G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [7]

posted on 26 Nov 2007 21:42 by i-am-hima  in fiction

  * คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                หลังจากการเจรจาสามวัน เกรย์และแม็กซ์ก็ได้รับอนุญาตให้หยุดพักผ่อน

                แม้ใจจริงอยากจะกลับบ้าน แต่ตอนนี้พวกเขาตื่นเต้นที่จะได้ออกไปท่องเที่ยวข้างนอกมากกว่า

                ไกด์หนุ่มในคราวนี้คืออาจารย์เอลวิค ครูฝึกวิชาศิลปะป้องกันตัวแบบมือเปล่า ชายหนุ่มวัยสามสิบสี่ปี ร่างกายสูงใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแบบฉบับนักสู้ ดูแล้วเหมือนนักมวยมากกว่าครูฝึกในกองทัพ ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลเป็นที่คิ้ว หากแววตากลับดูใจดีและมีเสน่ห์

                เขาพาเกรย์และแม็กซ์ขึ้นรถ แล้วขับออกจากรั้วซึ่งเป็นกำแพงสูงสู่ตัวเมือง

                สองพี่น้องเพิ่งจะรู้ว่า สถานที่ที่เขาฝึกมาตลอดสองสัปดาห์นั้น แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ค่ายทหาร แต่เป็นศูนย์อบรมของหน่วยปฏิบัติการพิเศษแห่งราชอาณาจักร

                มิน่าเล่า... ถึงไม่ค่อยเห็นพวกทหารเท่าไหร่ มีแต่เจ้าหน้าที่ นักวิชาการ ครูฝึกที่เป็นทหารไม่กี่สิบคน แล้วก็ผู้บังคับบัญชาตำแหน่งใหญ่ๆ

                ตึกที่รถแล่นออกมาเป็นตึกกระจกรูปทรงประหลาด ทว่าไม่ใช่ตึกเดียวกับที่พวกเขาเคยเห็นก่อนหน้านี้ ทั้งคู่จึงสันนิษฐานว่าตึกนั้นอาจจะอยู่บนโลก

               "Great MOL"

                และก็เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่รู้ชื่อของอาณาจักรแห่งนี้จากป้ายของศูนย์อบรม

                "MOL เป็นชื่อเรียกดาวของเรา แต่ถ้าเรียก Great MOL จะหมายถึงอาณาจักรทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระจักรพรรดินี ซึ่งปัจจุบันคือทุกเขตการปกครองบนดาว MOL นั่นแหละ"

                ครูฝึกอธิบาย

                "อ้อ เกือบลืม... พวกนายอย่าพูดชื่อดาวออกไปง่ายๆ ล่ะ ปกติคนที่นี่จะเรียกกันว่า 'ดาวของเรา' ไม่พูดชื่อดาวหรือชื่ออาณาจักร"

                "ทำไมล่ะครับ"

                แม็กซ์ถามขึ้นบ้าง

                "อาณาจักรของพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงมีพระราชดำริว่า การยึดติดกับชื่อดาว หรืออาณาจักรอาจทำให้เกิดการแตกแยกได้ในภายหลัง พระนางต้องการให้ประชาชนหวงแหนในธรรมชาติ และความสงบของผืนแผ่นดินมากกว่าแนวคิดหรือเขตการปกครอง ดังนั้นไม่ว่าใครบนดาวดวงนี้ต่างก็เป็นชาวดาวกันทั้งนั้น ส่วนชื่อที่ตั้งก็เอาไว้เรียกเฉพาะเวลาจำเป็น"

 

                ระยะทางจากศูนย์อบรมถึงตัวเมืองห่างกันประมาณสามสิบนาที สองข้างทางเป็นสวนผักสลับกับสิ่งก่อสร้างเล็กๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่อยู่อาศัย

                "เดี๋ยวขอแวะรับสาวหน่อยนะ"

