) ที่สำคัญผมเป็นคนเริ่มก่อน
หากมาโกโตะได้สติแล้ว เขาจะเกลียดหรือกลัวผมรึเปล่าหนอ… ก็ผมเล่นจู่โจมเกือบเอาจริง ไม่ใช่การแต๊ะอั๋งแบบหยอกเล่นเหมือนที่ผ่านมา
โธ่… ไม่น่าเลยผม
แต่ถ้าใครได้ลองอยู่ใกล้มาโกโตะก็คงเข้าใจความรู้สึกของผมอย่างแน่นอน เผลอๆ อาจทำมากกว่าผมเสียด้วยซ้ำ
คิดดูสิครับ ผิวขาวเนียนใสเหมือนหินอ่อน ใบหน้าสมส่วนราวกับรูปสลัก คิ้วยาวเข้มเชิดขึ้น ดวงตาคมยาวเรียว นัยน์ตาชุ่มชื้น ตาดำโตดูออดอ้อนนิดๆ แพขนตายาวดุจตาของลูกกวางน้อย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเอิบอิ่ม นับวันมาโกโตะยิ่งดูเหมือนเด็กผู้หญิงมากกว่าผมเสียอีก ใบหน้ารูปไข่ที่ช่วงคางยาวขึ้นเล็กน้อยของเขา ทำให้รูปหน้าดูอ่อนโยนขึ้นมากทีเดียว ไหนจะผมนุ่มที่ทำสีอ่อนที่ล้อมกรอบใบหน้าอีก ทำให้เขาดูเหมือนมีรัศมีบางอย่างเปล่งออกมาจากภายใน
แล้วคนที่ได้อยู่ใกล้ชิดมากขนาดนั้นอย่างผม จะไม่อดใจไหวได้ยังไงกันล่ะ
ยิ่งกว่านั้น มาโกโตะยังมีกลิ่นหอมหวานที่ดึงดูดเสียจนผมลืมผิดชอบชั่วดีเลยล่ะ
กลิ่นนั่น… มาจากไหนกันนะ?
คิดแล้วก็อดจินตนาการไปถึงใบหูสีชมพูอ่อน และซอกคอขาวไม่ได้
โอย… แค่คิดผมก็แทบคลั่งแล้ว
ผมลุกขึ้นจากเตียง หยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าไปอาบน้ำ เผื่ออารมณ์จะกลับมาเป็นปกติได้บ้าง
อยากรู้จริงๆ เลยว่ามาโกโตะตอนนี้คิดอะไรอยู่ จะรังเกียจผมขึ้นมาจริงๆ รึเปล่า?
ว่าแต่… ตอนนี้ผมจะหาเรื่องไปสู้หน้าเขายังไงดีล่ะ
ถ้าไปหาแล้วจะชวนเขาคุยอะไรดี
ปกติผมไม่ค่อยได้ง้อใคร พอมาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ลำบากใจน่าดูเหมือนกันแฮะ
จริงสิ… ลองชวนเขาไปดูหนังวันพรุ่งนี้ดีกว่า
"………"
"………"
"อื้ม ก็ดีครับ คิดถึงเหมือนกัน"
ขณะนี้ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องมาโกโตะซึ่งเปิดแง้มไว้
ท่าทางเขาจะรีบกลับเข้าไปรับโทรศัพท์จัดจนลืมปิดประตู
"………"
"ได้รับแล้วครับ กะแล้วล่ะว่าต้องเป็นของฮิโตมิจัง ขอบคุณมากเลยนะครับ"
คุยกับสาวอยู่ซะด้วย ฮิโตมิจังคือกิ๊กเก่าของมาโกโตะ เธอรู้จักกับมายุมิก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ยัยแสบนั่นเจ้ากี้เจ้าการทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชักจับคู่ให้มาโกโตะ
ผมเองก็เคยจีบเธอเหมือนกัน แต่ตอนนั้นแค่อยากรู้จักบรรดาผู้หญิงของมาโกโตะน่ะครับ ถ้าจีบติดหรือกันพวกเธอออกมาจากมาโกโตะได้ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แต่ดูเหมือนเธอจะชอบมาโกโตะมากกว่า อีกอย่าง เธอไม่สนผู้ชายอายุน้อยกว่าอย่างผม แต่ถ้าให้ควงก็เอา
"………"
"อื้ม… งานหนักมากเลย แต่ช่วงนี้มีเวลามากขี้นแล้ว ฮิโตมิจังล่ะ?"
