G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [15]

posted on 26 Nov 2007 21:45 by i-am-hima  in fiction

  * คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 


                ตึง ตึง โครม!!!

                เสียงบางอย่างนอกห้องทำให้เกรย์สะดุ้งตื่น เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้วเปิดประตูออกไปดู ชั้นล่างมีแสงไฟสลัว

                "แม่!!"

                เด็กหนุ่มรีบวิ่งลงบันไดไปหาร่างของหญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่บนพื้น ถุงกระดาษกระจัดกระจาย ของในถุงกลิ้งออกมาเกลื่อนเต็มพื้น

                "เป็นอะไรรึเปล่า"

                เขาประคองแม่ขึ้นมานั่ง

                "อยู่ๆ แม่ก็วูบไปได้ไงก็ไม่รู้"

                เธอเอามือกุมหัว ศีรษะโงนเงน ซักพักก็หมดสติ

                "แม่... แม่..."

                เกรย์เขย่าตัวบุคคลในอ้อมแขน ร้องโวยวายลั่นบ้านด้วยความตกใจ

 

              

                เช้าวันต่อมาเกรย์ขอเข้าพบนายพลชารีมาอย่างเร่งด่วน

                ครั้งนี้เด็กหนุ่มทั้งสองได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องทำงานของนายพล ทั้งคู่เดินผ่านประตูเลื่อนอัตโนมัติหลังจากถูกปลดรหัสและม่านรังสี ที่นี่ดูเหมือนห้องบัญชาการกองทัพอวกาศในภาพยนตร์แฟนตาซี ห้องทรงหกเหลี่ยม ผนังห้องสองด้านมีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่หน้าจอมืดสนิทเพราะยามปกติจะถูกตั้งให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน อีกสองด้านเป็นกระจกมองเห็นทัศนียภาพภายนอก ส่วนอีกสองด้านที่เหลือประดับธงเหมือนในห้องประชุมที่พวกเขาเคยใช้คุยกัน

                ชายสูงวัยนั่งพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ดุจบัลลังก์หลังโต๊ะทำงาน พื้นผิวโต๊ะเป็นจอโฮโลกราฟฉายภาพแผนที่ของดาวหมุนอยู่เหมือนลูกโลก มีจุดสีแดงและสัญลักษณ์ต่างๆ ระบุอยู่อยู่ประปราย และมีแผงวงจรกับปุ่มต่างๆ อยู่ซีกหนึ่ง

                "มีเรื่องด่วนอะไรงั้นรึ"

                นายพลเอ่ยถามหลังจากเชิญสองพี่น้องนั่งที่ฝั่งตรงข้าม

                "เราต้องการกลับบ้านเดี๋ยวนี้ครับ"

                เกรย์พูดเสียงหนักแน่น

                "อะไรกันจู่ๆ พวกท่านก็..."

                นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด

                "แม่ของพวกเราป่วย เราต้องการไปหาท่านเดี๋ยวนี้"

                นายพลชารีมาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

                ...เจ้าเด็กนี่เอาอะไรมาพูด...

                "พวกท่านรู้ได้ยังไง"

                เกรย์อิดเอื้อนนิดหนึ่ง เขารู้สึกอายที่จะบอกเหตุผล เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจึงเชื่อความฝันขนาดนี้ แต่เขาสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก

                "เมื่อคืนเกรย์ฝันน่ะครับ ฝันว่าแม่ตกบันไดแล้วสลบไป"

                แม็กซ์พูดแทน แม้จะเป็นแค่ความฝัน แต่เขาก็นึกเป็นห่วงแม่ขึ้นมาเช่นกัน

                "ฝัน...?"

                นายพลชำเลืองมองด้วยหางตา เขาไม่ได้คิดว่าสองพี่น้องจะมาเล่นแง่อะไรกับเขาเพื่อเรียกร้องจะกลับบ้าน แต่เขาแปลกใจมากกว่าที่จู่ๆ พวกเขาก็เอ่ยปากขอกลับเพียงเพราะความฝัน ทั้งๆ ที่การฝึกกำลังเป็นไปได้ด้วยดี

                "แต่มันเป็นฝันที่เหมือนจริงมากเลยนะครับ ผมวิ่งลงบันไดเข้าไปประคองแม่ แล้วแม่ก็สลบไป ผมยังรู้สึกถึงผิวอุ่นๆ ของแม่อยู่เลย"

                เสียงสัญญาณจากเข็มกลัดติดเสื้อของนายพลดังขึ้น ตามด้วยเสียงอู้อี้เบาๆ

                "มีสัญญาณรายงานส่งมาจากโลกครับ"

                "เข้ามา"

                ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของนายทหารที่มาพร้อมเอกสารชุดหนึ่ง

                นายพลชารีมารับมาดู เขากวาดสายตาคร่าวๆ แล้วให้ทหารลูกน้องคนนั้นออกไป

                "เอาล่ะ... เกรย์ ไหนท่านลองเล่าให้ข้าฟังซิ ว่าท่านฝันว่าอะไร"

                เกรย์เล่าเหตุการณ์ในฝัน ตั้งแต่เขาเดินลงไปดูไทนี่ ประคองเธอขึ้นมา เธอบอกว่าจู่ๆ ก็วูบไป จากนั้นก็สลบ เด็กหนุ่มตะโกนเรียกทุกคนในบ้าน แล้วพาเธอส่งโรงพยาบาล หญิงสาวมีรอยช้ำที่หน้าผาก และยังไม่ฟื้น เขาจึงนั่งเฝ้าผู้เป็นแม่อยู่ข้างเตียงจนกระทั่งตัวเองตื่นขึ้นมาและพบว่าเหตุการณ์เมื่อครู่คือความฝัน

                "เอาล่ะ... ข้าเข้าใจความทุกข์ร้อนของท่าน"

                ชายสูงวัยถอนหายใจออกมา แล้วนิ่งคิดนิดหนึ่ง

                "ข้าจะอนุมัติให้พวกท่านกลับบ้านก็ได้"

                เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มทั้งสองก็ดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดี

                "ทำไมถึงได้ยอมง่ายแบบนี้ล่ะครับ"

                แม็กซ์ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

                นายพลชารีมายิ้มที่มุมปาก

                "เพราะข้าคิดว่า... ท่านไม่ได้ฝันน่ะสิ... เกรย์..."

               

                อย่างไรก็ตาม การกลับบ้านครั้งนี้มีข้อแม้ที่พวกเขาจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่สุด

                "เซ็นสัญญากับกองทัพ"

                ชายสูงวัยเอ่ยสั้นๆ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องเจ็ดคนผู้เป็นสักขีพยาน

                เบื้องหน้าของเกรย์และแม็กซ์คือกระดาษแผ่นยาวเหยียดที่ม้วนอยู่บนแกนสีทอง บนแผ่นกระดาษมีเนื้อหาเป็นตัวอักษรซึ่งพวกเขาอ่านไม่ออกเรียงรายอยู่เป็นพืด

                ...จะให้เซ็นโดยที่ไม่รู้เนื้อความในสัญญางั้นเหรอ... ไม่แฟร์เลย!!

                ทั้งคู่กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอแล้วมองหน้ากัน

                "อันที่จริงเราตั้งใจว่าจะให้พวกท่านเซ็นหลังจากจบการฝึกขั้นพื้นฐาน เพราะเมื่อพวกท่านกลับโลกไปครั้งหนึ่งแล้ว เราจำเป็นต้องทำลายแอนดรอยด์สวมรอยเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายที่เกิดจากรอยต่อของความทรงจำ กล่าวคือ... หลังจากพวกท่านเหยียบโลกอีกครั้งด้วยร่างกายจริงๆ ของพวกท่าน พวกท่านจะถือเป็นบุคลากรสองกาแล็คซีซึ่งมีตัวตนและทำกิจกรรมด้วยตัวท่านเองอยู่ทั้งสองมิติ"

                ชายสูงวัยสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม สายตาของเขาขณะอธิบายทำให้สองพี่น้องตระหนักขึ้นมาว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะยอมตามสถานการณ์ไปเสียทุกอย่างได้อีกต่อไปแล้ว

                "แต่ให้เราเซ็นโดยไม่รู้ความหมายแบบนี้ พวกเราเสียเปรียบนะครับ"

                เกรย์ท้วงขึ้นมา

                นายพลยักยิ้มแล้วชำเลืองมองด้วยหางตา

                "ใครว่าไม่รู้ล่ะ พวกท่านรู้ดียิ่งกว่าตัวอักษรบนแผ่นกระดาษนี่เสียอีก แผ่นสัญญาถูกบันทึกด้วยข้อความสองระบบ ระบบแรกคือลายลักษณ์อักษรซึ่งท่านเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงแต่ท่านไม่เข้าใจเพราะไม่ใช่ภาษาของท่าน เราจำเป็นต้องจารึกเป็นตัวอักษรเพื่อมีเครื่องยืนยันว่าความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายตรงกัน ส่วนอีกระบบหนึ่ง จะถูกส่งผ่านเข้าสมองโดยตรงเมื่อพวกท่านใช้ปลายนิ้วลูบรอยนูนของตัวอักษรเหมือนอักษรเบลในโลกของท่านนั่นแหละ เอ้า ลองดู"

                เกรย์กับแม็กซ์ทำตามอย่างไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร ทว่าทันทีที่สัมผัสผิวกระดาษ ข้อมูลต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามาในหัวสมองของพวกเขาไม่ขาดสาย

                ทั้งคู่หลับตาแน่นเพราะรู้สึกเหมือนลูกตาของตัวเองกำลังจะหลุดออกมาจากเบ้าตาให้ได้ ในหัวมีภาพและเสียงที่พวกเขาไม่อาจจินตนาการออกมาอย่างชัดเจนผุดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรับรู้ได้ทัน

                ซักพักทั้งคู่รู้สึกเหมือนจะคลื่นไส้ จึงรีบชักมือออกจากแผ่นสัญญาตรงหน้าทันที

                "อุ่บ"

                สองพี่น้องปิดปากแล้วรีบวิ่งแข่งกันออกจากห้อง ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ พวกเขาสำรอกอาหารที่กินเข้าไปเมื่อเช้าออกมาจนหมด

                "แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก... เมื่อกี้... อะไรกัน"

                แม็กซ์เข่าอ่อนทรุดตัวลงกองกับพื้นขณะได้ยินเสียงกดชักโครกห้องข้างๆ

                "สัญญานั่นจะฆ่าเราก่อนที่จะได้ทำงานน่ะสิ"

                เกรย์บ่นบ้าง เขาเอามือกุมขมับ เหงื่อไหลชุ่มออกมาจากทุกรูขุมขน

                "ที่แน่ๆ เราต้องกลับมาโหลดอะไรซักอย่างวันจันทร์หน้า"

                'ยอมรับความเสี่ยงในการบรรจุอาวุธ'

                ทั้งคู่เริ่มทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในหัว

                'ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ได้รับระหว่างปฏิบัติหน้าที่...'

                'การชดใช้ในกรณีที่ได้รับความเสียหายทางร่างกาย...'

                'กฎหมายการสร้างและใช้งานบุคลากรแห่งอาณาจักรหมวดที่สอง วงเล็บใหม่ มาตราที่สิบสี่ ว่าด้วยการจ้างบุคลากรพิเศษนอกราชอาณาจักร ข้อที่หนึ่ง...'

                "พอเถอะแม็กซ์... นายจะทำให้ฉันอ้วกอีกรอบรึไง"

                ดวงตาคู่สวยกระพริบถี่เหมือนดวงตาของตัวเองยังคงกลอกกลิ้งไม่หยุดดี

                "หมายความว่าไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องไปเป็นนักร้องบนโลก..."

                เกรย์พยักหน้าแล้วพูดต่อ

                "แล้วเป็นมือปราบอวกาศของที่นี่..."

                "เกรย์... ปลุกฉันทีเถอะ นี่เราต้องฝันไปแน่ๆ"

                พี่ชายหัวเราะหึขึ้นมาเหมือนประชดตัวเอง

                "ถ้าตื่นได้ ฉันคงตื่นตั้งแต่วันแรกที่เรามาอยู่ที่นี่แล้วล่ะแม็กซ์"

                "แต่ที่แน่ๆ... ต่อจากนี้ไปสิ่งที่ไม่น่าเชื่อคงค่อยๆ โผล่มาให้เราเห็นมากกว่านี้อย่างแน่นอน"

                "นั่นสิ คงต้องเตรียมใจกันอย่างเดียวเท่านั้น"

                "ก็ยังดีที่ต่อไปนี้เราจะได้กลับโลกแล้ว... พวกนั้นบอกว่าจะเลิกใช้แอนดรอยด์ คงไม่ปล่อยให้พวกเราหายตัวไปอย่างลึกลับจนเป็นข่าวหรอก"

                สองพี่น้องนิ่งเงียบไปทั้งคู่

                "แล้วนายจะยอมเซ็นสัญญารึเปล่า"

                แม็กซ์ถามขึ้นมาในที่สุด

                "เรามีทางเลือกด้วยเหรอ"

                คนพี่ย้อนถาม

                ...ขนาดกลับโลกเองยังทำไมได้เลย...

                เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินโงนเงนไปยังอ่างล้างหน้าแล้วบ้วนปาก ล้างหน้า

                "สำหรับฉัน... ขอแค่มีนายอยู่ด้วยกันก็พอแล้ว"

                เมื่อได้ยินคำพูดของน้องชาย เด็กหนุ่มก็เงยขึ้นมองกระจกสบสายตาอีกฝ่ายที่ยังนั่งกองอยู่ในห้องน้ำด้านหลัง เขายิ้มที่มุมปากแล้วเดินไปฉุดร่างผอมบางกว่าให้ลุกขึ้นยืน

                "ฉันก็เหมือนกัน... ขอแค่มีนาย ไม่ว่าอะไรฉันก็ลุยได้ทุกอย่าง"

                พูดพลางลูบเส้นผมสีน้ำตาลของอีกฝ่าย แล้วเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ทว่ายังไม่ทันสัมผัส แม็กซ์ก็ใช้ปลายนิ้วดันริมฝีปากพี่ชายให้ออกห่าง

                "เอ่อ...จูบลงรึไง? ฉันยังไม่ได้บ้วนปากเลยนะเกรย์"

                เด็กหนุ่มดันตัวเองออกจากพี่ชายแล้วเอื้อมไปกดชักโครก ขณะเดินไปยังอ่างล้างหน้าทั้งคู่ก็ย้อนกลับมาเรื่องเดิมต่อ

                "มีอยู่ข้อนึงที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย... ที่บอกว่าสัญญาสามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขได้ตามสถานการณ์และความพอใจของทั้งสองฝ่าย ยกเว้น..."

                "ยกเลิกการเป็นมือปราบอวกาศโดยไม่ได้รับการยินยอมอย่างเอกฉันท์จากสมเด็จพระจักรพรรดินี สภาสูง และกระทรวงกลาโหมแห่งกาแล็คซี"

                "เพราะฉะนั้น... เกรย์... ฉันว่าก่อนอื่นเราคงต้องต่อรองกับพวกเขาเรื่องค่าตอบแทนบนโลกซักหน่อยแล้วล่ะ ฉันเพิ่งจะสิบหกยังไงก็ถือว่าใช้แรงงานเด็กนะ"

                เกรย์เข้าไปเขกหัวน้องชายเบาๆ อย่าเอ็นดู

                "นายนี่หัวหมอน่าดู"

 

 

                และแล้วเด็กหนุ่มทั้งคู่ซึ่งอยู่ในชุดที่ทางกองทัพจัดไว้ให้ก็เตรียมพร้อมที่จะกลับโลก ชุดดังกล่าวเป็นชุดเดียวกับที่แอนดรอยด์สวมในวันนี้

                ...ทีนี้แหละ พวกเขาจะได้รู้ซักทีว่าประตูเชื่อมต่อระหว่างสองมิติหน้าตาเป็นยังไง...

                ก่อนหน้าที่พวกเขาจะมาถึงที่นี่ พวกเขาได้ทำสัญญาโดยใช้เลือดจากปลายนิ้วประทับลงบนแผ่นกระดาษ เช่นเดียวกับนายพลชารีมาและสักขีพยานทั้งเจ็ดคน

                ใบสัญญาถูกม้วนเป็นทรงกระบอกแล้วเก็บไว้ในหลอดซึ่งทำจากวัสดุคล้ายโลหะมีฝาปิดที่ปลายเปิดด้วยการใส่รหัสและลายนิ้วมือของผู้เกี่ยวข้อง ทุกครั้งที่มีการเปิดปิดส่วนฝาจะบันทึกข้อมูลไว้อย่างละเอียดรวมถึงรอยนิ้วมือของผู้ที่เปิดกระบอกนั้นด้วย

                เกรย์และแม็กซ์ถูกพามายังห้องปฏิบัติการชั้นใต้ดินชั้นที่สิบ พวกเขาสังเกตว่าถ้าจะกดลิฟต์ไปยังชั้นนั้น ต้องกดปุ่มล็อคตามด้วยปุ่มฉุกเฉินและรหัสอีกสามตัวซึ่งเจ้าหน้าที่ที่พามาอธิบายว่ารหัสจะเปลี่ยนไปทุกๆ สี่ชั่วโมงเพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือพวกจารชน

                ในห้องนั้นมีตู้ทรงสี่เหลี่ยมประตูคล้ายลิฟต์ตั้งอยู่ตรงกลาง เมื่อเปิดเข้าไปพบว่ามันไม่ใช่แค่คล้าย... แต่มันคือลิฟต์จริงๆ เลยล่ะ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจก ส่วนด้านข้างมีโปสเตอร์โฆษณาต่างๆ ติดไว้

                ...คุ้นๆ แฮะ... เกรย์คิด

                เด็กหนุ่มทั้งคู่เข้าไปพร้อมกับผู้ชายในเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัย

                "พร้อมนะ..."

                คุณหมออิริคถามเมื่อพาทั้งสองมาส่ง

                "อยากกลับบ้านใจจะขาดอยู่แล้ว"

                แม็กซ์บ่นราวกับจะบอกว่า พร้อมเสมอแหละ ไม่เห็นต้องมาถาม

                แล้วประตูลิฟต์ก็ปิดลง พวกเขารู้สึกเหมือนลิฟต์กำลังหมุนรอบตัวเองมากกว่าเคลื่อนขึ้นหรือลง ทั้งสองรวมทั้งชายในเครื่องแบบยึดราวตรงผนังลิฟต์เพื่อประคองร่างกาย

                ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา ยังไม่ทันได้เวียนหัว การเคลื่อนไหวนั้นก็หยุด

                ...เมื่อกี้... แผ่นดินไหวหรือไงนะ!?

                เสียงคนลอดมาจากวิทยุสื่อสารในมือของคนในเครื่องแบบ

                "กำลังจะไปถึงชั้นยี่สิบแปดแล้ว"

                ชายตรงหน้าพูดใส่วิทยุ ทันใดนั้นลิฟต์ก็เคลื่อนขึ้น

                เมื่อประตูเปิดออก ชายหนุ่มก็ยื่นหน้าออกไปมองพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่ประจำชั้นด้านนอก พวกเขาสบตากันเหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง แล้วจึงผายมือให้เกรย์และแม็กซ์เดินออกจากลิฟต์ไป

                "เข้าไปในประตูนั้น แล้วกรุณาอย่ามองกลับหลังนะครับ"

                เขาพูดทิ้งท้าย

                "ทำไมล่ะครับ"

                เด็กหนุ่มคนน้องอดถามไม่ได้

                "เพื่อความปลอดภัยต่อจิตใจครับ"

                ตอบสั้นๆ พลางยักคิ้ว ดูแล้วเหมือนพูดเล่นมากกว่า

                ...ฮึ... มันจะอะไรนักหนา เรื่องสะเทือนใจสุดๆ ก็เคยผ่านมาแล้ว...

                เด็กหนุ่มเดินเคียงพี่ชายเข้าไปยังประตูกระจกที่อยู่ตรงหน้า ทว่าด้วยความอยากรู้ แม็กซ์แอบหันกลับมามองผ่านประตูออกไป

                วัยรุ่นสองคนหน้าตาเหมือนเขาแต่งตัวเหมือนเขา ไม่สิ... มันคือตัวเขาและเกรย์เลยต่างหาก เดินออกมาจากซอกตรงหัวมุมแล้วขึ้นลิฟต์ตัวนั้นไป

                แม็กซ์ถึงกับเข่าอ่อน เขาเซเข้าไปเกาะไหล่พี่ชายอย่างอึ้งๆ

                ...เหมือนมาก... จนเขาเกือบเข้าใจผิดคิดว่านั่นคือตัวเขาจริงๆ เสียเอง...

                เด็กหนุ่มแอบเศร้าขึ้นมาลึกๆ แอนดรอยด์ของทั้งคู่กำลังจะถูกยกเลิก พวกนั้นจะทำยังไงกับสองคนนั่นนะ...?

 


                'คนนั้นชื่อวิเวียน ที่อยู่ข้างๆ เธอชื่อมาเรียน ส่วนผู้ชายที่หัวฟูๆ คืออังเดร แต่นายจะเรียกเขาว่าแอนดี้ คนนี้ชอบเข้ามาแกล้งนาย รับมือดีๆ ล่ะ'

                ยังไม่ทันขาดคำชายหนุ่มที่ชื่ออังเดรก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาแล้วจับแม็กซ์ล็อคคอพลางขยี้หัว

                "เจ้าหัวไม้ขีด... มองหน้าแล้วไม่ทักอยากมีเรื่องเหรอ"

                "โอ๊ย... แอนดี้ปล่อยนะ หายใจไม่ออก"

                แม็กซ์พูดตามที่พี่ชายบอกเขาทางจิต

                ชายหนุ่มยอมปล่อย แล้วตบไหล่เด็กหนุ่มจนตัวแม็กซ์เซเป็นการทักทาย ก่อนจะเข้าไปต่อยกำปั้นของคนพี่อย่างที่เคยชิน

                โชคดีที่เกรย์เคยกลับโลกมาครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงได้แต่ยืนเอ๋อกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และก็โชคดีที่พวกเขาสื่อสารกันทางจิตได้ ไม่อย่างนั้นแม็กซ์ต้องกลายเป็นเป้าให้ทุกคนสงสัยอย่างแน่นอน เพราะดูเหมือนพนักงานที่นี่จะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกมิติหนึ่งเลย ที่นี่เป็นเพียงบริษัทผลิตงานบันเทิงทั่วไปเท่านั้น

                'บัดซบ... ไอ้พวกนั้นดันอยู่ด้วย...'

                เกรย์สบถในใจเมื่อเห็นวัยรุ่นกลุ่มใหญ่เดินออกมาจากห้องล็อกเกอร์

                แม็กซ์พอจะเดาออกว่าเกรย์หมายถึงใคร

                'คนใส่เสื้อวอร์มสีน้ำเงินชื่อแพททริค ไอ้หน้าตากวนๆ ใส่เสื้อกล้ามตัวเดียวสีดำคือเฟรด เสื้อยืดแขนสั้นมีสายรัดข้อมือคือเกลน เด็กที่หน้าตะวันออกสุดๆ เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไต้หวันชื่อริน คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มที่สวมหมวกแก๊ปคือพีเจ ยังมีอีกสองสามคนไว้ถ้าเจอจะแนะนำทีหลัง คนอื่นไม่มีใครหาเรื่องเราหรอก ระวังไอ้แพททริคกับเฟรดไว้แล้วกัน'

                คนแนะนำทำเป็นเดินสวนหน้าตาเฉย ในขณะที่น้องชายลอบมองเด็กทั้งกลุ่มและพยายามจะจำชื่อ

                'อย่าไปฟังที่พวกมันพูดล่ะ'

                เกรย์กำชับ

                "เซ็งชะมัดเลยว่ะ กะอีแค่หน้ากระเทยสองคนไม่อยู่ ถึงกับต้องเลิกซ้อม"

                เสียงห้าวของคนที่ชื่อแพททริคดังขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายเดินสวนผ่านกันไปแล้ว

                เด็กหนุ่มคนพี่หันควับกลับไปมอง... สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือคำว่า "หน้ากระเทย" ที่กำลังลอยเข้าหูน้องชาย

                แม็กซ์ชะงักเท้า เขามองตามหลังเด็กกลุ่มนั้นไปจนกระทั่งอีกฝ่ายพ้นสายตาไปทั้งกลุ่ม

                เกรย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเดินเข้ามาตบไหล่แม็กซ์เบาๆ

                ทว่า... เมื่อสักครู่สิ่งที่แม็กซ์สะดุดใจกลับไม่ใช่คำพูดนั้น แต่คือสายตาจากเด็กหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไต้หวันที่มองมายังเขามากกว่า... เด็กนั่นหน้าตาน่ารักดี แถมดวงตาดำสนิทคู่นั้นฉายแววแตกต่างจากทุกๆ คนในกลุ่ม... ทำไมกันนะ? แม็กซ์รู้สึกถูกชะตากับรินอย่างบอกไม่ถูก


                เกรย์พาแม็กซ์เข้ามาในห้องล็อกเกอร์ แล้วชี้ให้ดูที่เก็บของของพวกเขา ข้างในมีกระเป๋าสะพายซึ่งแอนดรอยด์สวมรอยเป็นคนถือมา

                ไม่กี่นาทีต่อมาปรากฏร่างชายหนุ่มหุ่นเท่อายุราวสามสิบกว่าอยู่ในชุดสูทสีดำตัวในเป็นเสื้อกล้ามสีขาว ผูกเน็คไทสีเดียวกับสูท สวมแว่นตากันแดดสีชาเปิดประตูเข้ามาในห้อง

                "ได้เวลาไปเยี่ยมแม่แล้วเด็กๆ"

                แวบแรกที่เห็นเกรย์กับแม็กซ์คิดว่าเขาท่าทางน่าเกรงขามดี แต่พอได้ยินน้ำเสียงขี้เล่นเวลาพูดเท่านั้นแหละ... ความกริ่งเกรงที่ผุดขึ้นในใจก็หายไปทันที

                "งงล่ะสิ ฉันชื่อเอเทียล เป็นผู้จัดการส่วนตัวของพวกนาย ตั้งแต่วันนี้ไปฝากตัวด้วยล่ะ"

                ...ท่าทางคนคนนี้จะรู้เรื่องของพวกเขา...

                "ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

                ทั้งคู่กล่าวทักทาย แล้วหยิบกระเป๋าในล็อกเกอร์ ก่อนที่จะเดินตามชายหนุ่มไปที่รถ

 


                ที่โรงพยาบาล แม่ของเด็กหนุ่มทั้งสองยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง สองพี่น้องวิ่งโผเข้ากอดพ่อซึ่งนั่งเฝ้าไข้อยู่

                "เอ้า... เอ้า... เป็นอะไรกันล่ะเนี่ย เจ้าพวกนี้ ทำยังกับไม่ได้เจอกันมานานเป็นเดือนงั้นแหละ"

                ผู้เป็นพ่อกอดตอบ ทำไมไม่รู้... ทั้งที่เพิ่งแยกกันไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนลูกๆ เพิ่งกลับมาจากสถานที่ซึ่งไกลแสนไกล

                "พ่อ... สบายดีนะครับ"

                แม็กซ์ถามน้ำตาคลอเบ้า

                หนุ่มใหญ่ใบหน้าอ่อนโยนยิ้มให้ลูกชายพลางขยี้หัว

                "ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ คนไม่สบายนู่นแน่ะ หลับอยู่บนเตียง"

                ทั้งคู่เหมือนได้สติ คลายวงแขนจากรอบลำตัวของพ่อ

                "พวกผมหมายความว่า... พ่อกินข้าวรึยังครับ เฝ้าแม่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ได้นอนบ้างรึเปล่า"

                เกรย์รีบพูดแก้ จริงสิ ไม่มีใครรู้นี่นาว่าพวกเขาไม่อยู่ที่นี่ตั้งเดือนกว่า แอนดรอยด์นั่นตบตาคนรอบข้างได้แนบเนียนจริงๆ

                "งีบหลับไปหน่อยนึงแล้วล่ะ ว่าแต่ไหนบอกว่าจะไปคุยงานไง ทำไมกลับมาเร็วจัง"

                "โชคดีที่เลื่อนวันประชุมกะทันหันน่ะครับ วันนี้เลยไม่ต้องซ้อม ให้เด็กๆ มาดูอาการคุณแม่ดีกว่า"

                เอเทียลตอบให้แทน

                "แล้วอาการของแม่เป็นยังไงบ้างครับ"

                เด็กหนุ่มผู้พี่หันไปมองแม่ซึ่งนอนให้น้ำเกลืออยู่ หน้าผากของเธอมีรอยเขียวช้ำ ใบหน้าขาวซีดจนน่าใจหาย

                แม็กซ์เข้าไปกุมมืออีกข้างหนึ่งของเธอ แล้วจูบที่หลังมือเบาๆ ก่อนยกขึ้นมาแนบแก้ม

                "ยังไม่ฟื้นเลย หมอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เพราะไม่มีร่องรอยหรือบาดแผลอะไรน่าเป็นห่วง"

                "น่าแปลก... ตกบันไดเท่านั้นใช่มั้ยครับ"

                ชายหนุ่มถามขึ้นบ้าง เขาเดินเข้าไปดูอาการของแม่เด็กๆ ที่ปลายเตียง

                "บันไดที่บ้านก็ไม่ได้สูงมาก... หัวที่ช้ำคาดว่าคงไปกระทบกับราวบันไดตอนที่ตกลงมา"

                พ่ออธิบายต่อ

                "แต่ว่า... ตอนก่อนแม่หมดสติไป แม่บอกผมว่าอยู่ๆ ก็วูบ..."

                เกรย์แย้งขึ้นมา บางที... นั่นต่างหากที่อาจเป็นสาเหตุให้แม่ยังไม่ฟื้น

                "ที่วูบอาจเป็นเพราะความดันต่ำ แม่เราเป็นอย่างนี้ประจำ ความดันต่ำแล้วยังชอบทำนู่นทำนี่ตอนดึกๆ"

                "แล้ว... เช็คอย่างละเอียดรึยังครับ"

                ชายหนุ่มหมายถึงเข้าเครื่องสแกนสมอง

                "เช็คแล้วครับ แต่ก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ ตอนนี้หมอเลยสันนิษฐานว่าเธออาจต้องการการพักผ่อน ให้รอดูอาการต่อไปก่อน"

                วันนั้นทั้งวันสองพี่น้องไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งนั้น พวกเขาอยู่เฝ้าแม่ แล้วให้พ่อไปจัดการธุระเรื่องงานให้เสร็จเรียบร้อย

                "ถ้างั้น... พ่อจะมารับลูกไปกินข้าวแล้วกันนะ"

                หนุ่มใหญ่พูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องพักผู้ป่วย

                เกรย์ยกเก้าอี้มานั่งข้างเตียงฝั่งตรงข้ามน้องชาย ในขณะที่เอเทียลทรุดตัวลงบนโซฟาที่มุมหนึ่งของห้อง ไม่ทันที่เขาจะได้เอนหลังพิงพนักก็มีเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้น

                ชายหนุ่มขอตัวออกไปคุยข้างนอก ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

                "สัญญาณจากอาณาจักร บอกว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีถูกลอบวางยาเมื่อคืน"

                ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบๆ

                สองพี่น้องหันมาทำตาโตเหมือนไข่ห่าน

                "สาเหตุที่ตรวจไม่พบเพราะไม่ใช่พิษจากยาหรือสารสังเคราะห์ แต่เป็นพิษที่อยู่ในตัววัตถุดิบที่ใช้ทำอาหาร ตอนนี้กำลังสอบสวนคนในห้องเครื่องทุกคนอยู่ รายละเอียดอื่นๆ เป็นความลับของทางราชสำนัก ไม่สามารถเผยแพร่ให้ภายนอกรู้ได้ แม้แต่สภาสูงกับกระทรวงต่างๆ ยังเพิ่งรู้เรื่องเมื่อครู่นี้เอง"

                ...มิน่าล่ะ ถึงได้เพิ่งส่งข่าวมา... แสดงว่าเมื่อเช้านี้แม้แต่นายพลชารีมาก็คงยังไม่รู้ อาจเป็นเพราะทางราชสำนักไม่ต้องการให้เกิดความตื่นตระหนก จึงจัดการกันแต่ภายในอย่างเงียบๆ ก่อน

                "แล้วพระนางอาการเป็นยังไงบ้างครับ"

                แม็กซ์ถามขึ้นบ้าง เขารู้สึกใจหายเมื่อนึกถึงตอนที่พระนางเข้ามากอดตอนที่เกรย์ยังไม่ฟื้น

                "ตอนนี้ยังไม่ได้สติ ฟื้นเมื่อไหร่คงมีรายงานมาอีก"

                เด็กหนุ่มต่างมองตากัน แล้วหันไปมองใบหน้าที่ยังหลับใหลของแม่ตัวเอง

                ...มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่า?

                "ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ตอนนี้แพทย์ประจำพระองค์ถวายการรักษาแล้ว ไม่นานพระวรกายก็จะฟื้นตัวขึ้นมาได้เอง"

                ชายหนุ่มพูดปลอบ

                "เอ่อ..." เกรย์ทำท่าเหมือนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจถามออกไป "คุณเอเทียลเป็นคนของโลกไหนครับ"

                คนถูกถามนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงผุดยิ้มบางๆ ขึ้นมา

                "ฉันเป็นคนโลกนี้นั่นแหละ แต่เป็นสต๊าฟในหน่วยงานพิเศษของสังกัดพวกนาย ไม่แปลกหรอกถ้าฉันจะรู้เรื่องของดาวที่พวกนายไปมาบ้าง เพราะกว่าจะได้รับหน้าที่นี้ ฉันต้องผ่านการอบรมมาพอสมควร"

                "แสดงว่าคุณมีบัตรประจำตัวใช่มั้ย"

                แม็กซ์แทรกขึ้นมา

                "แน่นอน... แต่ถึงไม่มีก็ทำขึ้นมาได้อยู่แล้ว"

                "แล้วคุณเคยไปที่นั่นรึเปล่า"

                เด็กหนุ่มทำตาใสซื่อถามต่อ

                "ไม่เคยหรอก... และก็ไม่อยากไปด้วย เพราะที่นั่นมีกฎว่าห้ามมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับคนต่างมิติ คนชอบสาวๆ อย่างฉันไปก็คงเหี่ยว... แต่มีคนบนโลกที่ไปประจำอยู่ที่นู่นเหมือนกันนะ"

                "ใครเหรอครับ"

                "นายแพทย์อิริค มิลเลอร์"

                เกรย์และแม็กซ์เบิกตาโพลง... นายแพทย์คนนั้นเนี่ยนะ? นึกว่าเป็นคนของดาวนั้นซะอีก


To be continued...

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 12 Jan 2008 02:47:21 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อยากอ่านต่อมากๆๆๆๆ

เออคือเราเพิ่งมาอ่านอ่ะ

อ่านตั้งแต่ตอนแรกรวดเดียวจบเลย

หนุกอ่ะ^^

รีบมาต่อนะ ><

#1 By - - -Death Note- - - (118.174.145.110) on 2008-07-25 23:02