* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                หลังจากวันที่ผมสารภาพความในใจออกไป... มาโมรุดูเหมือนจะเกรงอกเกรงใจผมมากขึ้นเวลาพวกเรานอนด้วยกัน

                อาจเป็นเพราะวันนั้น...

 

                "มาโกะ... ฉันรักนายนะ"

                มาโมรุพร่ำกระซิบวนเวียนอยู่ข้างหู ขณะที่มือไม้ป่ายแปะลูบไล้ผิวกายภายใต้ชุดนอนของผมไปทั่ว

                "ไม่เอาแล้ว... มาโมรุ ฉันเหนื่อย... จะนอน"

                ผมแกะมือเขาออกอย่างรำคาญ

                อะไรของมันนักหนานะ... คนอื่นง่วงจะตายอยู่แล้ว ยังมาอ้อนอยู่ได้

                "มาโกะอ่ะ... พรุ่งนี้ก็ได้หยุดอีกวันแท้ๆ... นะ... นะ... นะ..."

                เจ้าน้องตัวดีไม่พูดเปล่า เริ่มประทับริมฝีปากไปที่แก้ม ซอกคอ และแขน โชคดีที่ผมนอนตะแคงหันหลังให้อยู่ ไม่งั้นผมต้องใจอ่อนกับดวงตาออดอ้อนระคนหื่นกระหายของไอ้เด็กลามกนี่แน่ๆ

                "รำคาญน่า... นายเองก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ควรจะพักให้มากๆ ดีกว่า ฉันอุตส่าห์มานอนเป็นเพื่อนตามที่ขอแล้ว นอกเหนือจากนี้ยังไงก็ไม่!!!"

                ผมพูดเสียงงึมงำยืดยาวทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ขืนใจอ่อนก็เสร็จเจ้าเด็กไฮเปอร์นี่สิครับ

                แต่ดูเหมือนเขายังไม่ละความพยายาม มือใหญ่จับไหล่ผมพลิกตัวลงนอนหงายแล้วขึ้นมาคร่อม

                ....โอยยยย อะไรกันนักหนา ฉันเพลียจะตายอยู่แล้ว ตอนเฝ้าไข้ก็แทบไม่ได้นอน ไม่เหมือนนายหรอก หลับเป็นตายได้หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เห็นใจกันหน่อยเซ่ ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย!!!

                "อย่ามาแกล้งทำเป็นใสซื่อหน่อยเลยน่า มาโกะ... คนรักกันขอให้มานอนเป็นเพื่อนกันเนี่ย ใครเขาจะอดใจหลับได้เฉยๆ โดยไม่มีอะไรล่ะ"

                ผมปรือตาขึ้นมอง

                ...งั้นวันหลังก็บอกมาให้หมดสิ ว่าอยากทำอย่างอื่นนอกจากนอนด้วย ฉันจะได้ปฏิเสธซะตั้งแต่แรก

                "ถ้านายเฉยล่ะก็... ฉันจะลักหลับจริงๆ นะ"

                ผมถอนหายใจ แล้วหลับตาเหมือนเก่า

                เอ้า... อยากจะลักหลับหรือทำอะไรก็เชิญ ฉันไม่ไหวแล้ว ขอนอนก่อนล่ะ...

                เมื่อเห็นผมทำเฉยพริ้มตาหลับอย่างสบายอกสบายใจ มาโมรุก็ลงมือทำอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ...

                ผมรู้สึกถึงสัมผัสอ่อนนุ่มวนเวียนอยู่ที่ปาก นิ้วมือของเขาเคล้นคลึงอยู่ที่สีข้าง ก่อนที่จะค่อยๆ ดึงกางเกงนอนของผมลงไป

                ทว่าขณะที่ผมกำลังจวนเจียนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา ก็ต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นมาเมื่อถูกร่างที่สูงใหญ่พยายามเบียดแทรกลงมาที่หว่างขา

                "ฮะ..."

                ผมเบิกตาโพลง แทบหยุดหายใจ

                มาโมรุ... เด็กโง่เอ๊ย... คนจะหลับจะนอน ช่วยทำอย่างอ่อนโยนไม่ได้รึไง!!!

