Lunar Luna แสงจันทร์บันดาลรัก [2]
posted on 20 Nov 2007 21:31 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ผมเดินลงมาจากตึกเรียนแล้วแยกย้ายกับเพื่อนเพื่อไปขึ้นรถที่มารอรับ ระหว่างทางแวะซื้อขนมกินรองท้องตามปกติ
รถมาแล้ว... ไมค์มาแล้ว... แต่พี่กอล์ฟยังไม่มา
สงสัยอาจารย์ปล่อยช้า ไม่ก็แวะเสริมหล่ออยู่ในห้องน้ำล่ะมัง
กินขนมรอดีกว่า
สิบนาทีผ่านไป
รถมาแล้ว... ไมค์มาแล้ว... ขนมหมดแล้ว... แต่พี่กอล์ฟยังไม่มา
สงสัยอาจารย์ปล่อยช้า แล้วก็แวะเสริมหล่ออยู่ในห้องน้ำแหงๆ
ดีล่ะ งั้นผมไปเข้าห้องน้ำมั่งดีกว่า
และก็เป็นดังคาด ขณะที่ผมกำลังเดินไปห้องน้ำ พี่กอล์ฟก็เดินออกมาจากตึกเรียน
พร้อมกับ... ใครคนหนึ่ง...
ไม่เคยเห็นหน้า แต่หัวร่อต่อกระซิกเหมือนรู้จักกันมานาน
ใครน่ะ?
คำถามผุดขึ้นในหัวทันที
เพื่อนพี่กอล์ฟคนนี้ ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
หมอนั่นตัวสูงใหญ่ เป็นฝรั่งผิวขาว ผมสีเงิน จมูกโด่ง ตาเรียวคมเหมือนตาเหยี่ยว ดูงดงามหมดจดจนเหมือนไม่ใช่คนบนโลกนี้ ยิ่งยืนเคียงกับพี่กอล์ฟของผมยิ่งดึงดูดสายตาของคนที่เดินผ่านไปมา
สงสัยเพิ่งย้ายมาใหม่ เพราะโดดเด่นขนาดนี้ไม่มีทางที่ผมจะไม่เคยเห็นมาก่อน แม้จะเรียนกันคนละตึกก็ตาม
“อ้าว ไมค์”
พี่กอล์ฟร้องทักเมื่อเห็นผมเดินสวน
“ทำไรอยู่ช้าชะมัด ไมค์ไปฉี่ก่อนล่ะ”
“อื้อ...”
พี่กอล์ฟพยักหน้า แล้วเดินคุยกับเพื่อนแปลกหน้าผมคนนั้นต่อ
ผมหยุดเหลียวหลังมองแป๊บหนึ่ง เหมือนตาฝาดยังไงไม่รู้... เหมือนหมอนั่นหันมามองผมแล้วแสยะยิ้มที่มุมปาก
รู้สึกไม่ถูกชะตาอย่างแรง... สายตาที่เหลือบมองผมเหมือนดูถูกพิกล
ผมรู้สึกเอะใจ จึงหันไปมองอีกครั้ง
ผู้ชายคนนั้นยื่นหน้าเข้าไปเกือบชิดพี่กอล์ฟ แล้วจู่ๆ ก็ถอยห่างออกมาเหมือนได้สติ เอ๊ะ... ชักหน้าสงสัย แต่ที่แน่ๆ ต่อให้เป็นผู้ชายที่ดูดีแค่ไหน... ผมไม่ถูกชะตากับมันเลย ให้ตายเถอะ
“พี่กอล์ฟ... คนเมื่อกี้ใครน่ะ”
ผมตัดสินใจถามขึ้นขณะที่นั่งอยู่ในรถ
“ปารีส เพื่อนในห้อง”
“เพิ่งย้ายมาเหรอ”
“เปล่านะ เขาอยู่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่ม. ต้นแล้ว อยู่ห้องเดียวกับฉันมาตลอด”
“จริงอ่ะ ทำไมไมค์ไม่เคยเห็น”
แม้ท่าทางการคุยพอเชื่อได้บ้างก็ตาม
“จะไปรู้นายเหรอ นายไม่ได้อยู่ติดฉันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่ เลิกถามอะไรไร้สาระได้แล้ว ฉันเหนื่อย”
พูดจบพี่กอล์ฟก็หลับตานอน
อะไรเนี่ย ถามแค่นี้ต้องทำท่ารำคาญ
แปลก... ทำไมผมถึงได้ข้องใจขนาดนี้... ผมแน่ใจสุดๆ เลยว่า ไอ้หมอนี่ต้องเป็นเด็กใหม่แน่ๆ หรือมันจะไปทำศัลยกรรมโมดิฟายตัวเองจนใครๆ จำไม่ได้กันนะ
เอ๊ะ... หรือว่า...
ผมแอบสะกดรอยตามหมอนั่นอยู่สองสามวัน
และสันนิษฐานของผมก็ดูเหมือนจะเป็นจริง
จากที่ผมแอบถามจากคนในห้องเรียนของพี่กอล์ฟ ดูเหมือนทุกคนจะถูกสะกดจิตให้จำว่าผู้ชายคนนั้นอยู่โรงเรียนของเราตั้งแต่ม. ต้น แน่นอนว่านี่เป็นความสามารถพิเศษหนึ่งของแวมไพร์ แต่พอถามรายละเอียดกลับไม่มีใครจำได้ นั่นแสดงว่าเป้าหมายของหมอนี่คือพี่กอล์ฟ เพราะเป็นคนเดียวที่เล่าเรื่องเพื่อนคนนี้ได้เป็นตุเป็นตะ
เป้าหมายคือพี่กอล์ฟงั้นเหรอ... ไม่ได้การ งานนี้เห็นทีผมต้องมีเอี่ยวด้วยซะแล้ว
ข้อเท็จจริง : แวมไพร์มีพลังในการสะกดจิตเปลี่ยนความทรงจำของมนุษย์ได้ชั่วคราว ข้อมูลจะลึกซึ้งแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังของแวมไพร์ตนนั้น แต่จะพลังนี้ใช้ไม่ได้กับแวมไพร์ด้วยกันและมนุษย์หมาป่า แน่นอนว่าผู้มีวิชาอาคมอย่างนักไล่ล่าปิศาจด้วย
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งแน่ใจว่าหมอนี่เป็นแวมไพร์ก็คือ... ดวงตาหมอนั่นเปลี่ยนเป็นสีแดงแทบทุกครั้งที่เข้าใกล้พี่กอล์ฟ
ถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่ในฐานะแวมไพร์แล้ว ผมพูดได้เต็มปากอย่างไม่ลำเอียงเลยว่า พี่กอล์ฟเป็นเหยื่อที่งดงามและหอมหวานที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา หากผมเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ล่ะก็ รับรองว่าไม่มีพลาด จะหลอกล่อทุกวิถีทางเพื่อหยาดเลือดอันโอชะ แล้วจัดการทำให้เป็นบริวารอยู่ด้วยกันตลอดไปซะเลย
แต่ผมดันเป็นพันทาง เลยทำไม่ได้... เอาเถอะครับ ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันก็ดีที่สุดแล้ว หากต้องแลกชีวิตนิรันดร์ด้วยชีวิตชีวาตามประสามนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมหลงใหลในตัวเขามาตลอด ก็ไม่เอาเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ผมหงุดหงิดสุดๆ เลยในตอนนี้ก็คือ มันเข้าใกล้พี่กอล์ฟมากจนน่าเป็นห่วง
พี่กอล์ฟถูกสะกดจิตอยู่ พูดอะไรไปตอนนี้คงไม่ฟังแน่ ดีไม่ดีอาจทะเลาะกันเปล่าๆ
โอ๊ย... ผมจะทำยังไงดี ไม่อยากให้พี่เป็นเหยื่อ แถมระยะนี้ข่าวผีดูดเลือดออกอาละวาดกำลังระบาดอยู่ หรือฆาตกรดังกล่าวจะเป็นหมอนี่?
ไม่ได้การ ขืนปล่อยไว้แบบนี้...
“ขอโทษนะจ๊ะที่รัก แต่ครั้งนี้ผมเห็นทีต้องผิดสัญญากับคุณเสียแล้ว”
เสียงของพ่อแว่วมาจากห้องรับแขก ผมซึ่งกำลังเดินลงบันไดถึงกับชะงักขา
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ จริงๆ ฉันเองก็อยากไปช่วยคุณด้วยเหมือนกัน”
พ่อกับแม่กำลังปรึกษาบางอย่างกัน
“อย่าเลย มันอันตราย... ผมไม่อยากให้คุณต้องรบรากับสายเลือดของตัวเองอีก ที่สำคัญคุณดูแลลูกๆ ของเราดีกว่า อย่าให้เขาเข้าใกล้ผมสักพักจนกว่าจะจบเรื่อง ผมกลัวว่าพลังจะสะท้อน”
นี่หมายความว่า... พ่อกำลังจะออกไปล่าอะไรซักอย่าง... หรือจะเป็นผีดูดเลือดในข่าวนั้น?
“ค่ะ ฉันเข้าใจ งั้นจะบอกพวกเขาว่าคุณไปต่างประเทศแล้วกัน”
ผมรีบก้าวลงมายังชั้นหนึ่งทันที
“ให้ไมค์ไปด้วยนะ”
ทั้งพ่อและแม่พร้อมใจกันสะดุ้งแล้วหันมามองผมเป็นตาเดียว
“พูดอะไรของลูกน่ะไมค์ เมื่อกี้แอบฟังพ่อกับแม่คุยกันเหรอ”
“เปล่าครับ ไมค์แค่บังเอิญได้ยิน”
อย่าลืมสิว่าครึ่งนึงของผมเป็นมนุษย์หมาป่า ประสาทสัมผัสดีอยู่แล้ว
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ที่บอกว่าจะไปด้วย... หมายความว่าไง”
พ่อถามขึ้นบ้าง สีหน้าของทั้งคู่เครียดขึ้นมาทันที
“รู้รึเปล่าว่าพ่อเขาจะไปไหน มันอันตรายมากเลยนะลูก”
“ไปปราบผีดูดเลือดใช่มั้ยล่ะครับ... ให้ผมไปด้วยเถอะ ผมอยากเห็นอาชีพเก่าของพ่อ”
ผมอ้อนต่อทั้งที่รู้ว่าทั้งคู่คงไม่ยอมแน่ๆ
“ฟังนะไมค์... เวลาพ่อทำงานต้องร่ายมนต์สะกดจิตด้านมืด มันจะทำให้ลูกพลอยทุรนทุรายไปด้วย ดีไม่ดีอาจเป็นบ้าไปเลยก็ได้ แล้วยิ่งไมค์มีหูของหมาป่า... อาจทรมานยิ่งกว่าผีดูดเลือดนั่นหลายสิบเท่า”
“แล้วถ้าไมค์บอกว่าไมค์รู้ว่าผีดูเลือดนั่นเป็นใครล่ะครับ”
พ่อกับแม่พร้อมใจกันจ้องผมอีกครั้ง
ผมจึงเริ่มเล่าเรื่องเพื่อนแปลกหน้าของพี่กอล์ฟคนนั้นให้ฟัง
“อืม... พ่อว่านั่นไม่ใช่หรอกลูก”
ผมแอบผิดหวังนิดหน่อย ที่อุตส่าห์เล่าตั้งนาน ไหงสุดท้ายกลายเป็นแบบนี้
“จากข้อมูลที่เราได้รับมา ผีดูดเลือดที่ว่าเป็นผู้หญิง แต่เพื่อนพี่เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
แม่เฉลย
อ้าว... เป็นงั้นไป
“ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้ ไมค์อยู่บ้านคอยดูแลพี่เขาแหละดีแล้ว”
“ถึงอย่างงั้นไมค์ก็อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าไม่ใช่หมอนั่น บางทีมันอาจแต่งกายเป็นผู้หญิงไปล่าเหยื่อตอนกลางคืนก็ได้นี่ครับ”
“ไม่ได้แต่งหญิงหรอกจ้ะ นมหกขนาดนั้น”
แม่พูดติดตลก ดูเหมือนพ่อและแม่จะได้ข่าวจากเส้นสายสหายเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน
“แต่ไมค์เป็นห่วงพ่อ... พ่อไม่ได้ล่าปิศาจมานาน เกิดเพลี่ยงพล้ำพวกมันขึ้นมา อย่างน้อยไมค์ก็น่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“ไมค์... เชื่อแม่เถอะ คอยจับตามองเพื่อนพี่กอล์ฟคนนั้นอยู่ที่นี่”
“งั้นให้หญิงไปกับพ่อแล้วกันนะคะ”
จู่ๆ เสียงน้องนุชสุดท้องก็ดังขึ้นภายในห้อง
“หญิง!!”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
“ถึงหญิงจะเป็นแวมไพร์ แต่หญิงเข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์ แถมยังร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าได้สบาย มนต์สะกดปิศาจอะไรคงไม่มีผลกับหญิงหรอก ภูมิต้านทานดีขนาดนี้”
“แต่หญิงยังเด็กนะ ต้องไปเจอกับความโหดร้ายแบบนั้น...”
พ่อแย้งขึ้นมา
“หญิงไม่เป็นไรจริงๆ พ่อให้หญิงไปด้วยเถอะนะ”
พ่อและแม่มองหน้ากัน แล้วถอนหายใจอย่างระอาในนิสัยห้าวหาญของลูกสาวคนเดียวในบ้าน
และแน่นอนว่าคำตอบของพ่อแม่คือ “ไม่ได้เด็ดขาด”
ตลอดสัปดาห์ผมยังคงสะกดรอยตามนายปารีสคนนั้นอยู่
มันเกาะติดพี่กอล์ฟแจ จนผมรู้สึกว่ามันชักจะตีสนิทกับพี่กอล์ฟมากเกินไปแล้ว เล่นติดตามไปทุกที่ยกเว้นห้องน้ำ...
จริงสิ ห้องน้ำ!!
ที่มันไม่ยอมเข้าห้องน้ำก็เป็นเพราะมันส่องกระจกไม่ได้นั่นเอง ในกระจกเงาจะไม่มีร่างของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ฉายอยู่
ดีล่ะ งั้นแบบนี้คงต้องพิสูจน์ให้พี่กอล์ฟเห็นกับตา
ว่าแล้วผมก็หาเวลาเหมาะๆ จัดแจงโทรเข้ามือถือพี่กอล์ฟทันที
ตรู๊ดดดด... ตรู๊ดดดด...
“มีอะไรไมค์”
เสียงพี่กอล์ฟดังขึ้นจากปลายสาย ผมจึงแกล้งทำเสียงให้จ๋อยที่สุดเท่าที่จะจ๋อยได้
“พี่กอล์ฟ... ช่วยไมค์หน่อย ไมค์ติดอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์ชมรมละคร”
“อ้าว ทำไมงั้นล่ะ”
พี่กอล์ฟร้อนรนขึ้นมาทันที
“ใครไม่รู้แกล้งไมค์ ขังไมค์ไว้ข้างใน เปิดประตูไม่ออกเลย”
“อะไรกัน คนอย่างนายโดนแกล้งกับเขาด้วยเหรอ อย่ามาล้อเล่นน่า”
“ไม่ได้ล้อเล่น รีบมาเถอะพี่กอล์ฟ ไมค์มีเรียนคาบต่อไปด้วย อ้อ แล้วไม่ต้องบอกครูล่ะ ไมค์ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ เดี๋ยวเพื่อนพี่กอล์ฟจะเดือดร้อน”
“หา? แล้วเพื่อนพี่ไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”
“ก็ไอ้พวกนั้นมันตะโกนตอนก่อนไปว่า ถ้ามีอะไรก็ไปเฉ่งไอ้ปารีสเอาแล้วกัน”
“ปารีส?”
พี่กอล์ฟเงียบไปครู่หนึ่ง ผมคิดว่าเป้าหมายของผมคงอยู่ที่นั่นด้วย และพี่กอล์ฟก็คงกำลังมองหน้าหมอนั่นอย่างงุนงง
“ปารีสเนี่ยนะ ไมค์ฟังผิดรึเปล่า”
“เปล่านะ แล้วถ้าเป็นไปได้ พี่กอล์ฟช่วยพาเพื่อนพี่กอล์ฟมาเคลียร์กับไมค์เลยได้รึเปล่า เดี่ยวนี้เลยนะ รีบมาล่ะ ไมค์มีเรียนคาบต่อไปด้วย”
พูดจบผมก็ตัดสาย ภาวนาขอให้หมอนั่นโผล่มาด้วยทีเถอะ จะได้แฉ
ไม่ถึงห้านาทีเสียงฝีเท้าคนวิ่งก็ดังใกล้เข้ามา
พี่กอล์ฟมาแล้ว...
ผมเตรียมยืนข้างกระจกเงาบานใหญ่ที่ยกมาตั้งให้ตรงกับประตู เพื่อทันทีที่พี่กอล์ฟเปิดเข้ามาจะได้เห็นว่าไม่มีเงาของคนที่มาด้วยกัน
และทันใดนั้นเอง...
“ไมค์!!!”
พี่กอล์ฟและนายปารีสโผล่พรวดเข้ามาในห้อง
“ประตูไม่เห็นล็อคเลย ว่าแต่นายเป็นอะไรรึเปล่า”
พูดพลางสำรวจเนื้อตัวผมอย่างเป็นห่วง
“ที่สำคัญกว่าประตู... ไมค์อยากให้พี่ดูในกระจก”
พี่กอล์ฟมองตามอย่างงงๆ
ผมยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือเงาที่ว่างเปล่าของเพื่อนตัวสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่ชายผม มันแน่มากที่กล้ามาให้ผมเปิดโปงถึงที่
ทว่า...
“อะไรของนาย... ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“เอ๋?”
พี่กอล์ฟดูดีๆ สิ ไม่สังเกตอะไรบ้างเลยเหรอ
“เงาของเพื่อนพี่น่ะ”
“เงาของปารีส?”
พี่กอล์ฟเอียงคอ แล้วก็ชี้มายังตำแหน่งของคนข้างๆ ตัวเองในกระจก
“ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน เงาปารีสก็เหมือนปารีส จะไปเหมือนใครได้ยังไง”
มันไม่เหมือนใครอยู่แล้วล่ะ เพราะมันไม่มีเลยต่างหาก
แต่... ดูเหมือนจะมีแต่ผมอีกแล้ว ที่มองไม่เห็นเงาของหมอนั่น
“ไหนไมค์บอกว่ามีเรื่องจะเคลียร์กับพี่เหรอ”
เจ้าตัวปัญหาพูดขึ้นบ้าง มันยิ้มที่มุมปากอย่างเหนือกว่า น่าหมั่นไส้นัก
“จริงด้วย พี่ก็อุตส่าห์ลากเขามาเป็นเพื่อน ไหนบอกโดนขังไง พวกพี่รีบมาแทบตาย แล้วไหงกลายเป็นเรื่องงี่เง่าแบบนี้”
เวรกรรม... ทำพี่กอล์ฟโกรธจนได้ แล้วคราวนี้ผมจะแก้ตัวยังไงดีล่ะเนี่ย
“เปล่านะ ไมค์ก็แค่...”
“ช่างเถอะ ไว้กลับไปคุยกันที่บ้าน พี่มีเรียนคาบต่อไปเหมือนกัน”
แล้วก็หันไปหาเจ้าปารีส
“ขอโทษนะ ที่ทำให้นายต้องวิ่งมากับฉัน”
“ไม่เป็นไรหรอกกอล์ฟ ฉันมาด้วยแหละดีแล้ว เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน”
หนอย... พูดเอาความดีใส่ตัวอีก
วินาทีนี้ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไง อยากจะบอกพี่กอล์ฟเหลือเกินว่าหมอนั่นมันแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ อันตรายกว่าผมเป็นร้อยเท่า
ทว่าเมื่อพี่กอล์ฟออกไปจากห้อง ร่างสูงใหญ่ของนายปารีสก็โผล่ขึ้นเงียบๆ ข้างหลังผม สมเป็น “ผี” จริงๆ ให้ตายเหอะ
“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้... นายสะกดรอยตามฉันตลอดสัปดาห์เจ้าแวมไพร์พันทาง หึหึหึ”
ผมกัดฟันกรอดหันไปจ้องหน้า ทว่ามันกลับยิ้มเยือกเย็นแววตาเหมือนหมาหยอกไก่
“อุบายกระจอกๆ แบบนี้ล้าสมัยไปร้อยกว่าปีแล้ว”
“ต้องการอะไรกันแน่ เข้าใกล้พี่กอล์ฟทำไม”
ผมเค้นเสียงถามออกไป
“ทำให้เขาเป็นของตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวงก้างไปหน่อยเลย เหยื่อที่สวยที่สุดย่อมคู่ควรกับแวมไพร์ที่แข็งแกร่งที่สุด”
หมอนั่นยื่นใบหน้าอันหล่อเหลาเข้ามาจนเกือบชิด
“มนุษย์น่ะ ลองโดนสะกดจิตเข้าซักครั้ง คราวต่อมาก็จะครอบงำได้ง่าย นายก็รู้นี่”
ผมกำหมัดแน่น ...สกปรกที่สุด...
เจ้าปารีสเดินนวยนาดออกไปจากห้องเก็บอุปกรณ์
“ฮึ่ม อย่าแตะต้องพี่กอล์ฟนะเฟ่ย”
ผมตะโกนออกไปอย่างฉุนเฉียว
“อ้อ หัดสะกดอารมณ์ให้ดีกว่านี้หน่อยนะไอ้หนู หูกับหางโผล่มาแล้ว เจ้าแวมไพร์สมเสร็จ”
สะ... สมเสร็จเรอะ!!! หนอย... ร่างกายฉันรวมข้อดีของแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าไว้ในหนึ่งเดียวเชียวนะเฟ่ย อย่ามาดูถูกกัน
แล้วเจ้าปารีสก็หายกลายเป็นควันทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องเก็บของ
โอ๊ย!! เจ็บใจนัก อุบายของผมมันคงตื้นเกินไปจริงๆ มีวิธีไหนอีกนะ ที่จะกระชากหน้ากากไอ้แวมไพร์รสดั้งเดิมไม่เติมชูรสนั่นได้
ตลอดทางกลับบ้านพี่กอล์ฟไม่พูดกับผมเลย พอถึงบ้านก็เดินดุ่ยๆ หายเข้าห้องไป
แบบนี้ ให้ผมโดนเฉ่งจนหูชาซะยังดีกว่า
“ไมค์...”
เสียงแม่เรียกอยู่นอกห้อง เมื่อผมเปิดประตู แม่ก็ชะโงกหน้าเข้ามากวาดตาดูในห้องอย่างร้อนรน
“น้องอยู่ห้องลูกรึเปล่า”
ผมทำหน้างง
“เปล่านี่ครับ”
แม่หน้าซีดลงยิ่งกว่าเก่า
“แย่ล่ะสิ... สงสัยหญิงแอบตามพ่อไป...”
To be continued...
| part III |
edit @ 12 Jan 2008 02:09:04 by ★ひまじん★
#1 By kim (202.142.217.72) on 2007-11-21 12:09