G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [4]
posted on 26 Nov 2007 21:39 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันครับ!!!"
เกรย์ลุกพรวดขึ้นยืน เขาเริ่มหมดความอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเต็มที
...เมื่อกี้ก็เกือบตายมาทีแล้ว ทำไมไม่ฆ่าแกงกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเล่า!!?
นายทหารร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังนายพลขยับตัวพร้อมระวังเด็กหนุ่มตรงหน้า
นายพลชารีมายกมือขึ้นห้าม ทหารนายนั้นจึงผ่อนคลายลงแล้วกลับมายืนตรงอีกครั้ง
"ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกท่านดี นับว่าพวกท่านกล้าหาญมากที่ยอมมากับพวกเราอย่างสงบ"
ฮึ...กล้าหาญอะไรกัน ที่ทนเงียบอยู่จนถึงตอนนี้เพราะปอดแหกหรอกเฟ่ย!!! ...แม็กซ์คิดขณะนั่งกอดอกไขว่ห้างสังเกตการณ์ว่าพี่ชายผู้ปราดเปรื่องของเขาจะทำอย่างไรต่อไป
"พวกคุณพาเรามาทำไมครับ"
คนพี่ถาม
นายพลเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงตรงหัวโต๊ะ
"พวกท่านก็ได้ยินแล้วไม่ใช่รึ ต่อไปนี้พวกท่านคือ 'พลเรือนพิเศษ' แห่งกาแล็คซีของเรา"
"กาแล็คซีของเรา?"
ชายสูงวัยพยักหน้า บรรยากาศเคร่งขรึมของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"ตอนนี้พวกท่านไม่ได้อยู่บนโลกของท่านแล้ว เราพาท่านมาที่ดาวของเรา...โลกฝาแฝดของโลกท่าน"
ทั้งเกรย์และแม็กซ์ถึงกับอึ้ง เขาไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดเหมือนเล่านิทานจากปากของชายสูงวัยที่ดูจริงจังและเย็นชาแบบนี้
อยากระเบิดหัวเราะออกมาเป็นภาษาต่างกาแล็คซี... แต่ก็หัวเราะไม่ออก
สองพี่น้องมองหน้ากัน
...เอาจริงดิ... นายจะเชื่อรึเปล่า? แล้วฉันควรจะเชื่อด้วยมั้ย?
นายพลดีดนิ้วดังเป๊าะ นายทหารลูกน้องจึงหยิบรีโมทคอนโทรล เล็งไปทางกระจกสีดำแล้วกดปุ่ม
กระจกทั้งแถบค่อยๆ สว่างขึ้น เห็นภาพวิวที่มีการเคลื่อนไหวดุจจอโทรทัศน์
"นอกหน้าต่างนั่น คือเมืองของเรา"
หน้าต่าง? ไอ้กระจกเปลี่ยนสีได้นั่นน่ะรึ? สุดยอดแห่งความไฮเทคจริงๆ
ทั้งคู่เผลอชื่นชมนวัตกรรมใหม่ไปชั่ววินาที
นอกหน้าต่างเห็นตึกรูปทรงประหลาดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ...ที่นี่จะว่าเป็นต่างประเทศก็ไม่ใช่ เหมือนเมืองในโลกอนาคตในหนังแฟนตาซี หรือนี่เป็นแค่เพียงภาพกราฟฟิกที่ตบแต่งให้ดูเหมือนจริงเท่านั้น!?
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะถามอะไร นายพลชารีมาก็อธิบายต่อ
"ถึงจะเรียกว่าโลกฝาแฝด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนกับโลกของท่านทุกอย่างหรอกนะ ดาวของเราเพียงแค่มีพิกัดตรงกับโลกของท่านในมิติขนานเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ หากพับครึ่งจักรวาลแล้วล่ะก็ โลกของท่านกับดาวของเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกันพอดี แน่นอนว่ากาแล็คซีรวมถึงระบบสุริยจักรวาลก็เช่นกัน..."
"หมายความว่าจักรวาลมีขอบเขตจำกัดให้พับครึ่งได้ด้วยเหรอครับ"
เกรย์เริ่มตื่นเต้นเมื่อได้ยินความรู้ใหม่ๆ
"หึ... เด็กโง่เอ๋ย จักรวาลไม่ใช่อะไรที่เราเดาง่ายขนาดนั้นหรอกนะ มิติต่างๆ ในจักรวาลต่างบิดเบี้ยว ไม่มีรูปทรงที่แน่นอน เราทำได้แค่สร้างพิกัดสมมติขึ้นมาเพื่อให้รู้ตำแหน่งของดวงดาวเท่านั้น"
นายพลยิ้มที่มุมปาก เพียงแว่บเดียวเท่านั้นเด็กทั้งสองรู้สึกเหมือนเขาเป็นคุณตาใจดีกำลังเล่าความรู้รอบตัวให้หลานฟัง แล้วก็กลับมาเป็นนายทหารใหญ่น่าเกรงขามดังเดิม
"แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าพับครึ่งจักรวาล..."
แม็กซ์ถามแทรกขึ้นมาบ้าง
"ก็พับครึ่งตรงพิกัดที่เป็นศูนย์กลางไงล่ะ"
"แล้วรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าจุดไหนเป็นศูนย์กลาง"
เกรย์สวนขึ้นทันควัน
นายพลมองสองพี่น้องแล้วเผลอยิ้มออกมาอย่างพอใจกับความอยากรู้อยากเห็นจนลืมเรื่องตัวเองของทั้งคู่
"เราใช้วิธีส่งคลื่นความเร็วสูงออกไปเพื่อวัดระยะห่างระหว่างดวงดาว จับเวลาที่คลื่นเหล่านั้นจะสะท้อนกลับมาแล้วคำนวณหาตำแหน่งเพื่อสร้างแผนที่... แต่แผนที่จักรวาลไม่อาจเขียนใส่กระดาษแบบสองมิติได้หรอกนะ ถ้าจะทำอย่างนั้นล่ะก็ ต้องหากระดาษที่วางทะลุกันได้อย่างอิสระมาซ้อนกันหลายแผ่น"
เกรย์และแม็กซ์พอจะนึกภาพออกบ้างแล้ว เขานึกถึงทฤษฎีวิทยาศาสตร์ยากๆ ที่เคยเรียนที่โรงเรียน เสียดายที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจฟังอย่างละเอียด เพราะรู้ว่าไม่ได้ออกข้อสอบ
"เอาล่ะ ข้าไม่สนหรอกนะ ว่าพวกท่านจะเข้าใจหรือไม่ เพราะยังไงพวกท่านจะต้องได้ฟังคำอธิบายอีกครั้งเมื่อฝึกสำเร็จ"
นายพลหยิบซิการ์ออกมาจากกระเป๋า เมื่อลูกน้องเห็นดังนั้นก็รีบกุลีกุจอจุดไฟแช็กให้เป็นการใหญ่
"สูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทำลายสิ่งแวดล้อม ขโมยอากาศคนอื่นหายใจ"
แม็กซ์เผลอนิ่วหน้าพูดออกมาหน้าตาเฉย พลางจ้องเขม็งไปยังชายสูงวัยอย่างไม่กลัวเกรง
ในขณะที่นายทหารลูกน้องหน้าถอดสีด้วยความเสียวไส้ ถือไฟแช็กค้างอย่างกล้าๆ กลัวๆ
...ไอ้เด็กนี่... รนหาที่ตายแล้วมั้ยล่ะ...
เกรย์เหล่มองน้องชายอย่างระอา
...หมอนี่... ที่เรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ล่ะทำปากกล้า...
ท่านนายพลถึงกับอึ้ง ถลึงตามองเด็กหนุ่มคนน้องซึ่งยังมองค้อนอย่างไม่ลดละ
แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง แม้แต่นายทหารลูกน้องยังมองด้วยความประหลาดใจ
บรรยากาศผ่อนคลายลงได้ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อนายพลหัวเราะจนหนำใจแล้ว เขาก็เก็บซิการ์ใส่กระเป๋า ทุกอย่างก็กลับมาเคร่งเครียดเหมือนเดิม
"ว่าแต่ทำไมถึงพาพวกเรามาที่นี่"
เกรย์เริ่มซักต่อ ตราบใดที่ไม่ยอมให้พวกเขากลับบ้าน เรื่องที่ต้องถามย่อมมีอยู่เป็นกระบุง
นายพลชารีมาลุกขึ้น เอามือไพล่หลังแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
"ถ้าไม่จำเป็นพวกเราก็ไม่อยากจะไปยุ่งกับพวกเจ้านักหรอก"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
"แต่งานนี้โลกของพวกเจ้ากับโลกของเราต้องร่วมมือกัน... ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเกิดเหตุการณ์มิติซ้อนทับจนส่งผลถึงกันเป็นเวลาหลายปีแล้ว..."
ทั้งเกรย์และแม็กซ์ได้แต่เอียงคอรอฟังข้อมูลจากอีกฝ่าย
เฮ้อ... ลงอีหรอบนี้คงต้องยอมฟังนิทานจากตาแก่นี่ไปก่อนซักยกสองยกล่ะนะ อยากรู้จริงเชียวว่าจะปั้นเรื่องได้เก่งขนาดไหน
"กาแล็คซีของเราโดนพวกกบฏจู่โจมต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้ว พวกนั้นเรียกตัวเองว่า 'Genesis Monster' ประกาศตัวว่าจะทำลายล้างอำนาจของจักรพรรดินีแล้วสร้างโลกใหม่ นั่นคงไม่เกี่ยวข้องกับโลกของพวกเจ้าหรอก หากไม่เกิดปรากฏการณ์ซ้อนทับของมิติขึ้น..."
ทั้งเกรย์และแม็กซ์กระพริบตาปริบๆ มองท่านนายพลเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังบ่นกับตัวเองมากกว่า
"ปรากฏการณ์นั้นทำให้เกิดผลกระทบไปถึงโลกของพวกท่าน กล่าวคือทุกครั้งที่ดาวของเราถูกพวกกบฏเหล่านั้นโจมตี ความเสียหายส่วนหนึ่งจะถูกส่งถึงโลกของพวกท่านด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าดาวของเราถูกระเบิดดาวหางลง แน่นอนว่าเมืองของเราส่วนที่โดนก็จะหายไปทั้งเมือง ในขณะที่ตำแหน่งเดียวกับเมืองเมืองนั้นในโลกของท่านอาจเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่..."
แสดงว่าการซ้อนทับที่ว่าไม่ทำให้เกิดผลต่อโลกอย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์สินะ... เกรย์สรุป
นั่นเป็นเพราะการซ้อนทับของมิติในจักรวาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์
สองพี่น้องนึกภาพไม่ออกเลยว่าการจู่โจมของกบฏที่นี่ร้ายแรงขนาดไหน เพราะขนาดผลกระทบเพียงเสี้ยวหนึ่งยังทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บนโลกได้ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว...
บ้าที่สุด!!! เกรย์นึกฉุนตัวเองเมื่อได้สติ ...ดันเผลออินไปกับเรื่องที่ตาแก่นี่เล่า จนเกือบคิดเป็นจริงเป็นจังจนได้...
เขาหันไปมองน้องชาย พบว่าเจ้าเด็กโง่นั่นกำลังซาบซึ้งกับเนื้อหาที่ได้ยินจนหน้าถอดสีทีเดียว
"ขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ยครับ"
เกรย์ขัดอย่างสุภาพ
"ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าพวกคุณทำแบบนี้กับเราทำไม แต่อย่างน้อยถ้าคุณไม่คิดจะจับพวกเรามาเรียกค่าไถ่ หรือลวงมาฆ่าล่ะก็ กรุณาแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้พวกเราติดต่อครอบครัวซักหน่อยได้มั้ยครับ"
ชายสูงวัยยิ้มที่มุมปาก
"ไม่จำเป็นหรอก... ข้าให้ลูกน้องจัดการเรียบร้อยแล้ว ขืนพวกท่านติดต่อทางบ้านตอนนี้ล่ะก็ เกิดเรื่องวุ่นวายแน่ อีกอย่างข้าก็ไม่คิดจะกักขังพวกท่านไปตลอด เพียงแค่มีความจำเป็นต้องดึงตัวไว้จนกว่าจะถึงวันทำสัญญา..."
"วันทำสัญญา...?"
สองพี่น้องพูดเกือบพร้อมกัน
"รายละเอียดที่เหลือ จะมีคนอื่นมาอธิบายให้ฟังอีกที เอาล่ะ... วันนี้พวกท่านก็เหนื่อยกันมามากแล้ว เชิญพักผ่อนเถอะ..."
หลังจากทั้งคู่กินมื้อเย็นร่วมโต๊ะกับนายพลชารีมาแล้ว ทหารนายหนึ่งก็นำทางพวกเขามายังห้องพัก
"เราจัดเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้แล้วอยู่ในตู้ เชิญหยิบมาใช้ตามสบาย ห้องน้ำอยู่ตรงประตูนั่น พรุ่งนี้เช้าจะเริ่มฝึกตอนหกโมงเช้า จะมีคนมารับไปยังห้องฝึก กรุณาเตรียมตัวให้ทันด้วย"
เด็กหนุ่มทั้งสองพยักหน้ารับคำ แล้วปิดประตู ทั้งคู่สำรวจห้องนอนจนทั่ว
ห้องนั้นไม่กว้างมากและตกแต่งแบบเรียบง่าย มีเตียงสองชั้นวางชิดผนังด้านหนึ่ง ผนังทางฝั่งตรงข้ามเป็นหน้าต่างซึ่งมีโต๊ะเขียนหนังสือสองตัววางเรียงกัน ถัดจากโต๊ะสองตัวนั้นเป็นชุดรับแขกสีดำตั้งอยู่ที่มุมติดกับประตู ด้านในสุดซึ่งมีห้องน้ำอยู่ เป็นมุมเก็บของและเปลี่ยนเสื้อผ้า ถึงแม้สภาพห้องจะไม่ได้สวยงามหรูหรา แต่ก็จัดว่า "ก็ยังดี" เมื่อเทียบกับห้องของทหารในจินตนาการของพวกเขา
"โหย... เสื้อผ้ามีอยู่แบบเดียว น่าเบื่อชะมัด"
แม็กซ์บ่นอุบเมื่อเปิดดูตู้เสื้อผ้า ขณะนั้นเองพี่ชายจอมโหดของเขาก็มายืนประชิดด้านหลัง คว้าเอวเด็กหนุ่มเข้าไปกอด แล้วซุกไซ้ริมฝีปากบนคอระหง
เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้ง ...ชะตาชีวิตตั้งแต่นี้ต่อไปจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ แต่ไอ้พี่จอมหื่นนี่ยังจะมีอารมณ์ทำเรื่องแบบนี้อีกเรอะ!?
เมื่อปลายลิ้นอีกฝ่ายลากจากต้นคอไปจนถึงใบหู เด็กหนุ่มถึงกับเข่าอ่อน
เกรย์ลากตัวน้องชายไปยังที่นอน แล้วเหวี่ยงเด็กหนุ่มลงไปอย่างแรงก่อนที่ตัวเองจะขึ้นไปคร่อม กดข้อมือของอีกฝ่ายไว้
แม็กซ์ตัวสั่นระริกเมื่อสบสายตาคมกล้าของผู้ที่อยู่เบื้องบน นัยน์ตาคู่นั้นเหมือนดวงตาของราชสีห์ที่กำลังจะฉีกเนื้อของเหยื่อตรงหน้า
"เกรย์... ฉันยังไม่..."
เด็กหนุ่มพูดเสียงเครือ
"ฉันแปลกใจจริงๆ... ไอ้อ่อนแออย่างนาย ทำไมไม่จมน้ำตายไปซะตั้งแต่เมื่อกี้นะ"
เสียงทุ้มที่กระซิบข้างหูฟังดูเย็นชา นัยน์ตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนเริ่มมีน้ำเอ่อคลอ
เขาโดนพี่เกลียดถึงขนาดอยากให้ตายเลยสินะ...?
"แต่เสียใจด้วย... ที่ฉันก็ยังไม่ตายเหมือนกัน ตอนนั้นนายคงลุ้นให้ฉันสำลักน้ำจนขาดใจน่าดูเลยสิ"
แม็กซ์รีบส่ายศีรษะ
...จะบ้าเรอะ ตอนนั้นฉันเองยังจะเอาตัวไม่รอด จะมีเวลาที่ไหนไปคิดสาปแช่งแกเล่า!!?
หรือว่าจริงๆ แล้วในตอนนั้น... เกรย์คิดอย่างนั้นขณะมองดูเขาทุรนทุราย หมอนี่คงสะใจมากล่ะสิ ที่เห็นเขาทรมาน... ปกติก็สนุกกับการสร้างความเจ็บปวดให้เขาอยู่แล้วนี่
หยาดน้ำใสๆ ล้นออกมาขณะมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตารวดร้าว
...ถ้าแกเกลียดฉันนัก ทำไมไม่ฆ่าฉันซะเลยล่ะ...
ความอึดอัดเข้าจู่โจมภายในอกของแม็กซ์ เขาเริ่มหายใจติดขัด และกระสับกระส่ายตามเนื้อตัว
...บ้าจริง... ทำไมต้องมากำเริบตอนนี้นะ
ตาสีดำสนิทดุจคืนเดือนมืดของเกรย์ส่องประกายวาบขึ้นมา เขารู้สึกเหมือนอสูรร้ายภายในตัวกำลังตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
"เพิ่งจะมาสำออยอะไรเอาตอนนี้..."
เขาหัวเราะหึอยู่ในลำคอ ร่างผอมบางกว่าตัวเขาขมวดคิ้วนิ่วหน้า พยายามสูดอากาศเข้าปอดอย่างเต็มที่
"เอ... ฉันจะช่วยรักษาให้ดีมั้ยน้า..."
กระซิบพลางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างใจเย็น
เขาก้มมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างเลือดเย็น ปล่อยให้หายใจอย่างทรมานพักหนึ่ง แล้วจึงโน้มกายเข้าประกบริมฝีปาก พลางถกเสื้อวอร์มของอีกฝ่ายเผยหัวไหล่ขาวทั้งสองข้าง ก่อนสอดมือเข้าไปลูบไล้ลำตัวภายใต้เสื้อกล้ามสีขาว
"อื้อ... อย่า...เกรย์... อย่าเพิ่ง..."
แม็กซ์ออกแรงเท่าที่จะมีขัดขืนอย่างเต็มที่
เกรย์เลื่อนมาขบเบาๆ ที่ติ่งหูของอีกฝ่าย ก่อนจะกระซิบกรอกลงไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย
"อะไรอีกล่ะ..."
"ก... กล้อง... มะ... มีกล้อง..."
เกรย์มองตามสายตาของน้องชายไปยังมุมหนึ่งของเพดานห้อง
...บ้าชิบ นี่มันอะไรกัน!?
เขาลุกขึ้น ฉุดกระชากแม็กซ์ให้ลุกจากที่นอน แล้วลากร่างซึ่งอ่อนแรงเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นก็ปิดประตู เหวี่ยงร่างน้องชายเข้าไปกระแทกผนัง ก่อนระดมจูบไปทั่วร่างกายอย่างหิวกระหาย
"อ๊ะ... เกรย์... ได้โปรด..."
อย่ารุนแรงนักได้มั้ย... เขากลัว... เขากลัวแล้ว...
เด็กหนุ่มน้ำตาไหลพราก เขาตัวสั่นจนแทบยืนไม่ไหว
เกรย์แนบริมฝีปากหยุดคำขอร้อง แล้วบดเบียดราวกับจะขยี้ให้ใบหน้าของอีกฝ่ายจมหายไปในผนัง ลิ้นชอนไชเข้าไปในช่องปาก เดี๋ยวขบเดี๋ยวดูดปลายลิ้นของอีกฝ่ายราวกับเป็นลูกกวาดอันแสนหวาน
"อือ..."
อีกฝ่ายร้องครางด้วยความอึดอัด เขาประคองตัวไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว จึงค่อยๆ ไหลลงไปเรื่อยๆ
ยังไม่ทันที่จะกองกับพื้น เกรย์ก็ดึงเขาขึ้นมา แล้วลากไปนั่งตักบนฝาโถส้วม
"ดีเหมือนกัน ได้ลองอะไรใหม่ๆ ดูซะบ้าง"
แม็กซ์ถึงกับหน้าแดงเมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว เขาผลักตัวเองออกจากอีกฝ่ายเตรียมลุกหนี ทว่าเกรย์รีบดึงตัวเขากลับมาจูบ ก่อนเลิกเสื้อกล้ามของเด็กหนุ่มขึ้นไป แล้วก้มลงคลอเคลียที่แผ่นอก
เมื่อแม็กซ์สนองตอบด้วยการเกี่ยววงแขนที่รอบคอของคนตรงหน้า มือซุกซนจึงเริ่มสอดเข้าไปภายใต้กางเกง
"ฮะ... เกรย์... อย่า..."
เด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อมือร้อนข้างหนึ่งของอีกฝ่ายซุกไซ้อยู่ด้านหน้า ทว่ายิ่งห้ามอีกฝ่ายกลับยิ่งเคล้นคลึงอย่างหนักหน่วง ขณะที่มือข้างที่โอบอยู่ด้านหลัง เริ่มสำรวจช่องทางอย่างใจเย็น
"อ่ะ... ไม่... อ๊า..."
แม็กซ์แอ่นลำตัวรับความสุขที่ถูกฝ่ามือแกร่งยัดเยียดเข้ามาภายในร่างกาย ก่อนที่จะปลดเปลื้องอารมณ์ซึ่งควบคุมไว้ไม่อยู่ในอุ้งมือของอีกฝ่าย
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
เด็กหนุ่มก้มลงมองสภาพเบื้องล่างอย่างหวาดหวั่น หัวใจเต้นถี่อย่างระทึก
...ตายแน่... คราวนี้เขาต้องตายแน่ๆ...
เกรย์ก้มมองมือของตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมาฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมให้ใบหน้าสวยชื้นน้ำตาตรงหน้า แววตาเหมือนผีดิบกระหายเลือดไม่มีผิด
แม็กซ์ตัวสั่นเทิ้มเมื่อเห็นพี่ชายยกมือข้างนั้นขึ้นมาเลียอย่างยั่วยวน และยังไม่ทันที่เขาจะตั้งตัว อีกฝ่ายก็จับเขาถอดกางเกง เด็กหนุ่มรีบคว้าข้อมือแกร่งเพื่อหยุดยั้งเอาไว้
"อะไรกันเล่า... กางเกงเลอะหมดแล้วก็ต้องถอดสิ"
น้ำเสียงนั้นเหมือนกำลังหยอกเขาอยู่ ทว่ากลับทำให้แม็กซ์ขนหัวลุกด้วยความสยอง
เกรย์จับขาอันเปลือยเปล่าแยกออกจากกัน แล้วกดเรือนร่างตรงหน้าให้แนบชิดกับช่วงท้องของเขา
แม็กซ์ขืนตัวเล็กน้อย แต่ก็ต้องสิโรราบเพราะความกลัว
ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็รู้สึกถึงร่างกายร้อนและแข็งแกร่งแทรกลึกเข้ามาในตัวเขา
"อ๊า..."
ปลายเล็บจิกลงบนเสื้อวอร์มซึ่งคลุมไหล่กว้าง
"ถ้าไม่อยากเจ็บกว่านี้ล่ะก็... ขยับเอาเองสิ"
เกรย์กระซิบด้วยเสียงกระเส่า มือที่จับสะโพกเพิ่มแรงกดมากขึ้น
แม็กซ์คลายมือออกแล้วโอบรอบคอพี่ชาย ก่อนค่อยๆ ขยับสะโพกตัวเอง น้ำตานองหน้า ทั้งเจ็บและอาย...
