...ระหว่างเรา... [12] แก้ตัว
posted on 16 Nov 2007 22:39 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เช้ามาเป็นดังคาด หน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นิตยสารซุบซิบทุกเล่มพร้อมใจกันลงภาพเด็ดของมาโมรุกับนางแบบสาวที่ชื่ออาริสะ
ถ้าผมจำไม่ผิด ตอนถ่าย MV เมื่อตอนต้นปี มาโมรุแลกเบอร์โทรศัพท์กับเธอ นี่แสดงว่าสองคนนั่นคบหากันมาตั้งแต่ตอนนั้นสินะ?
ฮิโรมิซังกระแทกกองหนังสือลงบนโต๊ะตรงหน้าพวกเรา
"บริษัทคิดผิดจริงๆ ที่ให้พวกคุณพักร้อนกันตั้งสัปดาห์"
เขาส่ายหน้าพลางกุมขมับ
"พวกคุณน่าจะพักผ่อนนอนหลับแล้วฟิตร่างกายกันไม่ใช่รึ"
พูดจบ มองหน้าพวกเรา แล้วบ่นต่ออย่างปลงๆ
"อ้อ… จริงสิ ผมลืมไปเลยว่าพวกคุณยังเป็นเด็ก ก็คงอยากไปเที่ยวกับสาวๆ กันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว"
มาโมรุยกมือขึ้น
"ฮิโรมิซัง แต่ผมบอกแล้วไงล่ะว่าผมไม่ใช่คนเริ่ม ผมไปเที่ยวกับเธอเท่านั้นจริงๆ"
"ใช่… ผมฟังคุณเล่ามาสิบสี่รอบตลอดการเทศนาทางโทรศัพท์ครั้งที่แล้ว อ้อ มีอีกสองรอบที่ผมขัดขึ้นก่อนเพราะขี้เกียจฟัง"
เฮ้อ… ยังคิดจะเถียงอะไรอีก มาโมรุ… ในเมื่อหลักฐานมันฟ้องอยู่ทนโท่ แถมรูปถ่ายของปาปารัซซี่นั่นก็ชัดแจ่มยิ่งกว่าที่ผมเห็นในสถานที่จริงเสียอีก
ผมถอนหายใจเบาๆ เหลือบมองภาพบาดตาบนหนังสือที่กางแผ่หราตรงหน้าอย่างหงุดหงิด
ใจมันรุ่มร้อนไปหมด… อยากจะเอาตัวไปจุ่มทะเลให้หัวเย็นลงกว่านี้
ตั้งแต่เช้ามาผมแทบไม่ได้มองหน้ามาโมรุเลย
พอเห็นหน้าเขาทีไร ใจมันเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที
ฮิโรมิซังมาที่บ้านพวกเราแต่เช้า ท่าทางเขาคงโดนผู้บริหารยำมาเรียบร้อยตั้งแต่เกิดเรื่อง
แน่ล่ะครับว่า ความผิดพลาดของพวกผมไม่ว่าอะไรก็ตามจะกลายเป็นความผิดพลาดของเขาไปด้วย โทษฐานที่ไม่ดูแลศิลปินให้ดี
เจ้าตัวดีหน้าจ๋อย ดูเหมือนเขาพยายามจะหาโอกาสแก้ตัวเพื่ออธิบายให้ผมฟังไปด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ
ผมเองก็ไม่ได้สนใจจะฟังข้ออ้างใดๆ จากเขา …ก็ของมันเห็นกันอยู่ตำตานี่ครับ
"ลำพังแค่ไปดูหนัง หรือกินข้าว ยังพอจะอ้างได้ว่าเป็นเพื่อน แต่นี่… คุณคิดอะไรของคุณ ถึงได้ทำประเจิดประเจ้อในที่สาธารณะ"
ฮิโรมิซังยังคงพล่ามต่อไป
"โอย… ผมคิดข้อแก้ตัวให้คุณไม่ออกแล้ว คราวนี้คุณทำผมจนปัญญาจริงๆ นะ มาโมรุคุง"
"ก็ไม่ต้องแก้ตัวอะไรนี่ครับ"
ผมแทรกขึ้น พยายามใช้น้ำเสียงให้เป็นผู้ใหญ่ที่สุด
"หา?"
