* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                เหตุการณ์ในเมืองวันนั้น ทำให้ชีวิตคุณหนูโซเฟียวุ่นวายไม่ใช่น้อย ทั้งข่าวลือเรื่องเธอนิยมชมชอบผู้หญิงด้วยกัน และข่าวที่เธอแย่งแฟนคนอื่น อันที่จริงมันไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ ถ้ายัยเจ๊คนนั้นไม่เอาไปตอกไข่ใส่สีตามที่เธอถนัด

                เจ้าตัวก็น้ำท่วมปาก เธอยังคงต้องการดูดีในสายตาว่าที่แม่สามี จึงไม่อาจบอกความจริงให้ใครรับรู้ได้เลย นอกจากเพื่อนสนิทของเธอคนนั้น เนื่องจากเธอยังคงคาดหวังเรื่องของมาโกโตะอยู่ แต่เมื่อเรื่องมาถึงหูของแม่คู่หมั้น เธอจึงจำเป็นต้องเล่าบางอย่าง และปิดบังบางอย่างไว้ อาทิ... เรื่องที่เธอเตี๊ยมกับเพื่อนเพื่อรนหาที่จะเป็นข่าวเสียเอง

                “นายทำเกินไปนะมาโมรุ”

                เด็กหนุ่มต่อว่าน้องชายหลังจากเพิ่งคุยกับแม่ พวกเขาถูกบังคับให้โทรไปขอโทษคุณหนูโซเฟีย

                “ทำเกินไปตรงไหน? ฉันมีเจตนาจะปกป้องนายนะ”

                “แต่ต้องไม่ใช่วิธีการอะหล่างฉ่างแบบนั้น เกิดใครจับได้ขึ้นมา คนที่ซวยก็คือพวกเรานะ”

                “จับได้? ฉันกับนายอยู่ในชุดแบบนั้นเดินในเมืองทั้งวันยังไม่เห็นมีใครสงสัยอะไรเลย มีแต่คนมองเพราะสวยด้วยซ้ำ”

                “ไม่รู้ล่ะ คราวนี้นายหักหน้าคุณหนูโซเฟีย นายต้องโทรไปขอโทษเขา”

                “เรื่องสิ ฉันไม่ผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย นายอยากทำตามแม่ก็โทรไปเองสิ”

                “ฉันก็ไม่ผิดเหมือนกัน คนทำให้เกิดเรื่องคือนายนะ”

                เสียงโทรศัพท์มือถือของมาโมรุดังขึ้นได้จังหวะพอดี เด็กหนุ่มมองหน้าจอก่อนกดรับสาย

                “ฮัลโหล... สวัสดีครับท่านซายากะ...”

                มาโกโตะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย สุดท้ายก็ต้องปล่อยน้องชายไปคุยกับคู่หมั้นของตัวเองในห้อง

               

                ซายากะโทรมานัดกินข้าวกับมาโมรุ เธอบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย

                นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองออกข้างนอกเพื่อใช้เวลากันสองต่อสองจริงๆ

                มาโมรุไม่ได้แต่งหญิงอย่างทุกทีเพราะพวกเขานัดเจอกันในร้านอาหารเงียบๆ ใกล้บ้าน

                “รอนานรึเปล่าครับ”

                เขาถามหญิงสาวในชุดกิโมโนที่นั่งอยู่ที่มุมสงบภายในร้าน ที่นี่เป็นร้านสเต๊กตกแต่งให้บรรยากาศเหมือนร้านอาหารครอบครัว ผู้คนไม่พลุ่กพล่านเพราะอยู่แถบชานเมือง

                “ไม่หรอกค่ะ ขอโทษมาโมรุซังด้วยนะคะที่เซ้าซี้ให้รีบมา”

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ มีเรื่องสำคัญไม่ใช่เหรอ”

                มาโมรุตอบพลางยิ้มอย่างใจดี

                หลังจากพวกเขาสั่งอาหารไม่นาน สเต๊กสองจานก็ถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า

                มาโมรุคว้ามีดและส้อมเตรียมจัดการอาหารตรงหน้าอย่างร่าเริง ในขณะที่หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ รวบรวมความกล้า

                “คือว่า...” เสียงใสๆ ฟังดูลังเลอยู่เล็กน้อย “ฉันเห็นว่าพวกเราค่อนข้างสนิทกันพอสมควร... มาโมรุซังก็เปิดใจให้กับฉัน... ฉันรู้สึกดีมากๆ ก็เลย...”

