ลิขิตรักต่างมิติ [6]

posted on 28 Nov 2007 00:59 by i-am-hima  in fan-fiction

 

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                เด็กหนุ่มในฉลองพระองค์หรูหราสีน้ำเงินเข้ากับห้องนั่งเหม่อมองกวาดสายตาไปทั่วบริเวณนอกหน้าต่าง
                ...เฮ้อ... ช่างเป็นฝันที่ยาวนาน แถมยังเหมือนจริงอีกต่างหาก
                “พี่กอล์ฟนะพี่กอล์ฟ... ไหนสัญญาว่าจะอยู่กับเราทั้งคืนทั้งวัน นี่ก็ปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่โผล่หน้ามาอีก... รึว่าจะเขินที่เราจูบเมื่อเช้า?”
                นึกย้อนกลับไปทีไร ครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาทันที เสียดายชะมัด ไอ้คนตัวสูงใหญ่นั่นดันมาขัดจังหวะซะได้
                จากการประมวลข้อมูลทั้งหมดหลังจากเขาฟื้นขึ้นมาทำให้รู้ว่า เขาเป็นถึงเจ้าชายในอาณาจักรแห่งนี้ ส่วนกอล์ฟดำรงตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทอันดับหนึ่ง
                เอาล่ะ... ต่อไปนี้คงต้องทำความคุ้นเคยกับราชาศัพท์ซะแล้วสินะ
                เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสติของเด็กหนุ่ม
                “เข้ามาได้”
                เขาเปล่งเสียงอนุญาต
                ...รู้สึกยิ่งใหญ่ยังไงไม่รู้แฮะ...
                มหาดเล็กเดินเข้ามาในห้องอย่างกริ่งเกรง
                “ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ ที่มาขัดเวลาส่วนพระองค์เช่นนี้... ท่านเสนาบดีพลานุมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
                ไมค์ได้แต่กระพริบตาปริบๆ ตอนแรกเขานึกขัดใจท่าทีหวาดกลัวของมหาดเล็ก แต่หลังจากนั้นเขางุนงงกับชื่อของคนที่มาเยือนมากกว่า
                ...เสนาบดีพลานุ? ใครอ่ะ? แล้วเขาควรจะรับมือยังไง?...
                เอาเถอะ เราเป็นถึงเจ้าชายนี่นา ต้องมีแต่คนเกรงใจอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ลองพบดูซักครั้ง
                “ได้สิ”
                เขาตอบกลับไปสั้นๆ ทว่ามหาดเล็กนายนั้นยังอิดออดอีกเล็กน้อย
                “คือว่า... ท่านเสนาบดีรออยู่ที่ห้องรับรองชั้นล่างพะย่ะค่ะ”
                หือ? ห้องรับรองชั้นล่าง?
                ขณะที่มหาดเล็กจะออกจากห้องไปนั้นเอง
                “เอ่อ... ฉัน... เอ่อ... ข้ายังรู้สึกเพลียๆ ใครก็ได้ช่วยพยุงไปที”
                ขืนเดินไปคนเดียวได้หลงอยู่ในปราสาทของตัวเองแหงๆ

                เมื่อไปถึงห้องรับรอง ชายสูงวัยรูปร่างสูงใหญ่พร้อมด้วยผู้ติดตามนั่งรออยู่แล้ว เขาลุกขึ้นถวายความเคารพเมื่อเด็กหนุ่มเดินเข้าไป
                “พระวรกายเป็นอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ”
                ผู้ถูกถามพินิจพิจารณารูปร่างหน้าตาของอีกฝ่าย
                รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ที่มีคนอาวุโสกว่ามากมาก้มหัวให้แบบนี้
                “ก็... ดีขึ้นแล้วล่ะ”
                ตอบพลางทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้
                “การล้มป่วยของพระองค์ในตอนนั้นเบี่ยงความสนใจเรื่องการสลับตัวองค์รัชทายาทได้ดี ว่าแต่องค์ชายพิชญะไม่ได้ทรงสงสัยอะไรใช่มั้ยพะย่ะค่ะ”
                เด็กหนุ่มสะดุดหูกับถ้อยคำของคนตรงหน้า
                อะไรกัน? สลับตัวองค์รัชทายาท? กอล์ฟไม่สงสัย? สงสัยอะไร?
                “เอ่อ... ก็... ไม่เห็นพูดอะไรเลย”
                เขาตอบแก้เก้อ ลองคล้อยตามต่อไปอีกหน่อย คงรู้รายละเอียดมากขึ้น
                “โชคดีที่คนของเราซึ่งถูกจับได้ชิงดื่มพิษฆ่าตัวตายเสียก่อน...”
                ดื่มพิษฆ่าตัวตาย? เฮ้ย!!! นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะ
                “กระหม่อมสงสัยยิ่งนัก ว่าแสงสีรุ้งจากคริสตัลตอนนั้นคือแสงอะไร”
                “เดี๋ยวก่อน... ท่าน... เอ่อ... (ท่านอะไรก็ช่างเถอะ) ท่าน... ผม เอ๊ย ข้า คือว่า... เพิ่งฟื้นขึ้นมาน่ะ เลยยังจำอะไรไม่ค่อยได้ ท่านช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยได้มั้ย”
 

                หลังจากพลานุเล่าเรื่องในพระราชพิธีจบ เด็กหนุ่มก็เริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ ทว่าสังหรณ์ใจแปลกๆ กลับค่อยๆ ผุดขึ้นพร้อมกับความจริงที่เริ่มกระจ่าง
                กระทั่ง...
                “จักรพรรดิจึงทรงตัดสินพระทัยว่าจะเสด็จประพาสทางเหนือเป็นเวลาหนึ่งเดือนพะย่ะค่ะ ระหว่างนี้ เราคงมีเวลาไม่มากนักที่จะจัดการกับองค์ชายพิชญะ”
                “จัดการองค์ชายพิชญะ?”
                กอล์ฟเนี่ยนะ? จัดการอะไร?
                เสนาบดีพยักหน้าเมื่อเห็นอีกฝ่ายเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
                “ครั้งนี้เราจำเป็นต้องกระทำอย่างเร่งด่วน เพราะฉะนั้นที่พระองค์เคยรับสั่งให้จับตัวมาเพื่อฆ่าเองกับมือ... กระหม่อมคงต้องขอไว้เช่นกัน”
                “หมายความว่า...”
                หมายความว่าก่อนหน้านี้องค์ชายพิรัชต์ซึ่งก็คือตัวเขา คิดจะฆ่ากอล์ฟองค์ชายพิชญะงั้นสิ?
                “หมายความว่าพวกของกระหม่อมคงต้องปลงพระชนม์องค์ชายพิชญะไงล่ะพะย่ะค่ะ...”


                ไมค์ฟังเสนาบดีสนทนาต่ออีกเล็กน้อย ก็ขอตัวกลับมาพักผ่อน
                เขาพยายามเก็บอาการช็อคของตัวเองอย่างเต็มที่ ปั้นใบหน้าให้นิ่งเฉยที่สุดทั้งที่ในใจอยากจะตะโกนด่าตาเฒ่าเจ้าแผนการตรงหน้าใจจะขาด ที่บังอาจคิดฆ่าสายเลือดเดียวกันของเขา
                ร่างสูงทรุดตัวนั่งริมหน้าต่างอย่างหมดแรง
                ขณะที่มหาดเล็กซึ่งเดินมาส่งกำลังจะปิดประตูออกไปนั้นเอง
                “เดี๋ยวก่อน...”
                อีกฝ่ายถึงกับชะงัก อาการหวาดกลัวแล่นเข้ามาจนออกทางสีหน้า
                ...เอาอีกแล้ว... คนในปราสาทนี้ ทำไมถึงไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาสักคน
                “เจ้า... ชื่ออะไรนะ?”
                “บดินทร์พะย่ะค่ะ”
                “เอ้อ บดินทร์... เจ้าอย่าไปบอกใครนะ คือว่า ข้าตื่นขึ้นมาแล้วหลงๆ ลืมๆ เจ้าพอจะช่วยเล่าเรื่องของข้าอย่างละเอียด... เอ่อ... เอาเท่าที่อยากพูดก็ได้ ช่วยบอกข้าที... ไม่งั้นข้าแย่แน่”
                “พระองค์... ความจำเสื่อมหรือพะย่ะค่ะ?”
                มหาดเล็กหนุ่มถามอย่างกริ่งเกรง
                “ก็... ไม่เชิงหรอก ก็ยังพอจำได้ลางๆ แต่บางทีข้าก็รู้สึกเหมือนข้าลืมบางอย่างที่เกี่ยวกับตัวเองไป”
                จริงๆ แล้วไม่รู้อะไรเลยต่างหาก... แต่กลัวคนอื่นๆ จับพิรุธได้ ยิ่งแน่ใจว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่องคอขาดบาดตายของพี่ชายผู้เป็นที่รักด้วยแล้ว หากไม่ทำเนียนไปก่อนล่ะก็ สิ่งที่ควรจะรู้คงชวดหมดอย่างแน่นอน

 

                “เสด็จพี่...”
                เสียงใสๆ เรียกจากด้านหลัง ขณะที่เขากำลังจะก้าวขาขึ้นรถม้า เมื่อหันกลับไปดูก็พบร่างเล็กๆ ของเด็กชายราวสิบปีวิ่งกระหืดกระหอบตามเขามา
                “ทรงสัญญากับน้องแล้วนะพะย่ะค่ะ ว่าจะเสด็จมาเล่นด้วยกันอีกตอนบ่าย”
                เสียงเล็กๆ กล่าวทวงแทนคำบอกลา
                พิชญะทรุดตัวนั่งยองๆ ลงตรงหน้าแล้วยื่นนิ้วก้อยออกไป
                “อื้ม... พี่สัญญา พี่จะกลับมาเล่นกับเจ้าตลอดบ่ายนี้เลย”
                “องค์ชายพะย่ะค่ะ” เสียงมหาดเล็กขัดขึ้น “ท่านราชครูรออยู่นะพะย่ะค่ะ”
                เด็กน้อยส่งสายตาละห้อยราวกับจะร้องไห้เมื่อเห็นพี่ชายลุกขึ้นยืนโดยไม่ทันที่นิ้วก้อยเล็กๆ จะได้เกี่ยว ฝ่ามือใหญ่ข้างนั้นเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือมาจับที่กลางกระหม่อมของเขาแทน แล้วร่างสูงของพี่ชายก็ขึ้นรถม้ากลับวังของตัวเอง

                ทั้งที่สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ... ทว่าตลอดบ่ายนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าพี่ชายคนนั้นจะกลับมาหา

                “ฮือ... ปล่อยนะ เราจะไปหาเสด็จพี่”
                ร่างเล็กดิ้นสุดกำลังขณะถูกเหนี่ยวรั้งด้วยมือใหญ่ขององครักษ์
                “ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ แค่พระองค์หนีออกมาแบบนี้ หัวของพวกกระหม่อมก็เสียวว่าจะหลุดจากบ่าแล้วนะพะย่ะค่ะ”
                ก่อนหน้าที่จะโดนจับไม่กี่นาที องค์ชายตัวน้อยแอบหนีออกมาจากปราสาทของตัวเอง แล้วเดินทางด้วยเท้าจนมาถึงวังของผู้เป็นพี่
                “เสด็จพี่สัญญากับเราแล้ว ว่าจะเล่นด้วยกันตลอดบ่าย นี่ก็จะค่ำอยู่แล้ว ทำไมยังไม่เห็นมา”
                เสียงเด็กน้อยแผดลั่น สองข้างแก้มเปรอะไปด้วยน้ำตา
                “องค์ชายพิชญะทรงซ้อมดาบอยู่พะย่ะค่ะ ขืนเข้าไปตอนนี้...”
                ทันใดนั้น เงาของร่างสูงใหญ่ก็เข้ามาทาบทับร่างของเด็กน้อยที่ยังดิ้นไม่เลิก
                “เอะอะอะไรกัน... ทำไมพิรัชต์มาอยู่ที่นี่”
                สุรเสียงเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนเด็กน้อยถึงกับหยุดร้องไห้ในทันที
                “เสด็จพ่อ... ลูกจะเข้าไปหาเสด็จพี่พะย่ะค่ะ”
                เจ้าตัวเล็กรีบบอกอย่างฉะฉาน
                “คือ... องค์ชายพิรัชต์ทรงอยากเข้าเฝ้าพระเชษฐามาก ถึงขนาดทรงวิ่งออกมาด้วยพระองค์เองเลยพะย่ะค่ะ”
                องครักษ์รีบระล่ำระลักรายงานอย่างกลัวความผิด
                ร่างสูงของจักรพรรดิหนุ่มนั่งยองๆ ข้างหน้าโอรสคนเล็ก
                “เจ้ามีธุระอะไรกับพิชญะงั้นรึ”
                “เสด็จพี่สัญญาว่าจะมาเล่นกับลูกตอนบ่ายพะย่ะค่ะ”
                คำตอบนั้นทำให้สีพระพักตร์อ่อนโยนของจักรพรรดิหนุ่มหายไปในพริบตา
                “เหลวไหล หากเจ้ามีเวลาว่างขนาดวิ่งตามหาพี่ชายเพียงเพื่อเล่นสนุกล่ะก็ กลับไปท่องประวัติศาสตร์นิธิไพศาลเสียเถอะ”
                พูดจบก็หันไปยังองครักษ์
                “พาลูกข้ากลับวังได้แล้ว... และถ้าพรุ่งนี้ยังอ่านประวัติศาสตร์ยุคกลางไม่จบล่ะก็ เราจะไม่อนุญาตให้พิชญะแวะไปกินอาหารเช้าด้วยอีก”