ทั้งสองคนมองผมเป็นตาเดียว
"เดี๋ยวข่าวมันก็ซาลงไปเอง ถ้ามาโมรุโดนนักข่าวถามก็ให้พูดไปตรงๆ เลยว่าขอไม่พูดถึง"
ผมซึ่งเคยใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการเลิกกับสาวๆ อยู่เป็นประจำออกความเห็นบ้าง
ฮิโรมิซังถอนหายใจเฮือกใหญ่
"จะบอกให้นะ มาโกโตะคุง… กรณีนี้มันไม่เหมือนกับกรณีของคุณ งานนี้มันฮือฮาถึงขั้นทอล์คออฟเดอะทาวน์แน่เพราะมันมีภาพประวัติศาสตร์ซะขนาดนี้ เอ้า ดูสิ"
พอทีเถอะครับ… ผมไม่อยากจะดูภาพนั้นอีกแล้ว ช่วยเอาออกไปไกลๆ สายตาผมที เห็นทีไรเจ็บจี๊ดที่หัวใจทุกที
มาโมรุพิงพนักเก้าอี้อย่างอึดอัดที่ไม่มีใครเปิดโอกาสให้เขาได้พูดเลย แถมยังต้องมาฟังผู้จัดการส่วนตัวและพี่ชายเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะตัวเองเป็นสาเหตุอีก
ตอนนี้ดูเหมือนเขาใจเย็นขึ้น และกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
"เอาตามนี้แล้วกันครับ"
เขาโพล่งออกมาโดยไม่สนใจใครอีกต่อไป
ฮิโรมิซังและผมหันไปมองอย่างสงสัย
"ก็ไม่ต้องแก้ตัวอะไร ไม่ต้องพูดอะไรกับสื่ออีก ปล่อยมันไปอย่างนี้อีกซักพัก เดี๋ยวก็คงจะเงียบไปเอง"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน
"แต่คุณไม่ใช่ดารากระจอกๆ ที่รอแป๊บเดียวคนก็เลิกให้ความสนใจนะ"
ฮิโรมิซังแย้ง
ทว่ามาโมรุไม่ใส่ใจ เขาเดินเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตูเงียบ
ตอนนี้ผมรู้สึกผิดแทนน้องชายตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
"ขอโทษนะครับ ฮิโรมิซัง… มาโมรุเครียดมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมก็ตำหนิเขาแล้วเหมือนกัน"
ฮิโรมิซังหันมายิ้มให้ผมด้วยสายตาละเหี่ยใจ
"ช่างเถอะ… ผมคงจู้จี้เกินไปหน่อย ดูสิ… มาโกโตะคุงเลยพลอยไม่ได้พักไปด้วย"
"ไม่หรอกครับ"
ฮิโรมิซังสัญญาว่าจะช่วยกันคิดหาทางแก้ไข แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องปล่อยมันไปอย่างที่พูดนั่นแหละ เห็นเคี่ยวๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วฮิโรมิซังโอ๋มาโมรุน่าดูเลยนะครับ กับผมน่ะ ตัดหางปล่อยวัดไปตั้งแต่ตอนมีข่าวกับผู้หญิงครั้งแรกแล้ว เพราะรู้ดีว่าผมไม่ปล่อยให้มีภาพไปไหนมาไหนกับผู้หญิงที่คบอยู่แน่ๆ ถ้าไม่มีจุดประสงค์
และจุดประสงค์ที่ว่าก็คือ เพื่อเลิกกับพวกเธอโดยที่ไม่ต้องบอกลาด้วยตัวเองไงล่ะ
เพราะทันทีที่ข่าวออกมาปุ๊บ ทางบริษัทก็จะจัดการกีดกันพวกเธอไม่ให้สามารถเข้าใกล้หรือติดต่อกับผมได้อีก
อาจจะดูใจร้ายไปซักหน่อย… แต่ว่า… ผมทนเห็นน้ำตาผู้หญิงไม่ได้นี่ครับ เพราะฉะนั้น ขอเถอะนะ ถ้าจะร้องไห้ล่ะก็ ช่วยไปร้องในที่ที่ไม่มีผมแล้วกัน
หลังจากผมเดินไปส่งฮิโรมิซังที่ประตู มายุมิก็เดินออกมาจากห้อง
"กองหนังสืออะไรเนี่ย รกชะมัด"
สายตาเธอกราดไปทั่วทุกฉบับด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ว้าย… มาโมะจังไปจูบกับสาวที่ไหน ทำไมเค้าไม่เห็นรู้เลยอ่ะ"
เธอส่งเสียงตีโพยตีพายดังลั่นบ้าน
"ไม่ยอมๆๆๆ ทำไมมาโมะจังทำแบบนี้อ่ะ คนนี้มามิไม่ชอบ ไม่ผ่านๆๆๆ ไอ้มาโมะ!!!"
พูดไม่ทันขาดคำ เธอก็ฉวยหนังสือไปเล่มหนึ่ง แล้วแจ้นไปเคาะประตูห้องมาโมรุเป็นการใหญ่
มาโมรุเองคงทนเสียงโวยวายของเธอไม่ได้ เลยต้องออกมาเปิดประตูให้น้องสาวตัวดีเข้าไปซักฟอกต่อข้างใน
ผมกัดฟันเก็บหนังสือเล่มอื่นๆ ไปวางในที่ที่ลับตาที่สุดในห้องรับแขก
ทำไมนะ… ทั้งๆ ที่รู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผมกลับเลือกที่จะปิดบังแทนที่จะตัดใจ
ทำไม… ทำไมกันนะ
ถ้าผมตัดใจเสียตั้งแต่แรก… ก็คงไม่ต้องมาเจ็บปวดอย่างในวันนี้
หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีที่ผมต้องตัดใจจากน้องชายตัวเองเสียที
วันถัดมา ผมได้ยินเสียงมาโมรุคุยโทรศัพท์ กับใครบางคนขณะนั่งลงสวมรองเท้าที่หน้าบ้าน
"อื้อ… กำลังออกไปแล้ว เจอกันที่เดิมนะ"
หนอย… เพิ่งเกิดเรื่องมาหยกๆ ยังไม่เจียมอีก
ผมซึ่งกำลังจะเดินไปสวมรองเท้าเตรียมออกจากบ้านเหมือนกัน รีบชะงักเท้าแล้วยืนแอบฟังอยู่ที่มุมกำแพง
"ได้สิ แน่ใจรึเปล่าว่าคราวนี้ไม่มีนักข่าวตามมาอีก"
อย่าบอกนะว่า… ไปกับคนเดิม?
ฮึ่ม… ถ้าคราวนี้มีอะไรอีกล่ะก็ ผมจะขอทางสังกัดออกอัลบั้มเดี่ยวจริงๆ คอยดูสิ
ทันทีที่ผูกเชือกรองเท้าเสร็จ หมอนั่นก็ออกจากบ้านไป
ทว่า ไม่ทันสิ้นเสียงปิดประตู
"มาโกะจัง!!!"
ผมสะดุ้งโหยง
มายุมิตบไหล่ทั้งสองข้างของผมจากด้านหลัง เล่นเอาผมตกอกตกใจหมด
"เอ๊ะ… เมื่อกี้มาโมะจังนี่นา… ออกไปซะแล้วเหรอ รีบร้อนชะมัดไม่รอกันเลย"
ผมหันมามองน้องสาวอย่างแปลกใจ
"อ้าว… หมอนั่นนัดมามิจังไว้หรอกเหรอ?"
"เปล่าหรอก… มามิอยากไปเอง เมื่อคืนก็ตื้อมาโมะจังตั้งนาน อยากไปเห็นหน้าฟ.แฟนของพี่ชายมั่ง แต่มาโมะจังบอกแค่ว่า ถ้าตื่นทันก็ตามใจ นี่มามิก็ตื่นเช้าแล้วนะ ยังไม่ทันมาโมะจังอีก เซ็ง…"
มายุมิพล่ามเป็นชุด
ในขณะที่ผมรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อได้ยินคำว่า 'แฟนของพี่ชาย'
"แล้วนี่… มาโกะจังกำลังจะไปไหน? มามิแต่งตัวแล้ว ให้มามิไปด้วยนะ"
น้องสาวส่งสายตาอ้อนวอน
ผมขยี้หัวซึ่งไดร์ตรงมาเป็นอย่างดีเบาๆ
"ได้สิ ดีเหมือนกัน พี่กำลังเหงาพอดี"
มายุมิส่งเสียงดีใจแล้วโผเข้ากอดผม จากนั้นพวกเราก็สวมรองเท้าแล้วออกจากบ้านไปพร้อมกัน
ผมกับมายุมิเดินซื้อของกันในเมืองได้พักหนึ่ง จู่ๆ มายุมิก็กุมท้องแล้วร้องโอดโอยว่าปวด
ผมเลยตัดสินใจพาเธอกลับบ้านทั้งที่เพิ่งจะบ่ายโมงเศษๆ
เมื่อลงจากรถแท็กซี่ ผมก็แบกมายุมิขึ้นหลัง แล้วเดินเข้าบ้าน
…ประตูไม่ได้ล็อก… แปลกจริง ตอนออกมาผมก็ลงกลอนไว้แล้วนี่นา
ทันที่ที่ผมเข้าไปข้างใน ก็พบว่ามาโมรุกำลังนั่งหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับสาวน้อยคนหนึ่ง
ใช่แล้ว… เธอคืออาริสะ คู่กรณีที่เป็นข่าวด้วยนั่นเอง
ผมอึ้งไปชั่วขณะ ส่วนสองคนนั่นหันมามองพวกเรา
"มาพอดีเลย… นึกว่าต้องรอถึงเย็นซะแล้ว"
มาโมรุทักยิ้มๆ
…อยู่กับแฟนร่าเริงเชียวนะ ท่าทีสำนึกผิดเมื่อวานซืนมันไปไหนหมด!?...
ผมนึกหมั่นไส้
มายุมิขยับตัวเล็กน้อย แล้วขอให้ผมวางเธอลง
"ไม่เป็นไร… เดี๋ยวพี่แบกไปส่งที่ห้อง"
เธอส่ายหัว
"มามิดีขึ้นบ้างแล้ว เดินเองได้"
ผมจึงปล่อยเธอลงบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดตรงโต๊ะที่พวกมาโมรุนั่งกันอยู่
"สวัสดีค่ะ มาโกโตะซัง"
อาริสะได้โอกาสเอ่ยทัก
ผมยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไป
"ว่าไง อาริสะจัง"
อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอากาศในห้องหนักและหนาเสียจนหายใจแทบไม่ออก
"อาริสะจัง ยังไม่เคยเจอสินะ… นั่นน้องสาวฉัน มายุมิ"
"สวัสดีจ้ะ มายุมิจัง"
มายุมิหัวเราะแหะๆ แล้วผงกหัวให้
สรุปว่าที่นั่งรอพวกฉันกลับมา ก็เพื่อจะเปิดตัวแฟนสาวของตัวเองอย่างเป็นทางการสินะ
"ตามสบายนะ อาริสะจัง ฉันขอตัว…"
"มาโกะจัง… เอาถุงน้ำร้อนให้มามิก่อนสิ…"
น้องสาวซึ่งยังคงกุมท้องตัวเองเอื้อมมือข้างหนึ่งมาคว้าชายเสื้อของผม
"อ๊ะ… มายุมิจัง ปวดประจำเดือนเหรอ เดี๋ยวพี่จัดให้นะ ว่าแต่ถุงน้ำร้อนอยู่ไหนล่ะ"
ผมหันไปมองท่าทางถือวิสาสะของเด็กสาวซึ่งเป็นแขกด้วยความแปลกใจ