เช้าวันต่อมา พวกเขาถูกพาตัวไปวอร์มร่างกายในห้องออกกำลัง
เจ้าหน้าที่ให้ทั้งคู่เดินสลับวิ่งครึ่งชั่วโมง ต่อด้วยการสอนให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในห้องนั้นเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
หลังจากอิ่มท้องในมื้อเช้า เกรย์และแม็กซ์ก็ได้พบกับคุณหมออิริคอีกครั้ง
"เป็นไงบ้างเด็กๆ... นอนหลับสบายกันมั้ย"
แม็กซ์หน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำถาม แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ
หนุ่มใหญ่ลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าทั้งคู่
"เมื่อวานต้องขอโทษพวกคุณด้วยนะครับ ที่ทดสอบอะไรกะทันหัน เราแค่อยากให้สัญชาตญาณของพวกคุณตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์เท่านั้นเอง"
"โดยการจับพวกผมถ่วงน้ำเนี่ยนะ"
เกรย์เบ้หน้ากอดอก เขายังเคืองไม่หายที่บังอาจวางยาพวกเขา
"เอาน่า ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าซักหน่อย ยังไงพวกคุณก็ไม่ตายเพราะเรื่องแค่นั้นอยู่แล้ว"
คุณหมอพูดหน้าระรื่น
"คุณเอาอะไรมารับประกัน?"
เด็กหนุ่มคนพี่ถามเสียงเข้ม
"เราตรวจวัดการเต้นของหัวใจ ชีพจร ความดันโลหิต อัตราการทำงานของปอด และการทำงานของคลื่นสมองอยู่ ถ้าพวกคุณจะตายขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ เราก็จะลดระดับน้ำให้ทันที แถมทีมช่วยชีวิตก็มีอยู่พร้อม"
อย่าพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดานะเฟ่ย... ตอนนั้นพวกฉันขวัญเสียแทบแย่
ทั้งคู่มองค้อนอิริคแทบจะพร้อมกัน
"แต่ดูสิ... พวกคุณก็ไม่ตายใช่มั้ยล่ะ และนี่ก็คือผลของการตรวจสอบเมื่อวาน"
พูดพลางยกแฟ้มสีขาวขึ้นมาให้ดู
ทั้งเกรย์และแม็กซ์เอนกายพิงพนัก ...เอาเถอะ... วันนี้จะมาเล่านิทานอะไรให้ฟังอีกล่ะ ถ้าไม่สนุกล่ะก็ จะโวยวายกลับบ้านให้ดู!
"ก่อนอื่นสิ่งหนึ่งที่พวกคุณต้องรู้ และต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ... พวกคุณไม่ได้ใช้อากาศในการหายใจ"
สองพี่น้องทำหน้าเซ็งสุดๆ เหมือนไม่อยากจะเชื่ออะไรอีกแล้วในโลก แม็กซ์ลองอุดจมูกตัวเองดู ทว่าไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ต้องรีบคลายมือออกเพราะความอึดอัด
"ไหนคุณว่าเราไม่ได้ใช้อากาศในการหายใจไงล่ะ?"
อิริคยิ้มหวาน
"ผลการตรวจของเราใช้ยืนยันข้อนั้นได้ดี การทำงานของร่างกายของพวกคุณยังเป็นปกติ แม้ว่าน้ำจะเข้าไปจนเต็มปอดของพวกคุณแล้วก็ตาม เหตุที่พวกคุณยังหายใจด้วยอากาศอยู่ทุกวันนี้ ผมสันนิษฐานว่าเป็นเพราะความเคยชิน"
เอ้า... รีบๆ เล่ามาซิ จะได้จบๆ กันซักที
แม็กซ์เริ่มหงุดหงิด
"พวกคุณเกิดและโตมากับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ดังนั้นระบบต่างๆ ภายในร่างกายจึงถูกปลูกฝังให้ทำงานเหมือนกับคนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ถ้าคุณขาดอากาศ คุณก็จะรู้สึกอึดอัดเหมือนที่คนอื่นรู้สึกอึดอัดกัน แต่นั่นไม่ใช่เพราะคุณกำลังจะตาย เป็นเพราะคุณไม่คุ้นเคยและยังไม่สามารถบังคับระบบหายใจโดยปราศจากอากาศของตัวเองได้ดีต่างหาก"
"งั้นทำไมร่างกายเราถึงได้มีปอดเหมือนคนอื่นๆ ล่ะ... ในเมื่อเราไม่ใช่คนธรรมดา?"
เกรย์ถามออกไปบ้าง
ในเมื่อไม่ต้องใช้ ก็ไม่เห็นต้องมีซะตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง
"ถึงพวกคุณจะไม่ธรรมดา แต่พวกคุณก็ยังเป็นมนุษย์ มีหน่วยพันธุกรรมของมนุษย์ เพียงแต่ DNA แอบแฝงที่ว่านั่น คาดว่าอาจเกิดขึ้นภายหลัง เหมือนการกลายพันธุ์"
"กลายพันธุ์!!?"
สองพี่น้องอุทานพร้อมกัน พวกเขาต่างรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสมเสร็จยังไงพิกล
"เอ่อ... ถ้าจะพูดให้ดูดีคงต้องเรียกว่าวิวัฒนาการสินะ..."
คุณหมอหัวเราะแหะ
"ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้ว... ช่วยไม่ได้... นอกจากดึงข้อดีของมันมาพัฒนาเท่านั้น ผมถือว่าเป็นพรสวรรค์เชียวนะ"
"เดี๋ยวก่อนครับ ถ้าอย่างงั้น... ก็แสดงว่าพวกเราไม่มีวันตายน่ะสิ"
เกรย์ขัดขึ้นมา เขาไม่ได้รู้สึกดีใจเลยซักนิด แถมยังขนลุกด้วยซ้ำเมื่อนึกภาพตัวเองแก่ชราผิวหนังเหี่ยวย่น ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน ทำอะไรไม่ได้ แต่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปแบบไร้จุดหมาย
"ความตายไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณหยุดหายใจอย่างเดียวนะครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใครเอามีดมาแทงคุณแล้วหัวใจหยุดเต้น หรือเอาไม้มาทุบหัวให้สมองไม่ทำงาน คุณก็ตายได้เหมือนกัน คุณสมบัติพิเศษของคุณก็คือไม่จำเป็นต้องหายใจ"
แม็กซ์หรี่ตาพลางถอนหายใจออกมา ...ก็เพิ่งทำให้ดูไปหยกๆ ว่ากลั้นหายใจไม่ได้ ยังจะยืนกรานอยู่นั่นแหละ
อิริคเห็นว่าทั้งคู่ไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังนัก ก็เริ่มปลง
"เอาล่ะ... มันก็ยากถ้าจะให้พวกคุณเชื่อ เอาเป็นว่าตั้งแต่วันนี้ไป พวกเราจะฝึกให้พวกคุณอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจให้ดู"
"ยังไง?"
เกรย์ถามอย่างระแวง
คุณหมอยิ้มที่มุมปาก
"จับพวกคุณถ่วงน้ำทุกวันไงล่ะ"
พูดจบก็เอื้อมมือมาตบไหล่สองพี่น้องเหมือนให้กำลังใจ
"เอาล่ะ... ผมบอกแล้วว่าเริ่มจากวันนี้ เพราะฉะนั้นทำใจตั้งแต่วินาทีนี้ได้เลย เพราะเดี๋ยวจะมีคนพาพวกคุณไปดำน้ำเล่น"
ร่างสูงในเสื้อกาวน์เดินออกจากห้องนั้นไป
ขณะที่แม็กซ์เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ทำท่าจะอ้าปากถาม
"มีอะไร"
เกรย์หันมามองน้องชาย
แม็กซ์ส่ายศีรษะ แล้วเอนตัวพิงพนักเช่นเดิม
...ถ้าไม่ต้องใช้อากาศหายใจจริงๆ ล่ะก็... แล้วโรคประจำตัวของเขาล่ะ? ทำไมเขาจึงเหนื่อยอ่อน และหายใจไม่ออก...
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 12 Jan 2008 02:39:23 by ★ひまじん★
ถูกจับถ่วงน้ำทุกวัน...เอ่อ
เกรย์จ๋า อย่ารุนแรงลูก อย่ารุนแรง
เหอๆๆๆ จิ้นตามเลือดกำเดาจะกระฉูดอ่ะ
ติดตามกระชั้นชิด แง่มๆๆๆๆ
#1 By drakyuchi (58.137.93.130) on 2007-11-27 09:07