ลิขิตรักต่างมิติ [7]
posted on 29 Nov 2007 03:11 by i-am-hima in fan-fiction
[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
แสงอาทิตย์ยามเช้า ปลุกร่างใต้ผ้าห่มให้ลืมตาตื่นขึ้น ร่างสูงพลิกตัวนอนตะแคงหนีแสงจากทางหน้าต่าง แต่แล้วก็หยุดชะงัก แล้วเปลี่ยนเป็นเคลื่อนไหวให้เบาลง เพราะเกรงคนข้างกายจะตื่น
...ค่อยยังชั่ว... ถ้าเมื่อคืนนอนหลับแล้วต้องกลับโลกแห่งความจริงเขาคงเสียดายน่าดู...
รอยยิ้มละไมผุดขึ้นขณะมองใบหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่ายอย่างถ้วนถี่ เขาค่อยๆ ขยับให้เข้าไปใกล้ขึ้นเพื่อลอบดมกลิ่นกายที่อยู่ตรงหน้าท่ามกลางอากาศอันสดใส
ทว่าเมื่อจมูกกำลังเคลื่อนเข้าไปนั้นเอง ดวงตาสีรัตติกาลก็ฟื้นคืนจากนิทรา
“เอ่อ... อรุณสวัสดิ์...”
ไมค์กล่าวทักอย่างเก้อๆ
“พิรัชต์... คือว่า พี่...”
อีกฝ่ายผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกระถดกายออกห่าง เหมือนเกรงน้องชายจะโกรธที่ถือวิสาสะขึ้นมานอนข้างๆ
เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบเมื่อเห็นอาการคนตรงหน้า จะว่าตกใจที่เขาเข้าใกล้ แต่ดูแล้วเหมือนตกใจที่เผลอมาเข้าใกล้เขามากกว่า
“พี่ขอโทษนะที่เมื่อวานไม่ได้มาหาเจ้าตามสัญญา”
ไมค์ผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาแวบหนึ่ง เขาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบ้าง
“ฮึ เมื่อวานนาย... เสด็จพี่ปล่อยให้ข้ารอทั้งวัน เบื่อสุดๆ เลยรู้มั้ย”
สีหน้าผู้เป็นพี่ชายยิ่งสลด
“เมื่อวานมีรายงานด่วนเข้ามาพอดี เลยไม่มีโอกาสได้มาหาเจ้า...”
“เฮ้อ... รายงานนั่นสำคัญกว่าน้องชายอย่างข้าเชียว”
เด็กหนุ่มแกล้งงอน
“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาชน ยังไงก็ต้องรีบจัดการ”
“งั้นเหรอ... ลำบากจังน้า... ก็เข้าใจอยู่หรอก แต่มันไม่หายโกรธนี่”
เขาเท้าคางลงบนหัวเข่าพลางหันไปมองนอกหน้าต่าง
“งั้น... ทำยังไงเจ้าถึงจะหายโกรธพี่ล่ะ”
อีกฝ่ายถามเสียงอ่อย เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดๆ ที่ปฏิกิริยาของน้องชายไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
ไมค์ชำเลืองมองด้วยหางตา ทำท่าคิดเล็กน้อย แล้วกระดิกนิ้วชี้ให้อีกฝ่ายเข้ามาหา
พิชญะกระพริบตาอย่างงุนงง ทว่าเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าเรียก ก็ขยับเข้าไปใกล้แต่โดยดี
ทันทีที่ถึงตัววงแขนเรียวของอีกฝ่ายก็โอบเอวเขาไว้ราวกับไม่ให้หนี
“ข้าล้อเล่น...”
เสียงทุ้มกระซิบแผ่วข้างหู ทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับหน้าแดงซ่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“แค่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหน้าเสด็จพี่ ข้าก็หายโกรธแล้ว”
“จริงนะ?”
องค์ชายพิชญะยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“แต่ว่า...”
ทันใดนั้นสีหน้าอีกฝ่ายก็บิดเบี้ยวไปเล็กน้อย
“พอข้าตื่นมารู้สึกแปลบๆ อีกแล้ว เสด็จพี่ช่วยรักษาทีได้มั้ย”
แววตาซุกซนเริ่มออกอาการออดอ้อนเหมือนเด็กเล็กๆ
“แปลบๆ ที่ไหน... เป็นมากรึเปล่า”
พูดอย่างร้อนรนพลางสำรวจตามเนื้อตัวอีกฝ่าย
“ตรงไหนก็ช่างเถอะ ตอนนี้ข้าทรมานมากเลย”
“แต่...”
เมื่อเห็นพี่ชายอิดเอื้อน เจ้าตัวร้ายก็ทิ้งกายลงโอดโอยบนเตียง
“ก็ได้ๆ”
พิชญะเก็บอาการเขินอายแปลกๆ เอาไว้ แล้วหลับตากลั้นใจโน้มกายลงจุมพิตบนริมฝีปากคนที่อ้างว่าป่วย
...เหมือนผายปอดมากกว่าจูบแฮะ...
เจ้าตัวปัญหาคิดในใจเมื่อเห็นสีหน้านั้น เขายกแขนขึ้นโอบรอบคออีกฝ่าย ขณะที่ปลายนิ้วอุ่นของพี่ชายแนบอยู่ที่สองข้างแก้ม
เด็กหนุ่มเบื้องบนถอนริมฝีปากออกครั้งหนึ่ง
“ดีขึ้นรึยัง”
ไม่มีคำตอบจากปากอีกฝ่าย นอกจากแรงโอบที่ทำให้กลีบปากทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง ลิ้นร้อนๆ เริ่มรุกรานเข้าถึงกำแพงไข่มุก ก่อนค่อยๆ ทะลวงเข้าไปสู่ภายในอย่างแนบเนียน
“อื้อ...”
พิชญะส่งเสียงประท้วง ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ สุดท้ายจึงต้องล้มกายลงมานอนข้างๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายลิ้มรสจูบตามใจชอบ
...แปลกชะมัด... พิรัชต์ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน...
น้องชายที่ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ แต่แล้วจู่ๆ... ทำไมถึงได้เข้ามาหาเขาราวกับพิศวาสมากมายนักหนา หรือจะเป็นผลมาจากแสงคริสตัลในวันนั้น?
และขณะที่เจ้าวายร้ายกำลังจะพลิกกายขึ้นทาบทับนั้นเอง
“องค์ชายพะย่ะค่ะ”
เสียงเรียกดังขึ้นจากทางประตู ทำเอาทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งโหยง
องครักษ์หนุ่มเจ้าเก่าเองก็ยืนตัวแข็งทื่อไม่แพ้กัน ทว่าชายหนุ่มรีบเรียกสติคืนมาได้ก่อน
“เอ่อ... กระหม่อมเห็นว่าสายแล้ว เลยถือวิสาสะเข้ามาปลุก คิดว่าองค์ชายยังไม่ตื่นก็เลย...”
เขาก้มหน้าเล็กน้อย สายตาเบี่ยงไปยังด้านข้าง
...อะไรเนี่ย... ไอ้ภาพชวนเข้าใจผิดแบบนี้
“เอ่อ... ขะ ขอบใจนะ งั้น...”
เด็กหนุ่มหันมายังน้องชาย
“สายมากแล้ว พี่คงอยู่กินมื้อเช้ากับเจ้าไม่ได้...”
อีกฝ่ายยังคงซุกไซ้ไปตามซอกคอเหมือนไม่แคร์สายตาผู้เข้ามาใหม่
“แต่ข้ายังไม่หายดีเลยนะ อยู่รักษาต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ...”
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจ ก็เปลี่ยนคำพูดแต่โดยดี
“ก็ได้... ข้าดีขึ้นมานิดนึงแล้ว งั้นจุ๊บข้าอีกทีสิ แล้วจะปล่อย”
องครักษ์หนุ่มแอบขนลุกกับบทสนทนาเหมือนคู่แต่งงานใหม่ที่ฟังดูแปร่งหูชอบกล เขาค่อยๆ กระเถิบถอยห่างออกมารอข้างนอกอย่างเงียบๆ
...ทะแม่งๆ พิลึก... ทนดูไม่ได้...
องค์ชายผู้เย็นชาวันดีคืนดีลุกขึ้นมาจ๊ะจ๋ากับพระเชษฐาผู้แสนเกลียด... แถมยังแบบออกนอกหน้าเสียด้วยสิ
ผู้เป็นพี่ยอมทำตามแต่โดยดี ทั้งที่น่าจะดีใจที่โดนอ้อน แต่เอาเข้าจริงรู้สึกเขินยังไงไม่รู้
ไมค์ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้ผ่านไปง่ายๆ เขารั้งริมฝีปากหวานฉ่ำนั้นไว้นานที่สุดเท่าที่อีกฝ่ายจะอำนวย
“เสด็จพี่จะกลับมาอีกเมื่อไหร่”
เสียงทุ้มรีบถามทันทีที่กลีบปากสีชมพูผละออกไป
“คือ... พี่ไม่อยากสัญญากับเจ้าแล้ว... พี่กลัวว่าจะมาไม่ได้อีก”
เด็กหนุ่มกระชับกอดรอบกายอีกฝ่ายแน่นเหมือนเด็กหวงของที่กลัวว่าถ้าปล่อยไปอาจไม่ได้คืน
“งั้น... คืนนี้มานอนกับข้าอีกได้มั้ย... ข้ารู้สึกยังมีไข้ อยากได้กำลังใจจากเสด็จพี่ที่สุด”
พิชญะหน้าแดงขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงกระซิบ
...บ้าชะมัด กะอีแค่น้องชายอ้อน ทำไมทำให้เขาคิดเลยเถิดไปถึงไหน อีกฝ่ายเป็นน้องชายนะ
เด็กหนุ่มเตือนตัวเอง ก่อนพยักหน้าแล้วหันไปยิ้มอย่างเอ็นดู
“ได้สิ แต่เจ้าไม่ต้องรอนะ เพราะพี่อาจมาดึก”
พูดจบก็ค่อยๆ คลายวงแขนของอีกฝ่ายแล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้น้องชายมองตาละห้อยแต่ฉีกยิ้มแก้มปริอยู่บนเตียง
รัชทายาทหนุ่มละเลียดอาหารเช้าอย่างเหม่อลอยหลังจากแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จเรียบร้อย เขาถอนหายใจออกมาหลายครั้งหลายคราจนองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลังอดชิงพูดออกมาไม่ได้
“พักนี้องค์ชายพิรัชต์ทรงดูแปลกๆ นะพะย่ะค่ะ”
“ท่านก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันเหรอ”
ไม่คิดได้ยังไง ในเมื่อเขาเห็นสิ่งผิดวิสัยตำตามาสองหนแล้ว
“เป็นเพราะแสงสีรุ้งในตอนนั้นรึเปล่าพะย่ะค่ะ”
“อืม... นั่นสินะ ก็อาจเป็นได้ เพราะตั้งแต่พิรัชต์โดนแสงนั้นเข้าไป ก็สลบไสลไม่ได้สติอยู่นานทีเดียว... แถมหัวใจยังหยุดเต้นไปครู่นึงอีกต่างหาก”
...เลยตื่นขึ้นมาสมองเพี้ยนไปเลยสินะ...
องครักษ์ลอบถอนหายใจ
หรือไม่อีกที... ในสมองร้ายๆ ขององค์ชายนั่น อาจมีแผนการอะไรอยู่ก็เป็นได้... คดีสลับตัวรัชทายาทยังไม่ทันได้สะสางเสียด้วยสิ หรือจะแกล้งนิสัยเปลี่ยนเพื่อเบี่ยงความสนใจ...
แต่จะว่าไป... ก็ไม่น่าจะทำได้เนียนขนาดนั้น
ก็องค์ชายพิรัชต์เกลียดพระเชษฐายังกับอะไรดี ไม่น่าจะเข้ามาคลุกคลีได้อย่างสนิทใจ
“ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็หาเรื่องแต๊ะอั๋งองค์รัชทายาทตลอด”
“ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็บ่นว่ารู้สึกแปลบๆ อยู่ตลอด”
นายและบ่าวบ่นขึ้นมาเบาๆ แทบจะพร้อมกัน
ทำเอาองค์ชายพิชญะถึงกับหันไปมอง
“เมื่อกี้ท่านว่าอะไรนะ?”
ชายหนุ่มรีบปิดปากทันใด
“มะ... เมื่อกี้กระหม่อมพูดอะไรออกไปงั้นหรือพะย่ะค่ะ”
...เวรรกรรม... อุตส่าห์คิดในใจแท้ๆ แต่กลับเผลอหลุดปากออกเป็นเสียงจนได้
“อื้ม เหมือนเจ้าจะพูดอะไรกับเรา แต่เราดันพูดสวนขึ้นมาก่อน”
“เอ่อ... ไม่มีอะไรหรอกพะย่ะค่ะ เชิญองค์ชายทรงรับสั่งมาเถอะพะย่ะค่ะ”
“อืม... เราก็แค่คิดว่าน่าจะให้ท่านหมอหลวงมาตรวจดูอาการประหลาดของน้องชายเราหน่อย เห็นบ่นว่าเจ็บแปลบบ่อยเหลือเกิน แล้วยังบอกว่ารักษาไม่หาย ต้องจูบเท่านั้น...”
ร่างสูงใหญ่เบื้องหลังอึ้งไปสามวินาที ก่อนสีหน้าจะแดงระเรื่อขึ้นแทนผู้เป็นนายซึ่งเล่าให้ฟังอย่างหน้าตาเฉย
“เราเป็นห่วงจริงๆ นะ แถมตัวเราเองก็ไม่ได้อยู่กับพิรัชต์ตลอดเวลาด้วย เกิดเขารู้สึกแปลบขึ้นมาตอนที่ไม่มีเราล่ะก็... ต้องทรมานแย่แย่ๆ เลย”
“เอ่อ..................................... องค์ชายพะย่ะค่ะ... กระหม่อมคิดว่ากระหม่อมรู้แล้วว่านั่นเป็นอาการของโรคอะไร”
“หือ?”
เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาฟังอย่างสนอกสนใจ
“อาการแบบนั้น แถวบ้านของกระหม่อมเรียกว่า...โรคสำออยพะย่ะค่ะ”
“โรคสำออย...พะย่ะค่ะ?”
องค์รัชทายาทกระพริบตาปริบๆ
“โรคสำออยเฉยๆ พะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มเหงื่อตกรีบแก้ อุตส่าห์จะเล่นมุก นึกว่าจะเข้าใจเสียอีก
ผู้เป็นนายของเขาเรียนรู้สารพัดศาสตร์ตั้งแต่เด็ก เมื่อเจริญชันษาก็ถูกจับว่าราชการเคียงคู่กับองค์จักรพรรดิ จึงไม่ค่อยประสีประสาเรื่องมารยามนุษย์สักเท่าไหร่ จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยมีเรื่องสตรีมากล้ำกราย กระทั่งระยะหลังองครักษ์หนุ่มชักสงสารระคนห่วงใยเรื่องคู่ครองขึ้นมาเล็กน้อย
...หากไม่รู้จักโลกีย์เสียบ้าง เขากลัวเหลือเกินว่าจะถูกหญิงไม่ดีลวงหลอกเพียงเพราะตำแหน่งพระมเหสีที่หอมหวาน...
...แต่ตอนนี้คงต้องเจอด่านพระอนุชาก่อนล่ะมั้ง?
“โรคสำออย?...ชื่อตลกจัง ไม่เห็นเคยได้ยิน ว่าแต่รู้วิธีรักษาให้หายขาดรึเปล่า”
“ง่ายนิดเดียวพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเกรงว่าพระองค์คงไม่อาจรักษาพระอนุชาให้หายขาดได้”
“ทำไมล่ะ”
เอียงคอถามตาแป๋ว
...ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่าทางแอ๊บแบ๊วแบบนี้จะเป็นว่าที่จักรพรรดิองค์ต่อไป...
“เพราะต้องใช้ ‘ความใจแข็ง’ พะย่ะค่ะ”
“ความใจแข็งเหรอ...”
องครักษ์หนุ่มถอนหายใจ
“ช่างเถอะพะย่ะค่ะ บางทีองค์ชายพิรัชต์เองก็คงไม่อยากหายก็ได้”
“.........”
เสียงสะอึกสะอื้นดังแว่วมาจากหลังต้นกุหลาบกอใหญ่
เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินเตาะแตะตามเสียงนั้นไป
“เสด็จพี่... เสด็จพี่อยู่ไหนพะย่ะค่ะ”
และเมื่อพบบุคคลที่ตามหา พระเชษฐากำลังนั่งคู้ตัวร้องไห้อยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม
“ฮึก ฮึก... ฮึก...”
“เสด็จพี่...?”
เจ้าตัวเล็กลงนั่งยองๆ ตรงหน้า พลางยื่นคอเอียงหน้าเข้าไปถาม
“เสด็จพี่กรรแสงทำไมหรือพะย่ะค่ะ...”
ไม่มีเสียงตอบจากเด็กชายที่โตกว่า
“เสด็จพี่ อย่ากรรแสงเลยนะ ไปเล่นกันเถอะ”
เด็กน้อยยิ้มร่าด้วยหวังว่าอีกฝ่ายอาจดีขึ้นเหมือนทุกครั้งเวลาพระเชษฐาอารมณ์ไม่ดี เขาจะยิ้มแบบนี้ ไม่ก็ทำหน้าตลกทะเล้นใส่ให้อีกฝ่ายยิ้มตาม
ทว่าใบหน้าที่ซุกอยู่บนหัวเข่าไม่มีท่าทีว่าจะสนใจแม้แต่น้อย
“เสด็จพี่...”
มือเล็กๆ เริ่มเข้าไปสะกิด เมื่อยังนิ่งอยู่จึงเริ่มจับแขนเสื้อที่กอดเข่ากระตุกเบาๆ เรียกความสนใจ
“โอ๋... อย่ากรรแสงเลยนะพะย่ะค่ะ น้องอยากเล่นขี่ม้า ทรงเล่นกับน้องเถอะนะพะย่ะค่ะ”
เจ้าตัวเล็กทำเสียงออดอ้อนซึ่งจำมาจากตอนที่พี่ชายปลอบเขาให้หยุดร้องไห้
“เสด็จพี่... เป็นอะไรรึเปล่าพะย่ะค่ะ เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
ได้ผล... เด็กชายโตกว่าเงยหน้าขึ้นมาจนได้ ทว่าสายตาเย็นชาคู่นั้นไม่ใช่สายตาของพี่ชายเขาอีกต่อไป
ร่างเล็กหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
...เกิดอะไรขึ้น?...
“ไอ้เด็กบ้า! อย่ามายุ่งกับข้า! ถ้าอยากเล่นนักก็ไปเล่นกับคนอื่นซะไป... คนอย่างเจ้าจะมาเข้าใจอะไร วันๆ มีแต่คนเอาอกเอาใจ ยิ้มหัวเราะได้ตลอดเวลา ทำไมเจ้าต้องเกิดมาเป็นน้องข้าด้วย... ทำไม...”
“ฮือ... เสด็จพี่...”
อนุชาตัวน้อยถึงกับหงายหลังด้วยความตกใจเพราะไม่เคยเห็นพี่ชายตะคอกใส่เสียงดังแบบนี้มาก่อน ตาใสๆ สั่นระริกเริ่มมีหยาดน้ำคลอ
“ใช่สิ เพราะข้าเป็นพี่ เลยถูกบังคับให้ทำนั่นทำนี่ตลอดเวลา”
“ฮึก... ฮึก... แต่เดี๋ยวเสด็จพี่พิศุทธิ์กับเสด็จพี่พิเศษก็เสด็จกลับมาแล้ว...”
เจ้าตัวเล็กพยายามปลอบด้วยเสียงสั่นเครือ เขาคิดว่าพี่ชายคงเบื่อที่ต้องเอาใจแต่เขาฝ่ายเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังมีพี่อีกสองคนคอยดูแลอยู่เสมอ
“ฮึ... เจ้ามันจะไปรู้อะไร เสด็จพี่ไม่กลับมาอีกแล้ว ฮือ... ไม่กลับมาอีกแล้ว”
ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจ... ทุกคนในวังไม่มีใครบอกเจ้าตัวเล็กนี่เลยสักคน เพราะเกรงว่าพระโอรสซึ่งยังเล็กเกินไปจะโศกเศร้าเสียใจจนรับไม่ได้ และกลายเป็นเด็กมีปัญหา แล้วตัวเขาล่ะ? โตกว่าเจ้านี่แค่สองปี แต่กลับต้องมารับรู้เรื่องราวร้ายๆ หนำซ้ำยังถูกบังคับทำนู่นทำนี่ เพียงเพราะตำแหน่งรัชทายาทอันดับหนึ่งที่จู่ๆ ก็มาถึงอย่างกะทันหัน
“ไม่จริง... เสด็จแม่พาเสด็จพี่กลับบ้านของเสด็จแม่เท่านั้น ไม่ได้หายไปซะหน่อย”
องค์ชายตัวน้อยตะโกนใส่พี่ชายบ้าง
“เจ้าโง่เอ๊ย!!! เสด็จแม่เสด็จพี่อะไรกัน ไม่มีใครกลับมาอีกแล้ว ไม่รู้อะไรบ้างเลย!”
“ไม่จริง... เสด็จพี่โกหก!”
“พอที ไม่อยากฟัง ไปให้พ้น ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก ทำไมข้าต้องเกิดเป็นพี่ด้วย ทำไม!”
เด็กชายตวาดออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เขาทั้งเสียใจกับข่าวร้ายของพระมารดาและพระเชษฐาทั้งสอง หนำซ้ำยังเครียดและกดดันกับสถานะและชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป พอมาเห็นยิ้มใสๆ ของอนุชาซึ่งยังร่าเริงต่อได้อีกก็ยิ่งทวีความหงุดหงิด
ร่างเล็กสั่นเทาเมื่อเห็นแววตาแข็งกระด้างและอารมณ์เกรี้ยวกราดของพี่ชายที่ไม่เคยเผยมาก่อน เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเหมือนหมดแรง
“...เสด็จพี่...”
“ข้าบอกให้ไปให้พ้น!!!”
สิ้นเสียงตวาดครั้งสุดท้าย น้องชายก็รีบวิ่งหายออกไปทั้งน้ำตา
...ทำไมข้าต้องเกิดมาเป็นพี่ด้วย ทำไม!...
แม้หลังจากนั้นพระเชษฐาจะตามมางอนง้อขอคืนดี... แม้เหตุการณ์นั้นจะพ้นผ่านมานานนับสิบปี แต่เสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นนั้น ยังคงดังหลอนอยู่ในใจของเขาเรื่อยมาจนทุกวันนี้...
พิรัชต์ลืมตาขึ้นมองเพดานขาว
เขาฝันอีกแล้ว... ฝันเห็นวันนั้นอีกแล้ว...
ทั้งที่รู้ว่าเป็นอารมณ์ในวัยเด็ก แต่ทำไมเขาจึงฝังใจกับความดุร้ายของพี่ชายในวันนั้นขนาดนี้
...ทำไมข้าต้องเกิดมาเป็นพี่... งั้นรึ?
เพราะอย่างนี้สินะ คนคนนั้นจึงไม่เคยเห็นน้องชายอย่างเขาอยู่ในสายตาอีกเลย
คำพูดในวันนั้นมันเฉลยความรู้สึกที่แท้จริงในใจของพี่ชายลวงโลกอย่างคนคนนั้นจนหมดเปลือก
บ้าชะมัด... แล้วเราก็ดันน้ำตาไหลกับความฝันบ้าๆ นั่นได้ทุกทีสิน่า
ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียง กลิ่นอาหารคุ้นจมูกโชยลอดบานประตูเข้ามา
ขณะที่เขาเอื้อมมือไปเปิดประตูนั้นเอง
“ไมค์ ตื่นได้แล้ว!!!”
โป๊ก!!!!
เสียงสดใสดังขึ้นพร้อมแรงกระแทกจากบานประตูอัดเข้ามาที่หน้าผากโหนกของเขาเต็มๆ
“อูย...”
ดูเหมือนคนร้ายจะยังไม่สังเกต เมื่อเห็นเตียงในห้องว่างเปล่า ก็ทำหน้าเหวอด้วยความแปลกใจ
“อ้าว... ไม่อยู่?”
ร่างสูงหลังประตูลูบหน้าผากป้อยๆ ก่อนกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาจ้องหน้าด้วยความโมโห
“เปิดเข้ามาได้ ไม่รู้จักเคาะซะก่อน มารยาทน่ะ มีมั้ย”
กอล์ฟสะดุ้งโหยงกระพริบตาปริบๆ เมื่อถูกมองด้วยสายตาดุดันก็ชักหัวหดอย่างหวาดๆ
...มันจะบีบคอตูอีกรึเปล่าเนี่ย...
“เอ่อ... ขะ... ขอโทษ... ฉันนึกว่านายยังไม่ตื่นก็เลย...”
ยิ่งเห็นคนหน้าเหมือนพี่ชายตั้งแต่เช้า อารมณ์หงุดหงิดก็ยิ่งโหมกระพือ
ร่างสูงลากเด็กหนุ่มจอมเป๋อตรงหน้าเข้ามาในห้อง แล้วเหวี่ยงลงไปบนเตียง
“เฮ้ยยยย... ก็ฉันขอโทษนายแล้ว ยังจะอะไรอีก อย่ามาบีบคอฉันนะเฟ่ย”
เด็กหนุ่มเริ่มตะโกนโวยวาย
ทว่าอีกฝ่ายหาฟังไม่ เขาบีบไหล่ทั้งสองข้างเบื้องล่างแน่น แล้วจับกระแทกลงบนที่นอนแรงๆ หลายที
“ฮืออออ... กระหม่อมผิดไปแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมสมควรตาย เอ๊ย ไม่ใช่... กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจ อภัยให้กระหม่อมด้วยเถอะพะย่ะค่ะ”
พูดระล่ำระลักราวกับร้องขอชีวิต
...ฮือ... นี่แสดงว่าไมค์มันยังไม่หายบ้าใช่มั้ยเนี่ย แล้วกว่าจะหายเราจะตายก่อนรึเปล่าง่า...
“สมควรตายงั้นเหรอ?”
คนเบื้องบนชะงักมือ คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นเหมือนนึกอะไรออก
“ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่... เมื่อกี้พูดผิดแก้ใหม่แล้ว”
อีกฝ่ายรีบเถียงคอเป็นเอ็น
...ทำไมมาหูดีเอาประโยคนั้นด้วย... แง้...
“ได้... จัดให้”
แล้วฝ่ามือใหญ่ก็เคลื่อนจากไหล่มายังลำคอ
“ยะ... อย่านะเฟ่ย ถ้านายบีบคอฉัน ฉันจะจูบนายอีก แล้วอย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกัน”
ได้ผล... อีกฝ่ายถึงกับอึ้ง
จูบกับคนหน้าเหมือนเสด็จพี่เนี่ยนะ... อี๋... ไม่เอาเด็ดขาด จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด!!!
พิรัชต์คลายมือจากร่างตรงหน้า ก่อนเดินเชิดออกจากห้องตามกลิ่นมาม่าไป
กอล์ฟลุกขึ้นนั่ง จับคอตัวเองอย่างเสียวไส้
...เกือบไปแล้ว...
โชคดีที่หมอนั่นเกลียดหน้าอย่างเขา เพราะไม่ว่าจะถูกบีบคอ หรือจูบ ถ้าให้โดนอีกทีก็ไม่เอาทั้งนั้น...
กอล์ฟเหลือบมองเด็กหนุ่มที่นั่งเขมือบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
...ไม่อยากเชื่อเลย... ว่าตั้งแต่ถูกทัจจี้จังช็อต น้องชายของเขาจะเปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคนขนาดนี้
ที่น่าเจ็บใจก็คือ... เช้ามาเขารึอุตส่าห์วิ่งลงไปซื้อมาม่าขึ้นมาทำให้ แต่อีกฝ่ายไม่มีขอบใจซักคำ
ถ้าเป็นไมค์... คงยิ้มแก้มปริด้วยความซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พี่ชายสุดที่รักทำให้
...หมอนี่เย็นชาสุดๆ...
อยากรู้จริงๆ ว่าพี่ชายที่หมอนี่เกลียดนักเกลียดหนาเป็นคนยังไง
ถ้าหมอนี่ไม่ใช่ไมค์บ้า แต่มีตัวตนมาจากโลกคู่ขนานแล้วมาเข้าร่างไมค์จริงๆ ล่ะก็...
ไม่อยากเชื่อเลยว่า... คนอีกโลกนึงที่หน้าเหมือนเขาจะนิสัยเลวขนาดน้องชายยังเกลียดได้
คิดแล้วพลังชีวิตหดหาย...
พิรัชต์ในร่างไมค์ยกชามขึ้นซดน้ำซุปจนเกลี้ยงแล้ววางลง เขามองตอบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของอีกฝ่าย
“กินช้าจริง... ไม่หิวรึไง”
พูดยังไม่ทันจบก็จ้วงเส้นเหนียวนุ่มจากชามของอีกฝ่ายเข้าปากต่อหน้าต่อตา
กอล์ฟถึงกับนิ่วหน้า
...ไหนว่าเป็นเจ้าชายไง กินมูมมามชะมัด น้องชายจอมตะกละของเขายังกินเรียบร้อยกว่า...
แต่ก็บ่นอะไรออกไปไม่ได้เพราะเส้นเต็มปาก และไม่อยากให้เกิดความรุนแรงภายในครอบครัวระลอกสองตั้งแต่เช้า จึงปล่อยให้อีกฝ่ายแย่งได้แย่งไป
แต่แล้ว... เส้นมาม่าเจ้ากรรมดันไม่เป็นใจ เพราะปลายของกระจุกหนึ่งในปากคนพี่ดันเป็นเส้นเดียวกับปลายฝั่งคนน้อง
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มถลึงตาใส่กัน
‘กัดเส้นด้านของนายไปเลยนะ คำนี้ฉันเอาเข้าปากก่อน’
‘เรื่องสิ ข้ากินคำใหญ่กว่า เจ้านั่นแหละต้องกัด’
‘หนอย... แต่ฉันอุตส่าห์วิ่งลงไปซื้อ เงินก็เงินฉัน ฉันเป็นคนทำ ที่สำคัญมาม่าชามนี้เป็นของฉัน เพราะฉะนั้น นายยอมกัดซะดีๆ’
‘ช่วยไม่ได้ เจ้ากินช้าเอง ปล่อยไว้นานๆ เส้นอืดไม่อร่อย ข้าอุตส่าห์ช่วยกินยังไม่สำนึกบุญคุณอีก’
กอล์ฟตัวสั่นเทิ้ม
...หนอย... ไอ้หมอนี่... ยโสโอหังสุดๆ ไปเลย
‘ไม่รู้แหละ นายกัดเส้นเดี๋ยวนี้’
‘มีสิทธิอะไรมาสั่ง ในถ้วยก็มีอีกตั้งเยอะ คีบใหม่ได้ไม่เห็นเป็นไร เจ้านั่นแหละกัด’
‘นายนั่นแหละกัด’
‘เจ้านั่นแหละ’
‘นายนั่นแหละ’
ขณะทำสงครามเงียบเถียงกันทางสายตาอยู่นั้นเอง ทั้งคู่ก็เริ่มเคี้ยวเส้นที่อยู่ในปาก หมายว่าใครกินเร็วกว่าก็ได้เส้นมากกว่า ทว่าไม่มีใครรู้สึกตัวเลยว่าริมฝีปากทั้งคู่กำลังเคลื่อนเข้าหากัน
กระทั่งปลายจมูกชนกันเข้าอย่างจัง
ด้วยความตกใจ เด็กหนุ่มทั้งสองรีบถอยห่างจากกันทันที ทำเอาน้ำซุปที่กระเด็นออกจากเส้นบะหมี่ที่ขาดเข้าหน้าเข้าตาเลอะเทอะทั้งคู่
“เหวออออ”
“เหวออออ”
ทั้งสองทะลึ่งพรวดวิ่งชิงกันไปถึงอ่างล้างจานก่อน แล้วก็ยังไม่วายแย่งล้างตาเป็นการใหญ่
...รสต้มยำกุ้ง... จี๊ดจ๊าด... สะใจ...
สุดท้ายองค์ชายก็เดินไปหยิบแก้วน้ำมาดื่ม ส่งสายตาเหยียดหยันอีกฝ่าย ก่อนเดินกลับเข้าห้อง
...หมอนี่ ทำไมถึงได้น่าหมั่นไส้อย่างงี้...
สมควรแล้วที่โดนพี่ชายจับขังคุก!!! ถ้าเป็นฉันนะ จะขังนายอย่างเดียวดายเป็นร้อยปีเลยเฟ่ย ฮึ่ม
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 29 Nov 2007 03:55:25 by ★ひまじん★
edit @ 17 Jan 2008 23:02:10 by ★ひまじん★
edit @ 29 Jul 2009 00:03:46 by ★ひまじん★

โรคสำออยหรอ...อยากเป็นบ้างจัง
ทางกอล์ฟน่าสงสารอ่ะ
สงครามประสาทสุดๆ เง้อออออ
#1 By drakyuchi (58.137.93.130) on 2007-11-29 09:20