Lunar Luna แสงจันทร์บันดาลรัก [3]
posted on 20 Nov 2007 21:32 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
แม่กับพี่แซนด์รีบพากันออกไปตามน้องหญิงกลับบ้าน แม่ไปยังคฤหาสน์ร้างที่ได้รับการแจ้งมาว่าเป็นแหล่งกบดานของแวมไพร์ต่างถิ่นซึ่งคาดว่าพ่อคงอยู่ที่นั่น ในขณะที่พี่แซนด์ตามกลิ่นของน้องหญิงในที่ที่คิดว่าเธอน่าจะไป
ส่วนพวกผมที่เหลืออยู่เฝ้าบ้าน
ดีเหมือนกัน เหลือพี่แบงค์คนเดียว ทางสะดวก ผมจะได้ไปง้อพี่กอล์ฟได้ถนัดๆ หน่อย
ผมเคาะประตูห้องพี่กอล์ฟเบาๆ เพราะเกรงว่าพี่แบงค์จะได้ยิน
ทว่า ข้างในเงียบฉี่
พี่กอล์ฟคงนอนแล้วล่ะมั้ง ไม่งั้นก็อาจจะยังโกรธผมอยู่ เลยไม่ยอมเปิดประตู
แต่... รู้สึกสังหรณ์ใจยังไงชอบกล
ไม่ได้กลิ่นพี่กอล์ฟจากด้านใน
ผมเคาะประตูแรงขึ้น พลางเรียกเสียงดังขึ้น
“พี่กอล์ฟ... พี่กอล์ฟ... เปิดประตูให้ไมค์หน่อย ออกมาคุยกับไมค์เถอะนะ นะ นะ”
“กอล์ฟไม่อยู่หรอก”
ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงพี่แบงค์กระซิบข้างหู
เกลียดจริงเชียว นิสัยชอบเข้ามาประชิดตัวตอนเผลอของพวกแวมไพร์เนี่ย
“พี่กอล์ฟไปไหนอ่ะ”
ขณะที่ถาม ผมเดาคำตอบในใจไว้ไม่ค่อยดีนัก แหงล่ะ... คู่กรณีของผมดันเหนือชั้นกว่า มันก็ต้องระแวงเป็นธรรมดา
“ออกไปแล้ว บอกว่าจะไปค้างบ้านเพื่อน ท่าทางเหม่อๆ ยังไงพิกล พวกนายทะเลาะกันรึเปล่า”
ซวยแล้วมั้ยล่ะ... พี่แบงค์นะพี่แบงค์... ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย นั่นมันอาการของคนโดนสะกดจิตชัดๆ
“ออกไปนานรึยัง”
“เมื่อกี้”
ผมรีบผลุนผลันออกจากบ้านทันที เอาไงดีล่ะทีนี้ จะไปตามหาที่ไหนก็ไม่รู้
จริงสิ คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง...
จมูกของผมที่ไวอยู่แล้วยิ่งไวเป็นพิเศษในคืนนี้ ผมตามกลิ่นของพี่ชายไปจนถึงหน้าหมู่บ้าน
...ไม่มี... หายไปแล้ว
อย่าบอกนะว่า...
“จิตของแวมไพร์แปลกหน้า... รุนแรงมาก... จิตอาฆาต”
เสียงพี่แบงค์ดังขึ้นอยู่ด้านหลัง ทำเอาผมซึ่งกำลังครุ่นคิดถึงกับสะดุ้งหูหางโผล่อีกครั้ง
โอย... พี่แบงค์ เลิกเป็นแวมไพร์หันไปเอาดีด้านนินจาแทนเถอะ... หัวใจจะวาย
“นายจะทำอะไรของนาย แม่บอกให้เฝ้าบ้าน”
“ใครว่า แม่บอกให้ดูแลพี่กอล์ฟต่างหาก”
ผมเถียงข้างๆ คูๆ
“แล้วดูสิ พี่กอล์ฟไม่อยู่แล้ว โดนไอ้ปารีสนั่นจับตัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เพราะพี่แบงค์คนเดียว”
“อ้าว มาโทษพี่ได้ไง ปาร่งปารีสอะไรไม่เห็นจะรู้จัก”
“แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์น่ะสิ มันจ้องจะดูดเลือดพี่กอล์ฟอยู่”
“เลือดกอล์ฟเนี่ยนะ? มันน่ากินตรงไหน น้ำผลไม้ยังน่าอร่อยกว่าหลายเท่า”
พี่แบงค์ช่างเป็นแวมไพร์เสียชาติเกิดจริงๆ ...ผมเหล่อย่างระอา
พี่กอล์ฟก็เหมือนกัน ไม่รู้ตัวเอาซะเลยว่า ตัวเองเป็นสุดยอดเหยื่อแห่งยุคทีเดียว
เฮ้อ... แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะพี่กอล์ฟอยู่ท่ามกลางแวมไพร์ที่ปลอดภัยมาตั้งแต่เด็กนี่ครับ
แต่ตอนนี้ที่สำคัญ เราต้องช่วยกันหาพี่กอล์ฟให้เจอก่อน
ว่าแล้วพี่แบงค์ก็ตั้งสมาธิหาจุดหมายปลายทางของจิตอาฆาตนั้น อ้อ... ลืมบอกไปว่านี่แหละ คุณสมบัติเด่นของพี่แบงค์ สามารถจับคลื่นแวมไพร์ด้วยกันได้อย่างแม่นยำราวกับมี GPS ทำให้ตอนเด็กๆ ไม่เคยเล่นซ่อนหาชนะเขาเลยซักครั้ง
แล้วพวกเราก็มาถึงบ้านเก่าๆ หลังหนึ่งย่านชานเมือง ดูแล้วเหมือนคฤหาสน์ร้างมากกว่า ด้านหลังเป็นป่ารกชัฏดูวังเวง เสียงลมหวีดหวิวพัดต้นไม้ใหญ่โอนเอนไปมา รอบข้างเป็นที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหญ้าสูง ไม่มีบ้านคนหลังอื่นอยู่เลย
บรรยากาศสมเป็นนิยายผีจริงๆ
พี่แบงค์นำผมเข้าไปในบ้าน
ผมเริ่มได้กลิ่นพี่กอล์ฟแล้ว... ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ
พวกเราเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้เห็นทางสลัว แล้วจู่ๆ พี่แบงค์ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาผม
“พี่แบงค์!”
ผมใจหายไปวูบหนึ่ง ลืมไปว่าพี่แบงค์สามารถกลายร่างเป็นกลุ่มหมอกได้ในคืนวันเพ็ญ แต่... จะดีกว่านี้ถ้าที่นี่ไม่มืดจนมองอะไรแทบไม่เห็น
ผมเองก็กลายร่างเป็นหมาป่าเช่นกัน นั่นเป็นเพราะผมแปลงเป็นหมอกอย่างพี่แบงค์ไม่ได้ แต่ไม่อยากเดินด้วยเท้าของมนุษย์ซึ่งหนักกว่าทำให้เกิดเสียงดัง
“ไมค์ ฉันรู้สึกถึงจิตของแม่อยู่ทางนั้น”
“แม่งั้นเหรอ?”
“ใช่”
“แล้วทำไมจิตของแม่ถึงได้มาอยู่ในสถานที่เดียวกับที่ผมได้กลิ่นพี่กอล์ฟล่ะ... หรือว่า...”
แย่แล้ว... ทั้งแม่และพี่กอล์ฟต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
ทันทีที่คิดได้ดังนั้น ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องที่อยู่ด้านในสุดของชั้นสอง
“ไปเร็ว!”
เมื่อพวกเราไปถึงสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือ... พ่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง ในขณะที่แม่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนที่คอและข้อมือข้อเท้าตรึงไว้กับเสา
“ดูเหมือนลูกๆ ของพวกเจ้ามาช่วยแล้วสินะ”
เสียงแหลมสูงของหญิงสาวในเดรสยาวฟูฟ่องสีดำดังขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะบาดหู
“โถ... ช่างเป็นลูกกตัญญูจริงๆ แต่น่าเสียดาย ที่ทั้งหมดจะต้องมาตายในคืนนี้... เอ้า เข้ามาสิจ๊ะ เด็กๆ”
ทันทีที่ดวงตาสีเทาอ่อนคู่นั้นปรายตามองมา พี่แบงค์และผมก็กลับคืนร่างเดิมทันทีโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เราทั้งคู่จึงจำต้องเดินเข้าไปในห้องตามคำเชื้อเชิญ
“ต๊าย... ลูกๆ หน้าตาดีกันทุกคนเลยนะ น่าเสียดายจริงๆ”
“อย่าทำอะไรลูกๆ ของเรานะ”
แม่เอ่ยเสียงแข็ง
ใบหน้าแสยะยิ้มของหญิงสาวกลับกลายเป็นบึ้งตึงในทันที
“ลูกๆ ของเรางั้นเรอะ... สการ์เล็ต...”
สการ์เล็ตเป็นชื่อเดิมของแม่ก่อนที่จะแต่งงานกับพ่อ หลังจากมีพวกเราแม่ก็เปลี่ยนชื่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
“ถ้าไม่มีเด็กพวกนี้... ฉันก็คงได้แต่งงานกับผู้ชายคนนี้ และมีลูกที่น่ารักกับเขาไม่แพ้ลูกของเธอหรอก”
“พอทีเถอะฮันน่า... ต่อให้ไม่มีสการ์เล็ต ฉันก็ไม่มีวันแต่งงานกับเธอ”
พ่อเปิดปากพูดขึ้นมาบ้าง
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนแก้วหูสะเทือนดังลั่นภายในห้อง
พี่แบงค์กับผมเอามือปิดหูแน่น พ่อแม่หลับตาปี๋เพราะโดนพันธนาการอยู่
ให้ตายเถอะ พ่อแม่ไปมีเรื่องอะไรกับยัยแวมไพร์วัยทองคนนี้นะ ยิ่งคืนจันทร์เต็มดวงแบบนี้ อารมณ์แม่นี่คงยิ่งกว่าน้ำขึ้นน้ำลงแน่ๆ
“เพราะพวกแก... เพราะพวกแก ฉันถึงต้องอยู่ในสภาพแบบนี้”
“นั่นเป็นสิ่งที่เธอเลือกเองต่างหาก ฮันน่า... ไม่มีใครบังคับเธอให้กลายเป็นแวมไพร์ เธอเรียกเขามาเอง เธอโง่ยอมสวามิภักดิ์ต่อหมอนั่นเอง...”
แม่พูดเสียงเรียบราวกับไม่สะทกสะท้านต่อเสียงกรีดร้องเมื่อครู่
“หึหึหึ... นังหน้าด้าน... แย่งคู่หมั้นฉันไปแล้วยังมีหน้ามาสั่งสอนอีกงั้นเรอะ”
พูดพลางย่างสามขุมเข้าไปหา
“สการ์เล็ตกับฉันเรารักกันมาตลอด ไม่มีใครแย่งฉันไปจากเธอ”
พ่อสวนขึ้นมาทันที
แวมไพร์สาวชะงักการเคลื่อนไหว ริมฝีปากสีแดงสดสั่นระริก เมื่อเธอหันไปมองพ่อ หยาดเลือดก็ไหลพรากที่สองแก้มราวกับน้ำตา
“รักมันมากสินะ... นังลูกครึ่งแวมไพร์หมาป่านี่มีดีอะไร คุณถึงได้หลงมันนัก ทั้งที่ตอนนั้น... ฉันเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ เพียบพร้อมทุกอย่าง”
“ความรักเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลและคำอธิบายหรอกนะ”
พ่อตอบเสียงเรียบ
นางแวมไพร์เหมือนสติขาดผึง เธอเดินมุ่งมาทางพี่แบงค์และผม เข้ามาจับที่ต้นคอแล้วลากให้เดินไปกลางห้อง พวกเราถูกผลักให้นั่งคุกเข่าลง
“นี่สินะ... ผลพวงแห่งความรักของพวกแก... ฉันจะฆ่าใครก่อนดี”
ทันใดนั้น เสียงเปียโนเก่าๆ ก็แว่วมาจากโถงชั้นล่าง
“ใครน่ะ?”
ฮันน่าหันไปทำตาเขียวใส่ประตู
ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นคือร่างของเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนเพียงคนเดียว
“น้องหญิง!!”
เมื่อเมโลดี้บรรเลงได้จังหวะ เธอก็เริ่มอ้าปากร้องเพลง
เพลงสรรเสริญพระเจ้าที่ร้องในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
แม่ พี่แบงค์ และผมระคายหูนิดหน่อย แต่เพราะเป็นเสียงของน้องสาว เราจึงรู้สึกคุ้นเคยกับมันมากกว่า ในขณะที่...
“พอได้แล้ว... หยุดเสียที... หยุดร้องเพลงอุบาทว์นั่นเดี๋ยวนี้นะ”
หญิงสาวในชุดดำกรีดร้องครวญครางพลางกุมหัวอันยุ่งเหยิง ราวกับว่ามันจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ
หญิงยังไม่หยุดเสียงใสๆ เธอร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ ด้วยเสียงที่ดังขึ้น และเชื่อมั่นขึ้น
งั้นก็แสดงว่า... คนที่เล่นเปียโนอยู่ข้างล่างคือ... พี่แซนด์
ขณะที่แวมไพร์สาวนั่นลงไปแดดิ้นด้วยความทรมานหูอยู่กับพื้น พี่แบงค์และผมก็สบตากัน แล้วรีบไปแก้มัดให้พ่อและแม่
เชือกของพ่อถูกแก้ออกได้ก่อน พ่อจึงใช้ความรู้เก่าสะเดาะกลอนของโซ่ตรวนที่ล่ามตัวของแม่ไว้ แล้วพยุงเตรียมพาหนี
ทว่า...
“ถ้ารีบกลับกันไปตอนนี้ก็ไม่สนุกน่ะสิ”
เสียงที่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนดังขึ้นมุมหนึ่งของห้อง เมื่อทุกคนหันไปมองก็ต้องชะงัก แม้แต่น้องหญิงยังหยุดร้องเพลง
ปารีส...
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทหนังสีดำสนิท ข้างกายหมอนั่นคือร่างของพี่กอล์ฟที่สายตาเหม่อลอยพิงไหล่กว้างของเจ้าแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์
“กิลลาส!!!”
พ่อกับแม่ตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน
เจ้าของชื่อชำเลืองมองร่างที่สลบเหมือดอยู่กลางห้องของแวมไพร์ฮันน่าอย่างเหยียดหยาม
“นังแวมไพร์ชั้นต่ำ... ไม่ได้เรื่องจริงๆ กะอีแค่เสียงเด็กร้องเพลงยังคลั่งเป็นผีบ้าขนาดนี้”
สมกับเป็นสายเลือดบริสุทธิ์จริงๆ ไม่สะทกสะท้านกับบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า
“อย่าทำอะไรกอล์ฟนะ”
แม่ร้องเสียงหลงเมื่อร่างสูงใหญ่ลากปลายเล็บยาวไปตามแนวใบหน้าของพี่กอล์ฟ
หนอย... เอามือสกปรกของแกออกห่างจากพี่กอล์ฟเดี๋ยวนี้นะเฟ่ย
“อะไรกัน... สการ์เล็ต... ข้ากำลังจะมอบความเป็นอมตะให้กับลูกชายที่น่ารักของจ้าเชียวนะ ไม่ดีใจรึไง”
“กิลลาส ถ้าแกต้องการฉันเป็นบริวาร ก็จับตัวฉันไปเซ่ มายุ่งกับลูกชายฉันทำไม”
พ่อมองเขม็งกลับไป
แวมไพร์เจ้าเล่ห์หัวเราะหึ
“ตอนแรก ข้าได้ข่าวว่าเจ้าถอดเขี้ยวเล็บลาจากวงการไปแล้ว ก็ว่าจะมาชิงตัวเจ้าจากสการ์เล็ต แต่ว่า... พอมาเห็นลูกชายคนกลางของเจ้า ข้าก็เปลี่ยนใจ... ไม่อยากเชื่อเลยว่าการแต่งงานข้ามถึงสามเผ่าพันธุ์ จะให้กำเนิดเหยื่อแวมไพร์ที่วิเศษที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้เจอมาเลยล่ะ นอกจากรูปร่างจะงดงามแล้ว... กลิ่นกายยังยั่วน้ำลายได้ขนาดนี้อีก... ที่สำคัญไม่เคยไม่เคยแปดเปื้อนมนต์คาถาใดๆ เลยแม้แต่น้อย ท่าทางจะคุมง่ายกว่าเจ้าอีกนะ”
“แก... ปล่อยพี่กอล์ฟเดี๋ยวนี้นะ”
ผมหมดความอดทนเต็มทีเมื่อเห็นปลายนิ้วสกปรกนั่นลูบไล้ไปตามผิวกายของพี่กอล์ฟ
“ดูซะก่อนสิเจ้าเด็กน้อย... ข้าไม่ได้รั้งอะไรเขาไว้เลย แต่เขายืนอยู่กับข้าดีๆ เอง ถ้าอยากได้ตัวเขาคืนก็เข้ามาสิ”
ผมเตรียมกระโจนเข้าไปหา ทว่า
“อย่านะไมค์”
เสียงพ่อรั้งไว้เสียก่อน แล้วจึงหันไปพูดกับเจ้าปารีส ไม่สิ กิลลาสต่อ
“แกคงไม่ได้...”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วอย่างยั่วโมโห
“ลูกชายของเจ้าน่าอร่อยจนข้าเกือบอดใจไม่ไหวตั้งแต่แรกเห็นแล้ว... แต่คิดไปคิดมา หากข้าตะกละรีบกินเสียก่อน ก็ไม่ได้เห็นเจ้ารวดร้าวทุรนทุรายน่ะสิ สู้ค่อยๆ ละเลียดต่อหน้าพวกเจ้า สะใจกว่ากันเยอะ”
“ใครจะยอมให้นายกินง่ายๆ มิทราบ”
เสียงพี่กอล์ฟขัดขึ้น พร้อมแขนที่เงื้อมีดพับขึ้นมาก่อนแทงลอดใต้แขนไปทางด้านหลัง
กิลลาสกระตุกนิดหนึ่ง มีดสั้นปักอยู่ใต้อกข้างซ้าย ระหว่างนั้นพี่กอล์ฟจึงมีช่องว่างวิ่งออกมา ทว่ามือของหมอนั่นคว้าไหล่ที่บางกว่าอย่างว่องไว
ผมรีบวิ่งเข้าไปขวางคนทั้งคู่ เกิดการต่อสู้กันระหว่างพวกเรา
“พี่กอล์ฟหนีไป เร็วสิ”
“นายนั่นแหละหนีไป พ่อจะได้ทำงานสะดวก”
“คุณพาลูกๆ ออกไปจากที่นี่ก่อน ผมจะร่ายคาถา”
เสียงพ่อดังแทรกขึ้นมา
ในเวลาฉุกละหุกเช่นนี้...
“คุณ แต่ว่าไมค์...”
“ผมไม่เป็นไร พ่อลุยมาเลย”
ผมตะโกนกลับไปขณะกอดพี่กอล์ฟแน่น เพื่อดึงเขาออกมาให้พ้นจากวงแขนของหมอนั่น
พี่กอล์ฟเองก็ทั้งเตะทั้งถีบทั้งยัน แต่อีกฝ่ายมีกำลังกายมากเหลือเกิน
เสียงพ่อท่องคาถาดังก้องกังวานไปทั่วห้อง ทั้งที่เป็นเสียงพ่อ แต่ทำไมกลับบาดหูผมเหลือเกิน ผมเริ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความทรมาน
และดูเหมือนคู่ต่อสู้ของผมก็ทรมานไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ยังยื้อยุดฉุดกระชากกันไม่รามือ พี่กอล์ฟกระทุ้งศอกเข้าที่กลางลำตัวซ้ำจุดที่เพิ่งแทงมีดลงไป ผมกำหมัดข้างหนึ่ง แล้วต่อยเข้าที่ใบหน้าในเวลาเดียวกัน
แม้ดูเหมือนจะไม่สะดุ้งสะเทือนกับการจู่โจมของเด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกเรา แต่หมอนั่นก็ล่าถอยออกไปเล็กน้อย
พี่กอล์ฟใช้แขนเกี่ยวตัวผมแล้ววิ่งไปทางประตู ทว่าร่างของกิลลาสพุ่งเข้ามาปรากฏกายขวางทางเราไว้
พ่อยังคงร่ายคาถาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด
กิลลาสแม้ไม่สะทกสะท้านกับการประมือกับพวกเรา แต่เสียงของพ่อทำให้เขาใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความทรมาน
ผมเองก็เริ่มครวญครางอย่างทนต่อไปไม่ไหว และสุดท้ายปล่อยเสียงกรีดร้องอย่างทุรนทุรายออกมา
บ้าชะมัด... เกลียดหูของตัวเองในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ที่สุดเลย
พี่กอล์ฟกอดผมแน่น เขาเอามือปิดหูผมไว้ แล้วจดหน้าผากที่กลางกระหม่อมของผม สักพักผมก็รู้สึกถึงหยาดน้ำใสๆ จากเบื้องบนไหลลงมาที่หน้า
“พี่รักไมค์นะ... อย่าเป็นอะไรไปนะ... พี่รักไมค์”
เสียงสั่นเครือซึ่งแทรกเสียงมนต์คาถาเข้ามาในหูผมนั้น อาบอิ่มไปทั่วทั้งหัวใจ
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเคลิบเคลิ้มดุจล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ นี่ผมกำลังจะเป็นบ้า หรือว่าผมกำลังจะตายแล้วสินะ
“ไมค์... ไมค์...”
เสียงพี่กอล์ฟเรียกชื่อผมนับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งที่ผมน่าจะเจ็บปวดทรมานท่ามกลางมนต์สะกด แต่ทำไมผมกลับรู้สึกสบายเหลือเกิน...
อ้อมกอดของพี่กอล์ฟอบอุ่นขนาดนี้...
“...อย่างงี้นี่เอง ที่แท้กิลลาสก็เป็นกิ๊กเก่าของพ่อ”
“กิ๊กเก่าอะไรกันหญิง พูดจาน่าขนลุก ไอ้หมอนั่นแค่อยากได้พ่อเป็นบริวารเท่านั้น หมายตาใครแล้วต้องได้... อีโก้งี่เง่าของแวมไพร์”
“อืม... นอกจากจะเป็นพวกยึดติดแล้ว ยังโลภมากอีกนะครับเนี่ย”
เสียงพี่แซนด์ออกความเห็น
“นั่นสิ นี่ถ้ากอล์ฟไม่แอบอ่านตำราของพ่อไว้บ้างล่ะก็ ป่านนี้คงโดนสะกดจิตจนวินาทีสุดท้าย”
“ว่าแต่กอล์ฟนึกยังไงถึงได้เอาตำราพ่อไปอ่านล่ะจ๊ะ”
“ก็ไมค์ชอบเข้ามานอนน้ำลายยืดในห้องกอล์ฟประจำ ถึงรู้ว่าน้องไม่คิดจะดูดเลือด แต่ป้องกันตัวไว้คงดีกว่า ก็เลยลองค้นตำราแล้วท่องจำคาถาที่น่าจะจำเป็นในชีวิตประจำวันดูน่ะครับ แต่กอล์ฟไปแอบท่องในห้องน้ำที่โรงเรียนนะ เพราะกลัวพลังจะสะท้อน”
คนในบ้านพูดคุยกันอยู่ใกล้ๆ ปลุกผมให้ฟื้นคืนสติอีกครั้ง
พอผมลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอน ทุกคนนั่งล้อมตัวผมอยู่ ต่างชะโงกหน้าเข้ามามองด้วยความเป็นห่วง
“พี่ไมค์ฟื้นแล้ว”
น้องหญิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น ทุกคนฉีกยิ้มอย่างโล่งใจ
“ไมค์... พ่อขอโทษนะลูก”
พ่อซึ่งนั่งอยู่ที่หัวเตียงลูบหัวผม พลางส่งสายตาอ่อนโยน
“พอฆ่ากิลลาสสำเร็จ พ่อเขาก็ร้องไห้โฮเข้ามากอดใหญ่เลยนะ”
แม่เล่าเสริม
“ถ้าไมค์เป็นอะไร พ่อคงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต”
“ไม่เอา พ่ออย่าโทษตัวเองสิ ไมค์ไม่เป็นไรแล้ว ไมค์ไม่ได้เป็นอะไรเลย... ที่ไมค์หลับไปเพราะรู้สึกสบายมากเลยต่างหาก”
ทุกคนทำตาโตด้วยความฉงน
“อะไรกัน ได้ยินเสียงกรี๊ดๆๆๆ ยังกับผู้หญิงขนาดนั้นยังบอกว่าไม่เป็นไรอีก”
น้องหญิงแซว
“แต่หลังจากนั้นมันสบายสุดๆ เลยล่ะ...”
ผมหันไปมองหน้าพี่กอล์ฟซึ่งขมวดคิ้วมองอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“พี่กอล์ฟ... อุ่นสบายจนไมค์ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย”
พี่กอล์ฟเบ้ปากเหมือนกลั้นร้องไห้ แล้วดึงมือผมไปกุมแน่น
“ไอ้น้องบ้า... ตอนนั้นฉันใจเสียแค่ไหนนายรู้มั้ย”
ทว่าพ่อกับแม่กลับหัวเราะคิกคัก
“แต่เหมือนเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนมันย้อนกลับมายังไงไม่รู้นะคะคุณ”
“นั่นสิ ตอนนั้นที่คุณกำลังจะโดนอาจารย์ผมฆ่า”
“แต่คุณก็เข้ามากอดฉันไว้ แล้วก็บอกความในใจ”
“มันมหัศจรรย์มากเลย ทั้งที่คุณกำลังจะสิ้นใจอยู่แล้ว แต่กลับฟื้นพลังขึ้นมาได้ใหม่ พออาจารย์เห็นความรักของพวกเรา ท่านก็เลยยอมใจอ่อน ปล่อยพวกเราไป”
พ่อกับแม่เริ่มออกอาการวันวานยังหวานอยู่ ท่ามกลางความเลี่ยนปนอิจฉาของลูกๆ
เมื่อเห็นว่าผมไม่เป็นไรแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง
ผมมองนาฬิกา ...ตีสามแล้วเหรอเนี่ย... ตั้งแต่เย็นวานยังไม่ได้กินอะไรเลย
ขณะที่พี่กอล์ฟกำลังจะลุกออกจากห้องตามคนอื่นๆ ไป ผมก็รีบดึงมือเขาไว้
“พี่กอล์ฟ”
“หือ? อยากได้อะไรรึเปล่า”
ผมฉุดพี่กอล์ฟล้มลงมาที่เตียง แล้วกอดเขาไว้แน่น
“หิวจังเลยอ่ะ พี่กอล์ฟน่ากิน”
“เฮ่ย”
พี่กอล์ฟพยายามดิ้นออกจากตัวผม แต่เรื่องอะไรจะยอมปล่อยไปง่ายๆ
“มามะ มาให้ไมค์งับคอดูซักที อยากรู้จริงๆ ว่าเหยื่อที่ดีที่สุดเนี่ย รสชาติจะเป็นยังไง”
“จะบ้าเรอะ ปล่อย... ฉันไม่อยากเป็นซอมบี้นะเฟ่ย”
ผมพลิกตัวพี่กอล์ฟแล้วขึ้นไปคร่อม ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้พี่ชายหนึ่งที ก่อนโน้มลงไปฝังใบหน้าตรงซอกคอขาว
พี่กอล์ฟหลับตาปี๋ ทว่าเมื่อผมเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ทำหน้าแปลกใจ
ผมเลียริมฝีปากรอบหนึ่ง
“เอาล่ะ... ที่ต่อไป...”
ไม่พูดเปล่าคราวนี้ขอชิมอย่างอื่นมั่ง ปากสีชมพูนั่นน่าอร่อยชะมัด
ทว่ายังไม่ทันจะสัมผัส ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็ยันหน้าผมเต็มๆ
“ลุกไปเลยนะเจ้าน้องทะลึ่ง... ฉันจะกลับห้องแล้ว”
ผมเบ้ปากด้วยความเสียดาย
“พี่กอล์ฟ พี่ไมค์ มากินข้าวได้แล้ว ไม่หิวกันรึไง”
เสียงน้องหญิงแว่วมาจากชั้นล่าง
“นั่นไง ถ้านายหิวก็รีบลงไปเลย”
ในที่สุดผมก็ต้องยอมแพ้ ฝากไว้ก่อนเถอะพี่กอล์ฟ ไว้จังหวะเหมาะๆ ผมไม่ปล่อยไว้แน่ หึหึหึ
และขณะที่ผมกำลังทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหารนั้นเอง
“ไอ้ไมค์... นายทำอะไรกับคอช้านนนน”
เสียงตะโกนลั่นบ้านมาจากห้องพี่กอล์ฟ ทำเอาทุกคนบนโต๊ะอาหารหันมามองผมเป็นตาเดียว
ผมแลบลิ้นแผล่บ ก่อนตักอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างครึ้มอกครึ้มใจ
แค่คิสมาร์คเอง ทำโวยวายไปได้ พี่กอล์ฟเนี่ย
The End
แถมท้าย
ระหว่างที่กำลังกินมื้อดึกเกือบเช้าอยู่นั้นเอง จู่ๆ น้องหญิงก็พูดขึ้นมาว่า
“ไหนๆ พี่กอล์ฟก็เริ่มรู้คาถา หญิงก็เข้าโบสถ์ได้ พี่แซนด์กับพี่ไมค์จมูกกับหูดีสุดๆ แถมพี่แบงค์ก็จับจิตแวมไพร์แม่นยำยังกับมี GPS บ้านเราบุคลากรพร้อมขนาดนี้ มาตั้งบริษัทรับปราบผีกันดีกว่า”
“ไม่”
ทุกคนบนโต๊ะพร้อมใจกันประสานเสียงโดยไม่ต้องหยุดคิด
edit @ 21 Nov 2007 19:49:25 by ★ひまじん★
edit @ 12 Jan 2008 02:30:16 by ★ひまじん★

#1 By ysky (203.150.118.106) on 2007-11-21 21:33