G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [5]
posted on 26 Nov 2007 21:39 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
การฝึกร่างกายของหน่วย G.M. ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว
เนื้อหาโดยรวมในช่วงแรก เน้นการปรับสภาพร่างกายเพื่อให้ทั้งเกรย์และแม็กซ์สามารถใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
กล่าวคือ... ทั้งคู่ถูกจับถ่วงน้ำวันละสี่ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน สองวันแรกครั้งละห้านาที เมื่อเคยชินกับการอยู่ในน้ำโดยไม่หายใจระดับหนึ่งก็เพิ่มเวลาขึ้นเป็นครั้งละสิบห้านาที ครึ่งชั่วโมง และหนึ่งชั่วโมงตามลำดับ
ระหว่างอยู่ในน้ำนานๆ ทั้งสองคนรู้สึกเบื่อ เจ้าหน้าที่จึงหากระดานและตัวหมากรุกมาให้เล่นฆ่าเวลา แต่เมื่อสามารถควบคุมร่างกายได้อย่างชำนาญ จึงมีการฝึกเคลื่อนไหวแบบโยคะและนั่งสมาธิแบบพิเศษใต้น้ำ
โยคะและสมาธิแบบพิเศษจะไม่ใช้ลมหายใจในการบริหารจิต แต่จะเปลี่ยนเป็นฝึกจิตให้ว่างที่สุด จนสัมผัสการทำงานส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ซึ่งพวกเขายังทำได้ไม่ดีเลย
น่าแปลก... ทั้งที่ร่างกายสัมผัสน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผิวหนังกลับไม่มีรอยเหี่ยวย่น แถมอุณหภูมิร่างกายของทั้งคู่ก็ลดลงตามอุณหภูมิของน้ำอีกด้วย
เกรย์และแมกซ์ชักรู้สึกกลัวตัวเองขึ้นมานิดๆ เมื่อได้ยินข้อมูลแปลกประหลาดพวกนี้ ตั้งแต่พวกเขาเกิดมา ยังไม่เคยสังเกตตัวเองเลย
เมื่อควบคุมร่างกายในน้ำได้ดีขึ้น พวกเขาก็ถูกจับไปปล่อยในห้องสุญญากาศ โดยใช้หลักการเดียวกับฝึกในน้ำ ต่างกันตรงที่อยู่ในน้ำพวกเขารู้สึกหนักจากความกดดันภายนอก แต่ ณ สุญญากาศพวกเขาทรมานจากแรงดันภายในร่างกายซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนตัวจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างไรก็ตาม... ความรู้สึกพวกนั้นเป็นเพียงความเคยชินจากการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปเท่านั้น
นอกจากการฝึกร่างกายด้วยการออกกำลังและศิลปะการต่อสู้ต่างๆ ในตารางฝึกของทุกวัน มีอยู่สองวิชาที่เขายังไม่เข้าใจจนทุกวันนี้ว่ามีจุดประสงค์เพื่ออะไร
นั่นก็คือ ร้องเพลง และเต้น
กล่าวคือ นอกจากพวกเขาต้องฝึกร่างกายให้ไม่หายใจแล้ว ยังต้องฝึกควบคุมการหายใจอีก แถมยังต้องเรียนเต้น!? ซึ่งมันเกี่ยวอะไรกับทหารล่ะ?
อย่างไรก็ดี การฝึกของที่นี่ก็ทำให้ปิดเทอมของพวกเขามีสีสันกว่าที่คิด พวกเขาได้ความรู้ใหม่ๆ แถมยังได้ลองทำอะไรแปลกๆ อีกด้วย
เสียอย่างเดียว... ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลย...
ชีวิตความเป็นอยู่ในนี้สุดแสนจะเรียบง่าย อาหารการกินก็เหมือนกับบนโลกเปี๊ยบ พวกเขาคิดว่าต่างกาแล็คซีจะมีของกินที่ต่างออกไปเสียอีก
"โลกฝาแฝดมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเหมือนกัน ดังนั้นลักษณะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงเหมือนกัน แต่สาเหตุที่บ้านเมืองต่างกัน เพราะจิตใจของมนุษย์ในดาวแต่ละดวงไม่เหมือนกัน"
มีเรียม วาเรย์ หนึ่งในทีมงานที่คอยจดข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายของเด็กหนุ่มทั้งคู่อธิบายให้ฟังในโต๊ะอาหาร
อ้อ... อย่างหนึ่งที่ต่างจากบนโลกจนน่าแปลกใจ นั่นก็คือ ผักที่นี่อร่อยเสียจนคนไม่กินผักอย่างเกรย์และแม็กซ์ยอมกินแต่โดยดีทุกมื้อ
ตอนแรกพวกเขาอิดเอื้อน เขี่ยไว้รอบๆ จานท่าเดียว แต่สุดท้ายพอถูกบังคับให้ลองกินก็ติดใจ ตักผัดสลัดใส่จานจนพูนทุกครั้ง
"ไงล่ะ บอกแล้วว่าอร่อย เด็กที่นี่ชอบกินผักกันทุกคนแหละ"
เวลซา ดีลา สาวใหญ่วัยสี่สิบกว่า นักโภชนาการประจำกองทัพยืนเท้าเอวอย่างภูมิใจ
"ไม่รู้นี่นา ก็ผักที่เคยกินมันรสชาติไม่ได้เรื่องเลย ขมก็ขม กินก็ยาก ไม่ชอบอ่ะ"
แม็กซ์จู๋ปาก บ่นเสียงหงิงๆ เหมือนลูกหมา
"แปลกนะครับ ทั้งที่ผักชนิดเดียวกัน แต่รสชาติต่างกันขนาดนี้"
เกรย์ออกความเห็นบ้าง
"ที่นี่มีศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จ้ะ เราพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว และสนับสนุนอาชีพเกษตรกรรมอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องสถานที่ ทรัพยากร คุณภาพ และรายได้ นอกจากนี้ยังพยายามรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้ผลผลิตปนเปื้อนสารพิษให้เสียรสชาติ ก็เลยมีพืชผักอร่อยๆ ไว้กินตลอดปี"
สองพี่น้องนั่งฟังอ้าปากหวอเหมือนดูโฆษณา... แต่ถ้าโลกของเรามีอย่างนี้บ้างก็คงดีนะ ทั้งที่สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกันแท้ๆ...
"แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต่อให้วิทยาศาสตร์พัฒนาไปขนาดไหน ถ้าชนชั้นปกครองไม่ผลักดันและควบคุมการนำมาใช้ ความเจริญก็ไม่เกิดหรอกนะ"
เวลซาพูดเสียงเรียบๆ ราวกับรู้ว่าทั้งคู่คิดอะไรอยู่
"ดาวของเรามีศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่องค์จักรพรรดินี พระองค์สนับสนุนความคิดของประชาชนทุกคน โดยยึดหลักรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเปรียบเสมือนผู้ให้กำเนิดชีวิตทั้งมวลบนดวงดาว แน่นอนล่ะว่าคนที่คิดเห็นต่างจากหลักการของพระองค์ก็มีไม่น้อย จึงได้เกิดกบฏ Genesis Monster ขึ้นมา"
เกรย์และแม็กซ์ได้แต่ฟังผ่านๆ เพราะพวกเขายังไม่ค่อยอยากเก็บเรื่องการเมืองของดาวอื่นมาใส่ใจให้รกสมอง แค่ฝึกร่างกายทุกวันนี้ก็เพลียจะแย่อยู่แล้ว
สิ่งที่พวกเขาสนใจที่สุดเวลานี้...
ใครก็ได้พาพวกเขาออกไปเที่ยวที!!!
ตื่นขึ้นมาเจอแต่ผนังขาวๆ กับห้องที่เข้าไปฝึกทุกวัน ไม่ต่างอะไรจากคุกดีๆ นี่เอง!
ที่แน่นอนที่สุดก็คือ "อยากกลับบ้าน!"
ต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน? แล้ววันทำสัญญาอะไรนั่น เมื่อไหร่?
ถามอะไรไป ก็ไม่มีใครที่นี่ให้คำตอบพวกเขาได้ซักคน
...พวกผมยังเด็กนะคร้าบบบบ ยังต้องการการเที่ยวเล่น ต้องการเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน ย้ำ! รุ่นราวคราวเดียวกัน โดยเฉพาะสาวๆ ที่นี่มองไปทางไหนก็มีแต่คนวัยทำงาน และที่สำคัญ ต้องการชีวิตส่วนตัว!!!...
