Lunar Luna แสงจันทร์บันดาลรัก [1]
posted on 20 Nov 2007 14:44 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
ผมเฝ้าภาวนาให้แสงจันทราประทานความสุขแก่ครอบครัวเราเช่นนี้ตลอดไป...
ผมไมค์ครับ ลูกชายคนเล็กแต่ไม่สุดท้องของบ้านนิธิไพศาลกุล
ครอบครัวเรามีกันทั้งหมดเจ็ดคน พ่อ แม่ พี่ชายสามคน ตัวผม แล้วก็น้องสาวอีกหนึ่ง
ดูภายนอกก็เหมือนครอบครัวสามัญชนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมเฉกเช่นครอบครัวปกติทั่วไป
แต่ใครเลยจะรู้... ว่าจริงๆ แล้วบ้านเรามีความลับอยู่หนึ่งอย่างครับ
พวกเราเป็นลูกเสี้ยว...
ลูกเสี้ยวที่ว่าไม่ใช่เชื้อชาติศาสนา
แต่เป็น...
มนุษย์ + แวมไพร์ + หมาป่า
เขาว่ากันว่า สามอย่างนี้เข้ากันไม่ได้อย่างแรง... แต่มันเป็นไปแล้วในครอบครัวของเรา
พ่อผมเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดานี่แหละครับ อาชีพดั้งเดิมเป็นนักล่าแวมไพร์และหมาป่า แต่กลับกลายเป็นว่าล่าไปล่ามาดันตกหลุมรักกับลูกครึ่งแวมไพร์หมาป่าสุดเซ็กซี่อย่างแม่ผมไปได้
กว่าจะได้ครองรักกันแบบนี้เล่นเอาวุ่นวายมาเกือบครึ่งชีวิตของพวกท่าน แต่ก็ยังรักกันหวานหยดเรียกว่ามดอิ่มตายทั้งรัง
ส่วนพี่น้องของพวกเรา... แม้มีสามเผ่าพันธุ์ในสายเลือดเดียว แต่ก็แสดงลักษณะเด่นของตนเองแตกต่างกัน
พี่แซนด์... มนุษย์หมาป่าผู้รักสันโดษ ใจดีมีเมตตา เว้นแต่คืนพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ที่จะกลายร่างเป็นหมาป่าสุดเท่ แต่เนื่องจากเป็นลูกเสี้ยว บางครั้งเลยโผล่แค่หูกับหาง หากจะแปลงทั้งร่างต้องรอคืนที่จันทร์ทรงกลด ไม่ก็สุริยุปราคา...พูดง่ายๆ ก็คือขึ้นอยู่กับพลังที่ได้รับจากดวงจันทร์ครับ
ข้อเท็จจริง : ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อพลังของมนุษย์หมาป่า หากแสงจันทร์มากสัญชาตญาณของมนุษย์หมาป่าก็จะตื่นขึ้นมากเช่นกัน
พี่แบงค์... ครึ่งมนุษย์ครึ่งแวมไพร์ ยังควบคุมพลังไม่ค่อยได้ บางทีเลยเป็นลมพอเห็นเลือด โดนแม่บ่นทุกทีว่าเป็นแวมไพร์ไม่เอาถ่าน ไม่นานคงอดตาย
พี่กอล์ฟ... น่าเสียดาย ได้เลือดมนุษย์จากพ่อไปเต็มๆ เพราะเหตุนี้พี่กอล์ฟเลยไม่มีพลังพิเศษใดๆ แต่แม่บอกว่าบางทีพลังอาจจะยังไม่ตื่น พี่กอล์ฟจึงเฝ้ารอวันที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นหมาป่าหรือแวมไพร์อย่างใจจดใจจ่อ
ในขณะที่ผม... เกิดถัดจากพี่กอล์ฟแท้ๆ แต่มีพลังของแม่มาเต็มๆ เป็นได้ทั้งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า เพราะอย่างนี้สภาพร่างกายของผมจึงไม่ปกติมากที่สุดในบ้าน แม้จะมีคุณสบัติของทั้งสองเผ่าพันธุ์เพียบพร้อมอยู่ก็ตาม
ข้อเท็จจริง : เลือดแวมไพร์และเลือดหมาป่าเป็นเลือดที่ต่อต้านกัน ลูกผสมของสองสายเลือดนี้จะอารมณ์แปรปรวนง่ายเป็นพิเศษ และอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมเพราะอิทธิพลของสองสายเลือด
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่แม่ผมเป็นลูกครึ่งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า ท่านจึงรู้วิธีเลี้ยงดูและเข้าใจจิตวิทยาของผม
และสุดท้าย... น้องหญิง แวมไพร์สาวที่หลงใหลในคริสตธรรมสุดๆ เธอเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ คลั่งไคล้ไม้กางเขนทุกชนิด แต่ด้วยสัญชาติแวมไพร์ โดนน้ำมนต์ไม่ได้ จะคลื่นเหียนเวียนเฮดล้มป่วยทันที
จากที่เล่ามานี้... คนที่ดูแล้วน่าจะอ่อนแอที่สุดในบ้านคือพี่กอล์ฟใช่มั้ยล่ะครับ?
พี่กอล์ฟเองก็คงรู้ข้อนี้ดี จึงฝึกฝนทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ เพื่อไม่ให้ตัวเองดูด้อยอยู่คนเดียว
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ... เดี๋ยวนี้มันหมดสมัยไล่ล่าแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าแล้ว พ่อจึงหันมาทำธุรกิจอย่างที่คนทั่วไปเขาทำกัน ไม่มีเวลามาสอนยุทธวิธีไล่ล่าอสูรกายให้กับลูกชายคนกลางหรอก
อันที่จริงพ่อวางมือจากวงการนั้นตั้งแต่แต่งงานกับแม่แล้วล่ะครับ พ่อจึงไม่มีกะจิตกะใจจะเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์ของผู้เป็นที่รัก ซึ่งแม่เองก็ให้สัญญาว่าจะหาทางมีชีวิตอยู่โดยไม่คร่าชีวิตมนุษย์เช่นกัน
ศาสตร์การปราบแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าจึงไม่ได้รับการถ่ายทอดมาถึงพี่กอล์ฟ
วิชาดังกล่าวเป็นวิชาลับครับ คนที่จะฝึกวิชานี้ได้ต้องเป็นมุนษย์เท่านั้น พ่อจึงพับเก็บตำราตั้งแต่พี่แซนด์เกิด ส่วนพี่กอล์ฟ แม้จะไม่มีคุณสมบัติของทั้งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า แต่เพราะคนในครอบครัวเป็นแบบนี้ หากทู่ซี้ฝึกวิชาอาจมีผลกระทบต่อคนอื่นๆ จึงพลอยอด
ข้อเท็จจริง : มนต์ที่ใช้ในการปราบแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าเป็นมนต์ที่กระทบกระเทือนต่อจิตด้านมืดอย่างรุนแรง ปิศาจใดที่สัมผัสมนต์เหล่านี้ทั้งทางจิตและทางโสตประสาท จะทุรนทุรายคลุ้มคลั่งจนอาจวิกลจริตได้
ทำไมพวกเราจะไม่รู้... ความกดดันของพี่กอล์ฟ...
“แม่ครับ ทำไมแม่ถึงได้รักกับพ่อที่เป็นมนุษย์ได้ล่ะ”
ผมเคยถามแม่ก่อนนอนคืนหนึ่ง
“ความอบอุ่นของมนุษย์ล่ะมั้ง? แน่ล่ะว่าเลือดอุ่นๆ ของมนุษย์ให้พลังกายแก่พวกเรา แต่สิ่งเดียวที่แม่ต้องการจากพ่อก็คือความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขาที่มอบพลังใจให้กับแม่อยู่เสมอ”
อ้อมกอดงั้นเหรอ...
หรือนี่จะเป็นสิ่งที่ผมโหยหาจากคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์หนึ่งเดียวของครอบครัวกันนะ?
คืนจันทร์เต็มดวงปลุกสายเลือดด้านมืดของพวกเราให้ตื่นขึ้น
มีอยู่เพียงคนเดียวในบ้านที่หลับสบาย... นั่นก็คือพี่กอล์ฟ
แม้พ่อจะเป็นมนุษย์ แต่พ่อก็ไม่เคยทิ้งแม่ไปนอนสบายใจเฉิบในเวลาเช่นนี้ พ่อจะอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลแม่และคนอื่นๆ ให้ผ่านค่ำคืนแห่งความบ้าคลั่งและหิวกระหายไปอย่างราบรื่น
แน่นอนว่าบ้านเราไม่กัดคอมนุษย์เพื่อกินเลือดแล้ว... แต่ใช้วิธีซื้อเลือดมาจากธนาคารโลหิตผสมกับน้ำผลไม้ทำเป็นคอกเทลดื่มแทน ด้วยเหตุนี้พ่อจึงต้องทำงานหนักหาเงินเพื่อให้พวกเรามีเลือดกินอย่างน้อยสองสัปดาห์ต่อครั้ง
นอกจากนี้ยังไม่อาละวาดออกไล่ล่ายามแปลงร่างเป็นหมาป่า ถึงจำเป็นต้องออกไปอาบแสงจันทร์บนหลังคาบ้านกันทั้งครอบครัวก็ตาม... ด้วยเหตุนี้หลังคาบ้านของพวกเราจึงกลายเป็นลานย่างบาร์บีคิวสำหรับคืนเดือนเพ็ญโดยเฉพาะ
แต่คนที่ไม่สบายที่สุดเห็นจะเป็นผม... เพราะเลือดแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าแรงกว่าทุกคนในบ้าน
ดังนั้น ผมจึงโดนจับแยกกับพี่กอล์ฟเสมอ ไม่งั้นอาจเผลองับคอพี่ตัวเองเข้าให้
ก็แหม... ประสาทสัมผัสของจมูกของหมาป่าก็ไว ไหนจะสันดานแวมไพร์ได้กลิ่นเลือดมนุษย์อันหอมหวานไม่ได้
กับพ่อน่ะผมไม่ห่วงอยู่แล้ว เพราะเป็นนักล่าเก่า เอาตัวรอดได้เสมอ (เพราะรอดมาตลอดชีวิต) แต่พี่กอล์ฟซึ่งไม่เคยได้รับการฝึกวิชาเลยนี่สิ... เสี่ยงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ผมหาโอกาสเวลาพี่กอล์ฟอยู่คนเดียวเข้าไปคลอเคลียได้ทุกทีสิน่า ก็พี่ชายผมทั้งคนนี่ครับ จะให้เหินห่างได้ยังไง ถึงต่อหน้าใครๆ ผมจะทำเฉยก็เถอะ
แม้จะเป็นลูกมนุษย์เต็มตัวอยู่คนเดียว แต่ในยามปกติผมก็ไม่รู้สึกว่าพี่กอล์ฟด้อยกว่าใครๆ ตรงกันข้าม รอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาของเขากลับให้ความรู้สึกเข้มแข็ง ดวงตาฉายแววสดใสตลอดเวลา เป็นสิ่งที่สายเลือดด้านมืดผู้เย็นชาอย่างพวกเราทำได้ไม่ดีนัก
และสิ่งนั้นล่ะมัง... ที่ดึงดูดผมสุดๆ
“พวกเราต้องปกป้องดูแลกันและกันนะลูก” พ่อกับแม่มักสอนพวกเรา “โดยเฉพาะกอล์ฟ... ต้องคอยเตือนสติกัน อย่าให้ใครกัดคอเด็ดขาด”
ข้อเท็จจริง : มนุษย์ใดได้รับบาดแผลฉกรรจ์จากเขี้ยวและเล็บของมนุษย์หมาป่า หรือถูกแวมไพร์ดูดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก่อนพระจันทร์จะขึ้นในคืนถัดไป จะกลายเป็นซอมบี้... ผีที่มีแต่ร่างซึ่งไร้วิญญาณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จนกว่าจะถึงคืนจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง จึงจะสิ้นใจ
“ไม่ต้องห่วงครับ” พี่กอล์ฟแย้ง “กอล์ฟเรียนมาหมดแล้วทั้งมวยไทย ยูโด เทควันโด คาราเต้ ใครเผลอมางับคอน็อคได้หมด”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะใช้กำลังกับคนในครอบครัวได้เต็มที่ ไหนจะคืนวันเพ็ญที่สายเลือดทางแม่ตื่นขึ้นเป็นพิเศษอีก
เพราะเหตุนี้บ้านเราเลยออกจะวุ่นวายอลหม่านกันนิดหน่อย เวลาพี่น้องคนไหนเข้าใกล้กอล์ฟ ทุกคนก็จะหันมาให้ความสนใจทันที
พี่แซนด์ไม่เท่าไหร่ รายนั้นเป็นมนุษย์หมาป่า ไม่มีพิษภัยอยู่แล้ว เว้นแต่ต้องระวังเล็บที่อาจโผล่ขึ้นมาข่วนหากคุมพลังไม่ดี
ส่วนพี่แบงค์... เป็นลูกครึ่งแวมไพร์ก็จริง แต่พอได้กลิ่นเลือดแล้วจะแหวะทุกที ทุกวันนี้ต้องจับอุดจมูกปิดตาแล้วเอาคอกเทลที่ผสมมากรอกปากเหมือนบังคับเด็กกินยา
ก็มีแต่...
“พี่ไมค์จะทำอะไรน่ะ”
น้องหญิงมองค้อนตาเขียวพลางดึงแขนพี่กอล์ฟให้ถอยห่างจากผม
“อะไรกัน แค่จะดูพี่กอล์ฟเล่นเกม”
พี่กอล์ฟถอยเกมใหม่มาเมื่อวานนี้ ผมแค่อยากรู้เท่านั้นว่าเป็นยังไง เลยมองข้ามไหล่จากด้านหลัง
“แล้วทำไมต้องยื่นหน้าเข้าไปชิดขนาดนั้น? หญิงเห็นนะ พี่ไมค์ตาเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วย ถ้าหญิงไม่ดึงมาก่อนคอพี่กอล์ฟเป็นรูแหงๆ”
“ตาฝาดแล้วยัยเบ๊อะ ฉันไม่ได้กระหายเลือดซักนิด”
ถึงกลิ่นเลือดของพี่กอล์ฟมันจะหอมยั่วน้ำลายก็ตามเถอะ
“ใครจะไปรู้ พี่ไมค์มีจมูกของหมาป่า ได้กลิ่นเลือดดีที่สุด เกิดอยู่ๆ หิวขึ้นมาจะว่าไง”
“หนอย... ว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็เหมือนกันนั่นแหละ ทำเป็นปกป้องพี่ชาย แต่จริงๆ ก็อยากลองงับคอขาวๆ นี่ซักครั้งเหมือนกันสินะ”
ผมเถียงพลางดึงพี่กอล์ฟกลับแล้วชี้ที่คอของเขา
“เอ่อ... พอทีเถอะ ชักจะไปกันใหญ่แล้ว”
พี่กอล์ฟยิ้มแหยๆ เหงื่อแตกหน้าซีดเมื่อเห็นน้องจะทะเลาะกันเพราะสาเหตุมาจากตัวเอง
“ขอบใจนะหญิง แต่ไม่ต้องห่วงพี่หรอก ถ้าไมค์กล้ามางับคอพี่จะเตะผ่าหมากมัน”
อึ๋ย... ไม่เห็นต้องขู่ขนาดนั้นก็ได้ แค่คิดก็เสียวแล้ว
ผมกลืนน้ำลายลงคอ
“ส่วนหญิง... ถ้าริอ่านมางับคอพี่ล่ะก็ จะไม่ช่วยทำการบ้านอีกเลย”
น้องหญิงถึงกับหน้าถอดสี แต่ทำยิ้มหวานเข้าไปเกาะแขนประจบ
“แง่ะ... ไม่เอาด้วยหรอก ใครจะไปกล้ากัดคอพี่ชายที่น่ารักคนนี้ล่ะคะ พี่กอล์ฟไม่ต้องห่วง เพราะพี่กอล์ฟเป็นพี่ หญิงไม่ได้กลิ่นเลือดพี่กอล์ฟหรอก ไอ้คนที่จมูกดีน่ะ อยู่ตรงนั้นต่างหาก”
โบ้ยมาที่ผมอีกจนได้... แต่ก็เถียงไม่ออก...
เอ... หรือว่าผมจะกัดคอดูดเลือดแล้วค่อยเปลี่ยนพี่กอล์ฟให้กลายเป็นแวมไพร์เหมือนพวกผมดีนะ จะได้ไม่ต้องมาระแวงกันอีก
แต่พวกเราก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะทำแบบนั้น
เพราะเป็นลูกครึ่งมาตั้งแต่รุ่นของแม่
เกิดผิดพลาดทางเทคนิคขึ้นมา พี่กอล์ฟอาจไม่ได้กลายเป็นทั้งแวมไพร์ทั้งหมาป่า แต่อาจไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย
ข้อเท็จจริง : ผู้ที่จะสืบทายาทด้วยวิธีนั้นได้ มีแต่แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์เท่านั้น
“ผีดูดเลือดอาละวาด กวาดคนไปสองครอบครัวเมื่อคืนนี้...”
เช้าวันหนึ่งพ่ออ่านหนังสือพิมพ์ให้พวกเราฟังบนโต๊ะอาหาร
“เป็นไปได้ยังไง เมื่อคืนพวกเราก็อยู่บ้านกันครบ เข้านอนตามปกติ”
แม่เอ่ยขึ้นอย่างฉงน
“แบงค์อยู่ดึกก็จริง แต่ก็นั่งหน้าคอมตลอดเลยนะ”
“ไม่ต้องร้อนตัวหรอกจ้ะ อย่างลูกไม่มีปัญญาไปล่าเหยื่อที่ไหนหรอก”
แม่แขวะทันที
“หญิงทำการบ้านเสร็จก็เข้านอนเลยเหมือนกัน”
“จ้า... จ้า... แม่เห็นอยู่”
“ไมค์ก็กลับมาพร้อมกับพี่กอล์ฟ ซ้อมเต้นจนเหนื่อยหัวถึงหมอนก็หลับทันที”
ผมร้อนตัวนิดๆ เพราะแวมไพร์ที่เหลือก็มีแต่ผมคนเดียวแล้ว
“กอล์ฟเป็นพยานได้ เพราะเมื่อคืนไมค์นอนที่ห้องกอล์ฟตลอด”
พี่กอล์ฟกล่าวเสียงเรียบเฉย ทว่าทุกคนหันมาค้อนผมเป็นตาเดียว
“เอ่อ... เมื่อวานนี้เพื่อนที่โรงเรียนล้อมวงเล่าเรื่องผีกัน มันเลยหลอนมาจนถึงตอนนอน...”
ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ขณะที่ทุกคนส่งสายตาเอือมระอา
“อย่ามามั่ว แวมไพร์หมาป่าอะไรกลัวผี”
น้องหญิงทักเหมือนรู้ทัน
“อย่ามาทำเป็นพูดดีเลย ตัวเองก็กลัวเหมือนกันแหละ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้”
“กลัวก็ไปอ้อนคนอื่นสิ มาอ้อนนอนกับพี่กอล์ฟทำไม เกิดเผลองับคอกันตอนดึก พี่กอล์ฟก็แย่สิ”
“ไม่งับหรอกน่า นอนมาตั้งหลายคืนแล้ว พี่กอล์ฟก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดี”
แล้วผมก็ต้องรีบปิดปากตัวเองทันที ...บ้าชะมัด หลุดปากออกไปจนได้...
“ไมค์... นี่นาย”
พี่กอล์ฟเบิกตาโพลงมองผมอย่างอึ้งๆ ก็แหงล่ะครับ เจ้าตัวรู้เรื่องซะที่ไหน เพราะผมตื่นก่อนนอนทีหลัง
“ช่วยไม่ได้... ตัวพี่กอล์ฟอุ่นนี่นา”
ผมทำหูตกพูดเสียงอ่อยเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆ เรียกความสงสารสุดฤทธิ์
“เอาล่ะ... เอาล่ะ... เพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่คืนนี้แม่ขอให้กอล์ฟไปนอนกับแซนด์แล้วกันนะ แล้วถ้าไมค์อยากไปนอนด้วยกันกับพี่เขาแม่ก็ไม่ว่าอะไร”
พูดง่ายๆ ให้หมาป่าอย่างพี่แซนด์เป็นไม้กันหมา (ป่า) นั่นเอง
“สรุปแล้ว เมื่อคืนไม่มีใครออกจากบ้านนะครับ”
พี่แซนด์วกกลับเข้าหัวข้อสนทนาแรกเริ่ม
“หรือว่าในบ้านเราจะมีคนนอนละเมอไปกัดคอใคร... พี่แบงค์รึเปล่า เห็นหงิมๆ จริงๆ แล้วอาจอยากกินเลือดโดยไม่รู้ตัว”
น้องหญิงเริ่มฟาดงวงฟาดงากับพี่ชายคนรองต่อ
“ไม่ใช่หรอก” พ่อขัดขึ้น “เพราะนี่เป็นรายที่สามแล้วที่ลงข่าวแบบนี้ ฆาตกรอาจเป็นพวกโรคจิตที่จงใจจัดฉากให้มีผีดูดเลือดเพื่อให้ผู้คนตื่นตระหนก หรือถ้าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ด้วยกันล่ะก็ แสดงว่า...”
สีหน้าพ่อไม่สู้ดีนัก
“อาจมีแวมไพร์อื่นอยู่ในเมือง...”
To be continued...
| part II |
edit @ 21 Nov 2007 19:50:15 by ★ひまじん★
edit @ 10 Jun 2008 15:13:45 by ★ひまじん★

#1 By หุ่นดีกันเถอะ on 2007-11-20 17:42