เริ่มแล้วครับ… เสียงออดอ้อนของพี่ชายผม นี่แสดงว่าต่อมหลีผู้หญิงเริ่มทำงานแล้ว
"……"
"จริงเหรอครับ ก็ดีนะครับ น่าสนุกจัง"
อะไรฟระ… ไม่ทันไรหัวเราะคิกคักกันแล้ว น่าหมั่นไส้
"เนี่ย เมื่อคืนก็ว่าจะเซิร์ชหาดูทางเน็ตเหมือนกันล่ะ กะว่าจะฝากพ่อซื้อส่งกลับมาซะหน่อย แต่ได้ข่าวว่ารุ่นใหม่ใกล้จะออกแล้วนี่เนอะ หรือว่าจะรอให้รุ่นใหม่ออกมาดีล่ะ จะได้ซื้อแค่รุ่นเดียว ยิ่งไม่ค่อยมีเวลาเล่นอยู่"
เอาแล้วครับ เริ่มพูดเป็นต่อยหอย
"………"
"อืม… จริงสิ วันก่อนเห็นฮิโตมิจังด้วยนะ ในทีวีที่ออฟฟิศ"
"………"
"อะไรกัน สวยออก ไม่เอาน่า ผมรู้นะ ฮิโตมิจังน่ะออกจะมั่นใจ"
หนอย… ทำเป็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด
"………"
"ดีแล้วล่ะ ผมยังชอบเลย"
"………"
"ครับ ได้สิครับ ด้วยความยินดีเลยล่ะ ว่าแต่ที่ไหน?"
"………"
ขณะฟังคู่สนทนาที่ปลายสาย มาโกโตะก็หันมาเห็นผมซึ่งยืนกอดอกพิงขอบประตูมองอยู่
"…เอ่อ… ฮิโตมิจัง เดี๋ยวผมจะโทรกลับไปอีกทีแล้วกันนะครับ"
"……"
"ก็… นิดหน่อยครับ นะครับ แล้วค่อยคุยกัน"
"……"
"คร้าบ… บ๊ายบาย"
มาโกโตะกดวางสาย
"คุยกันหวานจ๋อยเชียวนะ ได้สิครับ ด้วยความยินดีเลยล่ะ คร้าบบบ คร้าบบบ"
"แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์ก็เสียมารยาทพออยู่แล้ว ยังจะมาล้อเลียนอีก"
มาโกโตะพูดเสียงเย็นชา แล้วหันไปจัดกองหนังสือบนโต๊ะ
"ฉันไม่ได้แอบฟัง แต่นายไม่ปิดประตูให้ดีเอง"
ผมย้อนอย่างลืมตัว แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้มาเพื่อกวนโทสะพี่ชายซักหน่อย แถมลืมไปเลยว่าตัวเองเพิ่งทำเรื่องให้อีกฝ่ายสมควรโกรธไปหยกๆ เมื่อกี้นี้
มาโกโตะวางมือจากหนังสือ สีหน้านิ่งสนิท เดินดุ่ยๆ มาทางประตู ดันตัวผมออกไปแล้วทำท่าจะปิด ทว่าผมเอามือยันประตูไว้ซะก่อน
"อย่าเพิ่งโกรธกันสิ… นะคร้าบ พี่ชาย ขอโทษก็ได้ที่ปากเสียไปหน่อย"
มาโกโตะจ้องหน้าผมอย่างเคืองๆ ผมฉีกยิ้มหวานสู้ ทั้งที่ในใจยังนึกหวั่น
ในที่สุดหมอนั่นก็ยอมใจอ่อน เปิดประตูกว้าง ให้ผมเข้าไปจนได้
"มีธุระอะไรรึเปล่า"
"คือ… จะชวนนายไปดูหนังด้วยกันพรุ่งนี้น่ะ"
"พรุ่งนี้เหรอ"
มาโกโตะอึกอักนิดหน่อย
"คือ… พรุ่งนี้ฉันมีนัดแล้ว"