พอเข้าสัปดาห์ที่สอง แม็กซ์เริ่มออกลายอู้การฝึกบ่อยๆ เขาทั้งแกล้งเหนื่อย แกล้งป่วยสารพัด
ฮึ่ม...บังคับให้ฝึกอะไรตั้งหลายอย่าง แต่ไม่ยอมบอกเลยว่าฝึกไปทำไมเนี่ยนะ...
ในขณะที่เกรย์สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งใหม่ๆ ในห้องเรียนที่เขาสามารถทำได้ดี หลายครั้งที่เขานึกหมั่นไส้แม็กซ์ที่ทำตัวเหลาะแหละ โดยลืมไปว่าการฝึกเหล่านี้ทำให้เขาไม่ได้กลับบ้าน
...เอ้า เจ้าเด็กดื้อ ทำสำออยอีกแล้ว เมื่อวานท้องเสีย วันก่อนปวดหัว วันนี้อะไรอีกล่ะ?
เกรย์เหล่มองน้องชายที่ทำหน้าซีดเซียวเดินไปนั่งคู้ตัวมุมห้อง ขณะครูฝึกกำลังสอนการต่อสู้ด้วยมือท่าใหม่ๆ
"เป็นอะไรไปอีกล่ะ"
เขาเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วลูบหัวน้องชายเบาๆ อย่างเป็นห่วงเป็นใยสุดฤทธิ์ ทั้งที่ใจจริงอยากตบกะโหลกทุยๆ ของมันให้หายป่วยการเมืองซักป้าบ ...แต่ไม่ได้ ต่อหน้าครูฝึก รังแกน้องได้ไงล่ะ
แม็กซ์ได้ทีซุกหน้าลงบนไหล่ของพี่ชายอย่างออดอ้อน แล้วแผ่รังสีซึมเศร้าเรียกความสงสารสุดขีด
"พอที... ไม่เอาแล้ว... ฉันเบื่อ ฉันเหนื่อย ฉันอยากกลับบ้าน..."
เกรย์มองหน้าครูฝึกอย่างเกรงใจ
"ขอโทษนะครับ ขอผมคุยกับน้องชายก่อนได้มั้ย ซักสิบห้านาที"
ครูฝึกพยักหน้าอย่างใจดี แล้วออกจากห้องไป
ทันทีที่สิ้นเสียงปิดประตู เกรย์ก็คว้าหัวไหล่น้องชายให้หันมาประจัญหน้า แล้วบีบโดยแรงจนอีกฝ่ายนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
"โอ๊ยยยย"
แม็กซ์ร้องลั่น
"ฟังนะ โตๆ กันแล้วพูดให้รู้เรื่องสิ เขาบอกแล้วไงว่าพอถึงวันทำสัญญาเมื่อไหร่ก็จะปล่อยพวกเรากลับ ถ้านายไม่ตั้งใจเรียน พวกเราอาจไม่ได้กลับบ้านกันอีกเลยก็ได้"
เกรย์ยื่นหน้าเข้าไปประชิด แล้วดุด้วยเสียงลอดไรฟัน เพราะกลัวว่าหากเขาตะคอกน้องชายล่ะก็ กล้องวงจรปิดที่อยู่มุมหนึ่งของห้องจะจับอาการได้
"แล้วเมื่อไหร่ล่ะ... เมื่อไหร่จะถึงวันทำสัญญาบ้าบออะไรนั่น มีจริงรึเปล่าก็ไม่รู้"
แม็กซ์ทำปากจู๋ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
เกรย์ถอนหายใจ ...นั่นน่ะสิ เขาเองก็ระแวงอยู่เหมือนกัน...
แต่ประสบการณ์ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เขาเริ่มแน่ใจว่าสิ่งที่คนที่นี่บอกเขาไม่ใช่เรื่องโกหก ตอนนี้ทั้งคู่เชื่ออย่างสนิทใจว่าที่นี่คือโลกฝาแฝดต่างกาแล็คซี และร่างกายของพวกเขาก็มีคุณสมบัติพิเศษ
"ช่วยไม่ได้... ในเมื่อเราไม่มีอะไรที่จะต่อรองกับเขาได้เลย"
เด็กหนุ่มคนพี่คอตก มาก็มาตัวเปล่า... อาวุธจะไปสู้กับพวกนั้นก็ไม่มี ขัดขืนอะไรก็ไม่ได้ เพราะขืนขัดไปก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะกลับยังไง ตอนมาก็ไม่มีใครยอมเปิดปากเล่าให้ฟังเลยซักแอะ สงสัยคงกลัวพวกเขาหาทางหนีกลับกระมัง
"มีสิ!"
แม็กซ์ผุดยิ้มขึ้นมาอย่างร่าเริง
ขณะนี้สองพี่น้องนั่งไขว่ห้างกอดอกพิงพนักเก้าอี้อยู่ในห้องประชุมซึ่งเคยใช้คุยกับนายพลชารีมา ...และแน่นอนว่า ครั้งนี้คู่สนทนาของเขาก็ยังเป็นคนเดิม
"พวกท่านกล้ามาก ที่บังอาจเรียกข้ามาคุยในเวลายุ่งๆ แบบนี้"
ชายสูงวัยมาดขรึมในชุดเครื่องแบบเต็มยศเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"พวกเราต้องการเจรจา!!!"
แม็กซ์โพล่งขึ้นมาเสียงห้วน ฟังดูเหมือนแกนนำกลุ่มประท้วง
เกรย์เหลือบมองน้องชายที่แสดงออกเหมือนเด็กก้าวร้าวอย่างกลุ้มใจนิดๆ
"เอ่อ... จริงๆ พวกเราก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาของคุณหรอกนะครับ แต่พวกเรามีเรื่องคับข้องใจ และคิดว่าควรจะคุยกันให้เคลียร์... ไหนๆ พวกเราก็ต้องอยู่ที่นี่แล้ว..."
เด็กหนุ่มแก้บรรยากาศเอาเรื่องที่น้องชายปูเอาไว้ให้ผ่อนคลายลง
ก็อีกฝ่ายเป็นทหารนี่นา... เกิดไม่พอใจอะไรขึ้นมา ชักปืนยิงดับคาที่ล่ะก็ ไม่ต้องหวังเรื่องกลับบ้านอีกเลย
แม็กซ์เหล่พี่ชายอย่างหมั่นไส้
...เฮอะ... ทำไมต้องไปยอมพวกมันด้วย ขืนอ่อนน้อมอยู่เรื่อยแบบนี้ ไอ้พวกต่างดาวนี่ก็ได้ใจกันพอดี...
เกรย์เหมือนจะรู้ความคิดของน้องชาย เขาเหล่ตอบ
...ไอ้เด็กงี่เง่า... คนอย่างฉันยอมอ่อนให้พวกมันก็เพื่อสวัสดิภาพของเราทั้งคู่นะเฟ่ย...
วูบหนึ่งเหมือนมีกระแสไฟแล่นแปลบปลาบอยู่ระหว่างดวงตาของเด็กหนุ่มทั้งสอง
"เอ้า มีอะไรก็ว่ามา ข้าจะได้รีบไปทำงานต่อ"
นายพลชารีมาขัดขึ้น
"คือว่า... เราอยากให้คุณช่วยให้ความกระจ่างกับเราครับ"
เกรย์รีบแย่งแม็กซ์พูด
"เรามาอยู่ที่นี่ได้สัปดาห์กว่าๆ แล้ว แต่เราไม่รู้เลยว่า เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร เราต้องฝึกเพื่ออะไร แล้วเมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้าน"
นายพลชารีมาถอนหายใจเหมือนจะบ่นออกมาว่า "เรื่องนี้อีกแล้ว"
"อืม... ก็ได้... เพื่อให้พวกท่านรับการฝึกอย่างสบายใจ... ก่อนอื่นเหตุที่ข้าไปรับตัวพวกท่านมา ก็เพื่อมาฝึกเข้าหน่วยสู้รบพิเศษของกาแล็คซีเรา"
หน่วยสู้รบพิเศษ!?
"ทำไมถึงพิเศษล่ะครับ?"
เกรย์เอียงคอถาม
"เพราะไม่ธรรมดาน่ะสิ... สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ พวกท่านคงรู้ตัวดีแล้วสินะ ว่าร่างกายของพวกท่านไม่เหมือนคนธรรมดา ดังนั้น ท่านจึงเหมาะกับภารกิจพิเศษที่ไม่มีใครอื่นสามารถทำได้ ทั้งในโลกของท่านหรือแม้แต่ดาวของเรา"
"ภารกิจอะไรเหรอครับ"
นายพลลูบหนวดตัวเองช้าๆ แล้วจึงค่อยพูดออกมา
"มือปราบอวกาศ"
สองพี่น้องกระตุกมุมปากพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
...อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงทั้งปาก...
แม็กซ์หน้าบิดเบี้ยวกลั้นหัวเราะเต็มที่ ส่วนเกรย์รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามออกไป
"เด็กอย่างพวกเราเนี่ยนะครับ? จะไปเป็นมือปราบอะไรนั่นได้... บอกตรงๆ นะครับ อาชีพตำรวจหรือทหารอะไรเนี่ย ไม่เคยอยู่ในความคิดเลย"
นายพลชารีมาขมวดคิ้ว บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
"ฟังนะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ขืนรอถามความสมัครใจล่ะก็ ทั้งกาแล็คซีของเรา และโลกของพวกท่านคงพินาศก่อนพอดี พวกเราไม่อาจรอนับถอยหลังดูความหายนะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาได้หรอกนะ"
"ถ้าอย่างงั้น คุณก็ควรจะทำความเข้าใจกับเราตั้งแต่แรกสิครับ พูดอะไรก็ได้ โน้มน้าวอย่างมีศิลปะ ไม่ใช่ลักพาตัวกันมาดื้อๆ แบบนี้"
เด็กหนุ่มยังคงกล่าวแย้ง
"เรื่องนั้นพวกเราต้องขอโทษด้วย อันที่จริงเราประสานกับโลกของพวกท่านเอาไว้แล้ว เพียงแต่งานนี้ไม่สามารถให้รัฐบาลของประเทศใดๆ รู้เรื่องได้ เพราะจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการทหารทั้งของดาวเราและโลกของพวกท่านอย่างมหาศาล... เอาล่ะ ข้าตอบคำถามของพวกท่านแล้ว ต่อจากนี้หวังว่าพวกท่านคงจะยอมให้ความร่วมมือในการฝึกและปฏิบัติภารกิจในอนาคตอย่างสะดวกใจแล้วสินะ"
ชายสูงวัยทำท่าจะลุกจากเก้าอี้
"ไม่!"
แม็กซ์ขัดขึ้นเสียงดัง ทำเอานายพลถึงกับยกก้นค้าง
"อะไรอีกล่ะ!?"
เขานั่งลงอีกรอบแล้วถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเต็มที
"ที่พูดมาทั้งหมดว่าเพื่อความปลอดภัยของโลกเราด้วยเนี่ย คงไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานกันฟรีๆ ใช่มั้ย"
แม็กซ์ยื่นหน้าเข้าไปถาม สีหน้าของเด็กหนุ่มจริงจังสุดๆ
"หมายความว่ายังไง?"
...ตาแก่เอ๊ย... ไม่น่าโง่!
เด็กหนุ่มคนน้องหรี่ตามอง
ขณะที่ในสมองของนายพลผู้ทำหน้าที่ควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของกาแล็คซีมาเป็นเวลาหลายสิบปีครุ่นคิดแต่การพลีชีพ อุทิศตัวเพื่อคนหมู่มาก ดังนั้นเด็กหนุ่มทั้งสองน่าจะรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างสูงที่จะได้ปกป้องโลกของตัวเองให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ มิใช่หรือ
"ค่าจ้างไง!"
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองชายสูงวัยอย่างใสซื่อ และไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัว
เกรย์สังเกตเห็นนายทหารลูกน้องซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนายพลพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่
...ขอโทษเถอะ... ของแบบนี้ ซีเรียสนะคร้าบ... ขืนพวกเราโดนใช้ให้ฝึกหามรุ่งหามค่ำโดยไม่มีอะไรตอบแทน ก็ไม่ต่างจากติดคุกดีๆ นี่เอง
นายพลทิ้งตัวลงบนพนักหลังจากอึ้งไปสิบห้าวินาที
"เชื่อเขาเลย... จริงสินะ ขนาดทหารในกองยังมีเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง ข้าต้องขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้บอกพวกท่าน... อันที่จริงเราก็เตรียมไว้บ้างแล้วล่ะ เพียงแต่ที่ยังเงียบอยู่ก็เพราะอยากให้พวกท่านฝึกอย่างเต็มที่ไปก่อน ช่วงแรกสำคัญมาก ไม่อยากให้วอกแวก ดาวของเราเชื่อกันว่าเด็กไม่ควรถือเงินเยอะ เพราะจะเถลไถล อีกอย่าง... พวกท่านก็ยังไม่รู้จักวิธีใช้เงินในดาวของเรา..."
ชายสูงวัยแก้ตัวยืดยาว เขาเองก็เพิ่งจะรู้สึกเหมือนตัวเองเอาเปรียบผู้น้อยก็ตอนที่ได้ยินไอ้หนูพูดน้อยต่อยหนักนี่ทวงค่าแรงนี่แหละ
"เท่านั้นยังไม่พอ"
คนน้องได้ทีขี่แพะไล่
"มีเงินก็ต้องได้ใช้ ถูกมั้ย ไม่งั้นก็ไม่รู้จะเอาไปเพื่ออะไร... พวกเราขอวันหยุดที่จะได้ออกไปเที่ยวด้วย"
เกรย์ตะลึง... ไอ้เด็กนี่ทำไมเวลาอยู่กับเขาสองคนไม่ปากเก่งอย่างนี้นะ?
แต่ก็ช่างเถอะ... งานนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เขาเห็นด้วยกับน้องชายเต็มที่
"แต่เรื่องนั้น..."
ยังไม่ทันที่นายพลจะแย้งอะไร ก็มีเสียงดัง ตี๊ด เบาๆ ดังขึ้น
เสียงนั่นมาจากเข็มกลัดที่อกซ้ายของเครื่องแบบ
เขายกมือขึ้นแตะ
"ว่าไง?"
เสียงคนลอยออกมาเบาๆ ทว่าทั้งเกรย์และแม็กซ์ได้ยินอย่างชัดเจนเพราะห้องเงียบสนิท
"จักรพรรดินีเสด็จครับ"
สองพี่น้องมองหน้ากัน
...จักรพรรดินีเหรอ?...
ไม่ทันที่นายพลจะได้โต้ตอบอะไร ประตูห้องประชุมก็เปิดออกกะทันหัน
ทุกคนในห้องพากันสะดุ้ง
โดยเฉพาะนายพลถึงกับเด้งผึงลุกขึ้นยืนตรงทันที
ชายหนุ่มมาดขรึมสองคนเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาอยู่ในชุดเสื้อโค้ตหนังสีดำคอตั้งแบบเรียบๆ มีแถบผ้าสีแดงปักตราสัญลักษณ์ด้วยไหมสีดำพันรอบแขน ที่หน้าอกข้างซ้ายติดเข็มกลัดรูปสิงห์สวมมงกุฎ ใบหน้าพรางด้วยแว่นตาสีเดียวกับชุด บนศีรษะยังมีหมวกสีดำทรงเหมือนหมวกตำรวจ แถมยังใส่รองเท้าบู้ตสูงถึงเข่าทับกางเกงหนัง แม้จะดูรุงรังพิลึก แต่ก็ให้บรรยากาศที่ดูเท่สุดๆ ไปเลย
...หรือว่านี่คือ... พวกมือปราบอวกาศ?
คนหนึ่งผมสีดำสนิททำให้ผิวดูขาวจัด ส่วนอีกคนผมสีทองเป็นประกายดึงดูดสายตา ทั้งคู่ดูแล้วน่าจะอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ
ขณะที่ทั้งเกรย์และแม็กซ์กำลังอ้าปากหวอชื่นชมความงดงามแบบเคร่งขรึมของผู้ที่เข้ามาใหม่ ร่างระหงในชุดวันพีซสีงาช้างดูงามสง่าก็ปรากฏขึ้นระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง
เธอเกล้าผมสีดำสนิทเป็นมวยสูงเอียงข้างหนึ่งดูทันสมัย ใบหน้ารูปไข่ ผิวเนียนเรียบขาวผ่อง หน้าผากกว้าง คิ้วเรียวโก่งดุจคันศร ดวงตาเรียวยาว ล้อมรอบด้วยแพขนตางอน นัยน์ตาสีดำสนิทหากเป็นประการระยิบระยับดุจดวงดาวบนท้องฟ้าเดือนมืด จมูกโด่ง ทว่าดูอ่อนโยนเหมือนตุ๊กตาเด็กสาว ริมฝีปากอวบอิ่ม
เกรย์และแม็กซ์ทำตาโต ตกตะลึงไปหลายวินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกันว่า
"แม่!!!!"
ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเสียงอุทานของสองพี่น้อง ทุกคนหันไปทำโค้งทำความเคารพสุภาพสตรีสูงศักดิ์ที่เดินเข้ามา
"สมเด็จพระจักรพรรดินี... หากกระหม่อมทราบล่วงหน้าว่าพระองค์จะเสด็จ จะได้เตรียมต้อนรับ..."
