G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [3]
posted on 26 Nov 2007 21:38 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เด็กหนุ่มทั้งคู่ถูกปิดตาแล้วพาตัวมายังสถานที่แห่งหนึ่ง
เมื่อลงจากรถ ก็มีคนคลายผ้าคาดตาให้พวกเขา
...ฟ้าเริ่มสาง...
เกรย์ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ
...ที่นี่อยู่ห่างจากจุดที่พวกเขาถูกพามาขึ้นรถประมาณชั่วโมงครึ่ง ไม่สิ... ถ้าขับด้วยความเร็วธรรมดาบนท้องถนนน่าจะใช้เวลามากกว่านั้น หนำซ้ำรถยังวิ่งตลอดทางไม่มีหยุด เดาได้ว่าอาจขึ้นทางด่วนจึงไม่ติดไฟแดงเลยซักครั้ง
เบื้องหน้าของพวกเขาคืออาคารซึ่งออกแบบอย่างทันสมัย เป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้เหล็กและกระจกซึ่งบิดเบี้ยวเป็นรูปทรงต่างๆ ดูสวยแปลกตา
ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงอย่างแน่นอน
เมื่อกวาดตามองรอบด้านก็พบว่าเป็นสนามหญ้ากว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ และอาคารลักษณะคล้ายคลึงกันอีกสองหลัง ดูเผินๆ เหมือนสโมสรกอล์ฟสำหรับพวกไฮโซ
"เอ้า เข้าไปได้แล้ว"
ชายชุดสูทดันหลังของทั้งคู่ให้เดินเข้าไปในอาคาร
ทั้งเกรย์และแม็กซ์กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
คนพวกนี้ไม่น่าจะใช่โจรเรียกค่าไถ่ เขารู้เรื่องโรคประจำตัวของแม็กซ์ และรู้ความสัมพันธ์ที่เกินพี่น้องของทั้งคู่ พวกเขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่?
ทั้งหมดพากันเดินตรงไปยังลิฟต์ด้านหน้าซึ่งพนักงานใส่เครื่องแบบสีเดียวกับชายสูงวัยรออยู่ข้างใน แต่ดูจากรูปพรรณสัณฐานและเข็มที่ประดับแล้ว ท่าทางยศต่ำกว่าชายสูงวัยมาก
เด็กหนุ่มทั้งคู่ค่อยๆ เดินอย่างหวาดระแวงพลางสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว
ในอาคารตกแต่งอย่างล้ำสมัย พวกเขานึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งโลกอนาคตเสียอีก
"ที่นี่ที่ไหนครับ"
เกรย์ตัดสินใจถามออกไปหลังจากนิ่งเงียบมาตลอดการเดินทาง ใจจริงของเขาอยากจะโวยวายตั้งแต่โดนพาตัวมาแล้ว แต่บรรยากาศของคนกลุ่มนี้ทั้งกดดันและน่ากลัวจนเขาคิดว่านิ่งเฉยไว้จะปลอดภัยต่อชีวิตมากกว่า
ชายสูงวัยยศสูงมองเด็กหนุ่มด้วยหางตา
ตอนนี้เกรย์เพิ่งจะได้เห็นหน้าตาเขาอย่างชัดเจน เขาเป็นคนค่อนข้างผอมสูง ทว่าอกผายไหล่ผึ่งดูสง่าอย่างคนมีกล้ามเนื้อ ผมใต้หมวกของเครื่องแบบขาวโพลนจนเหมือนสีเงิน ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา รวมถึงรอยแผลแห่งประสบการณ์ในการต่อสู้ ทว่าหน้าผาก โหนกแก้มและคางยังคงดูเต่งตึงอยู่ เขาคาดว่าชายคนนี้น่าจะอายุราวห้าสิบปลายๆ คิ้วขาวรูปดาบยังคงมีเส้นสีดำแซมอยู่ ดวงตาคมกล้า นัยน์ตาสีดำสนิท ดูหยิ่งผยองและเข้มงวด จมูกโด่งเป็นสัน ปลายจมูกงุ้มลงเล็กน้อย เหนือริมฝีปากมีหนวดสีขาวขึ้นเป็นแนว
"เดี๋ยวพวกเธอก็รู้เอง"
ชายสูงวัยตอบสั้นๆ แล้วเดินเข้าลิฟต์ไป เขาพยักหน้ารับการทำความเคารพอย่างทหารจากชายในเครื่องแบบ
"เอ่อ... ผมขอโทรหาที่บ้านก่อนได้มั้ยครับ"
เกรย์ทำลายความเงียบกริบในลิฟต์ซึ่งเลื่อนลงสู่ชั้นใต้ดินด้วยความเร็วสูงจนเขารู้สึกเสียวไส้
"ไม่จำเป็น"
ตอบห้วนๆ อีกครั้ง
เกรย์หันไปมองหน้าน้องชาย แม็กซ์สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก เจ้าเด็กน้อยตัวสั่นเข้ามากระแซะที่แขนของเขา เกรย์โอบรอบเอวน้องชายไว้ เขาเองก็รู้สึกหวั่นใจไม่แพ้กัน ทางที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้ในตอนนี้ก็คือ เก็บข้อมูลรอบตัวอย่างสงบปากสงบคำ
ในขณะที่แม็กซ์นึกบ่นพี่ชายอยู่ในใจ
...ปกติเก่งนักนี่นา ทีอย่างงี้ทำไมหงอ ทำอะไรซักอย่างเซ่...
น่าแปลกที่คนเหล่านี้ไม่จับพวกเขามัดมือมัดเท้าแล้วลากมา แต่ทั้งคู่ก็ไม่คิดว่าการวิ่งหนีเมื่อมีโอกาสเป็นสิ่งที่ฉลาดนัก เพียงแค่อีกฝ่ายใส่ชุดทหาร พวกเขาก็จินตนาการไปถึงปืนพกและอาวุธที่ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้า ไหนจะกลุ่มสูทดำอีก แต่ละคนหุ่นยังกับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ทั้งคู่ก็ถูกต้อนให้เดินตามไปยังห้องห้องหนึ่ง ไม่สิ... แม้จะมีบรรยากาศกดดัน แต่ในการปฏิบัติจริงแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองเหมือนถูกเชิญมาที่นี่มากกว่า
ชั้นใต้ดินมีการตกแต่งแบบเรียบง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนโรงพยาบาลหรือสถานวิจัยทางการแพทย์ ห้องที่พวกเขาถูกพามาก็เหมือนห้องตรวจสุขภาพธรรมดาๆ
ในห้องนั้นมีชายหนุ่มผมสีน้ำตาล อายุราวสี่สิบต้นๆ ใส่แว่นกรอบเงินสวมเสื้อกาวน์ไม่ว่าดูมุมไหนก็รู้ว่าเป็นหมอ
"มาถึงกันแล้วเหรอครับ"
เขายืนขึ้น ยิ้มแย้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร
นี่มันองค์กรอะไรกันแน่?
เกรย์กับแม็กซ์ต่างมองหน้ากันอย่างฉงน
"ข้าพาพลเรือนพิเศษมาส่ง เชิญท่านทำหน้าที่ของท่านตามสบาย พวกเราจะรออยู่ด้านนอก"
ทั้งคู่หูผึ่ง ขมวดคิ้วให้กัน
พลเรือนพิเศษ? พวกเขารึ? หมายความว่ายังไง?
"ขอบคุณครับ"
สิ้นเสียงคุณหมอ ชายสูงวัยและคนสูทดำก็พากันเดินออกจากห้องไป
เสียงประตูปิดทำให้เด็กหนุ่มทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย
พวกเขาเริ่มหวาดระแวงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับหัวเราะ ฮัมเพลงเบาๆ แล้วเชิญพวกเขานั่งตรงโต๊ะทำงาน ส่วนตัวเขานั่งประจำที่ตัวเอง
"พวกคุณได้รับเกียรติอย่างมาก ที่ท่านนายพลลงทุนไปรับด้วยตัวเอง"
เขาพูดอย่างอารมณ์ดี แล้วกดโทรศัพท์เรียกผู้ช่วยสาวให้นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
เกรย์และแม็กซ์กระพริบตาปริบๆ
นายพลงั้นเหรอ? แสดงว่าเป็นทหารจริงๆ ด้วย...!!
"อ้อ... จริงสิ ผมลืมแนะนำตัว ผมชื่ออิริค มิลเลอร์ เป็นแพทย์แผนกไหนดีน้า..." ทำหน้าคิดเล็กน้อย "เอาเป็นว่าผมชำนาญเรื่องร่างกายของพวกคุณโดยเฉพาะแล้วกัน"
ได้ยินดังนั้นสองพี่น้องยิ่งขมวดคิ้วแข่งกันเข้าไปใหญ่
"ร่างกายของพวกผมเนี่ยนะ?"
คุณหมอกอดอกพลางหมุนเก้าอี้ไปมา
"ก็ไม่แปลก ถ้าพวกคุณจะยังไม่รู้... เพราะตั้งแต่ตอนที่แม็กซ์ไปตรวจสุขภาพเมื่อสี่ปีก่อน ผมเก็บประวัติอาการของคุณเอาไว้แล้วทำการศึกษาเงียบๆ"
"นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ช่วยอธิบายทีเถอะ พวกผมงงไปหมดแล้ว"
เกรย์เริ่มอดรนทนไม่ไหว
แม็กซ์ตรวจสุขภาพเมื่อสี่ปีก่อน... ใช่แล้ว เขาจำได้ หมอนั่นมีอาการเหนื่อยล้า หายใจรวยรินเหมือนกำลังจะตาย พ่อกับแม่รีบร้อนพาส่งโรงพยาบาล หมอสันนิษฐานว่าแม็กซ์เป็นโรคหอบหืด ไม่ก็ภูมิแพ้ ให้นอนดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาลสามวัน แต่เจ้าเด็กสำออยนั่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหาย
ส่วนตัวเขาเองพอหมอนั่นทรมานทีไรก็พลอยรู้สึกแย่ไปด้วย เขารู้สึกวิงเวียนในหัว สติหลุดลอยเหมือนตัวเองจะคลุ้มคลั่ง อวัยวะภายในปั่นป่วนไปหมดเมื่อเข้าใกล้หมอนี่ และสุดท้ายเมื่อถึงขีดสุดเขาก็ระบายความคลุ้มคลั่งดังกล่าวใส่ร่างกายของคนที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง
ครั้งแรกของพวกเขา เกรย์แทบไม่มีสติด้วยซ้ำ เขารู้แต่เขาทำลงไปด้วยสันชาตญาณดิบในตัว บวกกับเดิมทีเขานึกหมั่นไส้น้องชายผู้อ่อนแอคนนี้มานานแล้ว เหมือนความอิจฉาแบบเด็กๆ ที่พ่อแม่และคนรอบข้างรุมเอาอกเอาใจหมอนี่ทุกอย่าง เพียงเพราะเกิดมาร่างกายไม่แข็งแรง
แต่แล้วหลังจากคืนนั้นผ่านไป แม็กซ์กลับลุกขึ้นมาร่าเริงสดใสได้อีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์ แม้เจ้าน้องชายจะหวาดผวาเวลาที่อยู่กับเขาตามลำพัง แต่สีหน้าและกำลังวังชากลับมาเป็นเหมือนแม็กซ์ยามปกติ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่แม็กซ์มีอาการกำเริบ พวกเขาจึงเหมือนถูกดึงดูดให้เข้าหากัน
"พวกคุณสองคนเกิดมาพร้อมร่างกายพิเศษ ถ้าหากพูดให้เห็นภาพพวกคุณก็เป็นเหมือนหยินและหยางที่ต้องคอยสร้างสมดุลของพลังชีวิตให้กันและกัน"
คุณหมอเริ่มอธิบายง่ายๆ
"ด้วยการทำแบบนั้นเนี่ยนะ"
แม็กซ์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้แล้วส่งเสียงขึ้นมาบ้าง แววตาสั่นระริกของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ผมเสียใจจริงๆ ที่ต้องพูดแบบนั้น"
คุณหมอตอบอย่างสุภาพ
บ้าฉิบ... นี่เขาต้องรองรับอารมณ์ของไอ้พี่ซาดิสต์ทุกครั้งที่ตัวเองป่วยไข้ไปตลอดชีวิตงั้นรึ!? แม็กซ์ฉุนกึกขึ้นมาทันที
ขณะนั้นเอง หญิงสาวคนหนึ่งถือถาดเครื่องดื่มเดินเข้ามาในห้อง เธอเคาะที่ผนังแล้วนำโกโก้ร้อนมาเสิร์ฟ
"พวกคุณเดินทางกันมาเหนื่อยๆ ดื่มอะไรอุ่นๆ ก่อนสิครับ"
เขาเปลี่ยนเรื่องพูด พลางผายมือมายังถ้วยโกโก้หอมกรุ่นตรงหน้าสองพี่น้อง ส่วนตัวเขาเองก็หยิบถ้วยกาแฟของตัวเองขึ้นมาจิบเช่นกัน
ทั้งเกรย์และแม็กซ์ต่างยังคงนิ่งด้วยกันทั้งคู่ เป็นธรรมดาที่พวกเขาต้องระแวงโกโก้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอีกฝ่ายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กลิ่นโกโก้ตรงหน้าช่างหอมหวนชวนดื่มเสียจริงๆ
อิริคยักไหล่ ทำเหมือนไม่สนใจแล้วพูดต่อ
"ในตัวของพวกคุณทั้งสองมีเลือดพิเศษไหลเวียนอยู่..."
เกรย์และแม็กซ์อึ้งไปเล็กน้อย แล้วทั้งคู่ก็ถอนหายใจ
"คุณเพ้อเจ้ออะไรของคุณ คิดว่าผมจะยินดีกับเรื่องเล่าหลอกเด็กของคุณงั้นเหรอครับ"
เด็กหนุ่มคนพี่เถียงกลับทันควัน ในขณะที่แม็กซ์ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้แล้วเลื่อนถอยห่างออกมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
หนุ่มใหญ่หุบยิ้ม สีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที ทำเอาเกรย์ถึงกับขนลุกเมื่อเห็นแววตาจริงจังหลังแว่นกรอบเงินคู่นั้น
"พวกคุณคิดว่าที่นี่คือที่ไหนกัน... สตูดิโอถ่ายหนังงั้นรึ? แล้วคิดว่าเราพาตัวพวกคุณมาถึงที่นี่เพื่อล้อเล่น พอพวกคุณตายใจก็มีตากล้องออกมาบอกว่า 'คุณคือดาราจำเป็น' งั้นรึ?"
หนอย... แล้วสรุปว่าที่นี่มันที่ไหนกันล่ะเฟ่ย!!? เด็กหนุ่มชักหงุดหงิดใจ
"แต่ว่าเราจะมีเลือดพิเศษอะไรนั่นได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเราก็เกิดจากครอบครัวธรรมดา มีชีวิตเหมือนคนธรรมดา"
อิริคสูดหายใจเข้าลึกๆ
"ฟังนะ... ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโคตรเหง้าตระกูลของคุณไปทำอะไรมา แต่จากผลเลือดของคนในครอบครัวคุณทางฝ่ายแม่ พบว่ามี DNA แอบแฝง"
"DNA แอบแฝง!?"
คราวนี้แม็กซ์เลื่อนเกาอี้เข้ามาข้างๆ เกรย์เหมือนเก่า
คุณหมอพยักหน้า
"DNA คู่นี้ไม่ใช่ DNA ของมนุษย์ทั่วไป เพียงแค่มันไม่แสดงลักษณะเด่นออกมาในคนของครอบครัวคุณเลย แต่มันกลับมาโผล่ที่พวกคุณ..."
"ยังไง?"
อิริคไม่ตอบคำถาม แต่เขากลับเบี่ยงประเด็นเป็นเรื่องอื่น
"เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องพาพวกคุณมาที่นี่ เพื่อมาฝึกให้คุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของพวกคุณถูกดึงออกมาใช้อย่างเต็มที่"
สองพี่น้องพร้อมใจกันขมวดคิ้วอีกรอบ
...เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว ฝึกอะไรกัน เขาอยากกลับบ้านเต็มที ป่านนี้ทั้งพ่อและแม่ของเขาคงโทรตามหาตัวพวกเขากันให้วุ่นแล้ว
"เอาล่ะ... หมดเวลาบรรยายแต่เพียงเท่านี้ รายละเอียดอื่นๆ พวกคุณจะได้รู้เองในภายหลัง ขืนบอกไปตอนนี้ ถ้าคุณไม่หัวเราะหาว่าผมบ้า ก็คงช็อคจนเป็นบ้าไปเสียเองแน่ๆ"
หนุ่มใหญ่พูดพลางยกข้อมือซ้ายขึ้นมาดูนาฬิกา
"ที่สำคัญ ได้เวลานอนของเด็กๆ แล้วด้วย..."
ยังไม่ทันที่เกรย์และแม็กซ์จะนึกฉงนคำพูดแปลกๆ ของอีกฝ่าย สายตาของทั้งคู่ก็พร่ามัว และในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา พวกเขาก็พากันหมดสติหงายหลังพิงพนักเก้าอี้ไปพร้อมกันอย่างสงบ
คำพูดสุดท้ายที่ได้ยินก็คือ...
"ราตรีสวัสดิ์นะเด็กๆ"
แสงไฟที่แยงตาอยู่ตรงหน้าทำให้เกรย์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วหรี่ตาหลบแสงจ้าสีขาวนั่น ไม่นานแสงไฟค่อยๆ หรี่ลงจนดับสนิท
ภาพตรงหน้าเขาคือผนังสีดำมีเงาลางๆ ของตัวเขาเอง เมื่อดูให้ดี นั่นคือภาพสะท้อนจากผนังซึ่งเป็นกระจกใส เบื้องหลังผนังนั่นคือความมืดซึ่งมีเงาตะคุ่มของกลุ่มคนซึ่งเขาเดาจำนวนไม่ออก
เขากำลังอยู่ในตู้กระจกทรงกระบอกขนาดใหญ่ ร่างกายถูกพันธนาการไว้กับเสาซึ่งอยู่ตรงกลาง เสื้อผ้าที่เขาใส่มาถูกเปลี่ยนเป็นชุดสีดำซึ่งทำจากวัสดุคล้ายยาง มีสายระโยงระยางโผล่ขึ้นไปต่อกับอะไรบางอย่างเบื้องบน ที่สำคัญ... ในตู้กระจกนั้นมีน้ำท่วมสูงขึ้นมาถึงระดับอก
เขาหันไปมองทางด้านซ้าย แม็กซ์เองก็กำลังหลับใหลสภาพเดียวกับเขาอยู่ในตู้กระจกอีกอันหนึ่ง!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งสติ ระดับน้ำก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงคาง
"เฮ่! แม็กซ์ ตื่น!!"
เขาตะโกนเรียกน้องชายลั่น ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน แม็กซ์ยังคงหลับตาอย่างสงบนิ่งอยู่ในนั้น
เด็กหนุ่มสะบัดตัวเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ เขาเริ่มดิ้นรนมากขึ้นเมื่อน้ำขึ้นมาถึงจมูก
โธ่เว้ย....!!! นี่มันเรื่องอะไรกัน!? ทำไมเขาถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้? แล้วทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้?
เกรย์สำลักน้ำเพราะไม่ได้เตรียมสูดหายใจเอาไว้ เขาพยายามเงยหน้าให้พ้น แต่ด้านหลังมีเสาค้ำศีรษะทำให้เขาดันหัวขึ้นไปไม่ได้ เขาเริ่มทุรนทุราย ส่ายศีรษะไปมาและพยายามกระชากตัวให้หลุดจากการถูกมัด
บ้าฉิบ... เชือกนี่ทำจากอะไรนะ ทำไมทั้งเหนียว ทั้งแข็งแบบนี้
เขากระเสือกกระสนพลางหันไปมองเด็กหนุ่มข้างๆ
แม็กซ์ยังคงหลับตาแน่นิ่งอยู่ในน้ำ... ไม่มีฟองอากาศหลุดออกมาแม้แต่เม็ดเดียว
เกรย์เบิกตาโพลง หัวใจเหมือนหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม สัญชาตญาณกลัวตายแล่นขึ้นมาโดยฉับพลัน
แม็กซ์ตายแล้ว!?
และเขาเองในตอนนี้ก็กำลังจะขาดอากาศตายตามไปด้วย!!!
เขาเริ่มรู้สึกอึดอัดทรมาน ยิ่งขยับตัวเท่าไหร่ก็ยิ่งเท่ากับใช้อากาศไปมากเท่านั้น เขายังคงสำลักน้ำจนแสบจมูก ทั้งที่น้ำมิดหัวเขาเรียบร้อยแล้ว
ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาเริ่มหมดแรง
เขากำลังจะตายแล้วสินะ?
ดวงตาของเขาเริ่มหรี่ปรือ ความอึดอัดที่จู่โจมร่างกายเมื่อครู่เริ่มค่อยๆ เลือนรางเหมือนวิญญาณตัวเองหลุดลอยไปไกลแสนไกล
รสชาติของความตายมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ตอนที่เรียนว่ายน้ำสมัยเด็กๆ เขานึกว่าเวลาจมน้ำตายจิตจะดับวูบไปอย่างรวดเร็วเหมือนถูกกระชากวิญญาณเสียอีก
เขาเผยอเปลือกตามองเงาบิดเบี้ยวของเด็กหนุ่มข้างๆ
แม็กซ์ดูเหมือนจะได้สติแล้ว หมอนั่นกำลังขยับแขนขาอย่างรุนแรงเช่นกัน
บ้าชะมัด... ภาพสุดท้ายก่อนตายกลับเห็นความตายแบบเดียวกันของคนอื่น
น่าขำชะมัด!!
เกรย์ก้มหน้าคอตก ยอมสิโรราบแก่ความตายที่กำลังเข้ามา
พ่อครับ... แม่ครับ... ผมคงไม่ได้กลับไปที่บ้านอีกแล้ว... ปัดโธ่เว้ย ทำไมเขาต้องมาตายในสภาพแบบนี้ด้วยนะ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรในชีวิตเขากันแน่!?
แต่ทว่า...
เอ๊ะ... ทำไมเขายังไม่ไปไหน? ทำไมเขายังคิดนู่นคิดนี่อยู่ในน้ำได้ ทั้งที่น่าจะตายไปเมื่อวินาทีที่แล้ว?
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง
แปลกจริง... แม้จะไม่ทรมานเท่าเมื่อครู่ แต่ความอึดอัดภายในอกยังคงอยู่!? เขายังรู้สึกหนักเพราะความหนาแน่นของน้ำ!? เขายังแสบไปทั้งโพรงจมูก!?
เด็กหนุ่มลองขยับตัวอีกครั้ง เขาค่อยๆ ดิ้นแรงขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่ายังควบคุมร่างกายตัวเองได้อยู่
ฟองอากาศเล็กๆ ผุดขึ้นจากร่างกายของเขาทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
!?
นี่มันอะไรกัน?
เขาหันกลับไปมองเงาบิดเบี้ยวของน้องชายอีกครั้ง
แม็กซ์กำลังดิ้นพล่านไม่ผิดกับเขาเมื่อครู่
หรือสวรรค์ทรงกลั่นแกล้งให้เขาเบิ่งตาดูน้องชายตัวเองตายไปต่อหน้าก่อนนะ แล้วจึงค่อยคร่าชีวิตของเขาให้ตายตาม
สักพักแม็กซ์ก็หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ...ดูเหมือนเขากำลังหันหน้ามามองพี่ชาย
เขารู้สึกเย็นและเบาขึ้นตั้งแต่กลางกระหม่อม
น้ำถูกลดระดับลง... เขากระพริบตาถี่เมื่อน้ำเลยขอบตาล่างไป
แม็กซ์และเขาหันมาจ้องตากันใหม่อีกครั้ง
น้ำในร่างกายไหลออกทางปาก จมูกและหูราวกับน้ำตก ความอึดอัดในอกค่อยๆ หายไปจนกระทั่งเขากลับมาหายใจได้ตามปกติอีกครั้ง
ดูเหมือนแม็กซ์เองก็จะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน
เขาหอบหายใจตัวโยน
ห้องทั้งห้องค่อยๆ สว่างขึ้น นอกตู้กระจกคือห้องสีขาวสะอาด ดูเผินๆ เหมือนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ มีโต๊ะควบคุมวงจรบางอย่างกินเนื้อที่เกือบครึ่งหนึ่งของความกว้างของห้องตั้งอยู่ตรงกลาง และรอบๆ โต๊ะตัวนั้นเอง มีผู้ชายและผู้หญิงสวมเสื้อกาวน์สีฟ้าอ่อนยืนจดบางอย่างอย่างขะมักเขม้น
ทั้งเกรย์และแม็กซ์ทรุดฮวบลงนั่งกองกับพื้นอย่างหมดแรงทันทีที่สายระโยงระยางถูกปลดออกจากชุดโดยอัตโนมัติ พวกเขาจึงเพิ่งเห็นว่าบนชุดประหลาดนั่นมีรูเสียบมากมายที่บริเวณหน้าอกและจุดจับชีพจร
ผู้ชายแต่งตัวคล้ายบุรุษพยาบาลสี่คนรีบเข้ามาพาตัวเขาออกจากตู้ทรงกระบอก คลี่ผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่มตัวพวกเขา แล้วพยุงมานั่งที่มุมหนึ่งของห้อง
สองพี่น้องสูดลมเข้าปอดราวกับหายใจแข่งกัน ในหัวมึนงงไปหมด
เมื่อกี้... อะไร?
ทำไมพวกเขาจึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหนูทดลองยังไงไม่รู้
เกรย์ชำเลืองมองน้องชายซึ่งนั่งข้างๆ
โดนขนาดนี้ หมอนี่จะเป็นอะไรรึเปล่า...?
ทว่า... ไม่มีสัญญาณปั่นป่วนเกิดขึ้นภายในร่างกายของเขา
ฮึ... แกร่งกว่าที่คิดแฮะ!?
หลังจากทั้งคู่ตั้งสติ และเช็ดผมเช็ดตัวเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้ว ก็ถูกเชิญไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง
ชุดที่พวกเขาใส่ในตอนนี้คือเสื้อกล้ามสีขาว กางเกงและแจ็คเก็ตวอร์มสีดำมีแถบสีแดงเลือดนกคาดตรงตะเข็บต่างๆ บนหน้าอกของเสื้อแจ็คเก็ตปักตัวอักษร "GM" ส่วนด้านหลังก็มีปักคำว่า "Galaxy MOD" ด้วยไหมสีแดงทั้งสองที่
Galaxy MOD?
เกรย์เดินคิดถึงคำนี้มาตลอดทางจนกระทั่งเข้าไปในห้อง
ห้องดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นห้องประชุม มีโต๊ะรูปวงแหวนสีงาช้างขนาดใหญ่วางอยู่ตรงกลาง ฝั่งตรงข้ามประตูเป็นฉากแผ่นกว้างสีขาว บนผนังด้านหนึ่งแขวนผ้าสี่เหลี่ยมสีขาวมีสัญลักษณ์เลขแปดแนวตะแคงสีเงินอยู่ตรงกลาง และผ้าสี่เหลี่ยมสีดำ มีรูปมังกรสีแดงสดกางปีก บนศีรษะของมันมีรูปมงกุฎ ที่หางมังกรซึ่งห้อยมาข้างล่างมีดาบสองเล่มขัดกันอยู่ และมีตัวอักษรคำว่า Galaxy MOD สีทองถัดลงมา ทั้งสองผืนดูเหมือนธงขององค์กร ส่วนผนังอีกด้านเป็นกระจกสีดำทึบซึ่งสะท้อนภาพในห้อง
สองพี่น้องถูกพาตัวมานั่งที่โต๊ะ
พวกเขาต่างเงียบซึมด้วยกันทั้งคู่เพราะหมดแรงจากการกระเสือกกระสนเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ในขณะเดียวกันก็กำลังทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในหัว
มันเริ่มจากเมื่อตอนบ่าย กลุ่มชายแปลกหน้านำทีมโดยชายสูงอายุที่เรียกกันว่า "นายพล" จับพวกเขาปิดตาแล้วพามายังสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วพวกเขาก็พูดคุยกับคุณหมอที่ชื่ออิริค มิลเลอร์ หมอคนนั้นบอกว่าพวกเขามีร่างกายผิดปกติ เรียกว่าอะไรนะ... DNA แอบแฝง? จากนั้นพวกเขาก็สลบไป
แต่ว่า... สลบไปได้ยังไง?
ในเมื่อพวกเขาแทบไม่ได้แตะต้องอะไรเลยแม้แต่เครื่องดื่ม
หรือว่า... กลิ่นโกโก้นั่น!?
จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะ... พอพวกเขาตื่นมาอีกที ก็โดนจับถ่วงน้ำในห้องทดลองอะไรนั่นอีก แต่สุดท้าย...ก็ไม่ตาย ทั้งที่ไม่หายใจ แต่ทำไมถึงไม่ตายนะ?
ว่าแต่... ที่นี่ที่ไหน? ทำไมถึงได้มีแต่คำว่า Galaxy MOD... กาแล็คซี? MOD?
"ยินดีต้อนรับสู่หน่วย G.M."
เสียงทุ้มใหญ่ของผู้ที่เข้ามาในห้องเรียกสติของเด็กหนุ่มทั้งสองกลับคืนมา
"ข้าคือนายพลชารีมา เด กอติส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งกาแล็คซี"
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงลาโหม!!?
...แห่งกาแล็คซี!!?...
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 12 Jan 2008 02:38:35 by ★ひまじん★
ชอบๆๆๆๆ
#1 By drakyuchi (58.137.93.130) on 2007-11-27 08:53