ลิขิตรักต่างมิติ [9]
posted on 11 Jan 2008 19:17 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า
และแล้วก็ถึงวันนัดรับประทานอาหารกับบุตรีเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ชื่ออลิฏา
หญิงสาวผิวขาวอมชมพูราวไข่มุก ใบหน้าได้รูป ดวงตาเชิดคมคาย ลำคอระหง เรือนร่างบอบบาง ทว่าดูเย่อหยิ่ง เยื้องย่างสง่าเข้ามาในห้องรับรองในชุดผ้าไหมสีงาช้างปักลวดลายและประดับลูกไม้ชั้นดีสีดำสนิท
“หม่อมฉัน อลิฏา ถวายพระพรเพคะ”
เสียงเล็กๆ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะถอนสายบัว ทว่าทันทีที่ยืดตัวขึ้น ก็กางพัดลายสวยขึ้นมาปิดปากแล้วยิ้มผ่านทางดวงตา
นี่หรือคืออลิฏา บุตรีที่ท่านพลานุแสนภูมิใจ
สวยสง่างามสมเป็นคุณหนู ดูบอบบางหากแฝงด้วยหนามแหลมคมดุจกุหลาบป่าที่โตมาภายในเขตพระราชฐาน
คืนนี้มีเพียงเจ้าชายพิรัชต์ และสุภาพสตรีอ่อนวัยผู้นี้เท่านั้น ไม่มีอาคันตุกะอื่นใดอยู่รบกวนใจให้ต้องรำคาญ
หากหัวใจของเด็กหนุ่มไม่ถูกจับจองด้วยพระเชษฐาหน้าหวานพระองค์นั้นเสียก่อน รับรองว่าเขาต้องตกหลุมรักใบหน้าอันงดงามของสาวแรกรุ่นนางนี้อย่างแน่นอน
“ท่านพ่อเล่าเรื่องต่างๆ ของฝ่าบาทให้หม่อมฉันฟังมากมาย”
เธอเริ่มบทสนทนาอย่างเอียงอาย ฟังดูเหมือนเป็นการชวนคุยอย่างมีแบบแผน สมกับที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี
“ท่านพลานุคงยำเราเละล่ะสิ”
แหงล่ะ... เจ้าชายพิรัชต์ทั้งอาฆาตแรง โมโหร้าย เอาแต่ใจ เท่าที่ฟังและสังเกตจากคนรอบข้าง ไม่เห็นจะมีอะไรดีซักอย่าง
“ไม่หรอกเพคะ ท่านพ่อชื่นชมฝ่าบาทให้ฟังตลอด”
นั่นคงเป็นเพราะเล็งแล้วว่าสักวันบุตรสาวแสนสวยคนนี้ต้องมาเกี่ยวดองกับองค์ชายอย่างแน่นอน
อาหารชั้นดีถูกนำมาวางเพื่อต้อนรับแขกพิเศษที่นานๆ ทีปราสาทแห่งนี้จะให้การต้อนรับ
ไมค์เลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งเป็นการให้เกียรติ เธอหันมายิ้มและก้มหัว
“เป็นพระกรุณาเพคะ”
เด็กหนุ่มปรายตามองดวงหน้าสวยซึ้งของอีกฝ่าย เขาจะลองใจเจ้าหล่อนดูเสียหน่อยดีไหมนะ
“อลิฏา”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นหลังจากทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ของตัวเอง
“ถ้าหากข้าบอกท่านว่าข้ามีคนที่ข้ารักอยู่แล้วล่ะ”
“ถ้า... งั้นหรือเพคะ?”
เธอย้อนถาม ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ใช่... ถ้า”
“แต่ถึงเป็นเรื่องจริง หม่อมฉันจะว่าอะไรได้ ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้เป็นการแต่งงานการเมืองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
“ท่านตอบเหมือนกับท่านไม่ได้รักข้า”
ไมค์ย้อนถามพลางยิ้มที่มุมปากขณะตัดชิ้นเนื้อที่ปรุงรสอย่างดีในจาน
“รักหรือเพคะ” เธอยิ้มกึ่งหัวเราะเพียงเล็กน้อย แล้วจึงตอบ “หากหม่อมฉันทูลว่าหม่อมฉันหลงรักพระองค์ตั้งแต่แรกเห็นก็ดูจะเป็นการโกหก เพราะบุรุษที่น่าจะสร้างความประทับใจให้หม่อมฉันได้ยิ่งกว่าคือพระเชษฐาของพระองค์ต่างหาก”
เธอพูดตรงๆ ทว่าฟังดูเหมือนแกล้งพูดยั่วเพื่อให้อีกฝ่ายอยากเอาชนะและสนใจในตัวเธอมากกว่า
“ด้วยอุบายของท่านพลานุ”
เด็กหนุ่มกล่าวเสริมอย่างต่อเนื่อง
“ฝ่าบาททรงทราบ!?”
หญิงสาวหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันใด
ไมค์ทำหน้าเบ้ที่ตัวเองหลุดคำพูดให้อีกฝ่ายนึกสงสัย ...เย็นไว้... เย็นไว้... เราต้องแกล้งโง่ต่อไป...
“ช่างเถอะ ข้าไม่ได้ถือสา จะว่าไปต้องขอชมท่านเสนาบดีด้วยซ้ำ ที่สร้างเรื่องโรแมนซ์ขึ้นมา ไม่งั้นชีวิตรักของข้าคงไร้ซึ่งสีสันโดยสิ้นเชิง”
เธอหัวเราะแห้งๆ
“ฝ่าบาทพูดยังกับว่า... ฝ่าบาทหลงรักหม่อมฉันจริงๆ อย่างนั้นแหละเพคะ”
“แล้วถ้าข้าหลงรักท่านจริงๆ ขึ้นมาล่ะ”
เด็กหนุ่มพูดพลางแกล้งส่งสายตาหยาดเยิ้มอย่างที่เขาถนัด ทว่าดูเหมือนกิริยาขวยเขินของเธอเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่ทำโดยมารยาทเท่านั้น
ทำไมกันนะ?
เด็กหนุ่มชักหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย... ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดจะจีบเจ้าหล่อน แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีใจให้แม้แต่น้อยก็อดหมดความมั่นใจไม่ได้... ในฐานะที่เป็นหนุ่มเสน่ห์ร้ายคนหนึ่ง
หรือว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย... บางทีองค์ชายพิรัชต์นั่น อาจมีสิ่งนี้สูงกว่าเขาหลายร้อยเท่าก็ได้ ถึงได้โดนยั่วโทสะจนถึงกับออกปากว่าจะแต่งงานกับเจ้าหล่อนอย่างง่ายดายทั้งที่พบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง
แม่หญิงอลิฏานี่ก็ช่าง... นอกจากมีรูปเป็นทรัพย์แล้ว ดูเหมือนหล่อนจะฉลาดรู้จุดอ่อนขององค์ชายพิรัชต์เป็นอย่างดี... ที่สำคัญ... ภายใต้เรือนร่างอันบอบบางนั่น จิตใจคงแข็งแกร่งดุจหิน ซ้ำยังเย็นชาผิดสาวแรกรุ่นทั่วๆ ไป
“หากฝ่าบาททรงหลงรักหม่อมฉันจริงๆ หม่อมฉันก็ถือว่าเป็นพระกรุณาเพคะ และหากพระองค์จะทรงรับหม่อมฉันเป็นพระชายา หม่อมฉันก็จะเตรียมตัวเพคะ”
“แม้ว่าท่านจะไม่ได้รักข้าเลยงั้นเหรอ”
เด็กหนุ่มย้อนถาม
“เพคะ”
เขารู้สึกเหมือนเสียงเจ้าหล่อนอ่อนลงในตอนท้าย นั่นเป็นการยั่วให้เขายิ่งอยากเอาชนะ หรือเป็นน้ำเสียงจากใจจริงของเธอกันแน่
“หรือว่าท่านรักเสด็จพี่ของข้า”
เด็กหนุ่มแกล้งเดาออกไปมั่วซั่ว
“ด้วยความสัตย์จริง ไม่เพคะ”
“หืม...?”
ไมค์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาจับผิด
“ดี... จะได้คุยกันง่ายขึ้น งั้นข้าขอปฏิเสธการแต่งงาน”
ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงเงยขึ้นมองเขาในทันใด ดวงหน้าขาวซีดด้วยความตกใจ
“เป็นอะไรไป... ไม่คิดว่าข้าจะพูดง่ายขนาดนี้สินะ”
เด็กหนุ่มแอบสะใจลึกๆ ผู้หญิงคนนี้เล่นตัวดีนัก ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ... หน้าหงายไปเลยสิท่า
แต่เมื่อพิศสีหน้าของเธอดีๆ ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่เขาเข้าใจ เธอเหมือนกำลังกังวลกับผลของการถูกปฏิเสธมากกว่าผิดหวังที่ไม่ได้แต่งงานกับองค์ชาย
ท่าทางจะมีปัจจัยอื่นที่ซับซ้อนแฮะ... ไมค์คิด
“ท่านอยากแต่งงานกับข้าขนาดนั้นเลยงั้นรึ?”
เด็กหนุ่มถามไปตรงๆ
“เปล่าเพคะ... แต่หม่อมฉันจำเป็นหากมีพระประสงค์”
“ข้าก็บอกความประสงค์ไปแล้ว ท่านยังต้องกังวลอะไรอีกล่ะ”
เธอเริ่มนั่งไม่เป็นสุข
“หากพระองค์ทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น เห็นทีท่านพ่อของหม่อมฉันคงเสียหน้า...”
แววตาของเธอดูกระสับกระส่ายขณะพูด
อย่างนี้นี่เอง... ที่แท้แม่หญิงอลิฏาก็เป็นหุ่นเชิดให้กับบิดาของตน แต่ไม่แปลก... เพราะเขาเองก็คิดไว้เช่นนั้นอยู่แล้ว ที่แปลกใจก็คือ ท่าทีของเธอในตอนนี้ผิดกับวินาทีแรกที่เธอเยื้องกรายเข้ามาอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ต่างกันเพียงไม่กี่นาที...
เหมือนเธอไม่อยากแต่งงานกับเขา... แต่เพราะหน้าที่และความเกรงกลัวต่อบิดา จึงไม่อาจกลับไปโดยไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ
ทำไมหญิงสาวที่ดูเข้มแข็งคนนี้ถึงเผยไต๋ง่ายขนาดนี้ล่ะ? หรือจริงๆ แล้วลึกๆ กว่านั้นเธอมีอะไรในใจ?
ไมค์และแม่หญิงคนงามรับประทานอาหารกันอย่างเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ บรรยากาศในห้องอันโอ่อ่าอึดอึดขึ้นมาในพริบตา และในความเงียบสงัดนั้นเอง...
“ของทรงเมตตารับหม่อมฉันเป็นพระชายาด้วยเถอะเพคะ”
จู่ๆ สุภาพสตรีชั้นสูงก็เป็นฝ่ายออกปากด้วยเสียงเรียบ
ไมค์เงยหน้ามองแม่หญิงตรงหน้าอย่างฉงน ดูเหมือนเธอมีความมั่นใจมากขึ้น ทั้งที่เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าต่างฝ่ายต่างไม่มีความรักต่อกัน
“ท่านกลัวพ่อของท่านขนาดนั้นเชียวเหรอ”
เด็กหนุ่มถามออกไปตรงๆ
“เปล่าเพคะ แต่การแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักหม่อมฉันเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพคะ”
“หมายความว่ายังไง... ท่านไม่กลัวเราไม่พอใจงั้นรึ”
“กลัวเพคะ... แต่วันนี้อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้พูดกับพระองค์อย่างตรงไปตรงมา หากพระองค์จะไม่พอพระทัย หม่อมฉันก็ยินดีรับโทษเพคะ”
“งั้นลองอธิบายเหตุผลมาซิ”
ทว่าขณะที่หญิงสาวจะเปิดปากพูดนั้นเอง
“ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ องค์ชายพิชญะเสด็จมาพะย่ะค่ะ”
หากเป็นเวลาอื่นเด็กหนุ่มคงจะยินดีจนหางกระดิก แต่มาในเวลาที่เขากำลังจะได้เรื่องบางอย่างแบบนี้ ไมค์อดเบ้ปากด้วยความเซ็งไม่ได้
เขาและแม่หญิงยืนถวายการต้อนรับผู้เข้ามาใหม่
“อ๊ะ พิรัชต์... เจ้ามีแขกเหรอเนี่ย”
ผู้เป็นพี่พูดนัยน์ตาใส ทว่าใจจริงรู้อยู่แล้วว่าอยู่กับบุตรีแห่งเสนาบดีฝ่ายซ้าย เขาจึงจงใจเข้ามาขวาง
“อลิฏา ถวายพระพรเพคะ”
หญิงสาวถอนสายบัว
องค์ชายพิชญะพยักหน้ารับอย่างใจดี แล้วหันมาทางอนุชา
“พี่ขอโทษเจ้าจริงๆ ที่มาตอนมื้อเย็น เจ้าคงไม่ถือสานะ”
“ข้าจะไปถือสาอะไรเสด็จพี่ได้ เชิญร่วมโต๊ะด้วยกันสิพะย่ะค่ะ”
ไมค์เดินเข้าไปโอบเอวพี่ชายให้มานั่งที่โต๊ะด้วยกัน
“แต่ดูท่าพวกเจ้าใกล้จะเสร็จกันแล้วนี่”
พิชญะปรายตามองหญิงสาวเล็กน้อย อลิฏาสะดุ้งแล้วรีบระล่ำระลักกล่าว
“หม่อมฉันกำลังจะกลับแล้วล่ะเพคะ”
หืม... อะไรกัน... บรรยากาศแบบนี้...? อาหารยังเหลืออีกตั้งเยอะ ของหวานก็ยังไม่ได้กิน แถมหญิงสาวตรงหน้าเขาก็เพิ่งบอกหยกๆ ว่าประทับใจในตัวพี่ชายมากกว่า แต่จู่ๆ ก็บอกว่าจะกลับ เพียงเพราะ...
เพียงเพราะ...
“โธ่... เสียดายจัง เราว่าจะชวนพิรัชต์กินมื้อค่ำกับเราสองต่อสองที่วังเสียหน่อย แต่เจ้ากลับชิงอิ่มพร้อมแม่หญิงอลิฏาเสียก่อน”
เด็กหนุ่มหูผึ่ง... เหมือนได้ยินคำว่า “สองต่อสอง” ชัดถ้อยชัดคำเกินเหตุยังไงไม่รู้
แต่แล้วเขาก็ต้องคลี่ยิ้มออกมา
...หรือว่า... พระเชษฐาจะ... แอบหึง...?
ทรงลงทุนมาไล่อาคันตุกะสาวสวยของข้าด้วยตัวพระองค์เองเลยรึพะย่ะค่ะ...เสด็จพี่...
“มิได้พะย่ะค่ะ ข้าเชิญแม่หญิงอลิฏามาหารือเรื่องงานแต่งงานของพวกเรา”
ได้ผล... เชษฐาหน้าหวานถึงกับผงะ ขณะที่หญิงสาวหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด
“นี่... พวกเจ้าตกลงปลงใจกันแล้ว...?”
พิชญะถามเสียงแผ่ว
“พะย่ะค่ะ ข้าจะแต่งงานกับแม่หญิงอลิฏา หวังว่าเสด็จพี่จะทรงไม่ขัดข้อง...”
ไมค์เอ่ยเสียงเจ้าเล่ห์
หึงอีกสิ... หึงอีกเยอะๆ จะได้รู้ใจตัวเองซะที เจ้าเสด็จพี่ทึ่มเอ๊ย
“พะ... พี่จะไปว่าอะไรเจ้าได้ ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของเจ้า ยินดีด้วยนะ อลิฏา”
หันไปแค่นยิ้มให้หญิงสาวในตอนท้าย
“เอ่อ... เพคะ...”
เธอตอบรับอย่างงงๆ ...อะไรของเจ้าชายเพี้ยนนี่ เมื่อกี้ยังปฏิเสธเราอยู่โต้งๆ ตอนนี้กลับประกาศต่อหน้าพี่ชายว่าจะแต่งงานซะแล้ว โอย... ตามไม่ทัน
“งั้นข้าขอตัวไปส่งแม่หญิงอลิฏาขึ้นรถม้าก่อนนะพะย่ะค่ะ”
ไมค์พูดอย่างอารมณ์ดี พลางเดินไปประคองว่าที่เจ้าสาวอย่างเอาออกเอาใจ
พิชญะกำหมัดแน่น ความผิดหวังระคนน้อยใจแล่นเข้ามาจุกอก
...พิรัชต์น้องพี่... เจ้าจะแต่งงานทั้งทีไม่ปรึกษาพี่เลยสักคำ เจ้ายังเกลียดพี่อยู่สินะ... ทั้งที่คิดว่าหลังจากเจ้าฟื้นขึ้นมาตอนนั้น เจ้าเปลี่ยนไปแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ยังฝักใฝ่ฝ่ายกบฏอยู่ดี...
ในขณะเดียวกัน ที่รถม้า
“เมื่อกี้ที่ฝ่าบาทบอกพระเชษฐา...”
อลิฏาถามขึ้นอย่างงุนงง ขณะก้าวขึ้นรถ
“ไม่ต้องถามอะไรมากหรอก ท่านน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอ ที่ท่านพลานุไม่ต้องเสียหน้า”
“แต่หม่อมฉันยังไม่ได้พูดธุระที่อยากคุยกับพระองค์เลยนะเพคะ”
หญิงสาวแย้ง
“ไม่ต้องห่วง... วันนี้ไม่ใช่โอกาสสุดท้ายที่เราจะได้คุยกันตามลำพังอย่างแน่นอน แต่ท่านรับปากกับข้าสักอย่างได้มั้ย... อย่าเพิ่งให้ท่านพ่อของท่านประกาศเรื่องแต่งงานออกไป”
“หม่อมฉันก็ตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้วเพคะ... ตราบใดที่ยังไม่ได้คุยเรื่องสำคัญกับพระองค์”
ไมค์ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างใจดี ในขณะที่สีหน้าหญิงสาวดูโล่งใจขึ้นผิดกับตอนที่ถูกอีกฝ่ายตระกองกอดออกมา
“เอาล่ะ... คืนนี้ข้าขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าต้องรีบกลับ”
“ไม่หรอกเพคะ คนที่บอกว่าจะกลับคือหม่อมฉันเอง...”
เมื่อทบทวนสถานการณ์ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มยิ่งกระจ่างแจ้งว่าสายตาที่เหลือบไปมองหญิงสาวของพระเชษฐานั้น คือการไล่แขกอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น ไหนจะการปรากฏตัวอย่างจงใจเสียมารยาทนั่นอีก... คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างพอใจ
“งั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ”
พูดจบก็สารถีก็ปิดประตูรถม้า
...ดีใจอะไรของเขานักหนานะ? หรือว่าเพราะเรารีบกลับไปเสียที? แต่... เมื่อกี้ตัวเองก็บอกเองนะว่าจะแต่งงานกับเรา... อีตาเจ้าชายนี่...พิลึก... หน้าตาก็ออกจะดี เสียดาย ไม่น่าเพี้ยนเลย แต่แบบนี้ท่าทางจะตกลงง่าย
หญิงสาวนึกบ่นในใจขณะรถม้าออกตัว
ไมค์เดินกลับเข้ามาอย่างลิงโลด พบว่าพระเชษฐากำลังยืนมองส่งรถม้าของอลิฏาอยู่ที่หน้าต่าง เขาเข้าไปโอบร่างเล็กบางกว่านั้นจากทางด้านหลัง
องค์ชายพิชญะสะดุ้ง เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าใบหน้าของน้องอยู่ห่างเพียงแค่ช่วงปลายนิ้ว
“ไปกันรึยังพะย่ะค่ะ”
ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ
“ไปไหน?”
“ก็ตรัสเองว่าจะมาชวนข้าไปฉลองใต้แสงเทียนกันสองต่อสอง”
“ฉลองใต้แสงเทียน?”
รัชทายาทหนุ่มขมวดคิ้ว... เราบอกว่าจะชวนไปกินมื้อค่ำต่างหาก เจ้าเด็กนี่คิดไปถึงไหน...?
“ช่างเถอะ... ไม่ได้หรูหราอะไรอย่างที่เจ้าคาดหรอก พี่ก็แค่เหงาๆ อยากกินอาหารกับเจ้าเท่านั้นเอง แต่เจ้ากินกับสาวไปแล้วนี่นา...”
“แต่ข้าเพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งเดียวเอง ของหวานก็ยังไม่ได้รับเลย”
เด็กหนุ่มส่งสายตาหยาดเยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นองค์ชายพิชญะมีท่าทีเหมือนกำลังงอนอะไรอยู่ลึกๆ แบบนี้สิ... ค่อยยั่วสนุกหน่อย
“ไปกันเลยดีกว่า”
ทว่าเมื่อไมค์คว้าข้อมือพี่ชายตรงหน้าเตรียมพาออกจากวัง ร่างเล็กกว่ากลับยืนนิ่ง ทำให้เขาหันกลับมามองอย่างแปลกใจ
“เสด็จพี่”
เสียงทุ้มกล่าวเรียกสติ
“เจ้าจะแต่งงานกับอลิฏาจริงรึ”
นั่นไงล่ะ... เอาแล้ว อาการนี้... หึงเราชัวร์
ไมค์แอบกระโดดโลดเต้นอยู่ภายในใจ ขณะที่ใบหน้าต้องนิ่งขรึมไว้ พลางตอบออกไปอย่างจริงจัง
“จริงสิพะย่ะค่ะ เว้นแต่เสด็จพี่จะทรงค้าน...”
พูดเปิดช่องขนาดนี้แล้ว... ค้านให้เห็นซักทีเถอะ นะ... นะ... นะ...
ขณะที่อีกฝ่ายเงยหน้ามองด้วยสายตาครุ่นคิด
...พิรัชต์เกลียดเรามาตลอด ดื้อกับเรามาตลอด... ถ้าคราวนี้เราค้าน เขาคงยิ่งดึงดันจะแต่งงานสินะ เผลอๆ อาจโกรธเรายิ่งกว่าเดิมที่ขวางทางที่เขาอยากเดิน...
“พี่จะค้านอะไรเจ้าได้ล่ะ ในเมื่อเป็นสิ่งที่เจ้าตัดสินใจแล้ว เพียงแต่...”
ไมค์หน้าเสียเมื่อได้ยินคำตอบ แต่แอบมีความหวังลึกๆ เมื่อได้ยินเสียงท้ายประโยค
เพียงแต่... ทำไมเจ้าไม่บอกพี่ซักคำ ทำไมเจ้าไม่ปรึกษาพี่ซักคำ ทำไมเจ้าไม่พูดถึงอลิฏาให้พี่ฟังเลยซักครั้ง
“เพียงแต่อะไรรึพะย่ะค่ะ”
เด็กหนุ่มถามย้ำ ดวงตาเป็นประกาย
“เจ้ารักนางงั้นหรือ?”
ไมค์ถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินคำถามกลับมา เขาควรยั่วต่อให้อีกฝ่ายหึงมากขึ้นรึเปล่า?
“ทำไมถึงทรงถามเช่นนั้น”
“ก็... ถ้าเจ้าจะแต่งงาน พี่ก็อยากให้คนคนนั้นเป็นคนที่เจ้ารัก เจ้าจะได้มีความสุขไง”
อย่าแต่งงานกับพวกกบฏเลยนะ... พี่ขอร้อง... พี่ไม่อยากต้องลงอาญาเจ้าในวันหนึ่ง หรือแม้แต่ไม่อยากเห็นเจ้าเกี่ยวดองกับคนพวกนั้น
“ถ้าเช่นนั้น... ข้าคงไม่มีทางหาความสุขได้เลย เพราะข้าไม่อาจแต่งงานกับคนที่ข้ารักได้”
พระเชษฐาถึงกับหูผึ่ง
“หมายความว่าเจ้ามีคนที่เจ้ารักแล้วงั้นรึ? นางเป็นใคร? บอกพี่ได้รึเปล่า ถ้าคนคนนั้นเหมาะสมกับเจ้าล่ะก็ พี่จะสนับสนุนเต็มที่”
เด็กหนุ่มหัวเราะขื่นในลำคอ
“หากคนคนนั้นเหมาะสม... ข้าคงไม่ต้องตกลงแต่งงานกับอลิฏาหรอกพะย่ะค่ะ”
ไม่นะ... ขอเพียงแค่ไม่ใช่พวกกบฏ พี่จะยินดีทำเพื่อเจ้าทุกอย่าง
“แล้วนางเป็นใครล่ะ”
ไมค์ไม่ตอบ เขายิ้มแล้วโอบไหล่พี่ชายเดินออกจากห้อง
“เราต้องรู้ให้ได้ว่าแม่หญิงที่พิรัชต์มีใจให้เป็นใคร”
รัชทายาทหนุ่มโพล่งขึ้นมาขณะมองเอกสารราชการแผ่นดินกองมหึมาตรงหน้า
เขาทำงานไม่รู้เรื่องมาตั้งแต่เช้าแล้ว เพราะข้องใจเรื่องของผู้หญิงปริศนาเพียงคนเดียว
องครักษ์คู่กายได้แต่ถอนหายใจ
...พอเป็นเรื่องพระอนุชาทีไร ไม่มีกะใจทำงานทุกที...
“ไม่ใช่แม่หญิงอลิฏารึพะย่ะค่ะ”
“ถ้าใช่ เราคงไม่มานั่งสงสัยอยู่อย่างนี้หรอก อีกอย่าง ถ้าแม่หญิงนางนั้นจะช่วยให้พิรัชต์ไม่ต้องไปเกี่ยวดองกับตระกูลเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ล่ะก็ เรายินดีจะจัดพิธีให้อย่างสมเกียรติ”
“กระหม่อมจะส่งคนไปสืบพะย่ะค่ะ”
“แต่เท่าที่เรารู้มา... พิรัชต์ไม่เคยข้องเกี่ยวกับหญิงใดมาก่อนเลย ตั้งแต่เด็กจนโตเด็กคนนั้นเอาแต่จมอยู่กับความโกรธแค้นชิงชัง หมกมุ่นอยู่กับการฝึกปรือทั้งบุ๋นบู๊เพื่อให้เหนือกว่าเรา... รึจะเป็นนางข้าหลวง ถึงได้บอกว่าไม่เหมาะสม...”
“ไม่ลองสืบก็ไม่รู้หรอกพะย่ะค่ะ”
องครักษ์หนุ่มกล่าว เขาเองก็อยากจะเชื่อในสิ่งที่เจ้านายตรัสเหมือนกัน แต่บุคลิกของเจ้าชายพิรัชต์ในระยะหลังๆ ทำให้เขาอดค้านขึ้นมาในใจไม่ได้
“นั่นสินะ”
“ขอทรงวางใจเถอะพะย่ะค่ะ หากได้ความอะไรกระหม่อมจะรีบรายงานทันที”
พิชญะยิ้มออกมาอย่างโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง สหายของเขาผู้นี้ทำงานไม่เคยพลาด
“หากรู้ว่านางเป็นใครแล้วล่ะก็ รีบหาตัวให้เจอก่อนที่วันพิธีจะถูกกำหนด...”
“แล้วฝ่าบาททรงได้คุยกับองค์ชายพิรัชต์แล้วหรือยังพะย่ะค่ะ”
ใบหน้าสวยขมวดเรียวคิ้ว
“ท่านก็รู้ เราพูดอะไรไม่ได้หรอก... ขืนเราแย้มความไม่พอใจออกไป ก็มีแต่จะเป็นการเร่งให้เด็กคนนั้นตัดสินใจอย่างผลีผลามมากขึ้น”
ท่ามกลางบรรยากาศมืดมนของห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกประหลาดมากมาย ร่างที่นั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นแหล่งแสงสว่างเพียงแห่งเดียวภายในห้องกำลังง่วนจัดการบางอย่างตรงหน้า ปากเขาพึมพำตลอดราวกับสวดคาถา แว่นหนาเตอะกรอบดำตกลงมาอยู่ที่ปลายจมูก เขาเกาหัวยุ่งๆ เป็นระยะๆ เหนือใบหูมีดินสอกดแท่งหนึ่งเสียบอยู่ ทั้งที่มือข้างหนึ่งของเขาก็มีปากกาอีกด้ามหนึ่งวางนอนอยู่บนแบบร่างที่เขาก้มลงมองอยู่บ่อยๆ เพื่อเทียบสัดส่วน
เสียงหัวเราะหึในลำคอลอยออกมาเป็นครั้งคราว ก่อนที่เจ้าของเสียงหัวเราะจะเงยหน้ามองจอพลางแลบลิ้นค้างอยู่ที่ริมฝีปากด้วยความเมามัน
และแล้ว...
“ว้าว... ไชโย่... เบบี้ เซ็กซี่เกิร์ล!”
จู่ๆ เสียงโห่ร้องก็ดังลั่นห้อง พร้อมกับร่างที่ยันเก้าอี้ให้เลื่อนห่างจากโต๊ะแล้วเด้งตัวออกมากระโดดโลดเต้น
“อ๊าววว... ลีอาห์ที่ร้ากกกกก... เธอทำให้ใจหวั่นไหว ยิ่งเข้าใกล้เท่าไร เธอทำให้ฉันลุกเป็นไฟ...”
ยังไม่ทันร้องจบ เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น
กอล์ฟอ่านชื่อบนหน้าจอ แล้วกดตัดสายอย่างไม่ใยดี ก่อนกลับมาร่าเริงอย่างเก่า
“ในที่สุด... ลีอาห์สุดเซ็กซี่ก็เสร็จเรียบร้อยยยย... ทีนี้แหละ จะจับมาเล่น MV เพลง Sexy Girl คู่กับเรา หึหึหึ...”
“บ้าพอรึยัง”
เสียงหนึ่งขัดขึ้นหลังจากประตูเปิด ร่างสูงใหญ่ยืนเท้าเอวเหมือนเอาเรื่อง
“ยัง! มีอะไรมั้ย”
เด็กหนุ่มสวนกลับทันใด
หมอนี่... เข้ามาไม่เคยเคาะประตู นึกจะเปิดก็เปิด วันหลังเห็นทีต้องล็อก
“มี ทำไมไม่รับโทรศัพท์”
“ห้องอยู่ใกล้กันแค่นี้ นายก็เดินมาหาฉันเองสิ แล้วมีธุระอะไร”
“ฉันหิวแล้ว”
กอล์ฟเหล่น้องชายอย่างระอา พลางเหลือบมองนาฬิกา
“เพิ่งจะสองทุ่มเอง”
“เพิ่งจะสองทุ่มบ้านนายสิ ปาเข้าไปสองทุ่มแล้วต่างหาก เด็กอ่านหนังสือสอบใช้สมองหนักอย่างฉันจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอนะเฟ่ย”
บ้านฉันก็หลังเดียวกับนายนั่นแหละ... ไอ้เด็กผี... พอหิวก็เข้ามาสั่งเอาๆ เชียวนะ นี่ขนาดยังไม่ตัดสินว่าใครเป็นทาสยังข่มกันขนาดนี้
“นายหิวนายก็หากินเอาเองสิ ของในตู้เย็นตั้งเยอะตั้งแยะ”
ที่จริงเขารู้ดีว่าหมอนี่ทำอะไรไม่เป็น แต่... ช่วยเข้ามาอ้อนกันดีๆ เหมือนไมค์คนเก่าหน่อยไม่ได้รึไง ฮึ่ม เคืองเฟ้ย
“ที่ฉันเรียกไปทำกับข้าวก็เป็นพระคุณขนาดไหนแล้ว... ถ้าไม่มีฉัน นายคงกินข้าววันละมื้อสินะ มิน่าถึงได้ผอมแห้งขนาดนี้ ระวังไม่มีแรงต่อกรกับฉันนะ หึหึหึ...”
“นายจะทำอะไรฉัน?”
กอล์ฟตั้งการ์ดอย่างหวาดระแวง
“ถ้านายไม่รีบออกไปหาอะไรให้ฉันกิน ฉันได้กินนายแน่”
“โหย... กลัวตายล่ะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เด็กหนุ่มก็ยอมเดินออกจากห้องมืดของตัวเองแต่โดยดี
ตั้งแต่วันที่หลุดปากท้า น้องชายจอมเพี้ยนของเขาก็ทำตัวเป็นหนอนหนังสือตลอดเวลา มีเวลาว่างเมื่อไหร่จะหยิบตำราขึ้นมาท่อง ถึงจะโล่งใจเมื่อเห็นอย่างนั้นก็เถอะ แต่ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วยังไม่หายเพี้ยนนี่สิ... น่าเป็นห่วง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คราวนี้เป็นของร่างสูงใหญ่ที่นั่งเป็นเจ้านายรออาหารมาเสิร์ฟอยู่ที่โต๊ะ
“โว้ย... น่ารำคาญจริง โทรมาอยู่ได้”
เจ้าของโทรศัพท์โวยวายอย่างหัวเสียหลังจากกดปิด
“อะไรของนาย”
กอล์ฟถามขณะจุดเตาเตรียมผัดข้าว
“ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ โทรมาอยู่ได้ บอกว่าไม่ได้ชื่อไมค์ก็ไม่เชื่อ”
โธ่เอ๊ย... นึกว่าอะไร
“ก็นายชื่อไมค์ แล้วจะให้เขาเชื่อได้ไง”
“แต่ฉันไม่รู้จักคนพวกนั้นนี่ ถามนู่นถามนี่อยู่ได้ ไร้สาระ”
กอล์ฟเริ่มหน้าซีด
“เขาถามอะไรงั้นเหรอ?”
“กินข้าวรึยัง... นอนพอรึเปล่า... ได้ข่าวว่าควงกับคนนั้นคนนี้ จริงมั้ย จะออกไปสยามวันไหน ออนเอ็มเมื่อไหร่ โว้ยยยยย แล้วมันหนักส่วนไหนของพวกหล่อนฟะ!”
เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นอาการหงุดหงิดอย่างออกนอกหน้า
“สาวๆ พวกนั้นนายไปจีบเขาไว้เองนะ จำไม่ได้รึไง”
“จะบ้าเรอะ ฉันเนี่ยนะ?”
ร่างสูงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“ไม่มีทาง เพราะฉันเกลียดผู้หญิง”
เคร้ง...
กอล์ฟถึงกับตะหลิวตกจากมือ
“นะ... นายเป็นเกย์งั้นเหรอ...?”
ไม่จริง... มิน่าล่ะ ถึงได้จูบกับเขาหน้าตาเฉย แถมยังจับกดอีกต่างหาก... ไม่ได้การ ขืนอยู่ด้วยกันต่อไป จะโดนปล้ำเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
อันที่จริงเขาระแคะระคายมาว่าไมค์คิดกับเขายังไง แต่เขาก็ยังพอจะโล่งใจเมื่อเห็นน้องชายยังสนใจเพศตรงข้ามอยู่... ถึงขั้นเจ้าชู้เลยล่ะ แต่มาวันนี้เจ้าตัวประกาศออกมาอย่างชัดเจน... นี่เป็นสัญญาณอันตรายว่า ความปลอดภัยของพรหมจรรย์ที่เขารักษาเริ่มสั่นคลอนแล้วสินะ
น่าขนลุกอะไรเช่นนี้...
“เปล่า”
อีกฝ่ายตอบเสียงห้วนขณะนั่งเก้าอี้อีกครั้ง
“ฉันแค่รำคาญ พวกผู้หญิงจุกจิกจู้จี้ ขี้บ่น อ่อนแอ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้ ฉันขี้เกียจเข้าใกล้ ไม่อยากทำให้เสียใจโดยไม่จำเป็น”
คนฟังถึงกับโล่งใจ
หมอนี่... จะเรียกว่าใจดีก็ไม่ใช่ ใจร้ายก็ไม่เชิง อะไรของมัน
เมื่อได้สติ กอล์ฟก็เก็บตะหลิวขึ้นมาล้าง พลางพูด
“หน้าหม้ออย่างนาย เห็นผู้หญิงสวยๆ แล้วพุ่งเข้าใส่ขอเบอร์ทันที จงรับกรรมไปก็แล้วกัน”
“ก็บอกว่าไม่ได้ทำ ไอ้หน้าหม้อนั่นมันน้องนายต่างหาก ไม่ใช่ฉัน แล้วทำไมต้องมารับกรรมด้วย โว้ยยยย โทรมาอีกแล้ว”
นิ้วยาวเรียวกระแทกปุ่มตัดสายทันที
“แม่ผู้หญิงพวกนี้... ที่บ้านไม่ได้สอนรึไงว่าอย่าเข้าหาผู้ชายก่อน”
“นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว นายพูดเป็นเต่าล้านปีไปได้ ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ด้านได้อายอดต่างหาก แล้วยิ่งนายเป็นขวัญใจสาวเล็กสาวใหญ่ทั่วประเทศ คนก็ต้องอยากเข้าหาเป็นธรรมดา... เอ้อ ลืมบอกไปว่าเพื่อนผู้หญิงนายมีเยอะ ระวังจะโดนตัดสัมพันธ์เข้าล่ะ”
พูดไม่ทันขาดคำ เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นของคนที่กำลังผัดข้าวอยู่หน้าเตา
“ฮัลโหล”
“คนอะไร... พูดคนเดียวก็ได้”
เมื่อได้ยินเสียงบ่น เด็กหนุ่มก็หันขวับกลับไปโต้อีกฝ่ายทันที
“บลูทูธเฟ้ย... ไอ้นี่เขาเรียกว่าบลูทูธ ใช้เวลามือไม่ว่าง”
พูดจบก็สะบัดหน้า แล้วสนทนากับปลายสายต่อ
ทว่าไม่มีแม้แต่คำทักทาย นอกจาก...
“ฮือออออออ พี่กอล์ฟ ไมค์มันเป็นอะไรอ่ะ ตัดสายทิ้งตลอดเลย”
“อากิเองเหรอ... โทษทีนะ ช่วงนี้มันอ่านหนังสือสอบ เลยสมองเพี้ยนไปหน่อย เข้าใจมันหน่อยนะ”
เดือดร้อนเขาต้องมานั่งอธิบายให้เพื่อนน้องชายฟังจนได้
พิรัชต์หน้ามุ่ย ตบโต๊ะเร่งอาหารเป็นการใหญ่
“โอ๊ยยยยย จ๊ะจ๋ากับสาวอยู่ได้ ฉันหิว”
เด็กหนุ่มหันไปมองค้อน
...สาวที่ว่า เพื่อนนายนะเฟ่ย...
กอล์ฟรีบกุลีกุจอตักข้าวใส่จานแล้วเอามาประเคนถึงตรงหน้าน้องชายจอมบงการ จะว่าไปพอได้กลิ่นอาหารเขาเองก็ชักหิวขึ้นมาเหมือนกัน
“เห็นมั้ย... นายต้องขอบคุณฉัน ถ้าฉันไม่หิวนายก็คงไม่ลุกขึ้นมาทำอาหารให้ตัวเองกิน”
คนนั่งกระดิกเท้ารอพูดอย่างยโสโอหังพลางตักข้าวใส่ปากสร้างความหมั่นไส้ถึงขีดสุดให้กับคนผัดข้าวจนหน้ามันไม่น้อย
หนอย... นอกจากไม่ขอบคุณซักคำแล้ว ยังลำเลิกบุญคุณอีกต่างหาก ชักจะมากไปแล้วนะ
เขาอยากจะเข้าไปเขย่าไหล่หมอนี่สุดแรงเกิดแล้วตะโกนว่า “เอาไมค์กลับมา!” จริงๆ แต่ติดตรงที่หากลงมือทำล่ะก็ ไม่รู้เหมือนกันว่าชะตาชีวิตภายใต้ชายคาเดียวกับไอ้โหดนี่จะเป็นยังไง
อดทนไว้... รอหลังผลสอบออกมาก่อนเถอะ... หึหึหึ แต่ละวิชาที่ไมค์ลงสุดยอดแห่งความโหดหินซะด้วย ฮ่าๆๆๆๆๆ
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 17 Jan 2008 22:57:36 by ★ひまじん★

ไมค์นี่ ฉลาดนะเนี่ย ปรับตัวเร็วซะด้วย ไม่เหมือนองค์ชายพิรัชต์ยังทำอะไรไม่เป็นเลย
ส่วนองค์ชายพิชญะก็ไม่ได้รู้ตัวเล้ยย น้องชายออกจะให้ท่าขนาดนั้น
เฮ้อ ชักสงสารกอล์ฟแล้วสิ
#1 By Rachel (125.27.224.122) on 2008-01-12 00:01