รักวุ่นวายของนายกับฉัน [12] ดูตัว
posted on 09 Jan 2008 14:27 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
และแล้วก็ถึงวันเสาร์ บอกตามตรงผมไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อยในการตัดสินใจของตัวเอง
...ผมไม่อยากตัดใจจากมาโมรุ...
ตั้งแต่วันที่ผมสารภาพความในใจกับเขา ไม่มีวันไหนเลยที่ผมคิดว่าเราจะต้องแยกจากกัน
แต่การรวมตัวกันอีกครั้งของครอบครัวทำให้ผมตื่นจากความฝัน และต่อไปนี้คือเรื่องจริงที่เราต้องเผชิญ
ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะรวดเร็วขนาดนี้ ก่อนมาโมรุจะพูดความจริงทั้งหมดออกไป ผมคิดเพียงแค่จะควบคุมความรู้สึกของพวกเราไว้ในระหว่างที่พ่อแม่กลับมาเท่านั้น แม้การปิดบังความจริงเป็นเหมือนการโกหกหลอกลวง แต่ผมก็ไม่อยากทำให้ทุกคนเสียใจ
ทว่าพอเห็นน้ำตาของพ่อแม่ ผมก็รู้แน่แก่ใจแล้วว่าสิ่งที่ผมกับมาโมรุเป็นอยู่มันเป็นบาปขนาดไหน บางที... ถ้าเราทั้งสองตัดใจได้ตั้งแต่ตอนนี้ล่ะก็ ทุกอย่างคงยังไม่สายเกินไป
หลังจากวันนั้น มาโมรุเข้ามานอนกอดผมทุกคืน... แม้จะไม่มีอะไรเกินเลยต่อกันอีกแล้ว แต่เขาก็โอบรอบตัวผมแน่นราวกับต้องการความรักอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ขอโทษนะ... มาโมรุ ที่ฉันตัดสินใจแบบนั้น... ขอโทษที่ทำให้นายเจ็บปวด แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีเมื่อไหร่ ทุกฝ่ายก็จะมีความสุข ฉันเชื่ออย่างนั้น...
การพบกันในวันเสาร์ แท้จริงแล้วคือการดูตัวระหว่างผมกับท่านซายากะ
แม้จะเคยพบกันมาก่อน แต่ทางฝ่ายหญิงต้องการให้ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรู้จักกันอย่างเป็นทางการ จึงขอให้จัดพิธีดูตัวขึ้น ส่วนคุณหนูโซเฟียก็ขอร่วมด้วยอีกคน จึงกลายเป็นพิธีดูตัวของคนสองคู่ในคราวเดียวกัน
พิธีจัดขึ้น ณ ห้องวีไอพีของภัตตาคารในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ผมอยู่ในชุดกิโมโนผู้ชาย ส่วนมาโมรุใส่สูทพิธีการ
แม้จะเคยเห็นน้องชายในชุดสูทมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เขาดูภูมิฐาน งามสง่าและดูเติบโตขึ้นมากทีเดียว
...เนี่ยเหรอ... เจ้าเด็กอายุสิบแปดของผม...
"มาโกะน่ารักจัง"
ผมหน้าแดงเมื่อเจ้าเด็กแก่แดดแอบกระซิบก่อนออกจากบ้าน
แน่นอนว่าพวกเราคงตื่นเต้นกับเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใส่มากกว่านี้ ถ้างานที่เราจะไปไม่ใช่พิธีดูตัว
ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะมาถึงสถานที่นัดพบก่อนพวกเราเสียอีก
น่าแปลก... คนในห้องน้อยกว่าที่เราคิด
ท่านซายากะอยู่ในชุดกิโมโนสีแดงเพลิงตัดกับโอบิสีเหลืองสลับม่วงดูสง่างาม เรือนผมสีดำเป็นเงายาวเหยียดตรงรวบครึ่งศีรษะมีดอกไม้เล็กๆ ประดับ ราวกับตุ๊กตาเจ้าหญิง เธอมากับแม่นมเพียงลำพังสองคน ในขณะที่คุณหนูโซเฟียอยู่ในชุดวันพีซสายเดี่ยวเรียบหรูสีชมพูยาวคลุมเข่า มีผ้าคลุมไหล่สี่เข้ากันผืนโปร่งบาง ผมม้วนเป็นลอนแบบสาวหวาน ที่คอมีสร้อยเพชรเส้นเล็กๆ ประดับอยู่ เธอมากับแม่ชาวเยอรมันที่พูดญี่ปุ่นปร๋อ และเพื่อนสนิทอีกสองคน
เพื่อนสนิทของเธอออกอาการกรี๊ดกร๊าดทันทีที่ผมและมาโมรุก้าวเข้ามาในห้อง ทว่าพอทุกคนเข้ามาจนครบ พวกเธอก็สงบลง
แม่สื่อในคราวนี้คือเพื่อนสนิทคนหนึ่งของแม่ เธอเชื้อเชิญให้พวกเรานั่งฝั่งตรงข้ามฝ่ายหญิง
คู่ของพวกเรานั่งหันหน้าให้กันกลางโต๊ะยาว แม้ต่างฝ่ายต่างแต่งตัวกันมาแบบเต็มยศเพื่อให้เกียรติครอบครัวของฝ่ายตรงกันข้าม แต่บรรยากาศก็ไม่ถึงกับเป็นทางการนัก
แม่สื่อแนะนำตัวทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นพวกผู้ใหญ่ทั้งสองฟากก็เริ่มคุยกันเอง
ผมสบตาว่าที่คู่หมั้นตรงหน้า เธอกำลังนั่งฟังพวกแม่นมของเธอคุยกันอย่างตั้งใจ แต่เมื่อรู้สึกตัวแล้วหันมาสบตาผม เธอก็ยิ้มให้เหมือนแก้เขิน แล้วก้มหน้านิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
มาโมรุแอบจับมือผมใต้โต๊ะ มืออุ่นๆ ของเขากุมปลายนิ้วผมแน่น แล้วผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อโดนแหวน
...แหวนที่พวกเราสวมให้กัน...
ผมอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เพราะนอกจากต้องนั่งเฉยๆ ฟังผู้ใหญ่คุยกันแล้ว สายตาหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามน้องชายยังจ้องเขม็งมาทางผมอีก
...ไม่ใช่จ้องเขม็ง... แต่จ้องราวกับจะกลืนกินมากกว่า... ไม่อยากเชื่อเลยว่าแววตานั่นจะมาจากผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยขนาดนี้
คุณหนูโซเฟียเป็นหนึ่งในแฟนเพลงของผม... นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมโล่งใจที่ไม่ได้หมั้นกับเธอ
เธอรู้จักกับพ่อแม่ของพวกเราก่อนหน้าที่อัลบั้มที่สองจะออกเล็กน้อย หลังจากนั้นพ่อแม่ก็นัดให้เธอได้มีโอกาสร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันโดยอ้างว่าเป็นการนัดพบทางธุรกิจ แต่นั่นคงไม่ทำให้ผมรู้สึกแย่กับเธอเท่าตอนที่เธอตามมานั่งเฝ้าผมถึงบริษัทเกือบทุกวัน แม้ที่ออฟฟิศจะเข้มงวดเรื่องแฟนคลับแค่ไหน แต่เมื่อเธออ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกอปรกับเป็นบุตรีของหนึ่งในสปอนเซอร์รายใหญ่ของรายการในเครือบริษัท ทำให้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
แล้วจู่ๆ เธอก็หายไป... ผมรู้สึกโล่งใจจนไม่ได้คิดถึงสาเหตุว่าทำไมเธอจึงเลิกตามตื้อผม กระทั่งมาเห็นเธอในฐานะว่าที่คู่หมั้นของมาโมรุ ทำให้ผมอดแปลกใจไม่ได้เลยจริงๆ
...แล้วทำไมเธอถึงรับหมั้นกับมาโมรุล่ะ? ทั้งๆ ที่เป้าหมายของเธอคือผมไม่ใช่เหรอ?
ผมทำเป็นไม่สนใจสายตาหยาดเยิ้มจนน่าขนลุกคู่นั้น หันไปมองน้องชายหวังว่าจะหาเรื่องคุยแก้เขิน ทว่า...
มาโมรุกลับกำลังมองหญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามผมอย่างไม่วางตา... ทั้งที่มือของเขายังกุมมือผมไว้อย่างอบอุ่น!!!
นี่มันอะไรกัน!?
มาโมรุคงยังสนใจในตัวเธออยู่สินะ? ยิ่งวันนี้เธอสวยจนแม้แต่ผมยังตกตะลึง ก็ไม่แปลกถ้าน้องชายตัวดีของผมจะเผลอมองตาค้าง...
แต่ว่านั่นมันคู่หมั้นฉันนะเฟ่ย!!! ถึงจะไม่ได้หมั้นด้วยความรัก แต่นายควรจะให้เกียรติกันบ้างเซ่!!!
ผมฉุนกึก ขยับมือตัวเองออกจากมือของอีกฝ่าย
มาโมรุเหมือนได้สติ หันมามองผมเหมือนจะถามว่ามีอะไร
ไอ้เด็กบ้า... ยังทำเป็นไม่รู้เรื่องอีก คิดว่าคนอื่นเขาไม่เห็นรึไง
ผมมองค้อน แต่เจ้าเด็กแก่แดดยักคิ้วให้เหมือนไม่มีใครเห็น
...ใครว่าล่ะ สายตาสองคู่กำลังมองพวกเราอย่างตั้งใจเลยต่างหาก
ท่านซายากะเงยหน้าขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มองผมและมาโมรุดวงตาเป็นประกาย เธอยิ้มน้อยๆ แต่พอพวกเราหันไปก็เอามือแตะริมฝีปากเก็บอาการอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คุณหนูโซเฟียยังจ้องผมอยู่เหมือนเคย
หลังจากนั้นไม่นานอาหารก็ถูกยกมาวางเรียงรายตรงหน้า
ผมเผลอตักอาหารให้น้องชายด้วยความเคยชินจนพ่อแม่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ต้องสะกิด
ผมจึงตักอาหารให้กับว่าที่คู่หมั้นของผมแทน ขณะที่คุณหนูโซเฟียนั่งหน้าหงิก
...แน่ล่ะ ก็ไม่มีใครตักอะไรให้เธอเลยนี่นา...
มาโมรุเองแม้จะเห็นผมบริการหญิงสาวที่นั่งตรงข้าม แต่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะเอาเยี่ยงอย่าง เขาก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานอย่างสุภาพ บางครั้งก็กระซิบให้ผมตักของที่อยู่ไกลๆ ให้
พ่อกับแม่มองดูพวกเราซักพักแล้วก็เริ่มไม่ใส่ใจ... เพราะพวกเราไม่ได้ทำอะไรเสียมารยาท ออกจะกินอาหารอย่างเรียบร้อยขนาดนี้
แล้วการดูตัวก็จบลงที่การมอบแหวน
ตอนแรกผมเองก็งง รู้สึกเหมือนโดนมัดมือชกยังไงชอบกล ผู้ใหญ่นี่ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายกันจริงๆ แต่เมื่อช่วยไม่ได้ จะหมั้นวันนี้หรือวันไหนก็มีค่าเท่ากันอยู่แล้ว ผมและมาโมรุจึงสวมแหวนทองคำขาวให้คู่หมั้นและพิธีก็เป็นอันจบ
สิ่งที่ผมคาใจก็คือ... ญาติฝ่ายหญิงซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มากันน้อยเหลือเกิน
โดยเฉพาะท่านซายากะ... มาด้วยกันสองคนกับแม่นมเท่านั้น
แม้จะอ้างว่าท่านพ่อท่านแม่ของเธอติดพิธีการสำคัญ แต่ลูกสาวจะหมั้นทั้งที อย่างน้อยก็น่าจะนัดวันที่อยู่กันพร้อมหน้า
ส่วนคุณหนูโซเฟียก็ไม่มีคุณพ่อมาด้วย ให้เหตุผลว่าท่านประธานติดประชุมอยู่ที่แฟรงเฟิร์ต
ที่สำคัญ... ไม่มีการถ่ายรูป
แต่ก็ไม่แปลกอะไร เพราะการหมั้นครั้งนี้เป็นไปอย่างลับๆ ผมรู้สึกโล่งใจมากกว่าที่ไม่มีใครหยิบกล้องออกมาเผชิญความเสี่ยงต่อหน้าที่การงานของพวกผม
ไม่สิ... ถ้าสังเกตดีๆ ล่ะก็ มีเพื่อนของโซเฟียหนึ่งคนที่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่าย ขณะที่ทุกคนกำลังสนใจกับการใส่แหวน
ผมอยากจะท้วง แต่ก็น้ำท่วมปาก เพราะเกรงใจพวกผู้ใหญ่ บางที... คุณหนูโซเฟียคนนั้นอาจแค่ต้องการรูปที่ระลึกก็เป็นได้ ตัวเองหมั้นทั้งทีนี่นา
ช่างเถอะครับ... มันจบไปแล้ว และพวกเราต่างแยกย้ายนั่งรถกลับบ้าน
พ่อกับแม่ดูเหมือนจะพอใจการหมั้นครั้งนี้พอสมควร... แน่ล่ะ ทั้งผมและมาโมรุไม่ได้แสดงสีหน้าคัดค้านหรือแสดงปฏิกิริยาต่อต้านให้ต้องอับอายขายหน้า
หนำซ้ำยังยอมหมั้นแต่โดยดีตามที่ตกลงกันไว้...
วันนี้มาโมรุดูอารมณ์ดีด้วยซ้ำ ผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
แต่ถ้าให้เดาคงไม่พ้นเพราะได้เห็นหน้าท่านซายากะ หมอนั่นนั่งเหม่อเหมือนคิดอะไรบางอย่างตลอดทาง และผมยิ่งแน่ใจมากขึ้นเมื่อเขาพูดขึ้นหลังจากปิดไฟนอนตอนกลางคืน
"มาโกะ... ฉันรู้สึกแปลกๆ ล่ะ"
"อะไร"
"ท่านซายากะ..."
ผมถึงกับหูผึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้นหลุดมาจากปากของคนรัก
"ฉันรู้สึกเหมือนเคยเจอกับท่านซายากะมาก่อน..."
"ก็แหงล่ะ ก่อนหน้านี้พวกเราเคยเจอเธอมาก่อนหลายครั้งแล้ว นายจำไม่ได้รึไง"
"ไม่ใช่อย่างงั้น... โธ่... อธิบายยากจัง คือ... เหมือนเคยรู้จักกันมานาน... คล้ายๆ... เพื่อนเก่ายังไงไม่รู้"
ฟังดูเหมือนมาโมรุกำลังพูดถึงเรื่องบุพเพสันนิวาสยังไงพิกล ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"นายเลยมองแต่เขาตลอดทั้งงานเลยงั้นสิ?"
มาโมรุยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม
"รู้ด้วยเหรอ?"
"ไม่รู้ได้ไงล่ะ ท่าทางนายมันชัดเจนซะขนาดนั้น..."
ขนาดท่านซายากะยังเอาแต่ก้มหน้างุดหลบสายตา
เหมือนมาโมรุยิ้มดีใจอยู่ที่มุมปาก
"หึงล่ะสิ"
ผมหน้าร้อนฉ่าเมื่อได้ยินคำถามสั้นๆ
กะ... ก็ใช่น่ะสิ คนรักตัวเองเอาแต่สนอกสนใจคนอื่น ใครไม่หึงบ้างเล่า!?
เมื่อผมเงียบ หมอนั่นก็หัวเราะคิกคัก
"ไม่เอาน่า มาโกะ... มันไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย"
"แล้วแบบไหน"
มาโมรุนิ่งคิด เหมือนพยายามหาคำเหมาะๆ มาอธิบาย
"อืม... ไม่รู้ว่านายเคยเป็นรึเปล่านะ มาโกะ... แต่ทุกครั้งเวลาฉันเห็นท่านซายากะทีไร... ฉันรู้สึกว่า... ฉันอยากมีลูกอ่ะ"
ผมอึ้งไปกับคำตอบที่ได้ยิน
ฮึ่ม... ชัดเจนมากเลยล่ะมาโมรุ... ขอโทษนะที่ฉันเป็นผู้ชาย... ไม่สิ เป็นพี่ชายเลยต่างหาก ถ้างั้นทำไมนายไม่ไปอ้อนขอแม่ให้จับตัวเองหมั้นกับท่านซายากะซะเลยเล่า!!!
ผมดันตัวออกห่างอ้อมกอดของน้องชายแล้วหันหลังให้ด้วยความฉุน
"ง่า... มาโกะ เป็นอะไรไปอีกล่ะ ฉันพูดผิดตรงไหนงั้นเหรอ ไม่เอาน่า อย่าน้อยใจนะ ฉันรักนายที่สุดเลย..."
ขี้เกียจฟังแล้ว จะนอน...
ผมข่มความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในใจเอาไว้ ฟังจากน้ำเสียงของมาโมรุ ผมแน่ใจว่าเขาคงไม่ได้มีเจตนาจะนอกใจไปรักท่านซายากะ หรือในทางกลับกัน ต่อให้มาโมรุจะลงเอยกับผู้หญิงซักคนอย่างถูกต้อง ผมก็ควรจะยินดีปล่อยให้เขาไป แต่... มันน่าเจ็บใจที่ผมยังฝืนทำใจแบบนั้นไม่ได้
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 22 Jan 2008 00:05:46 by ★ひまじん★