                ผมเริ่มขัดขืนผลักไสน้องชายตัวดีที่ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ซุกไซ้ซอกคอผมอยู่อย่างเพลิดเพลิน

                "โอ๊ย... ไอ้เด็กบ้า... ออกไปนะ"

                ผมดิ้นพลางตีที่แขนของเขายกใหญ่

                มาโมรุก้มมองผมอย่างงุนงง

                "เพิ่งจะโวยวายอะไรกันตอนนี้ ฮึ... พี่ชาย เมื่อกี้ยังหลับตาพริ้มเชื้อเชิญฉันอยู่หยกๆ"

                "หนอย... เชื้อเชิญบ้าอะไรกันล่ะ ฉันง่วง ฉันก็หลับตานอนน่ะเซ่ นายนั่นแหละ ไม่รู้จักเกรงใจกันบ้างเลย"

                "เนื้อกระต่ายวางอยู่ตรงหน้า... จะให้หมาป่าได้แต่มองน้ำลายหกอยู่เฉยๆ ได้ยังไงล่ะคร้าบ"

                ไอ้บ้า... ใครกระต่าย ใครหมาป่าฟะ...!!!

                แต่ขณะนั้น ผมดันเห็นหูหมาป่าโผล่ขึ้นบนหัวของมาโมรุจริงๆ... ให้ตายเถอะ ดูแล้วน่าจะเป็นหูลูกแมวจอมทะเล้นมากกว่า...

                ขณะที่เจ้าลูกแมวทะลึ่งกำลังจะเคล้าเคลียต่อ ผมก็ผลักหน้าอกเขาออกไป แล้วส่งสายตาเว้าวอนสุดฤทธิ์

                "เมื่อตอนเย็น... ฉันยังไม่หายเจ็บเลย... นายไม่เคยโดน นายไม่รู้หรอกว่ามันทรมานขนาดไหน... นะ... ให้ฉันพักหน่อยเถอะนะ... หรือว่านายไม่รักฉันแล้ว..."

                ขณะที่พูดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาโดยอัตโนมัติ... แหม ผมก็มีพรสวรรค์ทางการแสดงอยู่เหมือนกันนะเนี่ย

                "รักสิ... ที่ฉันอยากสัมผัสนายมากขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะว่าฉันรักนายหรอกเหรอ"

                มาโมรุก้มลงจูบซับน้ำตา

                "ฉันขอโทษ... ฉันไม่รู้ว่านายเจ็บขนาดนั้น... ฉันนึกว่าถ้ารักกัน ก็จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข..."

                โอย... งั้นก็รีบออกไปเร็วๆ เซ่ ฉันจะนอน...

                ผมโอบแขนรอบคอ แล้วดึงเขาลงมาซบอย่างเอ็นดูพลางพูดว่า

                "สำหรับฉัน... แค่มีนายอยู่เคียงข้างก็มีความสุขมากมายแล้วล่ะ"

                มาโมรุกอดผมแน่น

                อา... อบอุ่นจัง หลับไปทั้งอย่างนี้เลยดีมั้ยนะ

                แต่แล้วในที่สุดเขาก็ดันตัวออก แล้วก้มลงจูบแก้มผมเบาๆ ก่อนจะถอนกายแล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ

                ได้ผล... สามารถอ้อนมือโปรในการอ้อนได้สำเร็จ ฮ่าๆๆๆ แบบนี้เขาเรียกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า

                ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าอกอย่างง่วงงุน แล้วผล็อยหลับอย่างสบายใจ


                ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มาโมรุก็ไม่ล่วงเกินอะไรผมอีกนอกจากกอดและจูบเท่านั้น

                เฮ้อ... แต่นี่มันก็ผ่านมาตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้วนะครับ...

                ผมชักรู้สึกกลุ้มใจขึ้นมานิดๆ คืนนั้นผมเผลอไปกดดันอะไรหมอนั่นรึเปล่า? ผมเองก็ไม่ค่อยมีสติซะด้วย ก็มันง่วงนี่นา เลยจำอะไรไม่ค่อยได้

                ที่น่าเป็นห่วง... ก็ไอ้พฤติกรรมแปลกๆ ของเขานี่แหละครับ

 

                ปกติหมอนั่นติดคอมพิวเตอร์ เพราะต้องใช้ทั้งทำการบ้าน ติดต่อเพื่อน เล่นเกม และงานอดิเรกอื่นๆ สารพัด ตอนนี้ก็ยังติดเหมือนเดิม เพียงแต่...

                "มาโมรุ... นี่ของแฟนเพลงให้นาย มันติดมาในถุงฉัน"

                ผมเปิดประตูห้องของเขาโดยไม่ได้เคาะประตู เพราะกะว่าจะเอาของวางบนโต๊ะใกล้ๆ โดยไม่เข้าไปอยู่แล้ว

                ทว่ามาโมรุกลับสะดุ้งโหยง ปิดหน้าจอแล้วหันกลับมามองอ่างหวาดระแวง

                ...แค่เอาของมาให้ ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้... ผมคิด

                แต่ผมก็ไม่ได้ซักอะไรเขามาก ต่อให้เป็นทั้งพี่น้องทั้งคนรัก แต่มันก็ต้องมีความลับกันบ้างล่ะน่า... ขออย่างเดียวอย่านอกใจแล้วกัน ฮึ่ม!!!