                เธอยังไม่แตะต้องอาหารตรงหน้า ก้มมองจานตลอด ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายเหมือนอับอายอะไรบางอย่าง

                “อีกหน่อยท่านซายากะก็จะเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเราแล้ว บอกมาเถอะครับ ไม่ต้องอาย”

                มาโมรุพูดหลังจากกลืนอาหารลงคอ และเริ่มตัดชิ้นใหม่

                “ค่ะ... คือว่า... ขอโทษนะคะ............ แม่...”

                เคร้ง...

                ส้อมที่ปลายกำลังจะเข้าปากเด็กหนุ่มตกกลับไปยังจานเสียงดังลั่นร้าน

                มาโมรุจ้องหญิงสาวตรงหน้าค้างเหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

                “มะ... แม่?...”

                แก้มขาวใสของซายากะแดงจัดเป็นลูกตำลึง

                “ฉันขอโทษค่ะ... จริงๆ แล้ว ฉันรับหมั้นมาโกโตะซังเพราะมีเจตนาแอบแฝง... และนั่นก็คือ... เพื่อได้ใกล้ชิดกับมาโมรุซัง ฉันอยากสนิทกับมาโมรุซังจนสามารถกล่าวคำพูดเมื่อกี้ออกไปได้”

                เธอเขินจัดจนพูดออกมายาวเหยียดเป็นชุดเหมือนสารภาพความจริงบางอย่าง

                “แล้วทำไมถึงต้องพูดล่ะครับ”

                เด็กหนุ่มเองเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก

                “คือว่า... จริงๆ แล้วฉันมีคู่หมายอยู่แล้วค่ะ เรากำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ แต่ว่ายังไม่สามารถจัดงานแต่งงานได้...”

                ยิ่งทำให้มาโมรุงงหนักเข้าไปอีก เมื่อกี้เพิ่งบอกหยกๆ ว่าอยากใกล้ชิดกับเขา แต่ตอนนี้มาบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เอ๊ะ ยังไง? ไหนจะคำว่า “แม่” อีก

                “เอ่อ... ฉันไม่คิดว่ามาโมรุซังจะเชื่อเรื่องที่ฉันเล่าต่อไปนี้หรอกนะคะ คุณจะเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็ได้ แต่มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของฉัน คือว่า...”

 

                หลายเดือนก่อน...

                ซายากะและว่าที่เจ้าบ่าวของเธอหาฤกษ์สำหรับจัดพิธีแต่งงาน พวกเขาจึงไปปรึกษาโหราจารย์ประจำตระกูล

                ทว่า...

                “ฤกษ์ดีๆ ก็มีอยู่หรอก... แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฤกษ์”

                โหรทักขึ้นหลังจากนำดวงของทั้งคู่มาเทียบกัน

                “ท่านซายากะมีสิ่งที่ผูกมัดอยู่ในชาติปางก่อน ทำให้ชาตินี้ต่อให้แต่งงานสิ่งนั้นก็จะตามมารังควานขัดขวาง”

                “สิ่งนั้นที่ว่าคืออะไรคะ?”

                หญิงสาวรีบถามอย่างร้อนรน เนื่องจากเธอให้ความสำคัญกับคนรักคนนี้มาก เพราะคบหากับเธอยืนยาวที่สุดแล้ว หลังจากเธอต้องมีอันพลัดพรากจาคนรักคนก่อนๆ ในหลายรูปแบบมานับไม่ถ้วน

                โหรซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งร่างทรงจับมือซายากะแล้วหลับตาตั้งสมาธิ ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ลืมตาแล้วพูดต่อ

                “ชาติที่แล้วท่านซายากะร่างกายอ่อนแอล้มป่วยจนเสียชีวิต ทำให้แม่เสียอกเสียใจมาก เธอต้องทรมานอยู่กับการสูญเสียถึงขั้นโกรธแค้นลูกที่ทิ้งแม่ไปก่อน เธอตรอมใจตายอีกหลายปีต่อมา ความโกรธแค้นของเธอที่มีต่อดวงวิญญาณของลูกสาวจึงพุ่งใส่ท่านซายากะ ทำให้ต้องพลัดพรากจากคนรัก เหมือนท่านยังไม่ยอมยกลูกสาวให้ใคร”

                “ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำยังไงบ้างครับ”

                ว่าที่เจ้าบ่าวซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ถามอย่างร้อนรน หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาเองก็อาจเสี่ยงเช่นกัน เพราะคนรักคนก่อนของหญิงสาวบางคนจากกันเพราะเสียชีวิตทั้งที่เพิ่งจะคบกันไม่เท่าไหร่ก็มี

                “คงต้องขอขมา... เพื่อให้วิญญาณของแม่ให้อภัยและยอมรับเจ้าบ่าวของลูก”

                แม้จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ตระกูลเก่าแก่ของซายากะก็เชื่อสิ่งเหล่านี้พอสมควร

                โหรท่านนั้นสัญญาว่าจะทำพิธีเพื่อดูให้ว่าตอนนี้วิญญาณของแม่เมื่อชาติที่แล้วไปอยู่ที่ไหน เขาจะได้เรียกให้มาเข้าร่างเพื่อหญิงสาวได้ขอขมาลาโทษ แล้วเข้าพิธีแต่งงานได้อย่างสบายใจ

 

                หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น

                “หาวิญญาณของแม่เจอรึยังคะ”

                หญิงสาวถามอีกฝ่ายทันทีที่เข้าไปนั่งตรงหน้า

                โหรส่ายศีรษะ

                “เจอแล้วล่ะ... แต่เรียกไม่ได้”

                ซายากะสีหน้าสลดลง

                “ทำไมล่ะคะ?”

                “เพราะท่านไปเกิดแล้ว... หลังจากท่านตายก็ไปเกิดทันที”

                “แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีคะ”

                เมื่อได้ยินคำถาม โหรก็ยิ้มพลางตอบ

                “ไม่ยาก... ก็ไปขอโทษกับเจ้าตัวเสียเลยสิ อันที่จริงท่านซายากะน่าจะรู้ได้โดยทันทีที่เจอคนคนนั้นด้วยซ้ำ เคยเป็นแม่ลูกกันมาก่อน จิตย่อมสื่อถึงกัน...”

                “แล้วคนคนนั้นเป็นใครเหรอคะ?”

                โหรหัวเราะหึก่อนเขียนชื่อด้วยพู่กันใส่กระดาษตรงหน้า

                และทันทีที่หญิงสาวอ่านตัวอักษรนั้น เธอก็เหมือนนึกขึ้นได้ในบัดดล

                มาโมรุ... ใช่แล้ว... ต้องใช่แน่ๆ...

                มิน่าเล่า เธอถึงได้รู้สึกแปลกๆ กับเด็กคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนเมื่อนานแสนาน

                “แสดงว่า... แม่ของฉันเกิดใหม่เป็นผู้ชาย?”

                โหรพยักหน้า

                “คนเราจะเกิดใหม่เป็นเพศอะไร ไม่เกี่ยวกับเพศในชาติที่แล้วหรอก ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าและจิตในขณะที่ใกล้จะตายมากกว่า บางทีเธออาจจะอธิษฐานจิตให้เกิดมาเป็นผู้ชาย เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเรื่องลูกอีกก็ได้”

                ด้วยเหตุนี้... เพื่อพิธีแต่งงานที่ราบรื่นของซายากะ เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้พูดคำว่า “ขอโทษ” กับแม่ในอดีตชาติของเธอ

               

                “จริงๆ แล้วฉันรู้ว่ามันเร็วเกินไปที่จะสารภาพเรื่องนี้กับคุณ... แต่ตอนที่คุณพูดเหมือนกับจะจับคู่ให้ฉันแต่งงานกับมาโกโตะซัง ทำให้ฉันกลัวว่าความเอาแต่ใจของฉันจะทำให้เรื่องมันไปกันใหญ่ ฉันก็เลยคิดว่า... ต่อให้คุณจะมองว่าฉันบ้าหรืองมงาย ฉันก็ต้องบอกคุณเสียที”

                มาโมรุถอนหายใจเฮือกใหญ่

                เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่ทุกสิ่งที่หญิงสาวเล่ามาให้ฟัง แม้ดูไม่มีเหตุผล... แต่ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อหญิงสาวที่ค้างคาอยู่ในใจของเขากระจ่างขึ้นมา

                อย่างงี้นี่เอง... นั่นเป็นคำแรกที่ผุดขึ้นในสมองของมาโมรุ

                “คุณคง... ไม่เชื่อฉันสินะ”

                “เปล่า... เพียงแต่... เจ้าบ่าวของท่านซายากะ... เป็นใครเหรอครับ”

                เด็กหนุ่มอยากรู้ขึ้นมาทันที

                ซายากะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วกดโชว์ภาพที่เธอถ่ายคู่กับว่าที่เจ้าบ่าวให้ดู

                มาโมรุมองหน้าจอมือถือ รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

                “หน้าตาดีนะครับ ท่าทางใจดีด้วย”

                “ค่ะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี เข้าอกเข้าใจฉันและครอบครัวมากๆ”

                แหงล่ะ... ถ้าไม่ใช่คนประเภทนั้น คงโวยวายตั้งแต่ซายากะพาไปหาฤกษ์และเจออุปสรรคบ้าๆ นี่แล้ว

                “แล้วนี่... เขารู้รึเปล่าครับ ว่าคุณหมั้นกับมาโกโตะ”

                หญิงสาวพยักหน้า

                “ค่ะ... เขาเข้าใจฉันทุกอย่าง จริงสิ... เขารู้เรื่องที่เราแต่งคอสเพลย์ไปถ่ายรูปด้วยนะ แล้วยังบอกเลยว่าอยากรู้จักคุณแม่คนก่อนของฉันด้วย”

                ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที

                มาโมรุยิ้มอย่างยอมแพ้... นี่สินะ เด็กผู้หญิงเวลามีความรัก

                เขาเอื้อมมือไปดึงมือเรียวบางของอีกฝ่ายมากุม

                “ถ้าอย่างนั้น... ก็ได้ครับ... แม่ก็แม่... แม่ขอให้ลูกมีความสุขกับชีวิตคู่นะ แม่จะให้อภัยลูกทุกอย่าง”

                เด็กหนุ่มพูดได้แค่นั้นเพราะรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าต้องมาเป็นแม่ใคร... โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่าตัวเองหลายปีแบบนี้ ที่สำคัญ...ต่อให้สิ่งที่หญิงสาวพูดเป็นเรื่องจริง เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นเธอแต่อย่างใด เรื่องของชาติที่แล้วอะไรนั่นจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ จำอะไรไม่ได้แล้วนี่นา

                ทว่าเพียงแค่นั้น หญิงสาวก็ถึงกับน้ำตาซึม

                “ไม่เอาน่า... อย่าร้องไห้สิครับ... ผมยินดีด้วยนะ ว่าแต่คุณจะทำยังไงต่อไป... ให้ผมอธิบายให้มาโกโตะฟังมั้ย”

                มาโมรุน้ำเสียงใจดีจนแม้แต่ตัวเองยังสงสัย

                “ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงฉันก็ต้องถอนหมั้น ฉันคงต้องขอโทษคุณแม่ของพวกคุณด้วย”

                “เรื่องเล็กน่า บ้านเรายังมีเรื่องใหญ่กว่านั้นที่ทำให้แม่หัวปั่นได้อีก”

                เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ เมื่อหญิงสาวมองอย่างฉงนเขาจึงพูดต่อ

                “คือว่า จริงๆ แล้ว...”

 

                 หลังจากรับประทานอาหารด้วยกันเสร็จ ซายากะก็ไปส่งเด็กหนุ่มที่บ้าน

                มาโมรุเห็นแสงลอดผ่านหน้าต่างห้องพี่ชาย ก็แน่ใจว่ามาโกโตะกลับมาแล้ว

                “เข้าบ้านก่อนสิครับ”

                เมื่อหญิงสาวเดินลงมาจากรถ เขาก็รู้สึกว่าเจ้าของห้องนั้นกำลังแหวกผ้าม่านมองพวกเขาเช่นกัน

                มาโมรุให้ซายากะนั่งรอในห้องรับแขกก่อน ดูเหมือนนอกจากเด็กหนุ่มในห้องนอนแล้ว ก็ไม่มีใครอยู่บ้าน สงสัยคงพากันออกไปซื้อของ

                ประตูเปิดออกหลังจากเสียงเคาะไม่กี่วินาที ร่างสูงเดินเข้าไปแล้วกอดอ้อนพี่ชายเหมือนเด็กเล็กๆ

                ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากคนตรงหน้า ยกเว้นคำพูดประชดกลับมา

                “ไปเดทกันมาสนุกมั้ยล่ะ”

                เด็กหนุ่มยิ้มที่มุมปาก

                “หึงเหรอ...  มาโกะ”

                เสียงกระซิบที่ข้างหูทำเอาอีกฝ่ายหน้าแดงขึ้นมาอย่างหยุดไม่อยู่

                “บ้าน่า... ทำไมฉันต้องหึงด้วย ก็นายออกไปกับท่านซายากะเป็นปกติอยู่แล้วนี่”

                “แต่วันนี้ฉันไม่ได้แต่งหญิงออกไปนะ... และต่อจากนี้ไปคงไม่มีมาโมรุเวอร์ชั่นผู้หญิงอีกแล้วด้วย”

                “.........”

                มาโกโตะปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นมาทันใด

                หมายความว่า... มาโมรุจะคบกับท่านซายากะอย่างเปิดเผยแล้ว?

                “ท่านซายากะมีเรื่องอยากคุยกับนายแน่ะ...”

                เด็กหนุ่มจดหน้าผากตัวเองลงบนหน้าผากของอีกฝ่าย

                “เธออยากจะถอนหมั้น...”

                วูบหนึ่งในหัวของมาโกโตะว่างเปล่า แม้วงแขนของคนที่กอดเขาอยู่จอบอุ่นสักแค่ไหน แต่เขากลับเย็นวาบไปทั้งตัว ดวงตาที่เหลือบขึ้นจ้องใบหน้าอีกฝ่ายสั่นระริกจนต้องเบือนสายตาไปทางอื่น

                มาโมรุเจอผู้หญิงที่จริงจังด้วยแล้วสินะ

                ต่อจากนี้ไปครอบครัวเราคงจะไม่มีปัญหาอีก... พ่อแม่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็จะสบายใจขึ้นเสียที... มาโมรุก็คงจะไม่มาวอแวกับเขา เขาเองก็โล่งใจที่คนรักของน้องชายเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อม

                เขาควรจะโล่งใจ... เขาควรจะดีใจที่น้องชายจอมดื้อคิดได้เสียที

                ต่อไปนี้มาโมรุคงไม่มาอ้อนเขาอีก... คงไม่มานอนกับเขาอีก... จะได้นอนคนเดียวอย่างสบายใจ

                คนเดียวงั้นเหรอ... เหลือเขาอยู่คนเดียวแล้ว...

                เหลือแต่เขาคนเดียวที่โกหกตัวเองว่าเข้มแข็งมาตลอด ทั้งๆ ที่รักและต้องการคนคนนี้มากกว่าใครๆ

                นี่คือผลจากการปฏิเสธหัวใจตัวเอง... ผลจากการทำร้ายจิตใจคนที่ตัวเองรักมากที่สุด...สินะ

                เขาผลักตัวเองออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย

                “ยินดีด้วยนะมาโมรุ... ในที่สุดนายก็เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเสียที”

                “อื้ม... ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าฉันคิดยังไงกับท่านซายากะ”

                มาโกโตะหันหลังให้ เขารู้สึกว่าถ้าพูดอะไรออกไปตอนนี้คงเสียงสั่นเครือจนอีกฝ่ายจับได้แน่

                ทว่าวงแขนที่เขาเพิ่งผลักไสกลับไล่ตามมาโอบลำตัวจากด้านหลัง

                พอเถอะ... มาโมรุ... ฉันไม่ต้องการการปลอบใจ ต่อจากนี้ไปเขาไม่คู่ควรกับอ้อมกอดนี้อีก

                คิดพลางขืนตัวออกห่างจากร่างสูง ทว่าวงแขนนั้นกลับดึงดันที่จะรั้งตัวเขาไว้

                “ปล่อย... มาโมรุ...”

                มาโกโตะเริ่มเบ้หน้าเพราะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

                “ทำไมนายต้องหนีฉันอยู่เรื่อย... ทั้งที่นายรักฉันขนาดนี้”

                เด็กหนุ่มหน้าร้อนวูบเมื่อได้ยิน เขาอยากพูดอะไรบางอย่างเพื่อปฏิเสธ แต่สมองกลับไม่ทำงานขึ้นมาดื้อๆ

                “ตะ... แต่นายรักท่านซายากะแล้วนี่... ต่อจากนี้ไปอย่าทำแบบนี้กับฉันอีกเลย...”

                เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ผ่านหน้าอกของอีกฝ่าย

                “ใช่แล้วล่ะ... ฉันเพิ่งรู้ตัวเองว่าฉันรักท่านซายากะ ตอนนี้ทุกอย่างสำหรับฉันไม่มีอะไรคลุมเครืออีกต่อไปแล้ว... แต่ไม่ว่าฉันจะรักใครก็ตาม ฉันก็จะกอดนายแบบนี้... เพราะนายเป็นของฉัน”

                “เด็กดื้อ... คนเห็นแก่ตัว...”

                มาโกโตะพึมพำเบาๆ

                “นายจะด่าอะไรฉันก็ช่าง... มาโกะ... ฉัน...ขอโทษ ฉันขอโทษที่ก่อนหน้านี้ฉันบอกว่าจะให้นายแต่งงานกับท่านซายากะ ฉันไม่น่าพูดให้นายเสียใจแบบนั้นเลย”

                หนอย... แล้วคิดว่าตอนนี้ฉันไม่เสียใจอย่างงั้นเหรอ...

                “ใครเสียใจกับคำพูดของนายกัน? ท่านซายากะเป็นคู่หมั้นฉัน ซักวันเราก็ต้องแต่งงานกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”

                “แต่ต่อจากนี้นายไม่ต้องแต่งงานกับเธอแล้วล่ะ เพราะเธอจะถอนหมั้นกับนาย”

                “เพื่อคบกับนายแทนสินะ”

                เสียงที่ลอดริมฝีปากที่เด็กหนุ่มกัดเม้มสะกดอารมณ์เอาไว้แหบพร่าและแผ่วเบา

                “ไม่ใช่”

                มาโมรุตอบสั้นๆ อย่างหนักแน่น

                “ท่านซายากะกำลังจะแต่งงาน”

                มาโกโตะเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เขายอมหันไปมองอีกฝ่ายโดยไม่ทันได้สนใจว่าหยาดน้ำใสๆ ไหลลงสองข้างแก้มเป็นทางอย่างไม่รู้ตัว

                มาโมรุยิ้มอ่อนโยนให้พี่ชาย เขาเช็ดน้ำตาให้แล้วจูบเบาๆ ที่สองพวงแก้มเหมือนปลอบขวัญ

                “ท่านซายากะมีเหตุผลที่ต้องหมั้นกับนาย... เธอมารอเพื่อจะขอโทษและอธิบายทุกอย่าง ออกไปคุยกับเธอนะ”

                เด็กหนุ่มมึนงงไปหมด นี่มันเรื่องอะไรกัน...

                “ยังยืนอึ้งอยูได้ หรือว่านายอยากอยู่กับฉันสองต่อสอง จะได้ออกไปบอกท่านซายากะให้กลับไปก่อน”

                มาโมรุเปลี่ยนน้ำเสียง เรียกสติพี่ชาย

                มาโกโตะผลักอกร่างสูงออก แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาดูกระจกก่อนเดินออกจากห้องด้วยความเขินระคนหมั่นไส้

 

                คำอธิบายของซายากะทำให้มาโกโตะอึ้งไปหลายวินาที

                เหมือนกำลังนั่งฟังคนเล่านิทานกลับชาติมาเกิดซักเรื่อง... แต่สุดท้ายเมื่อเห็นท่าทางยอมรับแต่โดยดีของมาโมรุ เด็กหนุ่มก็จำต้องทำใจ

                เรื่องแบบนี้... คงมีแต่ทั้งคู่เท่านั้นที่สัมผัสได้

                ไม่ต่างกับความรักของพวกเขาที่แม้คนรอบข้างจะไม่เห็นด้วย แต่มันก็เกิดขึ้น มีอยู่จริง และมีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่รับรู้ถึงความรักที่มีให้กัน

                ซายากะคืนแหวนหมั้นให้กับมาโกโตะ ปัญหาสุดท้ายของเธอคือจะขอโทษคุณแม่ของเด็กหนุ่มอย่างไร แต่ในเมื่อเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แม่ของพวกเขาก็คงต้องยอมรับอยู่ดี ในเมื่อพิธีแต่งงานของเธอกำหนดขึ้นมาแล้วในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

                แน่นอนว่าเธอเชิญมาโกโตะและมาโมรุไปเป็นเกียรติในงานด้วย

               

                ซายากะกลับไปก่อนที่จะได้เจอคนอื่นๆ ในครอบครัว เธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้กลับไปตั้งหลักเพื่อคิดหาวิธีเหมาะในการขอโทษแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

                มาโมรุดึงแขนพี่ชายเข้าห้องตัวเองทันทีที่ส่งหญิงสาวออกจากบ้านเรียบร้อย

                “โอ๊ย... มาโมรุ เบาๆ ก็ได้”

                เด็กหนุ่มดึงข้อมือตัวเองออกขณะอีกฝ่ายกดล็อกประตู

                “เรามีอีกเรื่องที่ต้องคุยกันนะมาโกะ”

                มาโมรุดันพี่ชายจนหลังชิดกำแพงแล้ววางมือไว้เหนือไหล่ของอีกฝ่ายเหมือนไม่ยอมปล่อยให้ไปไหน

                “เรื่องอะไร”

                เด็กหนุ่มถามพาซื่อ

                “เมื่อกี้... นายหึงใช่มั้ย”

                มาโกโตะเบือนหน้าหลบสายตาจริงจังของอีกฝ่ายที่มองลงมา

                “ยอมรับมาดีๆ เถอะน่า”

                มือใหญ่เชยคางพี่ชายขึ้นมาสบสายตา

                “เออ... ใช่ ฉันหึงนาย พอใจรึยัง”

                มาโกโตะพูดเสียงแดกดันด้วยความโมโหระคนอับอาย ทว่าร่างสูงใหญ่ตรงหน้ากลับโผเข้ากอดเขาแน่นจนไม่ทันตั้งตัว

                “ฉันดีใจจังที่นายหึงฉัน”

                เด็กหนุ่มได้แต่อึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

                “ต่อจากนี้ไปอย่าผลักไสฉันอีกนะมาโกะ... สัญญาได้มั้ย ว่าเราจะสู้ด้วยกัน ให้ทุกคนยอมรับเราให้ได้ ฉันจะไม่ยอมยกนายให้ใครง่ายๆ หรอก”

                “ใครผลักไสใครกันแน่ แล้วคนที่ยกฉันให้ท่านซายากะง่ายๆ คือนายเองไม่ใช่เหรอ”

                มาโกโตะสวนกลับไปบ้าง

                “ฉันขอโทษ... ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว... ฉันจะหวงมาโกะให้ถึงที่สุด”

                เจ้าเด็กขี้อ้อนทำเสียงหงิงๆ เหมือนลูกหมาโดนทิ้ง

                เด็กหนุ่มยิ้มบางๆ แล้วกอดตอบเจ้าตัวดี

                “ฉันยอมแพ้นายแล้ว... มาโมรุ... ฉันสัญญาว่าฉันจะเคียงข้างนายไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะเป็นคนรักกันตลอดไปนะ”

                แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย แต่อ้อมแขนของมาโมรุยังคงอบอุ่นและปลอดภัยเสมอ

                มาโกโตะหลับตาพริ้ม เพลิดเพลินกับสัมผัสที่โหยหาอยู่ตลอดเวลา มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อหลังสัมผัสกับที่นอนเรียบร้อย

                “เฮ้ย... มาโมรุ ฉันยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ... นายก็ด้วย”

                “ฉันไม่รอแล้วล่ะ อยากกอดมาโกะสุดๆ เลยนี่”

                พูดพลางพรมจูบทั่วพวงแก้มใส มือซุกซนสอดใต้เสื้อลูบไล้ผิวกายของอีกฝ่าย

                “นายนี่ เอะอะก็มาจบที่เรื่องแบบนี้อยู่เรื่อย”

                มาโกโตะขืนตัวออกจากอีกฝ่าย

                “ก็นายอยากน่ารักทำไมล่ะ ที่สำคัญ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน ฉันก็ต้องรีบฉวยโอกาสก่อนที่ทุกคนจะกลับมาสิ”

                “อย่ามาพูดดีหน่อยเลย ต่อให้คนอยู่กันเต็มบ้านนายก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรอยู่แล้ว”

                ร่างสูงเบื้องบนฉีกยิ้มเล็กน้อย

                “ใครว่าล่ะ... ฉันก็รักและเกรงใจทุกคนนะ แต่นายมันดันเสน่ห์แรงเองนี่นา ฉันอดใจไม่ไหวทุกที”

                หนอย... ไอ้เด็กคนนี้... ไปหัดพูดจาหวานเลี่ยนแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คนมันเขินนะเฟ่ย

                มือเรียวบางหยุดการขัดขืน เปลี่ยนมาเป็นปลดกระดุมเสื้อให้อีกฝ่ายแทน

                มาโมรุหยุดการโลมเล้าในตอนแรก เปลี่ยนมาเป็นจ้องมองกิริยานั้นอย่างหลงใหล ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเขินอายมากกว่าเดิม

                “สวยจังเลย... มาโกะ... นายเป็นภรรยาที่ฉันภูมิใจสุดๆ เลยรู้มั้ย”

                “ถ้านายไม่หยุดพูดล่ะก็ ฉันจะกลับห้อง ปล่อยให้ค้างอยู่อย่างนี้แหละ”

                ร่างที่เล็กกว่าหันมาแหวใส่ คนตัวใหญ่กว่าหัวเราะหึเบาๆ ก่อนก้มลงบรรจงจุมพิตบนริมฝีปากอย่างอ่อนหวาน

                มาโกโตะหลับตาปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์

                ...พระเจ้าครับ... หากท่านมีจริง ขอให้ความสุขเล็กๆ ของพวกเราคงอยู่แบบนี้ตราบนานเท่านานด้วยเถอะครับ...


To be continued...

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 22 Jan 2008 00:00:52 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry