รักวุ่นวายของนายกับฉัน [10] เผชิญ
posted on 09 Jan 2008 14:26 by i-am-hima in fiction* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
"เป็นความผิดของมามิเอง... มามิขอโทษ..."
เด็กสาวหน้าสลดต่อหน้ามารดา ขณะนี้พวกเธอนั่งคุยกันลำพังสองคนในห้องพักของพ่อและแม่
"ตอนนั้น ถ้ามามิไม่วางแผนพิเรนทร์ๆ นั่น มาโกะจังกับมาโมะจังก็คงไม่..."
เธอหมายถึงแผนการแก้เผ็ดนางแบบสาวอาริสะซึ่งเธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟังเมื่อครู่
หญิงสาวผู้เป็นแม่ถอนหายใจ อันที่จริงเธอไม่คิดว่าเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียวจะทำให้ลูกชายทั้งสองของเธอเบี่ยงเบนได้ขนาดนี้ อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้ปลอบอะไรลูกสาวเลยซักคำ เว้นแต่เอื้อมมือมาจับไหล่อย่างอ่อนโยนเท่านั้น
"พี่เขาเป็นแบบนั้นตั้งแต่ตอนนั้นเหรอลูก"
มายุมิส่ายหัว
"มามิไม่รู้... เพิ่งมาสังเกตตอนที่มาบุจังเล่าให้ฟังนั่นแหละ"
แน่นอนว่าเธอถ่ายทอดสิ่งที่มานาบุบอกเธอให้แม่ฟังแล้วเช่นกัน
หญิงสาวถอนหายใจเสียงดัง แล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างหมดแรง
"ไม่อยากเชื่อเลย... ว่าจู่ๆ ลูกชายแม่... ทีเดียวตั้งสองคน..."
เธออยากเอามือก่ายขมับเป็นที่สุด แต่แขนก็แทบไม่มีแรงจะทำได้ดั่งใจ
"มามิไม่ได้อยากให้พี่ๆ เป็นอย่างนั้นเลยนะ..."
เด็กสาวก้มหน้างุด
"ใจเย็นก่อนเถอะมามิจัง... เรายังไม่รู้เลยว่ามาโกะจังกับมาโมะจังจะเป็นถาวรรึเปล่า"
มายุมิหูผึ่ง
"หมายความว่ายังไงคะ"
"พ่อกับแม่ผิดเองที่ปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมากเกินไป... เมื่อก่อนท่าทางเบื่อหน้ากันจะตาย ไม่คิดว่าตอนนี้จะเป็นแบบนี้ไปได้... แต่จะว่าไปนะลูก พี่เขาก็ยังเป็นวัยรุ่นกันอยู่ บางทีอาจสับสนอะไรบางอย่างตามวัย หรืออยากรู้อยากเห็นในสิ่งแปลกๆ"
"หมายความว่าพี่ๆ อาจจะหายก็ได้ใช่มั้ยคะ"
หญิงสาวเหลือบตามองเพดาน
"ไม่รู้สิลูก... แม่ก็ไม่เคยมีลูกชายเป็นเกย์ซะด้วย... แถมพี่กับน้องยังเป็นทั้งคู่อีกต่างหาก โอย... หนักใจ"
"แล้ว..."
จู่ๆ มายุมิก็นึกถึงเสียงสะอื้นของพี่ชายเมื่อเช้าขึ้นมา
"ถ้ามาโกะจังกับมาโมะจังเขารักกันจริงๆ ล่ะคะ"
"......"
ไม่มีคำตอบจากผู้เป็นแม่
ห้องเงียบไปครู่ใหญ่
"คงต้องพิสูจน์หน่อยแล้วล่ะ"
จู่ๆ หญิงสาวก็ยันตัวเองขึ้นมาจากพนัก
"พิสูจน์?"
"ก็เรายังไม่ได้คุยกับเจ้าตัวปัญหาเลยนี่นะ บอกตรงๆ ว่าแม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าทั้งคู่รักกันขึ้นมาจริงๆ แม่จะรับได้รึเปล่า"
"มามิอยากให้มาโกะจังกลับไปคบกับพี่ฮิเดมิ..."