อ้อ… จริงสิ เมื่อกี้ผมเองก็ได้ยินกับหูแล้วนี่… ดูเหมือนเขาจะนัดกับฮิโตมิจัง…
"อืม… งั้นเหรอ"
ผมพูดเสียงจ๋อย
มาโกโตะคงใจอ่อนที่เห็นสีหน้าของผม จึงเอามือมาขยี้หัวเบาๆ
"ขอโทษนะ เอาไว้วันอื่นแล้วกัน พอดีพรุ่งนี้เป็นนัดสำคัญมากเลย"
นั่นสินะ… นัดกับผู้หญิงซึ่งมาโกโตะร้างลามาหลายเดือน กับไปดูหนังกับน้องชายที่ต้องเห็นหน้ากันทุกวัน อย่างแรกมันต้องสำคัญมากกว่าอยู่แล้ว
"ช่างเถอะ ฉันเข้าใจ"
มาโกโตะยิ้มให้ผมอย่างโล่งอก แต่แววตาคู่นั้นดูเหมือนจะยังเป็นห่วงความรู้สึกของผมอยู่
"ว่าแต่…"
ผมรู้สึกลังเลนิดหน่อยที่จะพูด
"หืม?"
มาโกโตะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วเอียงคอ ทำตาโตมองอย่างบ้องแบ๊ว
โอย… มาโกะ… อย่าทำหน้าแบบนี้ตอนอยู่ใกล้ๆ บ่อยนักได้มั้ย อยากเอื้อมมือไปกอดสุดๆ เลย
ผมก้มหน้างุด รู้สึกเหมือนแก้มตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมา
"เมื่อ… ตอนหัวค่ำน่ะ…"
"ตอนหัวค่ำ? มีอะไรงั้นเหรอ?"
มาโกโตะกระพริบตาปริบๆ ถามอย่างใสซื่อ ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมาสีหน้าก็เปลี่ยนเหมือนนึกขึ้นได้ จึงหลบสายตาไปทางอื่น
"มาโกะ... ฉัน…"
"ช่างมันเถอะ"
มาโกโตะรีบขัดขึ้น
"ฉันไม่ใส่ใจริงๆ… นายเป็นน้องฉัน เรื่องแค่นี้ ยกโทษให้ได้อยู่แล้ว"
มาโกโตะจ้องหน้าผมอีกครั้งขณะพูด ผมเห็นรอยยิ้มใจดีแบบนั้นก็รู้สึกโล่งอก
นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ ที่มาโกโตะอภัยให้กับพฤติกรรมแบบนั้นของผม
โอย… ผมอยากตัดใจจากมาโกโตะให้ได้เร็วๆ จะได้ไม่ต้องทำให้เขาลำบากใจแบบนี้อีก
ผมกลับมาที่ห้องตัวเองอีกครั้ง ทิ้งตัวลงบนที่นอน
เฮ้อ… งั้นพรุ่งนี้ผมก็ว่างสิเนี่ย ทำอะไรดีนะ
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องเตือนของ msn จากคอมพิวเตอร์ซึ่งผมต่ออินเตอร์เน็ตทิ้งเอาไว้
ผมผุดลุกขึ้น แล้วเดินไปคลิกดู
aLiCe In WoNdErLaNd says:
hey, mamoru kun
キミハボクノスベテダヨ says:
hi, arisa chan
aLiCe In WoNdErLaNd says:
คอนจบแล้วสินะ งี้ก็ว่างแล้วสิ
キミハボクノスベテダヨ says:
ก็ว่างแล้ว
aLiCe In WoNdErLaNd says:
ดีจัง งั้นพรุ่งนี้สะดวกมั้ย?
キミハボクノスベテダヨ says:
มีอะไร?
aLiCe In WoNdErLaNd says:
คราวก่อนมาโมรุคุงสัญญาว่าจะดูหนังกับฉันไงล่ะ
aLiCe In WoNdErLaNd says:
นะ นะ นะ นะ
ผมนิ่งคิดสองสามนาที
เอาไงดีล่ะ…
อาริสะเป็นนางแบบที่ผมเคยร่วมงานด้วยครั้งหนึ่ง เราแลกเบอร์ติดต่อกันในตอนนั้น
อันที่จริงผมก็ไม่ได้สนใจเธอซักเท่าไหร่ เพียงแค่ขอดักไว้ เพราะคิดว่ามาโกโตะต้องมาจีบเธอแน่ๆ แต่ที่ไหนได้… ขอเก้อ เพราะมาโกโตะไม่เข้าไปหาเธอเลยแม้แต่น้อย และเธอก็ดูเหมือนจะชอบผมมากกว่า
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็พยายามติดต่อผมเมื่อมีโอกาส
เธอเป็นผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง และผมเองก็ปฏิเสธคน (อย่างนุ่มนวล) ไม่ค่อยเก่งอยู่แล้วด้วย ก็เลยยังคบหาพูดคุยกันมาอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่สม่ำเสมอหรอกนะครับ เพราะผมงานยุ่งจะตาย
キミハボクノスベテダヨ says:
ก็ไปสิ ที่ไหนดีล่ะ
เธอบอกสถานที่และเวลานัดในวันพรุ่งนี้
ดีเหมือนกัน นานๆ ทีได้ออกไปยืดเส้นยืดสายในเมืองกับผู้หญิงบ้าง
มาโกะก็มาโกะเถอะ… ให้มันรู้ซะบ้างว่าฉันก็มีผู้หญิงให้ควงไม่แพ้นายเหมือนกัน
บ้าชะมัด… ดันออกมาถึงที่นัดก่อนเวลาจนได้
ผมทรุดตัวลงบนม้านั่งยาวข้างลานน้ำพุ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาละแวกนั้นหันมามองผมเป็นตาเดียว
เอ… ผมว่าผมพรางตัวมาดีแล้วนะ ทั้งเสื้อผ้าที่ดูเรียบง่ายสุดๆ อย่างเสื้อยืดต่อแขนสีเหลืองอ่อนลายการ์ตูนกับกางเกงขายาวลายทหารสีเขียวขี้ม้า คาดเข็มขัดผ้าใบสีดำ รองเท้าผ้าใบคู่โทรมๆ กับกระเป๋าสะพายข้าง ผมเผ้าก็ไม่ได้เซ็ต แถมใส่หมวกแก๊ปปีกหน้าใหญ่ๆ กับแว่นตากันแดดเลนส์โตๆ
แต่ก็ยังอดระแวงไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางของเด็กสาวบางคนชี้มือมาแล้วทำท่าเหมือนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป
จริงสิ… มือถือ… คิดแล้วผมก็หยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาบ้าง ทำทีว่ากำลังต่อโทรศัพท์แล้วยกขึ้นแนบหู ผมไม่ได้โทรจริงๆ หรอกครับ เพราะนอกจากมันเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว เกิดคนที่ผมนัดโทรมาเพื่อเลื่อนเวลาหรือยกเลิกผมก็แย่สิ
ผมทำเหมือนคุยโทรศัพท์แบบเงียบๆ ตั้งใจให้คนที่พบเห็นรู้สึกว่ากำลังคุยเรื่องเครียดๆ หวังว่าคนที่จำผมได้จะเกรงใจและไม่กล้าเข้ามาทัก…
ไม่เกินสิบห้านาที คนที่ผมกำลังรอก็มาถึง
"เฮ่ย เมิง… ว่าไงวะ"
เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับผมทั้งหมด 3 คน เข้ามาตบไหล่ตบหัวแล้วกอดคออย่างสนิทสนม
"หนอย… ปล่อยให้รอซะนานเชียวนะ"
ผมตัดพ้อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ตั้งแต่เข้าวงการมาผมแทบไม่ได้เจอเจ้าพวกนี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตามานานแล้ว แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองหลังจากเรียนจบม.ปลาย พอได้มาเจอกันอีกครั้งแบบนี้ รู้สึกคิดถึงพวกมันยังไงบอกไม่ถูก
"โหย… แม่ง หล่อขึ้นจมเลยว่ะ"
ยูยะเพื่อนลูกครึ่งญี่ปุ่นอเมริกันทักขึ้น
"เฮ้ย… ฉันว่าไม่ว่ะ มันสวยขึ้นต่างหาก ดูดิ หน้าใสเชียว"
ไอ้บันริ อดีตนักบาสของโรงเรียนยื่นมือเข้ามาจับคางผมหันไปหันมาให้คนอื่นดู
ผมปัดมือมันออกอย่างรำคาญ
"เฮ้ย… จับมากเดี๋ยวสิวขึ้นเว้ย ปล่อย!"
"เออว่ะ… แต่ก็นะ ขนาดตอนมันไม่สวยขนาดนี้ยังชนะการประกวดแต่งหญิงที่โรงเรียนเลย จำได้ป่ะ"
ทุกคนระเบิดหัวเราะออกมา
ผมทำแก้มป่อง
"เพราะพวกเมิงนั่นแหละ ทำกุได้… แข่งอย่างอื่นมีออกเยอะแยะ จับกุแข่งแต่งหญิง ตอนนั้นกุติดประกวดอย่างอื่นอีกตั้งหลายอย่าง"
"เออ… เมิงมันเก่ง ประกวดอะไรแม่งชนะหมดทุกอย่างเลย กะจะเอาโล่นักเรียนดีเด่นรึไงฟระ"
ไอ้เคนจิเอามือใหญ่ๆ มาเขย่าหัวผม
"จะบอกให้นะเว้ย กะอีแค่ประกวดแต่งหญิงของพวกเมิง ไม่ทำให้กุได้เป็นนักเรียนดีเด่นหรอกเฟ่ย"
"เออ… แต่เมิงก็หนุกไม่ใช่เหรอวะ ตอนมันขึ้นไปรับรางวัล จำได้ป่าว หน้างี้บานแฉ่ง ผิดกับตอนโดนจับแต่งตัวลิบลับ"
แล้วไอ้เพื่อนเถื่อนๆ ของผมก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
"เอ้า… เมิงจะปล่อยให้กุยืนเป็นจุดเด่นอยู่กลางเมืองงี้รึไง เกิดเรื่องถึงหูผู้จัดการกุ กลับไปกุหูชาแหงๆ"
ผมทักท้วง แน่ล่ะ… ผมกลายเป็นสินค้าของบริษัทไปแล้วนี่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องระวังที่สุดก็คือระวังไม่ให้เกิดอะไรแย่ๆ กับตัวเอง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะแบบนี้ ถ้าขืนโดนรุมขึ้นมา ไอ้เพื่อนตัวใหญ่ 3 คนของผมก็คงช่วยอะไรผมไม่ได้อย่างแน่นอน
ว่าแล้วผมและเพื่อนๆ ก็เคลื่อนทัพไปยังร้านอาหารเปิดใหม่ร้านหนึ่ง ซึ่งแม่ของเคนจิเป็นเจ้าของ
เรานั่งกันที่โต๊ะริมหน้าต่างด้านในของร้าน โชคดีที่บรรยากาศในร้านค่อนข้างสลัว ถ้าไม่ตั้งใจมองเข้ามาก็จะไม่มีใครสังเกตว่าในกลุ่มมีผมนั่งอยู่ด้วย
เหตุที่พวกมันเลือกที่นั่งกันตรงนี้ก็เพราะว่า มันจะได้เหล่สาวๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาแล้วพูดคุยวิจารณ์การแต่งตัวของเจ้าหล่อนกันให้สนุกปากน่ะสิครับ
อ๊ะๆ แต่เพื่อนผมไม่ได้มีนิสัยแบบนี้กันหรอกนะ เพียงแต่คึกคะนองเวลาที่มาอยู่รวมกันเท่านั้น เวลาสลายโต๋ยพวกมันก็นิสัยดีและสุภาพเรียบร้อยกับผู้หญิง โดยเฉพาะคุณแฟนของพวกมันทั้งนั้นแหละ
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเพื่อนสมัยเรียนอีก 2 คนก็เข้ามาสมทบ
แต่ละคนเปลี่ยนไปจากเมื่อสมัยเรียนค่อนข้างมาก ผมรู้สึกว่าพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
การสนทนาของพวกเรามีหัวข้อใหม่ๆ ที่ผมและพวกมันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาพูดคุยกันอย่างในวันนี้ ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่เรื่องในวงการของผม
พวกเรานั่งแช่อยู่ในร้านของแม่เคนจิถึงบ่ายแก่ๆ อาหารบนโต๊ะร่อยหรอลงไปจนเกือบหมด
ผมนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้มองเพื่อนคุยกันในหัวข้อที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน พอเห็นพวกมันคุยกันเพลินก็เริ่มกวาดตามองรอบๆ ร้าน แล้วก็เลยออกไปยังถนนด้านนอก
โอ๊ะ… มีร้านไอศกรีมอยู่ฝั่งตรงกันข้าม น่าสนแฮะ เดี๋ยวไปซื้อมานั่งกินดีกว่า
ผมเพ่งอ่านเมนูของหวานที่อยู่หน้าร้านไอศกรีมนั้น แต่ทว่า… สายตาดันไปหยุดที่ผู้ชายท่าทางหน้าสงสัยคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างนอก
หมอนั่นแต่งตัวเซอร์ๆ ดูเผินๆ เหมือนนักข่าวอิสระ ในมือมีกล้องตัวหนึ่ง เขายืนหลบๆ เลี่ยงๆ เหมือนคนจ้องขโมยของในร้าน
ไม่กี่นาทีต่อมา หมอนั่นก็ยกกล้องในมือขึ้นแนบที่ตา
…ปาปารัซซี่…
แสดงว่าในร้านมีคนในวงการบันเทิง หรือไม่ก็นักการเมืองอยู่สินะ
อยากรู้จริงๆ ว่าคนคนนั้นเป็นใคร ดูจากอาการของผู้ชายคนนั้นแล้ว เหตุที่ยังตามติดไม่ยอมไปไหนซักทีทั้งที่คนเดินผ่านไปผ่านมาหันมาสังเกตท่าทางน่าสงสัย แสดงว่าคนที่เขาเล็งอยู่ต้องดังพอที่เขาจะเสี่ยงตามถ่ายรูปแบบนี้ หรือไม่อีกทีเขาก็คงทำอาชีพนี้มานานจนไม่เหลือความกระดากอีกต่อไป
ผมมองตามกล้องของหมอนั่นเข้าไปในร้าน
ที่โต๊ะของลูกค้า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่กับเด็กสาว
ผมมองหน้าพวกเขาไม่ค่อยถนัด แต่เมื่อดูจากรูปร่างของผู้ชายแล้ว… มันคุ้นเคยยังไงบอกไม่ถูก
คงเป็นดาราวัยรุ่นซักคนหนึ่งล่ะมั้ง… ผมคิด
ทว่าไม่กี่อึดใจ เด็กวัยรุ่นสองคนนั่นก็...จูบกัน!!!
ถึงแม้จะเห็นภาพไม่ชัด แต่ผมก็แน่ใจว่าพวกเขาทำอะไรกันอยู่
ถ้าเด็กคู่นั้นเป็นดาราอย่างที่ผมคาดไว้ล่ะก็… มันแน่มาก…!!!
ผมแอบแสดงความยินดีเชิงเสียดสีปาปารัซซี่ซึ่งกำลังกดชัตเตอร์อย่างเมามันคนนั้นอยู่ในใจ
ชักอยากรีบอ่านหน้าบันเทิงวันพรุ่งนี้เร็วๆ แล้วสิ อยากรู้ชะมัดว่าใครหนอคือดาราที่น่าสงสารคนนั้น
ทันทีที่หมอนั่นได้ภาพสมความต้องการ ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรแล้วเดินออกจากตรงนั้นอย่างใจเย็น
งานกล้วยๆ แต่ค่าตอบแทนระดับหูฉลามทีเดียว
ไม่นานเหยื่อนักข่าวที่ผมหมายตาอยากเห็นหน้าเขานักก็เดินออกมาจากร้าน โดยมีเด็กสาวที่มาด้วยกันเดินโอบเอว ทว่าเด็กหนุ่มกลับดึงมือเจ้าหล่อนออก แล้วเปลี่ยนเป็นจับข้อมือแทน กระทั่งออกจากร้านมา ทั้งคู่ก็ปล่อยมือออกจากกัน
นอกร้านซึ่งไม่มีเงาของกระจกกั้น ผมสามารถเห็นหน้าทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน
แม้จะสวมเสื้อผ้าปิดหน้าบังตาไว้อย่างแน่นหนา หรือสายตาผมอาจฟั่นเฟือนมองไกลๆ ได้ไม่ค่อยดีนักก็ตาม… แต่ผมไม่มีวันจำคนที่เห็นหน้ากันทุกวันตั้งแต่ตื่นยันหลับคนนั้นผิดแน่ๆ
"มาโมรุ!!!"
ผมถึงกับหน้าซีด ลุกพรวดขึ้นยืน เพื่อนๆ ที่นั่งคุยกันอยู่หันมามองผมเป็นตาเดียว
"มีอะไรรึเปล่า" เคนจิถามแทนเพื่อนๆ
ผมอึกอักเล็กน้อย… เอายังไงดีล่ะ… เพื่อนก็สำคัญ แต่เจ้าน้องตัวแสบสำคัญกว่า
แต่ถ้าไปตอนนี้แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา
ปาปารัซซี่คนนั้นไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วถ้าผมไปหามาโมรุ ผมจะบอกเขาว่ายังไง
โอย… เจ็บใจนัก ทั้งๆ ที่เห็นทุกขั้นทุกตอนต่อหน้าต่อตา แต่ผมกลับช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย
"มาโกโตะ ไม่สบายรึเปล่า?"
"เอ่อ… อื้อ ก็นิดหน่อย… โทษว่ะเพื่อน กุขอตัวกลับก่อน แล้วไว้จะโทรไปคุย เคนจิ มื้อนี้กุเลี้ยงเองนะ"
ผมหันไปบอกลูกชายเจ้าของร้าน
แต่ว่ามันปฏิเสธผมเต็มที่
"ไม่ต้องว่ะ แม่กุบอกว่าจะเลี้ยง ในโอกาสที่กุพาดาราดังอย่างเมิงเข้าร้านเรียกความเป็นศิริมงคล"
ผมหันไปขอบคุณแม่เคนจิซึ่งนั่งมองพวกเราอยู่หลังเคาน์เตอร์
"เฮ้ย… รักษาตัวดีๆ นะเฟ่ย แล้วพวกกุจะคอยเชียร์"
"เออ ขอบใจว่ะ โทษอีกที… กุต้องไปแล้วจริงๆ โชคดีนะพวกเมิง"
ผมรีบออกจากร้าน
บนถนนเส้นนั้นไม่มีร่างของทั้งปาปารัซซี่และเจ้าตัวดีของผมอีกแล้ว
โอ๊ยยยยย ผมจะทำไงดี
สิ่งเดียวที่ผมนึกออกในตอนนั้นก็คือ ติดต่อฮิโรมิซัง
ผมกลับเข้าบ้านด้วยสมองที่สับสน
ถ้าเมื่อตอนบ่ายผมตาฝาดไปก็คงจะดีไม่น้อย
แต่ผมก็แน่ใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกันว่านั่นคือมาโมรุ
ถ้าเด็กหนุ่มคนนั้นคือมาโมรุจริงล่ะก็…
แขนที่โอบพนักเก้าอี้ของเด็กผู้หญิง…
ริมฝีปากที่จูบกับอีกฝ่ายในร้าน…
มือที่กุมข้อมือเล็กบาง…
โอ๊ย… นี่ไม่ใช่เวลามาเจ็บปวดเพราะการกระทำของเขาหรอกนะ!!!
แต่ไม่ว่าผมจะเตือนสติตัวเองเท่าไหร่ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจทุกครั้งที่ภาพเหล่านั้นฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวเหมือนภาพติดตา ก็ไม่เลือนหายไปได้เลย…
นายบอกว่ารักฉัน… แต่ทำไมนายถึงไปอี๋อ๋อกับผู้หญิงอื่น
ผมเดินเข้าห้องตัวเองแล้วเปิดไฟ
ร่างใหญ่ๆ ของไอ้ตัวแสบที่นอนขดอยู่บนเตียงทำเอาผมสะดุ้งเฮือก
"มาโกะ…"
มาโมรุโงหัวขึ้นมา
ผมทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาในสภาพจิตใจว้าวุ่นแบบนี้ จึงหันหลังให้แล้วเดินออกจากห้องทันที
เจ้าตัวแสบรีบตามมาแล้วคว้าตัวผมจากด้านหลัง
ผมผลักเขาออกเต็มกำลัง ทำให้เขาเซจนเกือบล้ม ดูเหมือนเขาจะตกใจกับปฏิกิริยาของผม
"มาโกะ…"
ผมหลบสายตาแล้วทำท่าจะเดินหนีอีกครั้ง เขารีบฉวยข้อมือผมแล้วจับไว้แน่น
"ปล่อย…"
ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องหลบหน้าหมอนี่
บางทีผมคงโกรธ… ใช่แล้ว ผมกำลังโกรธ… โกรธที่เจ้าน้องชายตัวดีก่อเรื่องยุ่งๆ อีกแล้ว มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ
"มาโกะ ฟังฉันก่อนสิ… อย่าเพิ่งหนี"
เขากระชากข้อมือผมเข้าหาตัว ทำให้ผมเซเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดเขาอย่างง่ายดาย
มาโมรุกระชับลำแขนแน่น แล้วซบหน้าลงบนไหล่ของผม
"มาโกะ… ฉันขอโทษ ฉันสร้างเรื่องแย่ๆ อีกแล้ว อย่าโกรธฉันเลยนะ มาโกะ… คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่าง แต่นายคนเดียวเท่านั้น อย่าเข้าใจฉันผิดเลยนะ"
มาโมรุตัวสั่นระริก แต่แขนที่อยู่รอบลำตัวของผมยังรัดแน่นเสียจนผมหายใจแทบไม่ออก
"ฮิโรมิซังโทรมาเฉ่งนายแล้วสิท่า"
ผมกลั้นใจพูดออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ
มาโมรุพยักหน้าอยู่ที่ไหล่ผม
"งั้นพรุ่งนี้นายก็เตรียมใจแก้ข่าวได้เลย ฉันเองก็ไม่รู้จะช่วยนายได้ยังไงเหมือนกัน"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"มาโกะ… แต่ว่าฉันไม่ได้…"
"ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันเห็น นายไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ"
พูดจบผมก็แกะมือหมอนั่นออกจากตัวแล้วเดินกลับเข้าห้อง
มาโมรุ… นายมาแก้ตัวกับฉันทำไม…
นายจะมีแฟนหรือไปเที่ยวที่ไหนก็เรื่องของนาย…
ฉันอุตส่าห์พยายามไม่สนใจแล้วแท้ๆ
ฉันเป็นพี่นาย… ท่องไว้… เราเป็นพี่หมอนั่น…
สิ่งที่ผมโกรธต้องมีเพียงความประมาทเลินเล่อที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงในการทำงานเท่านั้น
แล้วทำไม… ผมถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้นะ…
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 12 Jan 2008 02:15:03 by ★ひまじん★