มาโมรุทำหน้าเจื่อนๆ ทว่ามายุมิรีบสวนทันควัน
"เป็นสาวเป็นนางไม่พูดคำว่าปวดประจำเดือนต่อหน้าชายหนุ่มหรอกนะคะ ฉันแค่อยากได้ถุงน้ำร้อนเท่านั้นเองค่ะ"
สีหน้าอาริสะจ๋อยไปเล็กน้อย แต่เธอก็ยังยิ้มสู้อยู่
"นะ… มาโกะจัง ไปหยิบให้มามิหน่อย"
ผมแค่นยิ้มให้น้องสาว
"อยู่ตรงไหนล่ะ"
ถึงคนที่คุ้นเคยกับตู้ในห้องครัวมากที่สุดคือผม แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าของที่น้องสาวต้องการอยู่ที่ไหน โธ่… ผมไม่ค่อยได้ใช้นี่ครับ
"ริมซ้ายบน… ใส่น้ำร้อนให้ด้วยนะ"
จ้า… จ้า… เจ้าหญิงน้อย กระหม่อมจะทำให้เดี๋ยวนี้ล่ะ
ขณะที่ผมเดินไปหยิบสิ่งของตามประสงค์เจ้าหญิงของบ้าน เสียงมาโมรุก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"อาริสะจัง… ฉันบอกไปรึยัง ว่าตอนนี้ฉันชอบใครคนนึงอยู่"
ผมถึงกับชะงักมือที่กำลังเปิดตู้
เด็กสาวที่นั่งตรงข้ามมาโมรุหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงสบายๆ เหมือนพูดเล่นของอีกฝ่าย
"จริงอ่ะ ไม่เห็นเคยบอกเลย"
ผมหยิบถุงน้ำร้อนออกมา หูก็คอยฟังบทสนทนาของทั้งคู่ไปด้วย เพราะความอยากรู้
"พอดีเลย งั้นจะบอกเธอวันนี้แหละ"
อะไรกัน… นี่ยังบอกรักกันมาไม่พออีกรึไง
ผมพยายามไม่ใส่ใจ เดินไปยังกระติกน้ำร้อน
"บ้า… ตรงนี้เลยเหรอ"
เธอพูดเสียงอายระคนดีใจ
"ใช่ ตรงนี้แหละดีที่สุด เพราะคนคนนั้นก็อยู่ด้วยแล้ว"
ถ้าให้ผมจินตนาการภาพข้างหลังล่ะก็ อาริสะจังคงกำลังยิ้มหน้าแดงถึงใบหูด้วยความเขินอายต่อสายตาหยาดเยิ้มของมาโมรุอย่างแน่นอน
"เอ้า… งั้น… ใครล่ะ"
น้ำเสียงเธอตื่นเต้นเล็กน้อย
"คนนั้นไง… มาโกะจัง พี่ชายฉันเอง"
เด็กสาวหัวเราะเสียงใสเมื่อได้ยินคำตอบ
ทว่าผมสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับไปมองทั้งที่ยังกดน้ำใส่ถุงน้ำร้อนอยู่
"โอ๊ย…"
แล้วผมต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อสายน้ำจากกระติกรดลงบนนิ้วผม ถุงน้ำร้อนสีชมพูของมายุมิตกบนพื้นเสียงดัง
มาโมรุรีบลุกมาหา แล้วคว้าแขนของผมไปล้างด้วยน้ำเย็นที่อ่างล้างจาน
จากนั้นเขาก็ยกมือผมขึ้นไปเป่าบริเวณรอยแดงเบาๆ
อา… สายลมแผ่วๆ จากริมฝีปากของมาโมรุ
บ้าชะมัด นี่ไม่ใช่เวลามาหัวใจเต้นแรงเพราะเรื่องแบบนี้ซักหน่อย แฟนหมอนั่นก็นั่งดูอยู่ตรงนั้นแท้ๆ
"รู้สึกดีมั้ยจ๊ะ… ที่รัก"
ผมมองตาน้องชายจอมทะเล้นที่กำลังส่งสายตาอ่อนหวานมาให้ แล้วก็ต้องรีบเบนไปทางอื่นด้วยความเขิน
บ้าชะมัด… พูดออกมาได้ มายุมิก็อยู่ด้วย จะทำยังไงดี…
ที่สำคัญ ต้องถามว่า "ดีขึ้นมั้ย" สิ ไม่ใช่ "รู้สึกดีมั้ย" อึ๋ย… ชวนขนลุกยังไงไม่รู้
เมื่อกลับเข้าสู่ความจริงผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องด้วยสายตาอึ้งๆ ของอาริสะ และสายตาลุ้นระทึกเหมือนกำลังดูละครทีวีฉากสำคัญของมายุมิ
ไม่กี่วินาทีต่อมา อาริสะก็หัวเราะเบาๆ ทำลายความเงียบของห้อง
"มาโมรุคุงเนี่ย ตลกร้ายชะมัด เล่นเอาตกอกตกใจหมด นึกว่าหมายถึงสาวที่ไหน ที่แท้ก็มาโกโตะซังนี่เอง"
มาโมรุโอบรอบเอวโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว แล้วแนบริมฝีปากลงมา
ผมรีบขัดขืนทันทีที่ได้สติ ทว่าเขากลับยิ่งกอดแน่นขึ้น แล้วประทับจูบอย่างดูดดื่มจนขาผมแทบหมดแรง ผมกำแขนเสื้อเขาไว้เพื่อประคองตัวเองไม่ให้ล้ม
มาโมรุค่อยๆ ถอนริมฝีปาก แล้วกระซิบข้างหูผมเบาๆ
"ช่วยกันก่อนนะ มาโกะ… หลังจากนี้นายจะว่าอะไร ฉันก็จะยอมฟังทุกอย่าง"
ก็ได้… ไอ้น้องบ้า… นายเล่นทำฉันเข่าอ่อนขนาดนี้แล้วนี่ รีบๆ จบเกมของนายซะที
อาริสะยืนมองพวกเราอ้าปากหวอ
"อย่างที่เห็นแหละ… ฉันชอบมาโกะแบบนี้ ถ้าเธอยอมรับได้ล่ะก็ ฉันจะยอมคบกับเธอตามที่ขอ"
เด็กสาวอึ้งไปครู่ใหญ่เหมือนทำอะไรไม่ถูก
"มะ… มาโมรุคุงล้อเล่นใช่มั้ย…"
"ผู้ชายบ้านเราไม่เล่นอะไรแบบนี้กันหรอกนะ"
มายุมิสวนขึ้นมา
อาริสะเดินตรงมาหามาโมรุ แล้วดึงตัวเขาออกไป
ผมซึ่งเรี่ยวแรงหดหายไปกับจูบเมื่อครู่ถึงกับเซไปพิงขอบอ่างล้างจาน
"หมายความว่ายังไง… มาโมรุคุง ถ้าไม่ชอบฉันก็น่าจะปฏิเสธกันตรงๆ สิ"
เธอเสียงดังเหมือนเอาเรื่อง
"ฉันชอบเธอนะ… แต่น่าเสียดายที่ฉันยังตัดใจจากมาโกะไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเธอยังทู่ซี้ขอคบกับฉันในตอนนี้ เธอก็ควรยอมรับสภาพนี้ให้ได้"
"หมายความว่า… เธอชอบผู้ชาย…?"
"เปล่า" มาโมรุตอบเสียงห้วน "ฉันก็แค่ชอบมาโกะเท่านั้น"
"เธอมันบ้า… วิปริตไปแล้วหรือไง นั่นมันพี่ชายแท้ๆ ของเธอนะ"
ผมรู้สึกปวดแปล่บที่หน้าอก
ใช่… นั่นมันน้องชายแท้ๆ ของผม…
"ถ้าเธอคิดว่าอย่างนั้น ก็ใช่ ฉันมันบ้า ฉันมันวิปริต แล้วไงล่ะ เธอยังชอบฉันอยู่รึเปล่า? ตกลงจะคบกันมั้ย?"
มาโมรุ… นายมันโหดร้ายเกินไปแล้ว… ผู้หญิงคนนั้นรักนายไม่ใช่เหรอ แล้วนายก็บอกอยู่หยกๆ ว่านายก็ชอบเธอ…
"คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันไม่รู้ทันเธองั้นเหรอ?"
อาริสะเสียงสงบลง เธอหัวเราะหึเบาๆ ในลำคอ
"แล้วถ้าฉันบอกว่าจะคบล่ะ?"
"คบก็คบสิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่อย่าลืมล่ะว่า มาโกะมาก่อน เธอต้องให้เกียรติเขา และยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเรา"
ถ้าผมหูไม่ฝาดไปล่ะก็ เหมือนมาโมรุจงใจเน้นคำว่า 'พวกเรา' เป็นพิเศษ
เพียะ
เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ แม้แต่ผมเองยังรู้สึกเจ็บแทน
มายุมิลุกขึ้นยืนอย่างเอาเรื่อง แม้เธอจะทะเลาะกับมาโมรุอยู่เป็นประจำ แต่เธอก็ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่ชายของเธอง่ายๆ แบบนี้
อาริสะหายใจหอบถี่ด้วยความโกรธ
"พอกันที เธอดูถูกฉันมากไปแล้ว"
พูดจบก็คว้ากระเป๋าแล้วเดินไปสวมรองเท้า
"ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้มั้ย"
มาโมรุถามไล่หลัง …หมอนี่… เล่นไม่เลิก ผมชักจะสงสารฝ่ายหญิงขึ้นมาซะแล้ว
"ไม่ต้อง"
เธอตอบห้วนๆ แล้วสะบัดก้นออกจากบ้านไป
…………………………
…………………………
…………………………
บ้านกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
"มาโมะจัง… เจ็บรึเปล่า"
มายุมิรีบแถเข้ามาสำรวจใบหน้าอันแสนสำคัญของพี่ชาย
"ช่างเถอะ นิดหน่อย… ยังไงผลที่ได้ก็คุ้ม"
"มามิลุ้นแทบแย่ นี่ถ้าไม่สำเร็จ มาโมะจังคงต้องเสร็จยัยนั่นแน่ๆ"
พูดจบก็กระโดดกอดคอพี่ชายอย่างลิงโลด
"ต้องขอบคุณมามิจังนะเนี่ย ที่อุตส่าห์คิดแผนทั้งหมด"
มาโมรุขยี้ผมน้องสาวอย่างเอ็นดู
"แฮ่ม… หายปวดท้องแล้วเหรอ มามิจัง"
ผมถามด้วยเสียงหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนั้น
น้องทั้งสองหันขวับมามอง แล้วกอดกันแน่นมากขึ้นด้วยความสยอง
"เอ่อ… หะ… หายแล้วล่ะ มาโกะจัง…"
เด็กสาวหัวเราะกลบเกลื่อน
"หายแล้ว… หรือว่าไม่ได้ปวดกันแน่"
เด็กสาวทำปากพะงาบๆ แต่ไม่มีคำตอบหลุดออกมา
ผมหันไปจ้องน้องชายตัวแสบบ้าง
"แล้วที่ว่าสำเร็จน่ะ… อะไร… พวกนายวางแผนอะไร?"
"คะ… คือ…"
มาโมรุอึกอัก
"เพราะมาโกะจังนั่นแหละ"
มายุมิแทรกขึ้นมา
ผมถึงกับเหวอ แล้วผมไปเกี่ยวอะไรด้วย
"เพราะมาโกะจังไม่ยอมฟังมาโมะจังอธิบายเลย… มาโมะจังน่ะไม่ได้จูบผู้หญิงคนนั้นซักหน่อย แต่ยัยนางแบบกิ๊กก๊อกนั่นต่างหาก… อยากดัง ก็เลยเรียกช่างภาพให้มาถ่ายรูปตอนที่เธอดึงมาโมะจังไปจูบ"
มายุมิสาธยายแทนพี่ชายเป็นฉากๆ
"นี่หมายความว่า…"
ความรู้สึกของผมในตอนนี้… เหมือนตอนเพิ่งเล่นคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายจบ มันโล่งจนไม่รู้จะโล่งยังไงแล้ว
"นายใจร้ายมากเลยมาโกะ… นอกจากไม่เข้าข้างกันแล้ว ยังเอาแต่งอนฉันอยู่ได้ ไม่ฟังกันบ้างเลย"
ผมหน้าร้อนฉ่า
"ใครงอนนายกัน ฉันโกรธที่นายไม่ดูแลตัวเองให้ดีต่างหาก โกรธที่นายหาเรื่องเดือดร้อนมาให้อยู่เรื่อยเลย"
"เอ่อ…"
มายุมิยกมือขัดจังหวะ พอเห็นว่าผมเริ่มตั้งท่าจะเทศน์
"เมื่อกี้มามิลุ้นซะจนเหนื่อย… ขอตัวกลับห้องก่อนนะ"
ยังไม่ทันมีใครตอบว่าอะไร เธอก็โผเข้ามาจุ๊บเบาๆ ที่ปากผม แล้วก็พุ่งกลับไปจุ๊บเบาๆ ที่ปากของมาโมรุเช่นกัน
"จูบล้างปากค่า พี่ชายทั้งสอง… เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ต้องจูบกันเอง ขอโทษนะค้า"
แล้วเด็กแสนซนก็วิ่งไปยังห้องตัวเอง... ช่างเป็นการหนีเอาตัวรอดที่น่ารักจริงๆ
ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง
"ตะ… ตกใจหมดเลย ฉันนึกว่านายบอกมามิจังไปแล้ว…"
มาโมรุแลบลิ้นแผล่บ
"มามิจังเป็นคนเสนอเองต่างหาก ทีแรกบอกว่าจะยอมแสดงเอง แต่สุดท้ายยัยแสบก็ออกไอเดียว่าอ้างมาโกะจังดีกว่า สะใจดี… เป็นไงล่ะ ที่ฉันเรียกว่ายัยแสบน่ะ ไม่ผิดเลยใช่มั้ย"
"ว่าแต่… นายไม่สงสารเธอรึไง จะว่าไป… อาริสะจังท่าทางชอบนายมากเลยนะ"
ผมแกล้งถามหยั่งความรู้สึกของเขาดู
"ชอบน่ะ… ก็คงใช่ แต่ชอบมากรึเปล่าไม่รู้ เที่ยวกันไม่เท่าไหร่ก็ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ถามความรู้สึกฉันเลยซักนิด แล้วถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ทำไมต้องจ้างช่างภาพให้มาถ่าย?"
อืม… ฉลาดเหมือนกันแฮะ น้องชายผม
"แล้วถ้าเธอยังยืนยันว่าจะคบนายต่อไปล่ะ"
"ก็เอาสิ… ถ้าทนได้ฉันก็ยอมให้ทน"
ผมรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที… แสดงว่าหมอนี่กะไม่ปฏิเสธหล่อนสินะ
มาโมรุเข้ามากอดเอวผม แล้วกระซิบข้างหูเบาๆ
"ให้มันรู้ไป ว่าจะทนเห็นฉันกับนายเป็นแบบนี้ได้นานซักแค่ไหน"
เสียงแผ่วเบาของมาโมรุจักจี้อยู่ที่หูจนผมแก้มร้อนผ่าวขึ้นมา
"แบบนี้… แบบไหน"
ผมถามโต้กลับไปขณะข่มความอาย
"ก็… แบบนี้ไง"
มาโมรุเชยคางผมขึ้นสบตาแล้วประทับจูบที่แสนอ่อนหวาน
โชคดีที่ผมตั้งสติได้ภายในไม่กี่วินาที รีบผลักตัวสูงๆ ของเขาออก
"จะบ้าเรอะ… ฉันไม่ปล่อยให้นายทำแบบนี้ได้บ่อยๆ หรอกนะ ไอ้น้องลามก"
"จุ๊ๆๆ เบาๆ สิครับ เดี๋ยวมามิจังก็ได้ยินหรอก"
ผมทำแก้มป่องอย่างเคืองๆ
"แต่เอ๊ะ… เมื่อกี้คุณพี่บอกว่าไม่ให้ทำบ่อยๆ… แสดงว่าถ้าไม่บ่อยก็ทำได้สิใช่มั้ยคร้าบบบบ"
ฮึ่ม… ให้ตายเถอะ ผมจะหยุดอาการหน้าแดงของผมยังไงดีล่ะทีนี้ นับวันระหว่างเราทั้งคู่ชักจะมีหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นทุกทีจนผมรับมือแทบไม่ทัน
"เด็กบ้า… ไม่พูดด้วยแล้ว ฝากไว้ก่อนเถอะ ไว้ฉันมีอารมณ์เมื่อไหร่ ฉันเทศน์นายยับแน่"
ผมเดินเลี่ยงกลับห้อง ไม่ไหวแล้ว… ทนเผชิญหน้ากับหมอนี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว หัวปั่นไปหมด
"แล้วรีบมีอารมณ์เร็วๆ นะคร้าบบบ จะรอ…"
เสียงมาโมรุไล่หลังมา
"ไม่ใช่อารมณ์แบบนั้นเฟ่ย ไอ้เด็กทะลึ่ง"
ผมรีบเข้าห้องแล้วปิดประตูทันที
ฮึ่ม…คอยดูเถอะ หลังมื้อเย็นฉันสวดนายไม่เลี้ยงแน่ มาโมรุ…
อย่างไรก็ตาม แม้จะไปแก้ไขอะไรกับข่าวที่มันออกไปแล้วไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่า ความเชื่อใจของคนที่ใกล้ชิดที่สุดนั้นแหละ ที่จะทำให้วิกฤตต่างๆ ผ่านพ้นไปได้อย่างมีความสุข
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 12 Jan 2008 02:16:29 by ★ひまじん★