เด็กสาวโอดครวญ ถ้าพี่ชายของเธอยังไม่เลิกกับแฟนสาวล่ะก็ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิด
"ไม่ได้หรอกมามิจัง" แม่ก็สวนขึ้นมาทันใด แต่น้ำเสียงฟังดูเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า "ฮิเดมิจังอยู่ในวงการ ขืนคบกันเป็นข่าวจะเสียหายเปล่าๆ... แต่แม่พอจะคิดอะไรออกบ้างแล้วล่ะ"
เด็กสาวมองหน้าแม่อย่างสงสัย ทว่าไม่มีทีท่าว่าหญิงสาวจะหันมาตอบเธอแต่อย่างใด ดวงตาเธอฉายแววมุ่งมั่นเหมือนกำลังคิดแผนการอะไรบางอย่างที่พร้อมลงมือได้ตลอดเวลา
และก็เป็นอีกคืนที่มาโมรุกกกอดพี่ชายด้วยอารมณ์ปรารถนา หากแต่คืนนี้ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและทะนุถนอมราวกับอีกฝ่ายสามารถแตกสลายได้ทุกเวลา
"พอเถอะ... มาโมรุ"
เด็กหนุ่มส่งเสียงห้ามเมื่อมือใหญ่เริ่มลูบไล้บนผิวกายอีกครั้ง
"ที่ฉันยอมนายวันนี้เพราะนายช่วยชีวิตฉันไว้หรอกนะ อย่าลืมสิมาโมรุว่าเราสัญญาอะไรไว้"
เสียงของมาโกโตะแหบพร่าเหมือนอ่อนแรง เขาเองก็ต้องการสัมผัสจากอีกฝ่ายไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจทำให้อีกฝ่ายอิ่มเอมได้ซักครั้ง
"ฉันจำได้เสมอ... มาโกะ... แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ฉันรู้สึกเหมือนจะสูญเสียนายได้ทุกเวลา"
มาโมรุกระซิบข้างหู อีกฝ่ายไม่รู้หรอกว่าเขาหวาดกลัวและลนลานแค่ไหนตอนที่พยายามช่วยชีวิตคนรักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะฟื้น
"ฉันขอโทษ... ที่ทำให้นายตกอกตกใจขนาดนั้น"
มาโกโตะแนบฝ่ามือลงบนแก้มของน้องชาย แล้วมองลึกเข้าไปในดวงตา
เด็กหนุ่มตรงหน้าโน้มตัวเข้ามาจูบริมฝีปากอย่างดูดดื่ม
"ฉันไม่ได้โกรธนายนะ มาโกะ... ฉันแค่ไม่อยากเสียนายไปเท่านั้น ฉันกลัว... ฉันกลัวว่านายจะไม่ได้อยู่ตรงหน้าฉันอีก"
มาโกโตะโอบรอบคออีกฝ่าย... สุดท้าย... เขาก็ต้องยอมเจ้าเด็กขี้อ้อนจนได้ บ้าชะมัด... ทั้งที่คืนนี้เขาไม่ได้เมาแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้ตามใจตัวเองขนาดนี้
ผิวกายขาวเนียนที่เสียดสีกันตลอดเวลาช่างอบอุ่นชวนเคลิบเคลิ้ม เสียงกระซิบพร่ำบอกรักดังข้างหูไม่ขาดสาย ราวกับไม่รู้ว่าวินทีต่อไปจะได้มีโอกาสบอกคำคำนี้ต่อกันอีกหรือไม่
เวลานี้... มาโกโตะอยากลืมคำถามที่มักผุดขึ้นมาในหัวให้หมด...
วันพรุ่งนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไร...
คนรอบข้างจะรู้สึกอย่างไร...
ไม่อยากสนใจอีกแล้ว...
หลังกลับจากเกาะทางใต้ ทุกอย่างก็ดูเหมือนเป็นปกติ
มาซากิและมานาบุต่างแยกย้ายไปนอนบ้านและอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง มาโมรุจึงจำต้องกลับไปนอนห้องตัวเองตามคำเกลี้ยกล่อมของมาโกโตะ
แม่สังเกตเห็นแหวนที่ทั้งคู่สวมบนนิ้วนางข้างซ้าย แต่เธอไม่ได้ทักท้วงอะไร ซ้ำยังทำให้คิดอะไรบางอย่างออก
สองสามวันต่อมา เธอและสามีเรียกลูกชายทั้งสองมานั่งคุยกันในห้องรับแขก
เด็กหนุ่มทั้งคู่สังหรณ์ใจอย่างประหลาด ที่จู่ๆ บรรยากาศของครอบครัวเครียดขึ้นมา
หญิงสาวยื่นรูปถ่ายให้ลูกชายสองใบ
มาโกโตะและมาโมรุถึงกับเบิกตาโพลงเมื่อเห็นรูปดังกล่าว
...ท่านซายากะ กับยัยโซเฟีย...
ผู้หญิงบนรูปถ่ายใบหนึ่งสวมกิโมโนสีชมพูอ่อนคาดโอบิสีเขียวสลับม่วง ผมยาวเหยียดตรงสีดำเป็นประกายรวบไว้ครึ่งศีรษะ ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากอิ่ม ผิวหน้าขาวเนียนแต่งหน้าเพียงบางๆ ไม่ว่าดูยังไงก็เป็นภาพของกุลสตรีชั้นสูง
ส่วนรูปอีกใบหนึ่งเป็นสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นเยอรมันลูกสาวเจ้าของกิจการนำเข้ารถยนต์ เธอแต่งตัวเรียบร้อยดูคล้ายอาจารย์ รูปหน้ากลมแก้มป่องจมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลมโต ดูหวานซึ้งกว่าเดิมด้วยผมหน้าม้าปัดข้าง ให้ความรู้สึกเหมือนคุณหนูจอมหยิ่งซึ่งวางท่าสงบเสงี่ยม
"นี่มันอะไรกันครับ"
มาโกโตะเอ่ยถามด้วยความงงงวย
"วันเสาร์นี้เราจะไปพบพวกเธอกันจ้ะ"
แม่ตอบยิ้มๆ
"ไปพบ?"
ลูกชายทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกัน
หญิงสาวพยักหน้าแล้วพูดต่อ
"ไม่ได้เจอสองคนนี้ตั้งนานแล้ว เลยอยากจะให้พวกลูกๆ ไปพบกันซะหน่อย"
"แล้วทำไมต้องไปพบด้วยล่ะ"
มาโมรุถามขึ้นบ้าง
"แม่จะให้มาโกะจังกับมาโมะจังหมั้นกับสองคนนี้"
"หมั้น!!!!!?"
เด็กหนุ่มทั้งคู่ตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน
"ใช่จ้ะ... หมั้น แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราจะจัดพิธีกันอย่างลับๆ ไม่ให้เรื่องถึงบริษัทของลูกอย่างแน่นอน"
"แต่ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ พวกผมยังไม่คิดที่จะแต่งงานหรอก"
มาโกโตะรีบปฏิเสธ
"ไม่ได้บอกว่าจะให้แต่งงานซักหน่อยนี่จ๊ะ แค่หมั้นกันเอาไว้ก่อนเท่านั้น"
"แต่ผมยังไม่ถึงยี่สิบเลยนะแม่"
ลูกชายคนเล็กแย้ง
"ถ้าผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายยินยอมก็ไม่มีปัญหาจ้ะ"
แม่ตอบกลับอย่างใจเย็น เธอนึกอยู่แล้วว่าปฏิกิริยาลูกชายจะต้องเป็นแบบนี้
"แล้วมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องหมั้นด้วยล่ะครับ"
เมื่อได้ยินคำถามจากลูกชายคนกลาง พ่อก็กระแอมขึ้นมาครั้งหนึ่ง
"คืออย่างนี้ลูก... ตอนนี้บริษัทเราติดหนี้บุญคุณกับบริษัทพ่อของหนูโซเฟีย เมื่อสามเดือนก่อนเศรษฐกิจแย่ ทางพ่อของหนูโซเฟียเขาอุตส่าห์ยอมค้ำประกันให้โรงงานสาขายุโรป... เลยคิดว่าถ้าดองกันไว้ก็คงไม่เสียหาย ส่วนท่านซายากะน่ะ... จริงๆ พ่อกับแม่ให้เขาหมั้นหมายกับพี่ชายของลูกไว้ แต่มาสะจังก็ดันรีบแต่งงานไปซะก่อนทำให้เขาเสียหน้าไปรอบนึง ส่วนมาบุจังก็มีแฟนเป็นของตัวเองแล้ว ถ้าลูกก็ยังปฏิเสธเขาอีกล่ะก็ เท่ากับพ่อแม่ผิดสัญญากับตระกูลฟุจิวาระซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ช่วยเหลือกันมา แล้วทำให้ท่านซายากะต้องอับอายถึงสามครั้งเชียวนะ"
ตระกูลฟุจิวาระเป็นตระกูลขุนนางซึ่งมีเชื้อสายของราชวงศ์ การหักหน้าบุคคลในตระกูลจึงเสมือนเป็นการหยามเกียรติของราชวงศ์ไปด้วย
"เดี๋ยวสิครับพ่อ... แต่ท่านซายากะมาจากตระกูลที่มียศถาบรรดาศักดิ์ พ่อแม่เขาจะยอมให้มาหมั้นกับนักร้องอย่างพวกเราเหรอครับ"
หนุ่มใหญ่ยิ้มบางๆ
"ไม่ต้องห่วงหรอกลูก เขาไม่ได้หมั้นกับมาโกโตะ มาโมรุที่เป็นนักร้องซักหน่อย แต่เขาหมั้นกับลูกของพ่อต่างหาก อีกอย่างท่านซายากะเองก็ชื่นชอบมาโกโตะกับมาโมรุอยู่นะ"
เด็กหนุ่มมองหน้ากันแล้วขมวดคิ้ว
"แล้วถ้าพวกเราปฏิเสธล่ะครับ"
มาโกโตะถาม
"เหตุผลล่ะ"
เด็กหนุ่มคนน้องรีบชิงตอบ
"เราไม่ได้รักพวกเธอนี่นา... ที่สำคัญ..."
มาโกโตะแอบใช้เท้าสะกิดขาน้องชาย เพราะกลัวว่ามาโมรุจะหลุดพูดอะไรออกมา แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
"พวกเรามีคนที่รักอยู่แล้วครับ"
ไอ้มาโมรุ!!!!!!!!
มาโกโตะอยากจะกระโจนเข้าไปบีบคอน้องชาย แล้วเขย่าหัวแรงๆ ให้ลิ้นจุกปากกันไปข้าง ในใจตุ๊มๆ ต่อมๆ กังวลว่าไอ้ตัวแสบจะพูดอะไรต่อไปรึเปล่า
ทั้งพ่อและแม่นิ่งไปครู่หนึ่ง มีแต่ลูกชายคนกลางเท่านั้นที่นั่งกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
"งะ... งั้นเหรอ พ่อกับแม่ไม่เห็นรู้เลย"
พ่อดูอึ้งๆ ในขณะที่แม่แอบหวาดๆ กับสิ่งที่จะได้ยินต่อมา เธอสะกิดสามีไม่ให้ถามอะไรต่อ ทว่าลูกชายคนเล็กของเธอดูเหมือนจะไม่ยอมลดละ
"พวกเราขอโทษที่ไม่ได้บอกพ่อกับแม่"
"มาโมรุ!"
เด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆ รีบห้าม
"แต่ทั้งผมทั้งมาโกะคงไม่อาจหมั้นกับใครได้อีกแล้ว"
"พอเถอะ มาโมรุ... ไม่ต้องพูดต่อแล้ว!!"
มาโกโตะตะโกนลั่น
"เพราะว่า..."
เด็กหนุ่มเอามือปิดปากน้องชายอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ
"มาโกโตะ..." พ่อปรามสีหน้าเคร่งเครียด "ปล่อยให้น้องพูดเถอะ"
มาโกโตะอิดเอื้อนเล็กน้อย แล้วจึงคลายมือออกจากริมฝีปากของร่างสูง เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จู่ๆ ความกลัวก็แล่นเข้ามาในสมอง
"ขอร้องล่ะมาโกะ... ฉันไม่อยากปิดบังพ่อกับแม่อีกแล้ว"
มาโมรุหันมากระซิบ
เด็กหนุ่มคนพี่น้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาทันใด เขาอยากหายตัวไปเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ว่าจะอยู่หรือไป หากน้องชายสารภาพล่ะก็ เขาคงไม่อาจหนีจากความจริงได้
มาโมรุคว้ามือพี่ชายมากุมไว้
เพียงแค่เห็นอาการนั้น พ่อกับแม่ก็เข้าใจทุกอย่าง เพียงแต่ถ้ามีคำพูดยืนยันให้แน่ใจมากขึ้นล่ะก็...
อย่างน้อยไม่กี่วินาทีก่อนคำสารภาพ พวกเขายังคงมีความหวังบ้างว่าสิ่งที่ลูกชายกำลังจะพูดอาจไม่ใช่อย่างที่ตัวเองคาดเดาไว้
ทว่า...
"มาโกะกับผม... เรารักกัน..."
คำพูดสั้นๆ ของมาโมรุทำเอาพ่อแม่ถึงกับตกตะลึงระคนผิดหวัง
"มาโมรุ..."
มาโกโตะพึมพำขึ้นมาเบาๆ จนแทบไม่ได้ยินเสียง
"มาโมะจัง... พูดอะไรออกมาน่ะลูก"
แม่พูดเสียงสั่น ในขณะที่พ่อฟุบหน้าลงกับฝ่ามือเหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
"ถ้าผมเดาไม่ผิด พ่อกับแม่น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ถึงได้บังคับให้พวกเราหมั้นกะทันหันแบบนี้... แต่ผมขอโทษ... ผมทำให้ไม่ได้จริงๆ และผมก็ไม่ยอมให้มาโกะทำอย่างนั้นด้วย... มาโกะเป็นของผม เราเป็นของกันและกันแล้ว ผมไม่ยอมยกให้ใครเด็ดขาด"
"พอเถอะ... มาโมรุ... อย่าพูดอีกเลย"
มาโกโตะน้ำตาร่วงเผาะ เขาไม่กล้าสบตาพ่อกับแม่ซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า
ห้องเงียบไปครู่ใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียด
"มันเกิดขึ้นได้ยังไง"
เสียงพ่อลอยขึ้นมาเบาๆ สีหน้ายังคงตะลึงไม่หาย ส่วนแม่หันมามองลูกชายคนกลางด้วยสายตาตำหนิจนเด็กหนุ่มถึงกับตัวลีบ
...ก็สมควรอยู่หรอก... ทั้งที่พ่อกับแม่อุตส่าห์ไว้ใจเขาให้ดูแลน้อง แต่เขากลับ...
"ผมขืนใจมาโกะ"
มาโมรุกระซิบแผ่ว แต่ความเงียบของห้องทำให้ประโยคนั้นหนักแน่น ชัดเจน และดังกังวานอย่างบอกไม่ถูก
"มาโมะจัง..."
พ่อและแม่หันมามองหน้าลูกชายคนเล็กอย่างไม่เชื่อสายตา
"มาโกะไม่ผิด... ผมเป็นคนเริ่มก่อน... ผมรักมาโกะ ผมไม่อยากให้เขาเป็นของใคร ผมก็เลย..."
"พอที มาโมรุ... ได้โปรด..."
มาโกโตะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป
แม่ยกมือขึ้นปิดปาก เธอไม่คิดว่าลูกชายคนเล็กจะพูดเรื่องแบบนี้ออกมา ส่วนพ่อกำหมัดแน่น พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี
มาโกโตะหมดแรงปล่อยตัวไหลลงจากเก้าอี้นั่งบนพื้น มาโมรุบีบมือพี่ชาย
"ผมไม่ได้อยากทำให้พ่อกับแม่เสียใจ... แต่พวกเรา... ต้องการการยอมรับนะครับ... มาโกะคือรักแท้ของผม ได้โปรด... ยกมาโกะให้ผมด้วยเถอะ"
พูดจบก็ก้มหัวลงราวกับขอลูกสาวกับว่าที่พ่อตาแม่ยาย
...หนอย... ถ้ายังมีแรงล่ะก็ เขาคงตั๊นหน้าเจ้าเด็กแก่แดดนี่ซักทีสองที... โทษฐานที่พูดจาน่าหมั่นไส้ ไม่สมเป็นน้องชาย... คนที่นายขอลูกชายเขาอยู่น่ะ คือพ่อแม่นายเองนะเฟ่ย...!!!
แม่สูดหายใจเข้าลึกๆ อาจเป็นเพราะทั้งคู่รู้มาตั้งแต่แรกแล้ว จึงไม่ได้ตกใจกับสิ่งที่ลูกชายสารภาพ แต่ที่ตกใจก็คือ ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะกล้าพูดถ้อยคำเหล่านี้กับคนในครอบครัวต่างหาก
"แม่... อยากให้มาโกะจังกับมาโมะจังกลับไปคิดให้ดีนะจ๊ะ... บางทีนี่อาจเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบ... ความอ่อนไหว... หรืออะไรก็แล้วแต่... อันที่จริงพวกแม่ก็อาจผิดที่ปล่อยให้ลูกอยู่กันตามลำพัง..."
"พ่อกับแม่ไม่ผิดหรอกครับ แล้วความรู้สึกของผมก็ไม่ใช่ความอ่อนไหวอะไรนั่นด้วย ผมรักมาโกะมานานแล้ว... รักแบบนั้นมาตลอด ยิ่งนานวันความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ"
มาโกโตะวางศีรษะลงบนโต๊ะรับแขกอย่างหมดแรง
...ทำไมหมอนี่ถึงพูดออกมาได้ไม่สะทกสะท้านเลยนะ น้ำเสียงสงบเยือกเย็น หนักแน่น ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย...
"มาโมะจัง..."
ในขณะที่แม่เสียงสั่นเครือ เต็มไปด้วยความสับสน
"ได้ยินแบบนี้แล้ว พ่อกับแม่รังเกียจพวกเรารึเปล่าครับ ผิดหวังในตัวพวกเรารึเปล่าครับ"
แม่น้ำตาไหลอย่างอดกลั้นไว้ไม่อยู่ ตอนนี้เธอสับสนจนคิดอะไรไม่ออกอีกต่อไป ทั้งโกรธ ทั้งสงสาร ทั้งผิดหวัง ทั้งเสียใจ
"พ่อกับแม่ไม่เคยรังเกียจลูกหรอกนะ... เพียงแต่พวกเราทำใจยอมรับไม่ได้หรอก..."
พ่อเป็นคนพูดขึ้นมา เขาโอบไหล่ภรรยาที่กำลังสะอื้นไห้ให้เข้ามาซบบนบ่า
"ที่สำคัญ... ลูกไม่คิดถึงอนาคตบ้างเหรอ ถ้าวันหนึ่งลูกไปเจอคนที่ลูกรัก... เอ่อ...รักมากกว่า ถึงวันนั้นลูกจะทำให้พี่น้องต้องเจ็บปวดนะ"
"จะไม่มีวันนั้นแน่นอนครับ ต่อให้พ่อแม่จับเราแยกออกจากกัน ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนใจพวกเราได้"
"พอแล้ว มาโมรุ!!!"
มาโกโตะตวาดทั้งที่หน้ายังฟุบอยู่ เขาทนได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่อีกต่อไปไม่ไหว
"ผม..."
เด็กหนุ่มดึงมือให้หลุดจากการเกาะกุมของน้องชาย แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
"พ่อแม่สบายใจเถอะครับ... ผมจะไปดูตัว ผมจะหมั้น"
เด็กหนุ่มปาดน้ำตา
"ผมจะไม่ทำให้พ่อกับแม่เสียใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว"
พูดจบก็เดินกลับเข้าห้องตัวเองอย่างเซื่องซึม
"มาโกะ!!! มาโกะ!!!"
เสียงตะโกนเรียกไล่ตามมาด้านหลัง เด็กหนุ่มเปิดประตูแล้วรีบเข้าห้อง ทว่าโดนมือใหญ่ผลักบานประตูให้เปิดออก แล้วแทรกตัวเข้าไปก่อนปิดล็อคอย่างรวดเร็ว
"ทำไมนายถึงทำอย่างนี้ มาโกะ..."
ร่างสูงใหญ่ที่รุกเข้ามากำลังฉุนเฉียว จนอีกฝ่ายต้องก้าวถอยโดยอัตโนมัติ
"ฉันบอกไปแล้วไงล่ะ เมื่อกี้... ว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจอีก"
มาโมรุเอื้อมมือไปกระชากไหล่พี่ชายเข้ามาจ้องหน้า แล้วเหวี่ยงอีกฝ่ายลงไปบนเตียงอย่างแรงก่อนตามขึ้นไปนั่งคร่อมกดตัวอีกฝ่ายให้จมลงไปบนที่นอน
"แล้วฉันล่ะ... มาโกะ... นายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าฉันจะเสียใจ... นายไม่รักฉันแล้วเหรอ"
เสียงมาโมรุสั่นเครือผิดกับเมื่อครู่ ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ็บปวดจนมาโกโตะต้องเบือนหน้าหนีเพราะกลัวใจอ่อน
"ทำไมนายพูดอย่างนั้น..."
เขาย้อนถามน้องชายโดยไม่หันไปมองหน้า
"ทำไมนายถึงพูดจาเอาแต่ใจออกไปอย่างนั้น"
เด็กหนุ่มปล่อยให้น้ำตาไหลอีกครั้ง
"มาโกะ... ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ย ว่าฉันจะทำให้ทุกคนยอมรับเราให้ได้ แต่วันนี้... นายกลับทรยศความรู้สึกฉัน นายทิ้งให้ฉันกลายเป็นไอ้หน้าโง่ที่รักนายอยู่ฝ่ายเดียว"
มาโมรุกัดฟันกรอด ยิ่งเห็นมาโกโตะทำเฉยความโกรธก็ลุกโชนเป็นทวีคูณ
"มาโมรุ... อย่า..."
เด็กหนุ่มห้ามด้วยเสียงสั่นเครือ เมื่อร่างสูงเบื้องบนกดริมฝีปากลงบนลำคอขาวอย่างบ้าคลั่ง
"หยุดนะ... มาโมรุ... ขืนยังอารมณ์ไม่ดีแบบนี้เราคงคุยกันไม่รู้เรื่อง"
ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาแสยะยิ้ม ทำเอามาโกโตะถึงกับขนลุกเกรียวด้วยความสยอง
"ใครว่าล่ะ... แบบนี้สิ รู้เรื่องที่สุด เพราะร่างกายของนายไม่เคยโกหกฉันเลยซักครั้ง"
มาโมรุกระซิบแผ่วด้วยเสียงเยือกเย็น แล้วจูบปล้ำอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานี
"อย่านะ... ไม่..."
เสียงร้องห้ามถูกริมฝีปากข้างบนผนึกไว้ ทันทีที่ปลายลิ้นพยายามสอดแทรกเข้ามา เด็กหนุ่มก็เม้มปากตัวเองแน่นพลางขัดขืน ทว่าอีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ทั้งกดทั้งดูดจนผิวช้ำไปหมด
ในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้แก่การรุกราน มาโกโตะสะอึกสะอื้นให้กับความอ่อนแอของตัวเอง เขาเผลอสนองตอบสัมผัสอ่อนนุ่มด้วยความเคยชิน กระทั่งพอได้สติ...
"อึ่ก!"
ร่างสูงรีบถอนริมฝีปากออกพลางใช้นิ้วแตะแล้วยกขึ้นดู
...เลือดซึมออกมาจากรอยแตกของผิวหนังที่เพิ่งโดนกัดไปหมาดๆ
เด็กหนุ่มหายใจหอบถี่ เขามองภาพน้องชายตรงหน้าอย่างรู้สึกผิด
"ขอโทษ... ฉันไม่ได้..."
ทว่าคำพูดในตอนท้ายกลับจุกอยู่ที่คอ เมื่อดวงตาวาวโรจน์เบื้องบนจ้องมองลงมาอย่างหิวกระหายยิ่งกว่าเก่า
มาโกโตะกระเถิบตัวถอยหนีอย่างลนลาน ทว่ามือใหญ่คว้าหมับที่ข้อเท้า แล้วออกแรงลากเขากลับเข้าไปหาอีกครั้ง
"ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ... มาโกะ..."
เสียงเยือกเย็นทำเอาเด็กหนุ่มขนหัวลุก ...นี่น่ะเหรอ... น้องชายของเขา... ทำไมเวลาโกรธถึงได้ดุร้ายเหมือนเป็นคนละคน...
"แบบนี้คงต้องลงโทษกันหน่อยแล้ว..."
พูดพลางถอดกางเกงของคนที่อยู่เบื้องล่าง มาโกโตะรีบป่ายปัดมือใหญ่ให้ออกไปพ้นตัว แต่ก็ไม่เป็นผล
...มาโมรุ... นายกำลังบ้า... นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
ร่างสูงถอดเสื้อของตัวเองออกบ้าง เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ดูแน่นหนา มาโกโตะแทบหยุดหายใจ ทั้งที่เคยกอดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเรือนร่างของอีกฝ่ายใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน
"นายคงไม่อยากให้พ่อแม่ได้ยินเสียงร้องใช่มั้ย... ถ้าอย่างนั้นคงรู้นะ ว่าต้องทำยังไง"
เสียงทุ้มกระเส่าในตอนท้าย เขาจับร่างอีกฝ่ายพลิกคว่ำ มาโกโตะเอื้อมมือไปคว้าหมอนที่หัวเตียง แล้วซุกฝังใบหน้าลงไป
ไม่กี่อึดใจร่างกายใหญ่โตก็เบียดแทรกเข้ามาอย่างรุนแรง มืออุ่นเกาะเกี่ยวสะโพกตรงหน้าแน่นแล้วจับยกขึ้น ตามด้วยการเคลื่อนไหวที่ถาโถมราวกับพายุ
มาโกโตะกัดหมอนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา แม้จะเคยถูกการกระทำที่เรียกว่าขืนใจมาก่อน แต่มาโมรุก็ไม่เคยรุนแรงกับเขาขนาดนี้ เขากลั้นเสียงร้องจนถึงที่สุด ร่างทั้งร่างบิดเกร็งด้วยความเจ็บปวด
...ไอ้เด็กบ้า... ทำไมนายไม่ฆ่าฉันให้ตายไปเลยเล่า!!! บีบคอฉันให้สิ้นใจไปซะตอนนี้เลยยังทรมานน้อยกว่า...
เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกทุกครั้งที่ภายในถูกเสียดสีอย่างกระแทกกระทั้น กระทั่งความเร่าร้อนหลากทะลักเข้ามาในร่างกาย
มาโมรุถอนร่างออกไปครั้งหนึ่ง ก่อนคว้าไหล่ตรงหน้าจับพลิกตัวหงาย
มาโกโตะหายใจหอบถี่ หน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำตา คนตรงหน้าเขายักยิ้มที่มุมปาก ดวงตาที่มองลงมายังฉายแววโกรธเกรี้ยวไม่หาย
"สะใจนายแล้วสินะ มาโมรุ..."
ถามทั้งที่ยังสะอื้น
"ใครว่าล่ะ... นี่ยังไม่ได้ครึ่งของความเจ็บปวดในใจฉันเลยด้วยซ้ำ"
พูดจบก็จับเรียวขาของอีกฝ่ายแยกออกจากกัน
มาโกโตะหลับตา มือกำผ้าปูที่นอนแน่น ทำใจรับการจู่โจมที่ประดังเข้ามาอีกครั้งเหมือนทะเลคลั่ง
มาโมรุโถมร่างตัวเองอย่างสุดกำลังราวกับอีกฝ่ายเป็นเครื่องรองรับการระบายออก ขณะเดียวกันก็จูบปิดเสียงครางที่เล็ดรอดออกมาอย่างทรมาน
...ขอโทษ... มาโมรุ... ฉันเข้าใจความรู้สึกของนายดี... เพราะฉันเอง... ก็เจ็บปวดหัวใจไม่แพ้กัน...
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 22 Jan 2008 00:08:18 by ★ひまじん★