 

                เด็กหนุ่มวัยสิบสองปีเดินอย่างรีบร้อนไปยังห้องชั้นบนของปราสาท
                เขายืนหน้าประตูซึ่งเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง เมื่อมองลอดเข้าไปก็พบว่าทั้งห้องมืดสนิท มีเพียงเงาตะคุ่มของร่างเล็กผู้เป็นเจ้าของนั่งหันหลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
                ก่อนที่เขาจะเดินขึ้นมา นางข้าหลวงรายงานว่าอนุชาของเขาไม่ยอมพูดคุยกับใครตั้งแต่กลับมาแล้ว
                เขารู้ดีว่าสาเหตุนั้นมาจากอะไร
                กี่ครั้งแล้วนะ... ที่เขาผิดสัญญากับคนตัวเล็กที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกรอบประตู
                และกี่ครั้งแล้ว... ที่เขาสัญญาอะไรพล่อยๆ ออกไป
                แต่ว่า... ทุกครั้งที่เขาเห็นแววตาออดอ้อน ขอความรักความห่วงใยจากเด็กคนนั้น ทำให้เขาอดพูดออกไปไม่ได้ว่าจะอยู่ด้วยกัน
                เด็กหนุ่มกำลังจะก้าวเข้าไปในห้อง ทว่าเสียงหนึ่งท้วงขึ้นมาจากทางด้านหลัง
                “องค์ชายพิชญะ... จักรพรรดิทรงสั่งให้เข้าเฝ้าตอนนี้เลยพะย่ะค่ะ”
                เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อย... ไหนๆ ก็มาแล้ว เขาควรจะเข้าไปง้อเด็กน้อยที่รอคอยเขาอยู่เสียหน่อย
                แต่หากเข้าไปล่ะก็... เขาต้องใช้เวลากับเจ้าตัวเล็กนั่นนานแค่ไหน? ที่สำคัญเขาไม่ควรปล่อยให้เสด็จพ่อรอนาน
                และสุดท้ายองค์ชายพิชญะก็ต้องตัดใจกับห้องตรงหน้า เขาหันหลังกลับแล้วเดินลงบันไดเพื่อออกจากปราสาทไป


                ดวงตาเรียวสวยกระพริบถี่ แพขนตางอนยาวทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดุจรูปสลักสวยหวานขึ้นจนแยกไม่ออกเลยว่านี่คือบุรุษหรือสตรี
                เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า
                ...นี่เขาหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่...
                แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้เขารู้ว่าเลยเวลาหัวค่ำแล้ว
                “ไม่ได้ฝันแบบนี้มานานแล้วสินะ”
                เขาบ่นกับตัวเอง
                ระยะนี้เขาเครียดกับเรื่องใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน และการเกี่ยวก้อยกับน้องชายเมื่อเช้า คงเรียกความทรงจำเก่าๆ ของเขาให้ชัดเจนขึ้นมา
                เกี่ยวก้อย...
                บ้าชะมัด... ผิดสัญญาอีกแล้วหรือนี่?
                เขาผุดลุกขึ้น รีบเดินออกจากห้องทรงพระอักษร แล้วบอกให้มหาดเล็กเตรียมรถม้าทันที

                เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ถึงปราสาทซึ่งสองสามวันนี้ย่างเหยียบเข้ามาบ่อยๆ
                ร่างสูงเดินมุ่งตรงไปยังห้องนอนของน้องชาย
                ป่านนี้จะยังรอเขาอยู่รึเปล่านะ? ...เด็กคนนั้น
                และเมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าห้องทั้งห้องมืดสนิท...
                แสงจันทร์ที่สาดเข้ามา ส่องให้เห็นร่างที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราบนเตียงใหญ่
                พิชญะเดินเข้าไปนั่งที่ขอบเตียงอย่างเงียบๆ เขามองใบหน้าสวยที่หายใจเป็นจังหวะอย่างเอ็นดู ก่อนเอื้อมมือไปลูบเส้นผมนิ่ม แล้วเอนตัวลงนอนตะแคงข้างๆ กาย
                “พิรัชต์... ต่อให้เจ้าโกรธแค้นจนอยากจะฆ่าพี่แค่ไหน แต่รู้มั้ยตอนที่เจ้าหยุดหายใจ พี่แทบจะอกแตกตายตามเจ้า วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ... อย่าจากพี่ไปแบบนั้นอีก...”
                กระซิบพลางพิศหน้าน้องชายยามหลับใหลอย่างเพลิดเพลิน

 

 

                “เอาล่ะ... ฉัน เอ๊ย กระหม่อมว่าเรามีเรื่องต้องตกลงกัน”
                กอล์ฟพูดเสียงเครียดขณะเดินเข้ามาในห้องน้องชายหลังจากล้างจานเสร็จ
                สุดท้ายเขาต้องต้มมาม่าซองสุดท้ายที่เหลือในครัวกินเป็นมื้อเย็น แต่ก็ยังไม่วายโดนคนแปลกน้าในร่างน้องชายแย่งไปเกือบครึ่งชามเพราะกลิ่นหอมยวนยั่ว
                “ฮ่าๆๆๆๆ ไอ้นี่สนุกชะมัดเลย มีให้อ่านอีกมั้ย”
                และไอ้คนตัวใหญ่เจ้าปัญหาก็นอนหัวเราะร่าขณะอ่านหนังสือการ์ตูนที่เพิ่งค้นพบในตู้
                “ไมค์... ไม่ใช่เวลาอ่านการ์ตูนของนายนะ อีกไม่นานก็ใกล้สอบแล้ว...”
                เออ... ลืมไป ตอนนี้น้องตูเป็นบ้าอยู่นี่หว่า พูดไปก็คงไม่รู้เรื่อง
                เด็กหนุ่มทำใจดีสู้เสือ เข้าไปยืนใกล้ๆ
                “มีอีกสิ เดี๋ยวฉัน เอ๊ย กระหม่อมจะไปเอามาให้ แต่ขอพูดอะไรกับฝ่าบาทหน่อย”
                องค์ชายพิรัชต์ในร่างของไมค์วางหนังสือตรงหน้า แล้วหันมามองด้วยสายตาคมกริบทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย
                “คือว่า... กระหม่อมไม่รู้หรอกนะ ว่าฝ่าบาทมาจากไหน แล้วมาเป็นไมค์ได้ไง... แต่... ข้อหนึ่ง น้องชายของกระหม่อมต้องสอบอีกสองสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้น... ช่วยอ่านแล้วท่องจำไอ้กองนั้นให้หมดเลยได้ป่ะ”
                อันที่จริงเขาไม่ได้สนใจเรื่องเรียนของน้องชายซักเท่าไหร่ เพียงแต่พอเข้ามาแล้วเห็นอ่านการ์ตูนอยู่มันเลยอดไม่ได้
                “หือ? สอบ? เรื่องเพ้อเจ้อพรรค์นั้นเนี่ยนะ?”
                “ขอรับกระผม... เรื่องเพ้อเจ้อพรรค์นั้นแหละขอรับ”
                กอล์ฟเหงื่อตก
                “เป็นการลงโทษในคุกสินะ”
                องค์ชายทำเสียงปลงๆ
                “ขอรับกระผม”
                เอาไงเอากัน ยังไงก็ต้องดึงชีวิตประจำวันปกติกลับมาให้ได้
                พิรัชต์เบ้หน้า หยิบหนังสือเรียนขึ้นมา แล้วพลิกดู
                “อย่างที่สองก็คือ... เลิกแทนตัวเองว่า ‘ข้า’ เสียที ต่อไปนี้เรียกตัวเองว่า ‘ฉัน’ แต่กับผู้ใหญ่ไม่ว่าใครก็ตามแทนตัวเองว่า ‘ผม’”
                “เฮ้ออออ... ยุ่งยากชะมัด”
                ไอ้ราชาศัพท์ที่นายทำให้ฉันต้องหัวปั่นอยู่ตอนนี้ยุ่งยากกว่าหลายเท่าเฟ้ย
                กอล์ฟเหล่ท่าทางหยิ่งผยองของอีกฝ่าย หมอนี่ดูยังไงก็ไม่ใช่ไมค์โดยสิ้นเชิง ถึงตัวจะเป็นของไมค์ก็เถอะ
                “ถ้ายุ่งยากนักก็แทนตัวเองด้วยชื่อไปเลย ไหนลองเรียกตัวเองซิ ว่า ‘ไมค์’”
                “ไมค์”
                อีกฝ่ายลองเรียกตาม
                “หึย... ขนลุกเป็นบ้า ผู้ชายที่เรียกชื่อตัวเองเวลาคุยกับคนอื่นมันไม่ดูจุ๋มจิ๋มไปหน่อยเหรอ”
                ...นายจะบอกว่าโนเนะงั้นสิ?
                “ไม่นี่ ฉันก็พูดแบบนั้นบ่อยๆ ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”
                “ก็เจ้ามันหน้าตาหมดจดยังกับผู้หญิง... ถ้าเอาแว่นประหลาดนั่นออกจากหน้าอ่ะนะ ก็พูดได้ไม่รู้สึกขัดน่ะสิ”
                กอล์ฟสั่นเทิ้มขึ้นมาเล็กน้อย หนอย... พูดไม่ได้ดูหน้าตัวเองเล้ยยยย หมอนี่
                “ช่างเถอะ เอาตามนี้แล้วกัน อ้อ แล้วก็เลิกเรียกคนอื่นว่า ‘เจ้า’ ได้แล้ว เรียกคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันว่า ‘นาย’ แล้วจงเรียกฉันว่า ‘พี่กอล์ฟ’”
                “พี่กอล์ฟงั้นรึ? ชิ”
                อีกฝ่ายทำสายตาเหยียดหยามเต็มที่
                “มีปัญหาอะไร”
                กอล์ฟเหล่ ทว่าอีกฝ่ายไม่ตอบอะไรนอกจากเบ้ปาก
                ไม่ใช่จะไม่รู้... เขาเดาได้ว่าหมอนี่มีพี่ชายหน้าตาเหมือนเขา แถมยังเกลียดสุดๆ จนถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกัน ไม่งั้นคงไม่ออกแรงบีบคอขนาดนั้นแหงๆ
                จะสาเหตุอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้ต้องขายผ้าเอาหน้ารอดก่อน พรุ่งนี้มีงานถ่ายแบบซะด้วย
                “นี่... จะบอกให้นะ ที่นี่ไม่ใช่จักรวรรดินิธิไพศาลอะไรนั่นของนาย เพราะฉะนั้นช่วยทำตัวสงบเสงี่ยม และเชื่อฟังคาสั่งของฉันด้วย เข้าใจมั้ย?”
                สายตาของอีกฝ่ายประท้วงขึ้นมาทันที
                “แล้วทำไมข้าต้องทำตามคำสั่งของไอ้คนที่หน้าเหมือนคนคนนั้นด้วยล่ะ”
                “เพราะมันคือการลงโทษ นายบอกเองนะว่าที่นี่คือคุก ไม่มีคุกที่ไหนอยู่ได้อย่างสบายๆ หรอก”
                กอล์ฟได้ทียกคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้าง
                ได้ผล องค์ชายพิรัชต์เงียบไป แต่ดูแล้วเหมือนเงียบต่อต้านมากกว่า
                “เอ่อ... คืนนี้จะให้ฉันมานอนเป็นเพื่อนมั้ย”
                กอล์ฟแกล้งถามหยั่งเชิง ทั้งที่ใจจริงเขาไม่คิดจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีแบบนั้นเลย
                “ไม่ต้อง พูดจบรึยัง ถ้าจบแล้วก็ไปให้พ้นๆ ซะที ข้าไม่อยากเห็นหน้าตาอย่างเจ้า”
                กอล์ฟถอนหายใจเฮือกใหญ่
                “ไม่ใช่ ‘ข้า’ แต่เป็น...”
                “เออ... ไมค์ก็ไมค์ ไมค์ไม่อยากเห็นหน้าตาอย่างพี่กอล์ฟ พอใจรึยัง?”
                วูบหนึ่งเด็กหนุ่มรู้สึกใจหายขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกจากปากน้องชาย
                บ้าชะมัด... ถ้าคนคนนี้ไม่ใช่ไมค์ภาคสมองเพี้ยน แต่เป็นคนอื่นที่เข้ามาอยู่ในร่างของไมค์จริงๆ ล่ะก็... แล้วไมค์ตัวจริงล่ะ? หายไปไหน?
                แน่ล่ะว่าถึงเขาจะไม่ได้รักน้องชายอย่างที่น้องชายคิดกับเขา แต่ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นน้องแท้ๆ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
                ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้า... มันเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
                “งั้นฉันไปก่อนนะ... อ้อ อย่าลืมกินวิตามิน แล้วก็ทาครีมก่อนนอนด้วยล่ะ”
                พูดจบก็เดินออกจากห้อง
                “เฮ่... เดี๋ยวก่อนสิ”
                เด็กหนุ่มชะงักขา
                “วิตามินอะไร ครีมอะไร ไม่เห็นรู้เรื่อง”

                สุดท้าย... เขาก็ต้องมานั่งบริการเสริมความงามให้กับน้อง (องค์) ชายสมองเพี้ยนหลังจากอาบน้ำเสร็จ
                ...ถ้าไม่ใช่เพราะพรุ่งนี้ถ่ายแบบกลัวจะโทรมนะ ไม่ทำให้เด็ดขาด...
                กอล์ฟพอกหน้าด้วยครีมโยเกิร์ต ขณะที่มือป้ายลงไปในกระปุก แล้วเชยคางของคนตรงหน้าเพื่อทาสารพัดเจล ครีมและโลชั่นให้
                โยเกิร์ตกลิ่นผลไม้ ทำให้องค์ชายสูดหายใจฟุดฟิด แล้วยื่นหน้าเข้ามาดมใกล้ๆ
                “เฮ้ย... จะทำอะไรน่ะ”
                กอล์ฟรีบผลักใบหน้าที่ตัวเองเพิ่งทาครีมให้ออกห่าง
                “เปล่า แค่สงสัยว่ากลิ่นอะไร น่าอร่อยดี”
                เมื่อกี้ก็เขมือบข้าวไปสองจานกับมาม่าอีกครึ่งถ้วย ยังไม่อิ่มอีกรึไง ไอ้น้องคนนี้
                “โยเกิร์ตน่ะ ม๊าบอกว่าทำให้ผิวหน้านุ่ม”
                “ม๊า?”
                “ก็แม่ไงเล่า... ที่นี่เรียกแม่ว่า ‘ม๊า’”
                “เหรอ”
                พูดจบก็เอานิ้วป้ายที่แก้มคนตรงหน้าแล้วใส่ปาก
                “แหวะ... อะไรเนี่ย เจ้า... เอ๊ย... พี่กอล์ฟเอานมเน่ามาทาหน้าเรอะ!!!”
                “เขาเรียกว่า ‘โยเกิร์ต’ เฟ่ย”
                “โยเกิร์ตอะไรกัน นี่มันนมเน่าชัดๆ ใครเอาของแบบนี้มาถวายมีหวังคอขาดแน่”
                “โอ๊ยยยยย แล้วใครใช้ให้กินเล่า ฉันกำลังพอกหน้าอยู่ นายเล่นเอานิ้วมาป้ายแบบนี้ได้ไง”
                กอล์ฟเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง... วันนี้หลายรอบแล้วนะ ขืนไมค์ไม่รีบหายบ้าล่ะก็ เขาต้องพลอยประสาทเสียไปอีกคนแน่ๆ
                “เอ้า เสร็จแล้ว”
                เด็กหนุ่มลุกขึ้นเตรียมออกจากห้อง
                “แล้วก็รีบเข้านอนล่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะมาปลุกให้”
                หลังจากปิดประตู กอล์ฟถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
                ไมค์มันจะเป็นแบบนี้อีกนานมั้ยเนี่ย... ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองชักจะเพี้ยนตามแล้ว


                ขณะเดียวกันภายในห้อง องค์ชายพิรัชต์นอนพลิกตัวไปมาอยู่ในความมืด
                ที่นี่... แปลกชะมัด...
                ก่อนอื่นเลยตื่นขึ้นมาเจอคนหน้าเหมือนเสด็จพี่
                สถานที่ก็แปลก เมืองนอกหน้าต่างก็แปลก... ในห้องมีแต่อุปกรณ์แปลกๆ...
                คิดไม่ทันขาดคำ เสียงประหลาดก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
                เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปเปิดไฟแล้วเงี่ยหูหาต้นกำเนิดเสียง
                เสียงนั้น... เหมือนอะไรบางอย่างกำลังสั่นสะเทือนอยู่
                แล้วเขาก็เจอวัตถุเล็กๆ เจ้าของเสียงประหลาดนั่น
                ...มันคืออะไร?
                ครึ่งหนึ่งของพื้นผิวเรืองแสงและมีตัวอักษรขึ้นมา
                เมื่อเขาลองกดปุ่มใดปุ่มหนึ่ง ก็มีข้อความขึ้นมาว่า
                “นอนรึยัง จะนอนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์... มิ้ง”
                เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง
                เขาวางวัตถุประหลาดนั้นลง แล้วกลับไปยังเตียงตามเดิม ทว่า... ยังไม่ทันล้มตัวลงนอนเสียงเดิมก็ดังขึ้นอีก
                “เดี๋ยวนี้ไม่ออนเอ็มเลยนะ งอนแล้ว... เมย์”
                และต่อมาไม่นานก็ตามด้วย
                “คิดถึงนะ รักษาสุขภาพด้วยล่ะ จุ๊บๆ... หลิว”
                “นอนได้แล้ว พ่อนกฮูก ระวังตอนเช้าหมีแพนด้าเข้าสิง... กลอย”
                “โทรหาเค้ามั้งสิจ๊ะ พ่อรูปหล่อ คิดถึงจะแย่แล้วนะ... สายไหม”
                “เงียบไปเลย กิ๊กอยู่กับใครรึเปล่าเนี่ย... แอนนี่”
                ...ข้อความพวกนี้มันอะไรกัน...
                เขาตัดสินใจไม่สนใจวัตถุชิ้นนั้นอีก แต่ขณะที่วางมันลงที่เดิมนั้น สายตาก็สะดุดกับสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมาอ่าน
                “พี่ชาย... ฉันอึดอัดจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว รู้มั้ย... ทำไมนายต้องเกิดมาเป็นพี่ชายฉันด้วย ไม่สิ ฉันเกิดทีหลังฉันควรจะถามตัวเองมากกว่าว่าทำไมฉันต้องเกิดมาเป็นน้องชายนาย... ถ้าเราไม่ได้เกิดมาเป็นพี่น้องกัน ต่อให้ฉันต้องผิดหวัง ฉันก็จะบอกรักนายได้ง่ายดายกว่านี้...”
                “กอล์ฟสะดุดกล่องในห้องจนหัวโขกประตูอีกแล้ว... บอกตั้งหลายทีแล้วว่าให้จัดห้องใหม่ แต่... ท่ากุมหัวน่ารักชะมัดเลย”
                “...เอาอีกแล้ว... นายทำเมินเฉยกับฉันอีกแล้ว ขอโทษ... ฉันผิดเองที่เข้าใกล้นายมากเกินไป ฉันจะพยายามควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้ แต่ได้โปรด... อย่าเมินฉันอีกเลยนะ... พี่ชาย”
                เขาอ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็ปิดสมุดเล่มหนานั้น มือสั่นระริกขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
                สองคนนี้... อะไรกัน... หมายความว่ายังไง?
                แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนที่เพิ่งฟื้นใหม่ๆ กอล์ฟเรียกเขาว่า “ที่รัก” ซึ่งหมอนั่นบอกว่าสัญญาแลกเปลี่ยนบางอย่างกับเขา
                “เมิน” รึ?
                เด็กหนุ่มแสยะยิ้มขึ้นมาเมื่อจู่ๆ ใบหน้าพระเชษฐาผุดขึ้นมาในหัว
                พิชญะงั้นเหรอ... คิดว่าจับข้ามาคุมขังในสภาพแบบนี้แล้วจะชนะข้าสินะ ดีล่ะ... ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสข้า ข้าก็จะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น!!!


To be continued...

ตอนต่อไป |

 

edit @ 28 Nov 2007 01:35:16 by ★ひまじん★

edit @ 17 Jan 2008 23:33:48 by ★ひまじん★

edit @ 29 Jul 2009 00:04:19 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่ไหวแล้ว พิรัชต์จะทำอะไรต่อไปนะ
จะแก้แค้นแล้วหรอ กับใครล่ะ
อย่าบอกนะว่ากับกอล์ฟ อ๊ากกกกกก

ไมค์อ่ะ มัวมีความสุขอยู่ได้
กลับมาเร็วๆสิ มัวอ้อนพิชญะอยู่นั่นแหละ
โอย ไม่อยากเดาต่อเลย
ตื่นเต้นๆๆๆ

#1 By drakyuchi (58.137.93.130) on 2007-11-28 10:09

สนุกมากเลยค่ะชอบๆๆ

#2 By นานา (222.123.171.186) on 2007-11-28 10:20

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ รอลุ้นด้วยใจระทึก

#3 By ysky (203.150.105.108) on 2007-11-28 15:16

อ๊ากกกก ก

ชอบคู่ไมค์ - พิชญะมาก ๆ ค่ะ โฮ๊ยยยย > w <,,

แต่พิรัชต์ - กอล์ฟ นี่ก็น่ารักนา หุหุ

ว่าแต่พิรัชต์จะทำอะไรต่อ....?

ปล. "สายไหม" อ๊ากกก เขินน >////< (ไม่ใช่แก! 555+)

ยังไงก็อัพต่อไว ๆ นะคะ
ท่านพิรัชต์ ท่านจะทำอะรายยยย





#5 By :+:Sakura_badzZ:+: on 2007-11-30 22:23