                เอลวิคพูดขึ้นขณะหยุดรถที่สี่แยก หลังจากเข้าเขตเมือง

                รถยนต์ส่วนตัวของเอลวิคดูคล้ายกับรถยนต์สปอร์ตของโลก แต่หัวดูแหลมกว่าเล็กน้อย การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างราบรื่น ตัวเครื่องไม่มีเสียง หน้าพวงมาลัยเป็นแผงควบคุมซึ่งใช้ระบบดิจิตอล มีแผนที่ซึ่งระบุตำแหน่งของรถ และสถานที่ที่จะไป

                เด็กหนุ่มทั้งสองซักนู่นซักนี่เมื่อเห็นสิ่งแปลกตาในรถ จึงได้รู้ว่ารถยนต์ที่นี่ไม่ใช้ทั้งแก๊สทั้งน้ำมัน แต่ใช้น้ำสะอาดแทน ไม่ปล่อยควันพิษ ไม่มีเสียง ไม่เกิดความร้อน และแทบจะไม่สั่นสะเทือนหากถนนไม่ขรุขระจริงๆ

                รถยนต์คันแรกบนดาวดวงนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเกือบสองร้อยปีแล้ว แต่กว่าจะได้นำออกมาใช้จริงๆ ต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาจนแน่ใจว่าไม่เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ต้องผ่านการพิจารณาจากสมเด็จพระจักรพรรดินีและคณะขุนนางในสภาอันศักดิ์สิทธิก่อนว่าจะไม่เกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมระดับอาณาจักร

                กว่าจะได้นำออกมาใช้ก็ต้องต้องมีการทดลอง และฟังเสียงตอบรับจากประชาชน ซึ่งใช้เวลาหลายสิบปี ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้ความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วอาณาจักร ควบคู่ไปกับติดตั้งระบบขนส่งมวลชนที่จำเป็นประเภทอื่นไปด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลโดยทั่วกัน

                เพราะฉะนั้น ถึงจะเรียกว่า "ในเมือง" แต่อากาศก็ยังบริสุทธิ์ อาณาจักรสูญเสียพื้นที่ป่าแต่ก็พยายามควบคุมไม่ให้เกิดมลภาวะเพิ่มขึ้น หากเทคโนโลยีใดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแม้เพียงนิดเดียว ก็จะถูกห้ามใช้ทันที หรือไม่ก็ถูกส่งกลับไปให้ศูนย์วิจัยพัฒนาต่อ

                แน่นอนว่าการปกครองเช่นนี้ ย่อมขัดกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด นายทุนหรือพ่อค้าที่ไม่พอใจนโยบายของสมเด็จพระจักรพรรดินีก็มีไม่น้อย และพระนางก็ไม่เคยง้อคนเหล่านั้นเสียด้วยสิ! การเติบโตที่รวดเร็วเกินไปของเมือง และการผลิตสินค้าเพื่อให้ค้าขายได้ในปริมาณมากและราคาถูกนั่นต่างหาก ที่จะทำให้ประชาชนชั้นล่างของพระนางยิ่งยากจนมากยิ่งขึ้น!!! ในขณะที่เหล่าผู้ผลิต พ่อค้าและนายทุนจะทวีความร่ำรวยจากผลกำไร และเมื่อพวกเขาร่ำรวยจนสามารถคานอำนาจของพระนางได้เมื่อไหร่... การปกครองทั้งหมดจะล่มสลาย...

                "ฟังดูเหมือนราชาธิปไตยปะทะทุนนิยมยังไงไม่รู้นะครับ"

                เกรย์ออกความเห็น

                เอลวิคชำเลืองด้วยหางตา แล้วยักไหล่

                "ฉันเคยฟังเรื่องของโลกพวกนายมาบ้างเหมือนกัน จะบอกอะไรให้นะไอ้หนู ไม่ว่าระบอบการปกครองแบบใดก็ตาม จะราชาธิปไตย สังคมนิยม ทุนนิยม หรืออะไรนะ... ประชาธิปไตยใช่มั้ย ...ถ้าผู้ที่อยู่สูงสุดไม่หยุดแค่การทำหน้าที่ แต่ริจะใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์จากคนในปกครองแล้วล่ะก็ ไม่ว่าระบอบใดก็ทำสังคมพังพินาศได้ทั้งนั้น"

                แม้จะเจ็บใจที่ฟังดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังดูแคลนโลกของพวกเขาอยู่ แต่เกรย์และแม็กซ์ก็ต้องยอมรับว่าบ้านเมืองที่นี่แม้ไม่มีตึกสูงบดบังท้องฟ้ากว้าง แต่ก็เจริญหูเจริญตาน่าอยู่จริงๆ

                "และถ้าประชาชนในอาณาจักรนั้นเกิดความโลภแล้วล่ะก็ ไม่ว่าการพัฒนาใดก็ไม่อาจเติมเต็มชีวิตพวกเขาให้มีความสุขได้หรอก จริงอยู่... ทั้งคนในโลกของพวกนาย และคนในดาวของฉันก็ต่างอยากร่ำรวยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายทั้งนั้น แต่ความร่ำรวยระดับไหนกันล่ะ ที่เรียกว่าเพียงพอ"

                เอลวิคหยุดรถหน้าบ้านทรงแปลกตาแต่ดูน่ารักหลังหนึ่ง

                "รออยู่นี่ก่อนนะ... เกรย์นายเถิบไปนั่งหลังไป ตุ๊กตาหน้ารถของฉันจะมาทวงที่คืนแล้ว"

                พูดจบก็ออกจากรถ เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น

                เกรย์ปีนไปนั่งที่เบาะหลัง เขากับแม็กซ์ชี้ชวนกันดูรอบๆ

                "ถึงที่นี่จะดูเหมือนโลกอนาคต แต่กลับรู้สึกเรียบง่ายยังไงก็ไม่รู้เนอะ"

                แม็กซ์พูดพลางเหม่อมองตึกซึ่งสร้างจากวัสดุผิวเรียบลื่น ดูคล้ายกระจก รูปทรงและสีแตกต่างกันไป

                "คนเยอะ แต่ไม่พลุ่กพล่าน รถเยอะ แต่ไม่วุ่นวาย รู้สึกสงบทั้งที่มีอะไรสิ่งทันสมัยอยู่เต็มไปหมด"

                เพราะสะอาด? เพราะต้นไม้เยอะ? ไม่มีป้ายรกๆ เลย? หรือเพราะเงียบ?

                ใช่แล้ว... เงียบ... เงียบอย่างประหลาด

                อาจเพราะไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงวิทยุก็เป็นได้

                มีแต่เสียงลม... เสียงนกร้อง... แล้วก็เสียงสัญญาณจราจรเพียงเบาๆ ที่ครูฝึกของพวกเขาบอกว่ามีไว้นำทางคนตาบอด


                เอลวิคกลับมาที่รถพร้อมสาวสวยผมดำอายุราวยี่สิบกว่าๆ เธออยู่ในชุดกระโปรงคลุมเข่าสีฟ้าอ่อนติดระบายดูน่ารักแบบผู้หญิง

                "อุ๊ย เนี่ยเหรอลูกศิษย์ของบีบี๋... หล่อชะมัดเลย"

                เธอหันมามองเกรย์กับแม็กซ์ที่เบาะหลัง แล้วถามเอลวิคซึ่งเพิ่งจะขึ้นมานั่งที่คนขับ

                "นั่นเกรย์คนพี่ นี่แม็กซ์คนน้อง ส่วนยัยผู้หญิงติงต๊องคนนี้ชื่อเนียรา แฟนฉันพวกนายห้ามยุ่ง"

                เอลวิคหันมาแนะนำให้ทั้งสามคนรู้จักกัน

                "บีบี๋"

                แม็กซ์ทวนสิ่งที่ได้ยินจากหญิงสาวเมื่อครู่

                ชายหนุ่มร่างใหญ่ถึงกับหน้าแดงถึงหูเมื่อได้ยิน เขาหันไปเขกหัวคนข้างๆ เบาๆ ด้วยความเขิน

                "บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกชื่อนี้เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น"

                "ว๊าย... บีบี๋ใจร้าย... ตัวออกใหญ่ อย่าใจแคบสิจ๊ะที่รัก ไม่เห็นเป็นไรเลย น่ารักดีออก บีบี๋ บีบี๋ บีบี๋"

                หญิงสาวยังล้อไม่เลิก ทั้งคู่ดูเหมือนเด็กทะเลาะกัน สองพี่น้องมองแล้วก็ยิ้มขำ

                "อาจารย์ไม่ให้เรียก งั้นมาเรียกผมแทนก็ได้นะครับ"

                แม็กซ์ยื่นหน้าเข้าไปเจ๋อ มองหญิงสาวตาเยิ้ม

                "ต๊ายตาย... เอาไงดีน้า"

                เนียราทำท่าลังเล

                เอลวิครีบผลักหน้าสวยๆ ของลูกศิษย์ออกด้วยฝ่ามือ ก่อนที่แฟนสาวของเขาจะเคลิบเคลิ้มกับการออดอ้อนจนน่าหมั่นไส้ของเด็กหนุ่ม

                "เงินพวกนายยังอยู่ที่ฉัน ถ้าอยากไปเที่ยวอย่างมีความสุขล่ะก็ อย่ามาทำรุ่มร่าม"

                พูดจบก็หันไปมองข้างหน้าแล้วออกรถ

 

                หลังจากนำรถไปจอด เอลวิคและแฟนสาวก็พาเด็กหนุ่มทั้งสองเดินเที่ยวในย่านร้านค้าของเมือง

                ที่นี่ไม่มีห้างสรรพสินค้า... ทว่าร้านต่างๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันจะถูกจัดให้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยมีร้านอาหารและของว่างกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

                เอลวิคสาธิตการใช้เงินให้เกรย์และแม็กซ์ดู

                "เงินที่ใช้ในเมืองมีอยู่สองประเภท นั่นคือเงินที่เป็นแผ่นกับเงินที่เป็นข้อมูล"

                เขาหยิบกระดาษสี่เหลี่ยมสีต่างๆ ซึ่งบนนั้นไม่มีรอยหมึกเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรูปโฮโลแกรมตราสัญลักษณ์และตัวเลขลอยขึ้นมา หากสังเกตดีๆ จะเห็นรอยนูนเป็นตุ่มๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของกระดาษแผ่นนั้น

                ระหว่างที่สองพี่น้องรับธนบัตรต่างดาวมาพิจารณา เอลวิคก็หยิบแถบหนังสีดำออกมาสองเส้น

                "ส่วนอันนี้เป็นแบบข้อมูล สายรัดข้อมือนี่เปรียบเสมือนกระเป๋าตังค์ของพวกนาย แถบสีเงินนี่มีไว้สำหรับสแกน เวลาจะจ่ายเงินนายก็ยื่นแถบสีเงินให้ที่ร้านยิงด้วยเลเซอร์ แล้วก็เอานิ้วโป้งข้างซ้ายไปแปะที่เครื่องเพื่อยืนยันรหัสด้วยลายนิ้วมือประมาณสามวินาที วิธีนี้ใช้ได้กับกรณีที่มีเงินในบัญชีเท่านั้น"

                อธิบายจบก็ดึงข้อมือเกรย์มาผูกสายรัดข้อมือให้ ส่วนอีกเส้นหนึ่งก็ยื่นให้เกรย์เอาไปผูกให้แม็กซ์ต่อ เพราะเนียราหันมาสะกิดให้เขาไปดูของร้านใกล้ๆ

                เมื่อกวาดตาดูรอบๆ ผู้คนที่นี่แต่งตัวกันหลายแบบหลายสไตล์ จนพวกเขารู้สึกว่าเสื้อยืดกางเกงขายาวกับแจ๊คเก็ตที่สวมอยู่ดูเชยไปถนัดตา

                สองหนุ่มหล่อเริ่มชวนกันเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ซื้อเสื้อกันอย่างสนุกสนาน แต่ก่อนที่พวกเขาจะซื้อเสื้อผ้า เอลวิคพาพวกเขามาซื้อกระเป๋าสะพายใส่ของก่อน เพราะร้านในเมืองจะไม่ให้ถุงถ้าไม่จำเป็น

 

                เอลวิค เนียรา และสองพี่น้องเดินเที่ยวกันเพลินตั้งแต่สายยันบ่าย

                ฟ้าที่สว่างสดใสในช่วงเช้า จู่ๆ ก็มืดครึ้มจนน่าใจหาย

                ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงไซเรนดังขึ้นพร้อมกันตามมุมอาคารต่างๆ ผู้คนที่เดินอยู่ตามท้องถนนพากันตื่นตระหนก วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น รวมไปถึงเอลวิคและเนียราด้วย

                "บ้าฉิบ... เครื่องรับสัญญาณจากหน่วยดันมารวนเอาตอนนี้"

                เขาคว้าข้อมือเล็กบางของแฟนสาว

                "พวกนายวิ่งตามฉันมา อย่าให้หลงล่ะ"

                พูดจบเขาก็เริ่มวิ่งผ่านความชุลมุนของฝูงชนซึ่งกำลังหาที่กำบัง

                เกรย์และแม็กซ์ออกวิ่งตามคำสั่ง

                ...โอ๊ะโอ... เกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย?

                ทั้งคู่ไม่มีเวลาพอแม้แต่จะนึกสงสัย เพราะฝีเท้าของครูฝึกรวดเร็วกว่าพวกเขาหลายเท่า

                ซักพักเนียราหกล้มลงเพราะฝีเท้าเธอไม่ทันแฟนหนุ่ม เอลวิคหันกลับมา แล้วดึงแขนเธอพาดบ่าให้ขึ้นมาขี่หลัง ก่อนออกวิ่งต่อไปอย่างรีบร้อน

                แม้คนบางส่วนจะวิ่งเข้าไปหลบในอาคารแล้ว แต่อาการตื่นตกใจจนต่างคนต่างวิ่งไปคนละทิศคนละทาง ทำให้ชุลมุนจนจับทางได้ยาก ตาลายไปหมด ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี

                ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มร้อน และแดงขึ้นเรื่อยๆ

                ได้ยินเสียงดังครืนก้องไปทั่วท้องฟ้ากลบเสียงไซเรนที่ยังร้องไม่หยุด

                พื้นสั่นสะเทือน...

                เกรย์เผลอแหงนหน้ามองขึ้นไป ท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือด!!

                เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาเกิดแสงสว่างส่องวาบไปทั่วเบื้องบน

                เขามองอะไรไม่เห็น นึกอะไรไม่ออก นอกจากคว้าตัวเด็กหนุ่มที่วิ่งอยู่ข้างๆ เข้ามากอดแนบอก แล้วกระโจนลงหมอบกับพื้นตามสัญชาตญาณ

                ร่างของทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นเข้าไปยังซอกเล็กๆ ระหว่างตึก

               

                บื้มมมมมมม!!!!

 

                บื้มมมมมมม!!!!

 

                บื้มมมมมมม!!!!

 

                เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท ตามด้วยมวลอากาศร้อนอ้าวที่ถาโถมเข้ามา พร้อมแรงสั่นสะเทือนจนไม่สามารถบังคับร่างกายได้

                เกรย์กระชับอ้อมกอดแน่น ทั้งที่ตัวของเขากลิ้งจากมุมนู้นมากระทบมุมนี้เหมือนลูกพินบอลที่ถูกดีดไปทางนู้นทีทางนี้ทีอย่างรุนแรง เขาตาลายจนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แบบไหน และกำลังกระเด็นไปทิศทางใด

                กระทั่งตัวเขาเริ่มอยู่กับที่เมื่อแรงสะเทือนเบาลง เขาพยายามลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เขาเห็นก็คือ...

                บนฟ้า... วัตถุคล้ายเศษกระจกจำนวนมากกำลังปลิวพุ่งลงมา...

                ไวกว่าความคิด เด็กหนุ่มพลิกกายขึ้นทับร่างในอ้อมกอด เขากระชับศีรษะของคนที่อยู่ข้างใต้ไว้แนบอก ขณะที่ตัวเองหลับตาแน่นเตรียมรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น

                เพล้ง เพล้ง เพล้ง เพล้ง...

                หนึ่งแผล... สองแผล... สามแผล... และตามด้วยอีกหลายรอยข่วนที่เขาสัมผัสได้ทางด้านหลัง

                ไม่เจ็บ... แต่รับรู้ว่ากระจกพวกนั้นกำลังตัดผิวเนื้อของเขาแยกออกจากกัน

               

                ไม่กี่นาทีต่อมา ความร้อนของอากาศและแรงสั่นสะเทือนบรรเทาลงจนเกือบสงบ

                แม็กซ์ขยับตัวช้าๆ เขาถูกร่างของพี่ชายกดทับแน่นจนตัวชาไปหมด

                เสียงผู้คนโวยวายร้องห่มร้องไห้แว่วมาแต่ไกล

                "อึ่ก..."

                เกรย์สะดุ้งเฮือกเมื่อพยายามจะเคลื่อนไหว เขาเพิ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง

                "เกรย์"

                แม็กซ์เรียกชื่อพี่ชายเสียงแผ่ว เมื่ออีกฝ่ายพยายามยันกายขึ้น

                "นะ...นาย... ไม่เป็น...ไรนะ..."

                เด็กหนุ่มกัดฟันถามพลางก้มลงมองใบหน้าซีดเผือดของน้องชายซึ่งมีเงาของเขาทาบทับอยู่

                แม็กซ์มองตอบด้วยดวงตาสั่นระริก แล้วยกหัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อสำรวจร่างกายของทั้งคู่

                เสื้อของเกรย์เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลอาบลงมาจากแผ่นหลังราวกับน้ำตก หยดน้ำเข้มข้นนั้นค่อยๆ รินหลั่งสู่ฝ่ามือขาวเนียนของเขา

                แม็กซ์ละสายตาจากมือตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายอีกครั้ง

                เกรย์ยิ้มบางๆ พลางยกแขนอันสั่นเทิ้มเช็ดน้ำตาที่อาบพวงแก้มใสของน้องชายด้วยหลังมือซึ่งถลอกปอกเปิก

                "เกรย์... ไม่... นายต้องไม่เป็นไรนะ... ช่วยด้วย..."

                แม็กซ์ดันตัวขึ้นนั่ง เขาเอนหลังพิงกำแพง ในขณะที่ศีรษะของเกรย์เลื่อนลงไปซบอยู่บนหน้าอกของเขา ยิ่งทำให้เขาเห็นสภาพอันน่าสยดสยองบนแผ่นหลังของพี่ชายได้ถนัดขึ้น

                "ช่วยด้วย... ทางนี้มีคนเจ็บครับ... ใครก็ได้..."

                แม็กซ์ตะโกนสุดเสียง เขาพยายามกลั้นสะอื้นสุดชีวิต

                "อาจารย์!!! อยู่แถวนี้รึเปล่าครับ... ช่วยด้วย!!!"

                เขาส่งเสียงพลางก้มลงมองพี่ชายอย่างลนลาน

                ดวงตาสีดำสนิทไร้ประกายคมกล้าโดยสิ้นเชิง เปลือกตาค่อยๆ เคลื่อนปิดลงทุกที

                "เกรย์... ไม่นะ นายต้องไม่เป็นไร ทนหน่อยเกรย์ อย่าหลับ! อย่าไปไหน! อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียว... โธ่เว้ย เกรย์!!! ลืมตาเซ่!!! ไอ้พี่ซาดิสต์"

                แม็กซ์เริ่มพล่ามไม่หยุด เสียงเขาสั่นด้วยความกลัวสุดขีด เขาจับหน้าของพี่ชายเขย่าไปมา

                ในขณะที่เกรย์เริ่มทนพิษบาดแผลไม่ไหว เขาได้ยินเสียงแม็กซ์ดังเหมือนอยู่ไกลแสนไกล

                "ไอ้พี่โหด... ไอ้หื่น... ไอ้บ้ากาม!!! ลืมตาขึ้นมาเซ่!! แกยังตายไม่ได้นะ ฉันยังไม่ได้เอาคืนแกเลย!!"

                เด็กหนุ่มโวยวายหนักยิ่งขึ้นเหมือนคนบ้า

                "ฮือๆๆๆ... ถ้าแกตายแล้วฉันจะมีหน้าไปบอกแม่ว่ายังไง ไอ้พี่เลว...ฮืออออ... อย่าเป็นอะไรนะ..."

                ...แม่เหรอ... คิดถึงแม่จังเลย...

                ความง่วงงุนเข้าจู่โจมสมองเต็มที่ แล้วสติของเกรย์ก็ดับวูบไป

                "ไม่นะ เกรย์!!! ไม่!!!"

                เด็กหนุ่มแผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง

                ไม่ได้... ขืนปล่อยไว้แบบนี้ล่ะก็!!!

                เขาใช้นิ้วอังที่ปลายจมูกของอีกฝ่าย

                นะ...นิ่งสนิท!!!

                ...บ้าจริง... นี่เขาทำอะไรอยู่ ลืมสนิทเลย คุณหมอเคยบอกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องหายใจ...

                ถึงจะรู้เรื่องนั้นดี แต่แม็กซ์ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ เขาปาดน้ำตา รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ แล้วจับร่างที่ไม่หายใจของเกรย์ขึ้นหลังอย่างทุลักทุเล

                โธ่เว้ย... เพราะไอ้พี่บ้านี่ตัวหนัก หรือเพราะเขาไม่มีแรงกันแน่นะ ก้าวขาไม่ค่อยออกเลย

                แม็กซ์เข่าอ่อนล้มลงนั่งกับพื้น เขากัดริมฝีปากล่างแน่น แล้วพยายามดันตัวเองขึ้นยืนอีกครั้ง

                ในเวลาเช่นนี้... ต้องตามหาอาจารย์... ไม่สิ... รถพยาบาล ใครก็ได้ที่จะช่วยเกรย์!!!

                "ฮือ... ฮือ... ฮือ..."

                เขาปล่อยโฮออกมาอย่างขวัญเสีย ขณะที่ขาก้าวเดินโซซัดโซเซต่อไปข้างหน้า ภาพความพินาศของเมืองทั้งเมืองที่เขาเดินเที่ยวอยู่เมื่อครู่ดูเลือนรางเหมือนภาพสีน้ำที่เปียกโชก


To be continued...

ตอนต่อไป |

 

edit @ 12 Jan 2008 02:41:38 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๋าเกรย์อย่าเป็นอะไรนะ

สงสารแม็กซ์จัง คงเสียขวัญน่าดู

ไรเตอร์อย่าโหดกับพวกน้องๆนักนะ

#1 By drakyuchi (58.137.93.130) on 2007-11-29 09:15