 

                เขาใช้เวลาว่างเกือบทั้งหมดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งที่บ้านและที่ออฟฟิศ ตอนแรกผมนึกว่าเขาคงขยันหาข้อมูลที่จะเรียนก่อนเปิดเทอม หรือไม่ก็คงจะเหงาที่ไม่ได้เจอเพื่อนๆ นาน แต่... ไอ้ท่าทางระวังหลังตลอดเวลาเนี่ย... มันยังไงกันนะ?

                เขาระวังระแวงทุกคนที่มาเฉียดใกล้ตอนที่เขาใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผม บางครั้งเขาถึงกับกดพลาดรีสตาร์ทเครื่องใหม่... เจ้าน้องจอมเพี้ยนกำลังหมกมุ่นอะไรของเขาอยู่นะ? หรือว่าจริงๆ แล้วกำลังติดเกมออนไลน์ เลยกลัวผมต่อว่า?

                อ้อ แต่มีพี่ทีมงานอยู่คนหนึ่งที่ดูเหมือนพักนี้จะสนิทกับมาโมรุเป็นพิเศษ เขาคือพี่ชิโนบุ พีอาร์สาวคนสวยในบริษัท จริงสิ... สงสัยคงตั้งแต่วันนั้น...

 

                หลังจากมาโมรุกลับไปทำงานได้อย่างปกติ วันถัดมาพี่ชิโนบุก็ทำอาหารกลางวันมาเลี้ยงทุกคนในแผนกเพื่อเป็นการต้อนรับ

                พี่ชิโนบุเป็นคนมีฝีมือในการทำอาหารมาก เธอทำข้าวกล่องมาแจกคนในออฟฟิศบ่อยๆ เวลาที่เธอมีเรื่องน่ายินดีเข้ามาในชีวิต นอกจากนี้เธอยังเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่าย และดูอบอุ่นมากๆ เรียกว่าเป็นพี่สาวสวยที่แสนดีคนหนึ่งทีเดียวล่ะ

                มาโมรุจัดการอาหารตรงหน้าตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วมองผมละเลียดของในจานอย่างมีความสุข

                "หืม...? มีอะไรงั้นเหรอ?"

                ผมเหลือบตาขึ้นถาม แล้วซดน้ำซุปเสียงดัง

                มาโมรุไม่ตอบ ยังคงเท้าคางจ้องหน้าผมตาไม่กระพริบ

                ผมคีบเกี๊ยวปูเข้าปาก แล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเพลิดเพลิน ตามด้วยหมี่เย็น แล้วก็เกี๊ยวซ่า

                มาโมรุยังคงจ้อง จนผมชักเริ่มละอาย...

                "เอ่อ... นายไม่อิ่มสินะ อยากกินอะไรมั้ยล่ะ"

                ปกติหมอนี่เวลาอยากกินอะไรจะแย่งไปจากจานหน้าตาเฉยแท้ๆ แต่วันนี้มานั่งจ้องคนเขากินอยู่ได้ เขินนะเฟ่ย

                "ไม่อ่ะ อยากกินมาโกะ"

                ไอ้บ้า... ผมหน้าแดงขึ้นมานิดหน่อย... อิ่มแล้วก็อย่ามานั่งกดดันคนอื่นสิเฟ่ย จะไปไหนก็ไป ชิ้ว ชิ้ว!!

                ยังไม่ทันที่ผมจะส่งสายตาไล่ มาโมรุก็ลุกขึ้นทันทีที่พี่ชิโนบุเดินกลับเข้ามาในห้อง หมอนั่นรี่เข้าไปคุยหัวร่อต่อกระซิกกับหล่อนอย่างน่าหมั่นไส้

                แต่ผมก็ไม่ได้สนใจมากมาย หมอนี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ชอบผู้หญิงสวยๆ อายุมากกว่า ยิ่งทำอาหารเก่ง คุยสนุก มีเสน่ห์แบบนี้ แม่เหล็กดึงดูดมาโมรุดีๆ นี่เอง

 

                ทว่าตั้งแต่วันนั้น มาโมรุก็กระดิกหางเข้าหาเจ้าเหล่อนทุกวี่ทุกวัน บางครั้งหล่อนก็ซื้อนู่นสั่งนี่มาฝากมาโมรุ แถมเจ้าน้องชายขี้หลีของผมยังหวงก้างอีกแน่ะ ไม่ยอมแบ่งหรือแม้แต่ให้ดูเลยซักนิด

                อะไรของเขานะ หมอนี่... มีผมอยู่ทั้งคน ยังบังอาจกิ๊กสาวรุ่นใหญ่อีกเรอะ

                แต่ช่างเถอะ จะว่าไปเด็กผู้ชายก็งี้แหละครับ ผมเองยังแอบเหล่สาวอื่นเหมือนกันนี่นา จะยอมเป็นภรรยาใจกว้างให้ก็ได้ ตราบใดที่ยังไม่อะไรเกินเลยกับคนอื่นนะ

                แต่ขอทีเถอะ... เรื่องเดียวเท่านั้น...


                ตั้งแต่มาโมรุสนิทสนมกับพี่ชิโนบุ... ห้องครัวยามเช้าของผมเละเทะทุกวัน

                บ้านของเรามีแม่บ้านรับจ้างมาคอยทำความสะอาดตอนกลางวันก็จริง แต่ตอนเช้าหน้าที่ของผมคือทำอาหารให้น้องๆ ซึ่งรวมถึงหมอนั่น!!! แล้วผมต้องตื่นมาเจอห้องครัวในสภาพชวนเป็นลม บั่นทอนกำลังใจในการเข้าครัวเป็นอย่างมาก

                ทั้งคราบสารพัดน้ำมันที่เลอะเตา น้ำมันพืช น้ำมันงา... ทั้งสารพัดแป้งหกเรี่ยราด แป้งข้าวโพด... แป้งสาลี... แป้งหมี่... เศษหมูสับ พริกไทย กระเทียม ตกหล่นอยู่เป็นหย่อมๆ พื้นครัวเหนียวเหนอะหนะ อึ๋ย... ไม่อยากจะย่างเท่าเข้าไปเลยล่ะครับ จะมีแมลงสาบโผล่มารึเปล่าเนี่ย

                ตอนแรกผมนึกว่าเป็นฝีมือของมายุมิ แต่ว่ากลางดึกคืนหนึ่งผมตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกเหมือนมาโมรุลุกขึ้นจากเตียง ผมจึงแอบย่องไปดู ปรากฏว่าหมอนั่นกำลังง่วนทำอาหารอย่างทุลักทุเลในครัว วันแรกผมไม่ได้คิดอะไร แอบมองอยู่เงียบๆ ในความมืดด้วยความขำระคนเอ็นดู แต่พอเป็นแบบนี้ติดกันทุกวัน ผมชักหน่าย ต้องมานั่งทำความสะอาดครัวก่อนทำอาหารเช้า มันเหนื่อยนะครับ!

                ผ่านมาสี่ห้าคืนชักไม่ไหว สงสัยต้องคุยกันหน่อยแล้ว

 

                แต่แล้ว... ผมก็ไม่มีโอกาสได้คุยเรื่องครัวกับมาโมรุเลย

                เช้ามากว่าจะเช็ดครัวเสร็จก็รีบทำอาหาร พอเจอหน้ามาโมรุกะจะบ่นซักหน่อย ก็โดนหมอนั่นอ้อนจนใจอ่อน ทำใจไว้ว่าคุยทีหลังก็ได้ เพราะไม่อยากให้อารมณ์บ่จอยตั้งแต่เช้า

                หนอย...ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะพูดอะไรออกไปซักนิดให้สะกิดใจหมอนั่นจนหน้าหงิกบ้าง แต่ว่าตอนนี้... สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ เขาจะทำหน้าหงิกแล้วเดินออกห่างจากผมเพราะความรำคาญน่ะสิ

                ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองขี้บ่น แถมบ่นทีก็ใช้ถ้อยคำแสบๆ คันๆ ถ้ามาโมรุเกิดระอานิสัยนี้ของผมขึ้นมา ความสัมพันธ์ของพวกเราก็คงจะจบในอีกไม่นาน และแน่นอนว่าความเป็นพี่น้องของพวกเราก็คงจะพลอยแย่ลงไปด้วย โธ่... นี่ผมคิดผิดรึเปล่านะ ทีสารภาพรักหมอนั่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเหนือกว่ามาตลอดแท้ๆ

                ส่วนเวลาพักระหว่างงาน เจ้าน้องชายขี้หลีก็ไปเจ๊าะแจ๊ะพี่ชิโนบุคนสวยตลอด อ้อ ลืมบอกไป เจ้าเด็กหน้าหม้อนั่นขยันทำอาหารทุกค่ำทุกคืนก็เพื่อเอาไปให้หล่อนชิมนั่นแหละครับ คิดแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ ที่ให้อภัยอยู่ทุกวันนี้เพราะเห็นว่าไม่มีวี่แววจะทิ้งผมหรอกนะ

                ...เย็นไว้... มาโกโตะ... อดทนไว้... มาโมรุยังเด็ก เขายังมีโอกาสเจอคนดีๆ อีกมากมาย

                เฮ้อ... แล้วถ้าวันหนึ่งเขาเจอคนที่ดีกว่าผม และรักมากกว่าผมขึ้นมาล่ะ

                ไม่! ไม่! อย่าเพิ่งไปคิดถึงวันนั้นเลย ไว้มาถึงก่อนแล้วค่อยว่ากัน ผมไม่อยากหวนกลับไปเป็นทุกข์เพราะคิดเรื่องอนาคตมากไปเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว

     

                วันหนึ่ง ขณะที่ผมและมาโมรุเดินสะโหลสะเหลเข้ามาในบ้าน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่วางอยู่ตรงโต๊ะรับแขก

                "ใครส่งอะไรมาน่ะ"

                ผมถอดรองเท้าเสร็จก็เดินไปหยิบดู ปรากฏว่าเป็นของมาโมรุ

                "มาโมรุ มีคนส่งของมาให้แน่ะ"

                ผมตะโกนเรียกเจ้าตัวใหญ่ซึ่งเดินหอบหิ้วถุงที่ได้จากพี่ชิโนบุเข้าไปในครัวแล้ว


                ตุ่บ!!! โครม!!!


                เสียงของตกดังมาจากในครัว แล้วเจ้าน้องชายตัวดีก็วิ่งแจ้นออกมาอย่างรวดเร็ว

                "อย่ายุ่งนะ!"

                เขาร้องห้ามผมซึ่งกำลังจะหยิบกล่องขึ้นมา แล้วรีบเข้ามาฉวยกล่องแล้วเผ่นแน่บเข้าห้องนอนตัวเอง

                ...อะไรกัน... คนอุตส่าห์หวังดี จะถือไปให้ที่ห้องครัวแท้ๆ

                ผมงุนงงกับอาการพิรุธของน้องชาย

                จริงสิ... เมื่อกี้... เสียงของตก?

                ผมเดินไปที่ห้องครัว พบว่าของในถุงที่มาโมรุถือกลับบ้านมาตกระเนระนาดอยู่หน้าตู้เย็นซึ่งเปิดค้างไว้

                หมูบด... ต้นหอม... กุ้ง... เนื้อปู... แผ่นเกี๊ยว... เส้นหมี่... กะหล่ำปลี... ซี่โครงหมู... นี่มันอะไรกัน? ของสดทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? หรือว่าวัตถุดิบที่มาโมรุจะใช้ละเลงครัวให้เละอีกคืนนี้?

                ผมเก็บของที่กระจัดกระจายเข้าไปในถุง ทว่ามาโมรุมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เข้ามาคว้าของในมือผมไปเหมือนเด็กหวงของเล่น

                ผมหันไปมองอย่างเคืองๆ

                หนอย...คนอุตส่าห์ช่วยเก็บแท้ๆ

                มาโมรุจ้องตาผมตอบ สายตาของเขาเหมือนจะไล่ให้ผมรีบออกไปจากตรงนั้นเร็วๆ

                นี่หมายความว่ายังไง? ของที่ได้จากพี่ชิโนบุสำคัญกว่าน้ำใจของฉันงั้นเหรอ?

                ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงค้อนกลับแล้วเดินจากไปโดยไม่ติดใจอะไร แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ อย่างบอกไม่ถูก

                ฉันเป็นคนรักของนายนะ... ทำไมนายถึงทำกับฉันแบบนี้!

                ผมคงคิดผิดสินะ ที่สารภาพรักกับเขา... ถ้าวันนั้นผมไม่พูดออกไป ผมอาจไม่ต้องมาเจ็บปวดเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็ได้

                "เอ่อ... มาโกะ..."

                มาโมรุพูดเสียงอ่อยขณะที่ผมกำลังจะเดินออกจากห้องครัว

                "ฉัน...ขอโทษนะ... ฉันไม่ได้ตั้งใจ"

                "ช่างเถอะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ยุ่งเรื่องของนายอีกแล้ว ขอแค่คืนนี้นายช่วยเช็ดครัวให้เรียบร้อยก็พอ"

                ผมพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับไปมอง


To be continued...

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 12 Jan 2008 01:27:50 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet