ลิขิตรักต่างมิติ [2]
posted on 18 Nov 2007 02:03 by i-am-hima in fan-fiction
[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เสียงหอบหายใจอย่างทรมานดังอยู่ในห้องบรรทมอันหรูหรา นางกำนัลและหมอหลวงพากันวิ่งอลหม่านเพราะอาการของบุคคลที่อยู่บนเตียง
“เอ้า อย่าชักช้านักสิยะ เดี๋ยวพระโอรสก็ขาดใจกันพอดี”
เสียงหัวหน้านางข้าหลวงเอ็ดคนอื่นๆ พลางนวดมือบิดเกร็งของผู้เป็นนาย
ไม่ทันขาดคำประตูห้องก็ถูกเปิดออกกะทันหันจนนางข้าหลวงที่กำลังจะวิ่งออกจากห้องถึงกับหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้ากองกับพื้น
“องค์ชายรัชทายาทพิชญะเสด็จ”
ตามด้วยเสียงของมหาดเล็กที่เดินนำเข้ามา ทุกคนในห้องหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด แล้วหันมาถวายความเคารพ
ร่างสูงโปร่งบนที่นอนเหลือบมามองด้วยดวงตาพร่ามัว หากลมหายใจยังคงติดขัดไม่หาย
รัชทายาทหนุ่มตรงดิ่งเข้ามายังเตียงโดยไม่ได้สนใจมองคนรอบกาย
“น้องพี่... เจ้าอาการเป็นยังไงบ้าง”
มืออบอุ่นลูบไปบนหน้าผากที่มีเหงื่อซึม
ทว่าดวงตาของคนซึ่งทรมานกับอาการป่วยที่กำเริบกลับมองขึ้นมาอย่างทิ่มแทง
องค์ชายพิชญะนั่งลงที่ขอบเตียงแทนที่หัวหน้านางข้าหลวงซึ่งถอยห่างออกไป เขาจับมือน้องชายขึ้นมานวดให้ต่อ
“ทรงค่อยๆ ดีขึ้นแล้วล่ะพะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้เกือบทรงชัก...”
หมอหลวงทูลรายงาน
รัชทายาทพยักหน้ารับรู้ แล้วเอื้อมไปหยิบมืออีกข้างหนึ่งของคนป่วยขึ้นมากุม เขาเป่าลมหายใจลงบนปลายนิ้วเย็นยะเยือก แล้วนวดคลึงให้เลือดไหลเวียนและได้รับไออุ่น
สักพักอาการของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ค่อยๆ สงบลง เสียงหายใจกลับมาเป็นปกติ ส่วนมือที่เริ่มมีแรงอีกครั้งถูกดึงออกจากการกอบกุมของอีกฝ่าย พลางพลิกตัวหันหนี
“พวกท่านทั้งหลายออกไปก่อนเถอะ เราขออยู่ดูแลน้องตามลำพัง”
“แต่...”
เสียงองครักษ์ที่มาด้วยกันแย้งขึ้น
“ไม่เป็นไรหรอกน่า... นี่น้องแท้ๆ ของเรานะ แถมยังไม่ค่อยสบายด้วย นานๆ เราก็อยากจะอยู่กับน้องของเราซักที”
“แต่กระหม่อมไม่อยากอยู่กับเสด็จพี่”
เสียงทุ้มครางขึ้นมาเบาๆ
ทว่าไม่มีใครสนใจ ทุกคนพากันออกจากห้องไปตามคำสั่งของคนที่มีอำนาจที่สุดในห้องนั้น
สิ้นเสียงประตูปิด องค์ชายพิชญะก็หันมายังคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง
“เสด็จมาทอดพระเนตรสภาพอันน่าสมเพชของกระหม่อมสินะ”
เด็กหนุ่มถอนหายใจเสียงดังเมื่อได้ยินคำพูดเสียดสีของน้อง
“ใครว่าล่ะ พี่เป็นห่วงเจ้าต่างหาก ไปเจออะไรมางั้นรึ ถึงได้อาการกำเริบอีก”
“.........”
ห้องเงียบไปพักใหญ่ ทว่าในที่สุด
“ใต้ฝ่าละอองพระบาททรงยุ่งกับพิธีราชาภิเษก ไม่ควรเสียเวลามาดูคนอย่างข้าพระพุทธเจ้าเลย”
เสียงที่ฟังเหมือนกำลังสะกดอารมณ์อยู่นั้น ทำให้พิชญะยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางโน้มตัวเข้าไปหา มือลูบผมอ่อนนุ่มของอีกฝ่าย
“แต่คนอย่างเจ้าคือน้องชายแท้ๆ ของพี่ ต่อให้มีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านี้แค่ไหน พี่ก็จะต้องมาหาเจ้าก่อนอยู่แล้ว”
“อย่าแตะต้องตัวข้า เลิกทำเหมือนข้าเป็นเด็กได้แล้ว”
ทว่าผู้เป็นพี่หาฟังไม่ เขาจูบเบาๆ ที่ไรผมตรงขมับของน้องชายอย่างเอ็นดู จนอีกฝ่ายทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่งหันมาจ้องตาเขียว
“ข้าอยากพักผ่อน หากไม่ทรงมีธุระอะไรกับข้า ขอข้าอยู่คนเดียว”
พิชญะแววตาสลดลงทันที
“พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะกวนใจเจ้า เพียงแต่...”
“เพียงแต่ทรงสงสารที่ข้ากำลังจะกลายเป็นเจ้าชายตกกระป๋อง หลังจากพิธีราชาภิเษกหากข้าไม่ระเห็จไปแคว้นอื่น ก็ต้องเป็นนักบวชสินะ”
“ใครบอกว่าเจ้าต้องทำอย่างนั้น”
เด็กหนุ่มเสียงแข็งขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของน้องชาย
“ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ... ป้องกันการก่อกบฏ...”
พิชญะส่งยิ้มละมุนให้อีกฝ่าย
“ใครจะไปทำอย่างนั้นกับเจ้าลง พี่เชื่อว่าเจ้าไม่ก่อกบฏต่อพี่แน่ๆ”
เมื่อเห็นว่าใบหน้าสวยคมของอีกฝ่ายเมินออกไปทางหน้าต่างพร้อมบรรยากาศตึงเครียดที่ก่อตัวเพิ่มมากขึ้น เด็กหนุ่มก็ถอยห่าง แล้วออกมาจากห้องอย่างเงียบๆ
ใจจริงเขาอยากจะอยู่ปรับความเข้าใจกับน้องชายมากกว่านี้ แต่ก็กลัวว่าอาการป่วยที่เพิ่งหายจะกลับมากำเริบใหม่อีกครั้ง
ขณะทอดสายตามองส่งรถม้าของพี่ชายผ่านทางหน้าต่าง องค์ชายพิรัชต์กำผ้าปูที่นอนพลางกัดฟันกรอดอย่างคั่งแค้น
ใช่สิ... ข้ามันด้อยกว่าท่านในทุกๆ เรื่อง แค่เกิดทีหลังข้าก็แพ้ท่านแล้ว ไหนจะโรคประจำตัวบ้าๆ นี่อีก... ทำไมข้าจะไม่รู้... ท่านแค่อยากมาดูสภาพอันน่าเวทนาของข้าเท่านั้น ท่านจึงรีบบึ่งมาทันทีทุกครั้งที่ข้าออกอาการ ท่านจะมาเยาะเย้ยที่ตัวเองกำลังจะได้เป็นใหญ่เหนือข้า เหนือใครๆ ในแผ่นดิน... ข้าเกลียดท่าน... ข้าเกลียดท่านที่สุด
ทว่าบุคคลเป้าหมายจิตสังหารในรถม้ากลับเหลียวมองยังหน้าต่างห้องของผู้ที่จากมาอย่างอาวรณ์
“พระอนุชาไม่ทรงใจอ่อนเลยนะพะย่ะค่ะ ยิ่งทรงรู้เรื่องที่องค์จักรพรรดิจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับพระองค์ ก็ยิ่งทรงมีอาการต่อต้านมากขึ้น ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป...”
“ช่างเถอะ ท่านจิระ เด็กคนนั้นน่าสงสาร เสด็จแม่ทรงหายสาบสูญไปตั้งแต่เขายังเล็กมาก เลยไม่รู้จักความรักของครอบครัวเท่าไหร่ เสด็จพ่อก็ทรงมัวแต่เอาใจใส่กวดขันเรา เขาเลยเหมือนถูกทอดทิ้ง”
รัชทายาทหนุ่มแก้ตัวแทน
“แต่ก็ควรระวังเหมือนกันนะพะย่ะค่ะ หากเจ้าชายพิรัชต์ทรงเข้ากับเสนาบดีฝ่ายซ้ายเมื่อไหร่ สิ่งที่ฝืนใจพระองค์มากที่สุดก็คงต้องเกิดขึ้น”
นั่นสินะ... แค่ทุกวันนี้เด็กคนนั้นก็โอนอ่อนผ่อนตามทางฝ่ายซ้ายราวศิษย์กับราชครูไปแล้ว หลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่อนุชาของเขาเริ่มโตเป็นหนุ่ม ทางนั้นก็เข้ามาประจบสอพลอสารพัดอย่างไม่มีขาดช่วง ถึงขนาดมีข่าวลือว่าจะยกบุตรีของตนให้แต่งงานด้วย เพื่อหวังเกี่ยวดองกับราชวงศ์ และทำไมเขาจะไม่รู้ว่าในหัวของเสนาบดีฝ่ายซ้ายคืออะไร
อดีต... ชายคนนั้นเคยเป็นขุนนางที่เสด็จพ่อให้ความไว้วางใจมากที่สุด แต่ตอนนี้เขาระแคะระคายมาว่า คนคนนั้นเตรียมสะสมไพร่พลและกองกำลังเพื่อยึดอำนาจของจักรพรรดิในสักวัน แต่... การขึ้นรับมงกุฎอย่างกะทันหันของเขาคงทำให้ผิดแผน จึงเปลี่ยนใจคิดกำจัดรัชทายาทคนปัจจุบันแทน และหวังใช้พระอนุชาเป็นหุ่นเชิดในการคุมบังเหียนการปกครองต่อไป จนกว่าจะสบโอกาสเหมาะจึงหาเรื่องเขี่ยทิ้งแล้วสถาปนาตัวเองขึ้นครองราชสมบัติ
หากทำสำเร็จดังนั้น ก็จะไม่ถูกครหาว่าเป็นทรราช
แม้พิชญะจะไม่เคยดูถูกในความสามารถของน้องชายตน แต่เขาก็แน่ใจว่าความโกรธแค้นที่สะสมมาตลอดสิบปีเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการเป็นกษัตริย์ที่ดี อีกทั้งโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นทุกครั้งที่มีความผิดปกติทางภาวะอารมณ์ และเด็กคนนั้นก็อารมณ์แปรปรวนง่ายเสียด้วย
องครักษ์หนุ่มไม่พูดอะไรต่อ เขามองผู้เป็นนายด้วยความห่วงใย
คนที่น่าจะกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องราวต่างๆ มากมายมาตลอดชีวิตคือเด็กหนุ่มผู้สง่างามที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาในตอนนี้ต่างหาก แต่ทำไมนะ พระองค์จึงทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาแม้กับบุคคลที่จ้องจะทำลายพระองค์เช่นนี้
ขณะเดียวกันคนตรงหน้าเขาหลับตาลงอย่างเงียบๆ
...พระผู้เป็นเจ้า... หากพระองค์มีอยู่จริง ขอทรงเปลี่ยนความเกลียดชังที่อยู่ในใจของเด็กคนนั้น ให้เป็นความรักอันบริสุทธิ์และเป็นนิรันดร์ด้วยเถิด...
“โอยยยย... กอล์ฟฟฟฟ... ฉันจะหลับแล้วนะ”
เสียงโอดโอยดังลอดช่องว่างของประตูที่เปิดแง้มไว้ออกมา
“เฮ้ย... อย่าเพิ่งสิ นายต้องกินยาก่อน ฉันหาเจอแล้ว”
เด็กหนุ่มผู้พี่ตะโกนกลับไปขณะอ่านฉลากยา
“อ้าว... เวรกรรม นายต้องกินข้าวก่อนล่ะไมค์”
“โอย ไม่ไหวแล้ว ปวดหัว”
ไมค์ครวญ รู้งี้เขานอนพักตั้งแต่แรกก็ดี ตื่นมาอีกทีคงหาย น่าจะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่ด้วยความอยากอ้อนพี่ชายจึงทำสำออยบ่นให้ได้ยิน เป็นเหตุให้เด็กหนุ่มโอตาคุประจำบ้านต้องวิ่งวุ่นค้นตู้ยา เนื่องจากอยู่กันแค่สองคน หากน้องชายเป็นอะไรขึ้นมาพ่อกับแม่จะว่าเขาได้
“เฮ้ย ไมค์ อย่าเพิ่งหลับนะ เดี๋ยวฉันต้มข้าว... เอ่อ เอาเป็นโจ๊กซองดีกว่า อ๊ะ ไม่มี งั้นมาม่า เดี๋ยวนายกินมาม่า กินยาแล้วค่อยนอน เข้าใจมั้ย”
“เสร็จเมื่อไหร่ปลุกด้วยแล้วกัน”
เด็กหนุ่มคนน้องตอบกลับเสียงอ่อยพลางมุดผ้าห่มพริ้มตาหลับลง
กอล์ฟรีบจัดอาหารจานด่วนและยาให้น้องชาย แล้ววางใส่ถาดยกเข้าไปให้ถึงในห้อง ก่อนหน้านั้นเขาถอดแว่นซึ่งเลนส์มีไอจากหม้อต้มมาม่าเกาะมัวจนมองไม่เห็น วางไว้ที่อ่างล้างจาน
“เอ๋า... บอกว่าอย่าเพิ่งหลับไงล่ะ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
เด็กหนุ่มวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ แล้วเปิดผ้าห่มดึงแขนน้องชายให้ลุกขึ้นมา
“อืออออ... ไม่ไหวแล้ว ไมค์ปวดหัว”
“ปวดหัวก็ต้องลุกขึ้นมากินยาก่อน จะนอนทั้งอย่างงี้ได้ไงล่ะ”
กอล์ฟยังคงยื้อยุดฉุดกระชากแขนน้องชาย ทว่าเมื่อถูกอีกฝ่ายดึงกลับอย่างรำคาญ ตัวเองกลับล้มลงไปตามแรง ทำให้หน้าทิ่มลงไปบนหน้าอกของคนป่วย
ปึ่ก!!
“โอ๊ย!”
เจ้าของหน้าอกถึงกับจุก
“ฉันน่าจะเป็นคนร้องมากกว่านะ เจ็บชะมัด เกิดดั้งอันงดงามของฉันหักจะทำยังไง” พูดพลางลูบจมูกตัวเองป้อยๆ
และขณะที่กำลังจะลุกออกจากตัวของอีกฝ่ายนั้นเอง แขนยาวๆ ก็คว้าหมับรอบคอแล้วดึงตัวของเขาเข้ามากอดประหนึ่งเป็นหมอนข้าง
“ไอ้ไอ๊... อ่อยอ๊ะเอ้ย อึดอัด อ๋ายไอไอ้ออก”
ปากพะงาบๆ แนบชิดหน้าอกทำให้พูดไม่ชัด
“ไม่ต้องกินยาหรอกคร้าบ แค่ได้ไออุ่นไมค์ก็หายแล้ว”
เด็กหนุ่มพูดเสียงระรื่น ทว่าตายังคงปิดเพราะพิษไข้
กอล์ฟเงยหน้าขึ้นมาได้สำเร็จ เขาดันตัวเองออกจากอ้อมกอดน้องชาย
“เล่นบ้าๆ อะไรของนาย ถ้ายังมีแรงขนาดนี้ล่ะก็ ลุกขึ้นมากินมาม่ากินยาเดี๋ยวนี้เลย”
ไมค์จำต้องดันกายขึ้นมานั่ง
ช่วยไม่ได้แฮะ ก็พี่ชายอุตส่าห์ทำอาหารมาประเคนให้ถึงที่
กอล์ฟวางถาดซึ่งเป็นโต๊ะเล็กๆ ลงบนเตียงตรงหน้าเด็กหนุ่ม
“ฉันโทรไปบอกพี่แพรแล้วว่านายไม่สบาย ขอหยุดหนึ่งวัน”
“แล้วนายล่ะ”
“ฉันไม่ได้ป่วย ก็ต้องไปทำงานสิ”
ไมค์เบ้ปาก
“นายจะทิ้งคนป่วยอย่างฉันให้อยู่ลำพังได้ลงคอเหรอ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันโทรบอกม๊าแล้ว เดี๋ยวม๊าก็มา”
“ไม่เอา กว่าม๊าจะมากี่โมงก็ไม่รู้ นายต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนสิ”
“แต่วันนี้ฉันจะเอาเพลงที่แต่งเสร็จเมื่อคืนไปส่ง”
“นั่นน่ะ เมื่อไหร่ก็ได้ ส่งพรุ่งนี้ก็ยังทัน บริษัทไม่หนีไปไหนหรอกน่า”
“นายเข้าใจคำว่ายังมีไฟมั้ย ยังมีไฟน่ะ ขืนไม่รีบเอาไปส่ง กว่าจะเอากลับมาแก้หรือแต่งอะไรเพิ่มเติมพอดีไฟมอดซะก่อน ตอนนี้ไอเดียฉันกำลังบรรเจิด”
“เออ... นายมันเก่ง แต่แล้งน้ำใจ เอาแต่ทำงาน น้องป่วยไม่ดูแลกันเลย”
“แล้วที่นายกำลังกินอยู่เนี่ยมันอะไร? ถ้าฉันแล้งน้ำใจฉันทิ้งนายไว้ที่บ้านตั้งแต่นายบ่นว่าปวดหัวไม่ดีกว่าเรอะ”
“คร้าบบบบ ก็ได้... ผมยอมแล้ว อยากจะไปทำงานหรือไปไหนก็เชิญตามสบายเลย ไม่ต้องมาสนใจผมแล้ว ใช่สิ ขนาดไมค์กับงู พี่กอล์ฟยังเลือกนอนกับงู”
“หึยยยยย เลิกพูดถึงงูเดี๋ยวนี้นะ ขนลุก ที่ฉันไม่อยากนอนห้องนายเพราะกลัวนายจะอึดอัดน่ะเซ่ ไม่งั้นฉันจะขอป๊ามาอยู่คอนโดชั่วคราวทำไม พอที ไม่อยากจะเถียงกับเด็กไม่รู้จักโตอย่างนายแล้ว ฉันไปอาบน้ำก่อนล่ะ เดี๋ยวเข้าออฟฟิศสาย”
พูดจบก็รีบผลุนผลันออกจากห้องน้องชายทันที
ฮึ่ม... นายนั่นแหละ งูตัวใหญ่ที่สุดในบ้าน ขืนนอนกับนายไม่รู้ฉันจะโดนเขมือบเมื่อไหร่... ความรู้สึกของนายทำไมฉันจะไม่รู้... ทำไมชีวิตฉันถึงได้เจอแต่งูนะ หนีงูมาป๊ะกับงูแท้ๆ
To be continued...
※ คำว่า "ม้า" ซึ่งย่อมาจาก "หม่าม้า" ขอพิมพ์เป็น "ม๊า" แทนนะคะเพื่อเวลาอ่านจะได้ไม่รู้สึกว่าเป็น "ม้า"
| ตอนต่อไป |
edit @ 27 Nov 2007 17:52:43 by ★ひまじん★
edit @ 17 Jan 2008 22:59:27 by ★ひまじん★
edit @ 29 Jul 2009 00:07:05 by ★ひまじん★

กอล์ฟรู้ด้วยหรอว่าไมค์คิดยังไง *-*?
หุ๊หุ๊หุ๊
องค์ชายพิรัชต์ก็คิดไปโน่นนน
- -"
#1 By | Mr. Rezel ★ ไร้สาระสเตชั่น' | on 2007-11-19 00:01