"ไม่ต้องหรอกท่านนายพล"
...แม้แต่เสียงของพระนางยังเหมือน...
เด็กหนุ่มทั้งสองยังคงยืนอึ้ง
"ถ้าเราแจ้งให้ท่านทราบก่อน เราก็อดเห็นเด็กๆ ชาวโลกน่ะสิ ฮุฮุ"
นิ้วมือเรียวยกขึ้นปิดปากขณะหัวเราะคิกคัก
และในที่สุด สายตาก็มาหยุดที่เด็กหนุ่มทั้งสองซึ่งยืนแข็งทื่อราวต้องมนตร์สะกดเข้าจนได้
"อุ๊ยตาย... นั่นใช่มั้ย เด็กที่ว่า"
พระนางถลาเข้ามากอดเกรย์และแม็กซ์
"ต๊ายยยย... ลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ย ทำไมถึงได้หน้าตาน่ารักขนาดนี้"
...กะ... ก็ลูกของแม่นั่นแหละคร้าบ...
เกรย์และแม็กซ์แอบคิดในใจ
พระนางหันไปค้อนนายพลนิดหนึ่ง
"เพราะอย่างนี้สินะ ท่านถึงไม่ยอมให้เราได้พบพวกเขาซักที นายพลขี้งก!! ท่านก็รู้ว่าเราอาภัพเรื่องลูกขนาดไหน ท่านยังใจร้ายกับเราอีก"
จักรพรรดินีพูดเสียงเครือในตอนท้าย แล้วสะอื้นซิกๆ ซบอกเด็กหนุ่มทั้งคู่
นายพลชารีมากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
...ก็พระองค์เป็นซะอย่างนี้... ทั้งที่ยามปกติทรงเป็นนักปกครองที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและเหตุผล แต่พอเห็นเด็กน่ารักๆ ทีไร ต้องเข้าไปเอาอกเอาใจทุกที ขืนเป็นแบบนี้เสียการปกครองหมด...
"ไหน ขอแม่ดูหน้าพวกหนูชัดๆ หน่อยได้มั้ยจ๊ะ"
...นั่นไงล่ะ เพิ่งพบกันไม่กี่นาทีแท้ๆ เห็นเด็กคนไหนน่ารักก็เรียกตัวเองว่าแม่ไปหมด...
ทั้งสามคนจ้องหน้ากันและกัน
ทว่าเกรย์กับแม็กซ์จ้องอย่างงุนงงระคนจับผิดมากกว่า
...ให้ตายเถอะ พระนางหน้าเหมือนคุณแม่ยังสาวที่บ้านพวกเขายังกะแกะ... หรือจริงๆ แล้วแม่แอบมารับจ๊อบเป็น...!?
ในขณะที่จักรพรรดินีมองทั้งคู่ตาเป็นประกายด้วยความชื่นชมระคนเอ็นดู
...โอ... เด็กของโลกฝาแฝด... ทำไมน่ารักขนาดนี้หนอ... อยากได้มาอยู่ใกล้ชิดในวังจริงๆ...
เมื่อโดนจ้องด้วยสายตาชื่นชมออกหน้าออกตาจากหญิงสาวที่พวกเขาไม่แน่ใจว่าเป็นแม่ของตัวเองหรือไม่ ทั้งเกรย์และแม็กซ์ก็หลุดยิ้มเขิน
"อุ๊ยตาย... น่ารักจริงๆ ลูกแม่..."
พระนางจับคางของทั้งคู่เขย่าเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว แล้วหันไปหาชายสูงวัยที่แอบทำหน้าเอือมระอาลับหลัง
"ท่านจะให้ทั้งคู่เป็นมือปราบจริงเหรอ?"
"พะย่ะค่ะ"
นายพลตอบเสียงหนักแน่น
"ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว..."
ทันใดนั้นหยาดน้ำใสๆ ก็เอ่ออยู่ที่ขอบตาล่างของพระนางราวกับสั่งได้
"จะเอาเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักแบบนี้ไปฝึกหนักๆ อย่างทหารได้ไง..."
ทุกคนในห้องยกเว้นชายหนุ่มชุดดำสองคนพร้อมใจกันเบิกตาโพลง
...เด็กผู้หญิง...?
แล้วห้องก็ตกอยู่ในความเงียบไปสองนาที
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 12 Jan 2008 02:40:11 by ★ひまじん★