Loveless Affair I

posted on 12 Jan 2008 00:57 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสองปีที่แล้ว...
                เรื่องมันเริ่มจากคืนนั้น...
                ปาร์ตี้เล็กๆ ของบริษัทซึ่งจัดขึ้นในผับขณะไปเที่ยวต่างจังหวัด...
                ใครบางคนส่งแก้วและคะยั้นคะยอให้ผมดื่ม...
                “เอ้า... ลองซักแก้วสิกอล์ฟ เกินยี่สิบแล้วนี่ ดื่มได้ไม่ผิดกฎหมายหรอกน่า” เสียงเชียร์ของพี่ทีมงานคนหนึ่งดังขึ้น ตามด้วยเสียงของคนอื่นๆ ที่เริ่มคึกคะนองอย่างขาดสติ
                “แต่กอล์ฟไม่...”
                “อะไรกัน ไม่หัดดื่มไว้บ้างระวังจะโดนมอมนะจ๊ะหนู”
                ยังไม่ทันได้โต้แย้งอะไรอีกเสียงก็สวนกลับมา
                “สู้ไมค์ไม่เห็นได้เลย รายนั้นแก้วที่สามแล้วนะ”
                ผมรีบหันควับกลับไปมองน้องชายตัวเอง หมอนั่นกำลังยกแก้วที่มีของเหลวสีอำพันจรดริมฝีปาก
                “เฮ้ย... ไมค์ นายยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยนะ”
                หมอนั่นหันกลับมามองตาปริบๆ
                “ว่าไงนะ? พี่กอล์ฟ... เสียงมันดัง ไมค์ไม่ค่อยได้ยินเลย”
                ผมถอนหายใจแล้วแย่งแก้วในมือเขามา
                “นี่มันอะไร นายรู้รึเปล่า?”
                “ชามะนาว” ตอบเสียงใสซื่อ
                “จะบ้าเรอะ นี่มันวิสกี้ นายเคยดื่มที่ไหน”
                “วิสกี้อะไรกันพี่กอล์ฟ ทุกคนเขารู้ว่าไมค์ไม่ดื่มเหล้า แล้วจะเอามาให้ไมค์ทำไม”
                ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังลั่นบริเวณนั้น
                “โดนหลอกแล้วกอล์ฟเอ๋ย... อะไรกัน หยอกนิดหยอกหน่อยนึกว่าเรื่องจริงรึไง? โตๆ กันแล้วจะเป็นห่วงน้องชายเกินเหตุไปถึงไหน”
                “ก็หมอนี่ยังเด็กนี่ครับ แถมใสซื่อไม่ทันเล่ห์ของคนเหลี่ยมจัดอย่างพวกพี่หรอก” ผมแก้ตัวทันที
                คิดว่าผมรู้ไม่ทันรึไง ตั้งแต่เจ้าเด็กนี่แตกเนื้อหนุ่มตัวสูงใหญ่ สาวๆ ก็กรูเข้ามาเอาอกเอาใจกันเป็นแถว ไม่ใช่ว่าผมอิจฉาหรอกนะครับ แต่น้องชายผมมันน่ารักจริงๆ นี่นา ก็ต้องหวงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
                “เอ้า ถ้าไม่เชื่อก็ลองดื่มดูสิ... เหล้าที่ไหนหวานขนาดนี้”
                ผมลองดมๆ แล้วจิบดูอย่างระแวง
                ...หวานจริงๆ ด้วย... ชามะนาวจริงๆ ด้วยแฮะ...
                “เอาคืนมาเลยพี่กอล์ฟ แก้วนี้พี่เรนโบว์สั่งให้ไมค์” พูดพลางเอื้อมมือมาคว้าแก้วกลับไป ทำให้ผมนึกหมั่นไส้
                หนอย... สาวๆ สั่งให้ทำเป็นหวงเชียวนะ
                ผมรีบหันหลังแล้วดื่มจนเกลี้ยงต่อหน้าต่อตาน้องชายขี้หลีของตัวเอง
                “โหย... พี่กอล์ฟ ทำไมทำงี้ล่ะ นั่นของไมค์นะ”
                “งกไปได้ งั้นตามมาห้องน้ำสิ เดี๋ยวเอาออกคืนให้” ผมสวนกลับเสียงทะเล้น
                ไมค์ทำหน้าบึ้งอย่างงอนๆ ทุกคนหัวเราะชอบใจ แต่คนที่ดูอึ้งไปเห็นจะเป็นหญิงสาวที่ชื่อเรนโบว์ที่นั่งกระแซะอยู่ข้างๆ น้องชายผม
                หลังจากนั้นเกมแย่งน้องดื่มน้ำก็ดำเนินต่ออีกหลายยก แต่จะว่าไปนี่ก็เป็นวิธีที่ผมจะเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยน้ำที่มาเสิร์ฟไมค์ก็ไม่ใช่เหล้า แต่ก็ทำเอาเจ้าของเครื่องดื่มหน้าเป็นตูดตลอดงาน

                “ไหนใครว่าแก้วเราไม่ใส่แอลกอฮอล์...” ไมค์บ่นอุบขณะประคองผมซึ่งรู้สึกมึนๆ กลับห้อง “สมน้ำหน้า... อยากแย่งของคนอื่นดีนัก เป็นไงล่ะ เมาแอ๋เลย เอ้า เดินดีๆ หน่อยสิพี่กอล์ฟ”
                ขณะที่คนอื่นกำลังสนุกกันต่อ ไมค์ก็แอบลากผมกลับห้องเมื่อเห็นอาการไม่ค่อยดี
                “แต่ก็ขอบคุณล่ะนะ ที่ช่วยดื่มแทนไมค์ ไม่รู้ใครอุตริผสมเหล้าลงไปให้ด้วย เกือบซวยแล้ว”
                สรุปแล้วคนที่ต้องมารับเคราะห์แทนน้องชายก็คือผม เกิดมาได้ยี่สิบปีเพิ่งจะเคยเมาเหล้า... อาการมันทรมานอย่างนี้เอง
                ไมค์เปิดประตูห้อง แล้วพยุงผมเข้าไป
                “ปวดหัวจัง... ร้อนด้วย...” ผมบ่น รู้สึกในร่างกายมันหวิวๆ แปลกๆ ยังไงชอบกล
                “คร้าบ... คร้าบ... เจ้าหญิง ถึงเตียงแล้วคร้าบ ทนอีกนิดนะ”
                “ใคร? เจ้าหญิง? ฉันเป็นพี่ชายนายนะ” ผมสวนกลับไปเหมือนหาเรื่องตามประสาคนไร้สติ
                ไมค์พยุงผมมานอนบนเตียง ทว่าเมื่อหลังถึงฟูกผมกลับไม่ยอมปล่อยขา แขนของผมเกี่ยวคออีกฝ่ายไว้แน่น รู้สึกไออุ่นของอีกฝ่ายมันสบายอย่างบอกไม่ถูก
                “พี่กอล์ฟ... เป็นอะไร? ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า?”
                “อือ... ร้อน... ทรมานจังเลย...”
                “รู้แล้วๆ จะไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เดี๋ยวนี้ล่ะ”
                “ไม่... ไม่ใช่อย่างนั้น”
                ผมรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอกแปลกๆ ความร้อนแบบนี้จะว่าเป็นไข้ก็ไม่เชิง จู่ๆ ก็อยากสัมผัสผิวกายคนข้างหน้าขึ้นมา ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
                ไมค์ใช้มือยันที่นอนพลางมองลงมายังใบหน้าผมครู่หนึ่ง ก่อนหรี่ตาทำหน้าเหมือนรู้ทัน
                “อะไรกันพี่กอล์ฟ... เมาจนเห็นน้องชายเป็นสาวๆ รึเปล่าเนี่ย... ทำหน้าซะลามกเชียว”
                จะบ้าเรอะ... สาวๆ ที่ไหนกัน ฉันก็เห็นหน้านายเป็นนายนั่นแหละน่า... แต่ว่าตอนนี้...
                ผมน้ำตาคลอเบ้า บ้าชะมัด... อาการมันเริ่มชัดเจนขึ้นทุกที ผมจะจัดการกับมันยังไงดีล่ะทีนี้...
                ไมค์จับหน้าผมหันซ้ายขวา จู่ๆ ก็ลูบใบหน้า แล้วค่อยๆ ลากปลายนิ้วมาที่ริมฝีปาก
                ผมถึงกับสะดุ้งเฮือก ร้องคราง ขนลุกไปทั้งร่าง... บ้าชะมัด นี่มันอะไรกัน
                “อย่าบอกนะว่านาย... กำลังมีอารมณ์อย่างว่า...” เสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างหูทำให้ผมรู้สึกหน้าชาขึ้นมา
                ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
                ไมค์แกะมือผม แล้วผละออกไปเปิดประตู ได้ยินเสียงคุ้นหูของพี่ทีมงานผู้หญิง
                “ให้พี่ช่วยดีรึเปล่าไมค์... เรนโบว์มันเป็นคนใส่ยาในแก้ว แต่ผิดแผนไปหน่อย เลยซวยกอล์ฟเต็มๆ”
                “ช่วยเหรอครับ? พี่จะช่วยอะไรล่ะครับ ช่วยไปบอกเพื่อนพี่ดีกว่าว่าวันหลังอย่าทำแบบนี้อีก”
                “แต่ว่ากอล์ฟคงกำลัง...”
                “ไม่ต้องหรอก พี่ไมค์ ไมค์ดูแลเอง”
                ดูเหมือนน้องชายผมกำลังโมโห แต่พยายามสะกดอารมณ์เต็มที่
                ตามด้วยเสียงปิดประตูดังปัง
                ไมค์เดินกลับมานั่งขอบเตียงซึ่งมีผมนอนคุดคู้พลางส่งเสียงครางอย่างไม่ได้สติ
                “พี่กอล์ฟ... ทนหน่อยนะ”
                ทันทีที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมาสัมผัส ผมก็สะดุ้งอีกครั้ง
                ไม่กี่นาทีต่อมาร่างสูงของน้องชายก็ก้มลงโอบเอวผมไว้ แล้วยกตัวขึ้นพาดไหล่ เดินเข้าไปในห้องน้ำ
                “จะ... ทำอะไร...” ผมถามขึ้นอย่างหวาดหวั่น
                ไมค์ไม่ตอบ เขาวางผมลงในอ่างอาบน้ำ แล้วเปิดฝักบัว
                ผมกอดไหล่ตัวเองแน่นเมื่อสายน้ำชโลมรดร่างกายตั้งแต่ศีรษะ
                “ขอโทษนะพี่กอล์ฟ แต่ไมค์ไม่รู้จะทำยังไง”
                เหมือนได้ยินเสียงน้องชายอยู่ลางๆ ตัวผมสั่นระริก เรี่ยวแรงที่น่าจะมีอยู่ก็หายไปสิ้น รู้อย่างเดียวว่าตัวเองกำลังสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กเล็กๆ ไม่มีผิด
                เด็กหนุ่มตรงหน้าผมปิดน้ำแล้วเอื้อมมือมาปลดกระดุมเสื้อ ผมปรือตามองอีกฝ่ายอย่างเว้าวอน
                บ้าชะมัด... ฤทธิ์ยานั่น... ทำให้ผมต้องการแม้แต่กับคนที่เป็นน้องงั้นเหรอ?
                ไมค์ยิ้มบางๆ สีหน้าเหมือนลำบากใจ แต่สุดท้ายเขาก็ค่อยๆ โน้มกายลงมาประทับจูบบนริมฝีปากของผม
                อือ... รู้สึกดีจัง สัมผัสอีกสิ... สัมผัสเยอะๆ กว่านี้อีก...
                ไม่นานเราทั้งสองก็กอดก่ายกันอยู่ในอ่างอาบน้ำอันเปียกชุ่ม ทุกสัมผัสบนร่างกายผมก่อให้เกิดอารมณ์วาบหวิวอย่างบอกไม่ถูก
                แม้จะรู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยา แต่ผมก็ไม่อาจห้ามตัวเองไว้ได้เลย
                ลมหายใจร้อนผ่าวที่รดอยู่บนใบหน้า ริมฝีปากที่คลอเคลียจนแทบไม่มีช่องว่างให้คำพูดใดหลุดรอดออกไป ฝ่ามือที่โลมเล้าผิวกายอย่างอ่อนโยน ทุกอย่างชัดเจนทว่ามึนงงเหมือนอยู่ในความฝัน
                ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ได้รับการปลดปล่อย
                สิ้นเสียงคราง สมองมึนงงเหมือนเพิ่งผ่านเหตุการณ์น่าใจหายมาหยกๆ จนไม่มีเวลาได้ตั้งตัว
                ไมค์ยันกายลุกขึ้น แล้วอุ้มร่างเปลือยเปล่าของผมจากอ่างอาบน้ำ
                เมื่อวางผมลงบนเตียง ร่างสูงใหญ่ก็ขึ้นมาทาบทับ
                “ไมค์... พอแล้วล่ะ... ดีขึ้นแล้ว...” ผมพูดเสียงเครือระคนหอบหายใจ
                ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ฟัง เขาฝังใบหน้าซุกไซ้ตามลำคอ ประทับรอยที่ทำให้ผมต้องสะดุ้งทุกครั้งที่สัมผัส ผมเริ่มดันไหล่เขาให้ออกห่าง แต่แขนเจ้ากรรมกลับสั่นระริกไม่เหลือเรี่ยวแรง
                “ไมค์... ฉันบอกว่าพอแล้วไง... ไม่ต้องแล้ว...”
                ผมดิ้นขัดขืน แต่อีกฝ่ายก็ยิ่งรุกล้ำรุนแรงขึ้น ริมฝีปากประกบปิดเสียงต้าน ตามด้วยปลายลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดอย่างเร่าร้อน
                “อื้อ...”
                คงเพราะยายังไม่หมดฤทธิ์กระมัง ผมจึงเผลอไผลคล้อยตามจนได้ในเวลาต่อมา มือที่ดันอยู่บนไหล่กว้างโอบรอบคอคนเบื้องบนพลางลูบไล้เส้นผมนุ่มที่ท้ายทอย
                ความอบอุ่นจากร่างกายที่ทาบทับ ทำให้ผมพริ้มตาหลับลง น้ำใสๆ ที่เอ่อคลอที่ขอบตาไหลลงข้างใบหน้า
                เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ร่างกายเปลือยเปล่าของเราสองคนแนบชิดกัน ความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศไม่อาจต้านความเร่าร้อนจากทุกขุมขนบนตัวคนเบื้องบนผมได้
                “อา... ไมค์”
                อีกฝ่ายตอบสนองด้วยสัมผัสนุ่มของริมฝีปากบนหัวไหล่และปลายคาง ผมหลับตาพริ้มรู้สึกสบายจนอยากหลับไปทั้งอย่างนี้เลย
                ทว่า...
                ทันใดนั้นเองร่างกายเบื้องบนก็สอดประสานเข้ามาภายใน ผมสะดุ้ง เบิกตาโพลงเมื่อรับรู้ความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาอย่างกะทันหัน
                “อึ่ก... อ๊ะ... ไม่...”
                มือที่ก่ายกอดเปลี่ยนเป็นทั้งผลักทั้งดันร่างสูงแทน ร่างกายบิดเกร็งเมื่อถูกจู่โจมด้วยแรงกระแทกที่โถมเข้ามา
                “อย่า...”
                ผมน้ำตาคลอเบ้า ภาพใบหน้าสวยตรงหน้ามัวจนเห็นเป็นเพียงเงาสีดำที่บังแสงไฟสลัวจากเพดาน
                “พี่กอล์ฟ...” เสียงกระซิบเรียกชื่อผมวนเวียนอยู่ข้างหู
                “เจ็บ... อึ่ก... เจ็บ... ออกไปนะ...” ผมเริ่มสะอึกสะอื้น
                ดูเหมือนคนด้านบนจะไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้แม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวยังดำเนินต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
                “ฮือ... เจ็บ... เจ็บจังเลย...”
                แม้แต่ความอบอุ่นและนุ่มนวลจากผิวกายที่เสียดสีกันก็ไม่ช่วยบรรเทาความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้
                “อย่าเกร็งสิครับ... ปล่อยตัวตามสบายนะ... ไมค์ก็เจ็บเหมือนกัน” อีกฝ่ายพูดเสียงกระเส่า น้ำเสียงที่ฟังดูใจดีเหมือนพูดกับเด็กผู้หญิงทำให้ผมกระดาก ใบหน้าร้อนฉ่าด้วยความรู้สึกแปลกๆ
                “ฮึก... ฮึก...” ผมกลั้นเสียงสะอื้น พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ
                ถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว... ไม่ว่าจะด้วยฤทธิ์ยาหรืออะไรก็ตาม ร่างกายของผมกำลังต้องการเขา หยุดไม่ได้... ขืนหยุดตอนนี้มีแต่ต้องทรมานกันทั้งสองฝ่าย
                ผมเงยหน้ารับริมฝีปากที่แนบเข้ามาอย่างดูดดื่ม เมื่อปล่อยตัวปล่อยใจไม่นานความเจ็บปวดก็กลายเป็นความเสียวซ่าน ร่างกายขยับรับอีกฝ่ายเองโดยไม่ตั้งใจ มือใหญ่ประสานฝ่ามือของผมทั้งสองข้างกดจมลงบนหมอนข้างศีรษะ แรงบีบเชื่องช้าทว่าหนักแน่นตามจังหวะของร่างกาย
                เหมือนพวกเรากำลังหลอมละลายเป็นหนึ่งเดียว
                และเมื่อถึงขีดสุดของอารมณ์ ความอบอุ่นก็อาบชุ่มอยู่ภายใน วินาทีนั้นเอง... ท่ามกลางแสงไฟสลัว ผมเห็นปีกสีดำขนาดใหญ่โผล่ขึ้นจากข้างหลังของเด็กหนุ่มเบื้องบน ที่ศีรษะเขาแหลมคล้ายกิ่งไม้สองข้างผุดแทรกผมอ่อนนุ่มสีดำ ดวงตาคู่สวยเรืองแสงสีแดงวาบขึ้นมา
                ผมเบิกตาโพลงเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน ...นี่มันอะไรกัน...?
                “ไมค์รักพี่กอล์ฟนะ...”
                เหมือนเห็นริมฝีปากขยับพูดคำนั้น ดวงตาเศร้าสร้อยของเขามีหยาดน้ำใสๆ รินไหลออกมา
                ทว่า... ขณะที่ผมพยายามเอื้อมมือขึ้นไปเช็ดให้นั้นเอง สติของผมก็ดับวูบลง


                ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า พบว่าตัวเองนอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
                ความเจ็บแปลบยามขยับตัวเหมือนตอกย้ำว่าเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ใช่ฝัน
                ผมฝืนลุกขึ้นอาบน้ำแปรงฟัน เตรียมเก็บข้าวของ
                แปลก... เหลือแต่สัมภาระของผมคนเดียว... หรือว่าไมค์จะเอาออกไปขึ้นรถแล้ว
                คิดแล้วอดน้อยใจไม่ได้ เมื่อคืนทำผมแทบยืนไม่ไหว ตอนเช้ากลับหายหัวไปไม่ช่วยอะไรเลยซักอย่าง
                ทว่า... เมื่อลงไปกินอาหารเช้า กลับไม่พบแม้แต่เงาของคนที่อยู่ด้วยกันเมื่อคืน
                “ไง กอล์ฟ... ดื่มก็น้อยกว่าชาวบ้านแล้วยังตื่นสายอีก” เสียงพี่ทีมงานชายคนหนึ่งแซว
                ผมยิ้มแห้งๆ กวาดสายตาไปทั่ว บางทีไมค์อาจออกไปเดินเล่นฆ่าเวลาขณะรอผมกินข้าวก็ได้
                “มองหาใครรึเปล่า?” ทีมงานอีกคนถามขึ้นเมื่อเห็นผมยืนนิ่ง ไม่ไปตักอาหารเสียที
                “เอ่อ... ไมค์ล่ะครับ”
                ทั้งคู่มองหน้าผมอย่างงุนงง สบตากันนิดหนึ่ง แล้วจึงหันกลับมาถาม
                “ไมค์...? ไมค์ไหน?”
                “ก็ไมค์... น้องของกอล์ฟไง?” ผมตอบไปตามปกติ ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะในหัวยังมึนไม่หาย
                “น้องของกอล์ฟ...? หญิงน่ะเหรอ เฮ่ย ไม่ได้มานะ”
                “ไม่ใช่หญิงครับพี่... ไมค์อ่ะ ไมค์ น้องชายกอล์ฟไง”
                ทว่าพี่ทีมงานยังไม่คลายสงสัย ...หรือพวกนี้จะอำอะไรผมอีกล่ะ
                “เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่านายมีน้องชายด้วย”
                นั่นไงล่ะ... จะแกล้งอะไรผมอีกล่ะสิเนี่ย
                “เดี๋ยวไมค์มาได้ยินระวังโดนงอนใส่นะครับ หิวแล้ว ไปดีกว่า”
                แล้วผมก็เดินหาโต๊ะนั่ง ปล่อยให้ทั้งคู่งงเป็นไก่ตาแตก

                เมื่อถึงเวลาออกเดินทางกลับกรุงเทพ ทุกคนก็มายืนส่งผมขึ้นรถ หลังจากขนสัมภาระขึ้นรถเรียบร้อย ผมก็ขึ้นมานั่งประจำที่ตัวเอง คุณลุงคนขับปิดประตูรถแล้วขึ้นนั่งข้างหน้า
                 “เดี๋ยวครับ... ไมค์ยังไม่มาเลย” ผมท้วงขึ้นขณะรถกำลังจะออก
                 “มีใครอีกเหรอครับ” คุณลุงหันมาถาม
                 “ไมค์ไงครับ”
                ผมเปิดประตูรถแล้วถามพี่ทีมงานที่ยังยืนส่งอยู่
                “มีใครเห็นไมค์บ้างมั้ยครับ?”
                ทุกคนพร้อมใจกันทำหน้างง
                “อะไรหายเหรอจ๊ะ” เสียงใครคนหนึ่งถามกลับมา
                “ไมค์อ่ะครับ... ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้ว เข้าห้องน้ำอยู่รึเปล่า”
                ทุกคนเงียบไป มองหน้ากัน
                “ใครเหรอ?”
                “ไมค์ไงพี่”
                “ไมค์?... ไมค์ไหน?”
                ฮึ่ม... อำกันเป็นหมู่คณะ ไม่ตลกเลย
                “ไมค์อ่ะ... ไมค์...กอล์ฟ-ไมค์ไง”
                “กอล์ฟ-ไมค์อะไร?”
                พี่ๆ ทีมงานงงได้เนียนมาก ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ
                “ไมค์อ่ะ น้องชายกอล์ฟ ไม่รู้อยู่ในห้องน้ำรึเปล่ายังไม่ขึ้นรถเลย”
                “อ้าว... ลืมน้องชายไว้ในห้องน้ำเหรอกอล์ฟ... โหย... เดี๋ยวถึงกรุงเทพแล้วฉี่ไม่ออกแย่เลย” ตามด้วยเสียงหัวเราะครืนของคนอื่นๆ
                “ไม่ใช่น้องชายแบบนั้น ไมค์อ่ะพี่... ไมค์ไง”
                ทว่าท้วงเท่าไหร่ก็ดูเหมือนไม่มีใครจำได้ว่าผมมีน้องชายอีกคนชื่อไมค์ ผมชักโมโห นึกว่าทุกคนรวมหัวกันกลั่นแกล้ง จึงปิดประตูหันไปบอกคุณลุงคนขับให้ออกรถ
                เดี๋ยวคงมีใครโทรมาบอกว่าล้อเล่น ไมค์กลับมาพร้อมใครสักคนแล้วล่ะมั้ง?
                ไมค์นะไมค์... เมื่อคืนทำอะไรไว้ เช้ามายังมีหน้ามาอำกันอีก
                คิดถึงทีไรใบหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทุกที ไม่รู้เจ้าตัวดีของผมจะเป็นยังไง... เขารู้สึกยังไงหนอ เมื่อคืนถึงได้ทำแบบนั้น


                ทว่าเมื่อกลับถึงบ้าน... ผมถึงได้รู้สึกถึงความผิดปกติครั้งใหญ่
                ผมถามแม่และทุกคนในบ้านถึงไมค์ แต่ทุกคนกลับทำหน้างุนงงเหมือนพี่ทีมงานไม่มีผิด
                ราวกับว่า... ผมไม่เคยมีน้องชายชื่อไมค์มาก่อน...
                ผมวิ่งไปสำรวจห้องนอนของเขา พบว่ามันกลายเป็นห้องของพี่แบงค์ รูปถ่ายในบ้านไม่มีเขาอยู่ในรูปแม้แต่เงา เหมือนบ้านเรามีพี่น้องเพียงสี่คนเท่านั้น... พี่แซนด์ พี่แบงค์ ผม และน้องหญิง...
                เกิดอะไรขึ้นกับไมค์?
                เขาหายไปไหน?
                ทำไมเหลือแต่ผมเท่านั้น... ผมกลายเป็นกอล์ฟ... นักร้องเดี่ยวขวัญใจวัยรุ่น

                ผมล้มตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน... นี่มันเรื่องอะไรกัน
                เมื่อคืน... ผมมีอะไรกับน้องชายตัวเอง พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ปรากฏว่าเขาหายตัวไปจากชีวิตของผม
                จริงสิ... ตอนนั้น...
                ผมหลับตาลงนึกภาพสุดท้ายก่อนหมดสติ จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
                นั่นมันอะไรกัน... ปีกสีดำ... เขาเหมือนปิศาจคู่นั้น...
                ไมค์เป็นอะไรงั้นเหรอ?
                ตอนนี้ผมได้ประจักษ์ความจริงแล้วว่า... เหตุการณ์ตั้งแต่เช้าไม่ใช่การล้อเล่น แต่มันคือความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
                ไมค์จากผมไปแล้ว... เขาจากผมไปหลังคืนที่ผมเพิ่งรู้ตัวเองว่าผมรักเขาแบบไหน...


                สองปีที่ผ่านมาผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเยียวยาอาการหัวใจสลายจากการสูญเสียที่ไม่มีใครรับรู้และเข้าใจ ดูเหมือนทุกคนจำไมค์ไม่ได้ ดูเหมือนไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าผมมีน้องชายอีกคนที่ชื่อไมค์
                ผมได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่านี่มันเรื่องอะไร? แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คำตอบที่ได้คือความว่างเปล่า
                คำบอกรักที่เขาพูดกับผมในคืนนั้น... จะเป็นความรู้สึกเดียวกันรึเปล่านะ?
                สิ่งเดียวที่ผมต้องการตลอดสองปีที่ผ่านมานี้... คือใครก็ได้... พาน้องชายและคนรักกลับมาให้ผมที...
                เพราะผมยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกรักเขาเลย


 
                “ฮาย~ กอล์ฟ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” สาวสวยหุ่นนางแบบลูกครึ่งญี่ปุ่นร้องทักอย่างดีใจเมื่อเห็นผมเดินเข้ามาในร้าน
                ผมปลีกวิเวกมาหาไอเดียเขียนเพลงอยู่ที่ญี่ปุ่นได้เกือบสัปดาห์แล้ว พอเธอรู้ข่าวว่าผมมาก็จัดแจงนัดดินเนอร์กันตามประสาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน
                แต่ว่า... เนี่ยเหรอ? ดินเนอร์ที่ว่า...
                มองยังไงก็บาร์หรือผับชัดๆ
                “โฮสต์คลับย่ะ... ที่แบบนี้เขาเรียกว่าโฮสต์คลับ” เหมือนเธออ่านสีหน้าผมออก จึงรีบบอกทันที
                ผมอึ้งไปสามวินาที ก่อนกลับหลังหันเตรียมออกจากสถานที่แบบนั้นเต็มที่
                “เฮ้ย... เดี๋ยวก่อนสิกอล์ฟ เพิ่งมาถึงก็จะกลับเลยเหรอ”
                เธอรีบฉุดแขนรั้งผมไว้
                “ไหนว่าจะพาไปดินเนอร์ร้านหรูๆ ไง แล้วทำไมนัดฉันมาที่โฮสต์คลับ มิน่าล่ะ ตอนเข้ามาพนักงานต้อนรับมองหน้าฉันแปลกๆ” ผมท้วงหน้าเครียด
                “โอ๋... ไม่เอาน่า... ฉันก็จะพานายไปหลังจากนี้แหละ แต่ก่อนอื่นขอยลโฉมเจ้าชายรัตติกาลของร้านหน่อยเถอะ เขาลือกันว่าเป็นโฮสต์ที่เลือกแขกเองเชียวนะ อยากจะรู้นักว่าหล่อขนาดไหน สาวๆ ถึงได้หลงกันนักหนา”
                 “แล้วทำไมต้องมาวันที่เธอนัดฉันด้วยล่ะ”
                ผมนึกเคือง... ถึงจะเป็นเพื่อนกันก็เถอะ แต่นัดเพื่อนผู้ชายมาเจอกันที่โฮสต์คลับเพื่อดูหนุ่มหล่อแบบนี้ เหมือนหยามกันชัดๆ
                 “โธ่... ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็ฉันเพิ่งได้ยินโฆษณาว่าเจ้าชายจะออกมารับแขกวันนี้นี่นา ว่ากันว่ากว่าจะออกมาให้เห็นเป็นบุญตาได้เนี่ย ไม่ใช่บ่อยๆ หรอกนะ”
                 ฮึ... ช่างเป็นโฮสต์ที่เรื่องมากจริง ฟังแล้วหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมเป็นดาราแท้ๆ ยังไม่เห็นยุ่งยากขนาดนี้เลย
                สุดท้ายผมก็ต้องยอมนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามเจ้าหล่อน นี่ถ้าเจ้าโฮสต์นั่นเลือกต้อนรับเพื่อนสาวของผมขึ้นมา เห็นท่าคืนนี้ผมได้ออกไปหาอะไรกินคนเดียวแหงๆ
                 “ระหว่างนี้ นายสั่งอะไรมาดื่มไปพลางๆ ก่อนสิ... เอามาร์ตินีมั้ย”
                 “ไม่ล่ะ เธอก็รู้นี่ว่าฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์”
                 เธอทำหน้าหน่าย แล้วหันไปสั่งเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวมาให้ผมฆ่าเวลา
                 เมื่อมองไปรอบๆ ผมจึงเพิ่งรู้ว่าลูกค้ามากันแน่นจนโต๊ะเต็มทุกโต๊ะ แต่ละโต๊ะมีสาวน้อยสาวใหญ่นั่งกันสลอน จนผมชักหมดความมั่นใจเพราะเป็นลูกค้าผู้ชายอยู่คนเดียวตรงนั้น แถมสาวเจ้าแต่ละคนเมื่อดูจากการแต่งตัวแล้วคงเป็นคุณนายหรือคุณหนูในแวดวงไฮโซ ดูเหมือนทุกคนกำลังรอคอยวินาทีที่เจ้าชายรัตติกาลปรากฏตัวอย่างใจจดใจจ่อ
                 ไม่นานเสียงเพลงก็ค่อยๆ เบาลง แสงไฟหรี่สลัวเหมือนเป็นสัญญาณของวินาทีสำคัญ
                 ถึงตอนนี้ผมชักตื่นเต้นระคนอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปในโฮสต์คลับชั้นสูงของพวกผู้หญิง
                 “นั่นไง... มาแล้ว...” เสียงเพื่อนสาวพึมพำ เธอลุกขึ้นมานั่งหลังตรงอย่างสง่า
                 แสงสปอร์ตไลต์ส่องสว่างไปยังประตูซึ่งกั้นด้วยผ้าประดับเลื่อมระยิบระยับบนเวที
                 และวินาทีนั้นเอง...
                 ชายหนุ่มร่างสูงหุ่นสมาร์ทในชุดสูทสีดำก็เยื้องกรายออกมา ในอ้อมแขนของเขาคือกุหลาบสีแดงช่อมหึมา  เขาออกมาโค้งทักทายท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ
                แสงไฟเจิดจ้าบวกกับระยะค่อนข้างไกลทำให้ผมมองหน้าเขาไม่ค่อยถนัดนัก แต่พิศจากโครงหน้าแล้ว ท่าทางหล่อไม่เบา ผมสีดำปรกใบหน้า จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอิ่มดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด
                ทว่าเมื่อแสงไฟบนเวทีหรี่ลง แสงจากแชนเดอเลียร์ค่อยๆ สว่างขึ้นผมถึงกับผุดลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที
                 “ไมค์!”
                 ทุกคนหันมามองยังผม รวมถึงเจ้าชายที่หย่อนก้นลงนั่งบนบัลลังก์คนนั้นด้วย
                 ...ไม่ผิดแน่... แม้เวลาล่วงเลยมาสองปี แต่ใบหน้าแบบนี้ผมจำได้ชัดเจน ใบหน้าของคนที่ผมรักมากที่สุด... ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่หลับตาลงมักจะผุดขึ้นมาในหัวของผมเสมอ...
                 เขาเห็นผมแล้ว... เราสบตากัน... แต่วินาทีต่อมาเขากลับหันไปยิ้มกับลูกค้าอื่นๆ เหมือนไม่ใส่ใจ
                 ไมค์... ทำไมนายมาอยู่ที่นี่... ทำไมนายมาทำงานแบบนี้... ทำไม... ทำไม...
                 คำถามมากมายหลั่งไหลเข้ามาในสมอง
                 “กอล์ฟ... อะไรของนาย คนอื่นเขาตกใจหมด นั่งลง เดี๋ยวเจ้าชายไม่พอใจขึ้นมาไม่ยอมรับลูกค้า พวกเราอาจไม่ได้ไปดินเนอร์โดยสวัสดิภาพนะ”
                 เพื่อนสาวดึงแขนผมให้ลงมานั่งอย่างเก่า
                 “ไมค์... นั่นนายใช่มั้ย...”
                 ผมเหม่อมองร่างสูงใหญ่ที่โบกมือให้ทุกคนอยู่บนเวที
                 วิธีเลือกลูกค้าของเจ้าชายรัตติกาลคือ คนที่ไม่ได้รับเลือกจะได้รับดอกกุหลาบในมือทีละดอก ทุกครั้งที่มอบกุหลาบเจ้าชายโฮสต์คนนั้นจะบรรจงจุมพิตที่หลังมือของสาวๆ ไม่ก็ดึงเข้ามากอดเหมือนเป็นการปลอบใจ เป็นเซอร์วิสแบบถึงเนื้อถึงตัวที่ได้กำไรสำหรับเจ้าตัวจริงๆ
                กติกามารยาทในการรับดอกไม้ของลูกค้าคือ... ห้ามรั้งตัว ห้ามล่วงเกินโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่นกอดตอบ ขโมยหอมแก้ม ขโมยจูบ หากใครฝ่าฝืนจะถูกขึ้นบัญชีดำหมดสิทธิเข้าร้านในครั้งต่อไป
                “กอล์ฟ... กอล์ฟ... เฮ่ย! เป็นอะไรรึเปล่า หน้าซีดเชียว” เพื่อนสาวพยายามเรียกผมซึ่งเหมือนคนสติล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
                ผมก้มหน้าหลับตาลง อยากจะหนีความจริงตรงหน้า บอกตัวเองว่าเขาแค่หน้าเหมือนเท่านั้น
                ใช่แล้ว... แค่คนหน้าตาเหมือนกัน ว่ากันว่าโลกนี้มีคนหน้าเหมือนเราทั้งที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดอยู่ประมาณสองสามคน นี่ก็คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของคำพูดนั้น
                ที่สำคัญ... ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้... ผมไม่มีน้องชายที่ชื่อไมค์อีกแล้ว คนคนนั้นไม่มีตัวตนอีกต่อไป... ความทรงจำของผมเป็นเพียงสิ่งลวงตา เป็นแค่ฝันที่ไม่มีใครยอมรับซึ่งหากพูดออกมาคนอื่นอาจหาว่าบ้า เพี้ยน สติไม่ดี
                ผมควานหายาในกระเป๋าสะพาย... ยาระงับประสาทที่หมอให้ หลังจากผมถูกพาไปหาจิตแพทย์เมื่อปีก่อน
                ผมกลืนยาลงคอแล้วหยิบแก้วตรงหน้าขึ้นมาดื่ม เพื่อลืมความจริงของตัวเองก่อนที่จะแสดงออกอะไรเพี้ยนๆ ให้คนสงสัยอีก
                กุหลาบดอกสุดท้ายถูกยื่นให้กับสาวสวยตรงหน้าผม ร่างสูงในชุดสูทจับมือขาวผ่องของเธอขึ้นมาจุมพิตเบาๆ แล้วโปรยเสน่ห์ให้ด้วยรอยยิ้ม
                ผมตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นเขานั้นใกล้ๆ
                ...ไม่มีอณูใดบนใบหน้านั้นที่ไม่ใช่ไมค์...
                ชายหนุ่มหันมาสบตาผมซึ่งนั่งตัวแข็งทื่อจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา
                “ไมค์... นายจริงๆ ด้วย” ผมพึมพำพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้
                ทว่าทันใดนั้นเอง เหมือนโลกหมุน ผมเซไปข้างหนึ่ง แต่ไม่ทันล้มมือใหญ่ก็ฉุดแขนผมแล้วดึงเข้าไปประคอง
                “เป็นอะไรรึเปล่าครับเจ้าหญิง... ท่าทางจะเมาแล้วนะ” เสียงทุ้มพูดหยอก
                “เจ้าหญิงอะไรกัน ฉันเป็นผู้ชาย” ผมรีบสวนกลับพลางดันตัวเองออกจากวงแขน แต่ตัวเองกลับเซเสียเอง อีกฝ่ายรวบตัวผมไว้ในอ้อมกอดก่อนที่ผมจะล้ม
                “อ๊ะ ขอโทษ... เห็นหน้าตาน่ารัก เลยนึกว่าเป็นผู้หญิง อีกอย่าง เราไม่เคยมีลูกค้าผู้ชายมาก่อน...” เขากระซิบตอบ เสียงทุ้มข้างหูทำเอาผมหน้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
                “ต๊าย... กอล์ฟ นายเล่นดื่มของฉันซะหมดแก้วเลย... ขอโทษนะคะ เพื่อนฉันไม่ดื่มเหล้า เลยคออ่อน...” เสียงยัยเพื่อนตัวดีแก้ตัวเป็นการใหญ่
                ผมเมาอยู่เหรอเนี่ย... ทำไมต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้ว... ทั้งที่ได้เจอไมค์แท้ๆ แต่ผมกลับเมาจนบังคับตัวเองแทบไม่อยู่เลย
                ผมยอมซุกหน้าลงบนแผ่นอกกว้างแต่โดยดี ความอบอุ่นแบบนี้เป็นสิ่งที่ผมใฝ่หามานานแสนนาน
                “ไมค์... นายกลับมาหาพี่ใช่มั้ย... นายกลับมาแล้วใช่มั้ย...” ผมเริ่มเอ่ยพร่ำทั้งน้ำตา
                “ท่าจะเมาแล้วจริงๆ งั้นผมขอพาเขาขึ้นไปพักผ่อนข้างบนก่อนนะครับ” พูดจบก็ยกตัวผมลอยแล้วเดินออกไปท่ามกลางสายตาของลูกค้าทุกคู่ที่มองมา

                 ได้สติอีกทีก็เช้าแล้ว... ผมลืมตาตื่นด้วยสมองที่ยังมึนๆ
                เมื่อกวาดสายตามองรอบๆ ก็พบว่าตัวเองกลับมาอยู่บนเตียงในห้องพักของโรงแรม
                เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมนิ่งฟังตำแหน่งของต้นเสียง แล้วคลานไปหยิบ
                “กอล์ฟ... เมื่อคืนขอโทษนายจริงๆ ตอนนี้นายอยู่ไหน?”
                “ห้อง...” ผมตอบเนือยๆ ถ้าจำไม่ผิด เมื่อคืนผมเผลอดื่มเหล้าเข้าไป เลยเมาหมดสติเมื่อไหร่ไม่รู้ในโฮสต์คลับ คิดแล้วมันน่าอดสูไม่น้อย
                “เฮ้อ... ค่อยยังชั่ว ที่ร้านบอกว่าจะพานายมาส่งที่พัก ฉันเลยให้ที่อยู่โรงแรมเขาไป แต่ก็อดห่วงไม่ได้ กลัวนายไม่ถึงโรงแรมน่ะสิ”
                หลังจากถามไถ่อาการเป็นที่เรียบร้อย เพื่อนสาวก็ตัดสาย ผมเอนกายนอนลงอีกครั้งอย่างขี้เกียจ ทว่าในหัวทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน
                แล้วก็ต้องทะลึ่งพรวดขึ้นมา
                ใช่แล้ว... ไมค์... เมื่อคืนผมเจอเขาที่นั่น!!!
                ทันทีที่นึกได้ดังนั้น เสียงกริ่งก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงผู้ชาย
                “มีของมาส่งครับ”
                ผมเดินไปเปิดประตู ทว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกกลับไม่ใช่บริกร...
                ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทหรูสีดำยืนอยู่เบื้องหน้า และสิ่งที่ทำให้ผมตกใจยิ่งกว่า...
                เขาคือเจ้าชายรัตติกาลแห่งโฮสต์คลับคนนั้น...
                “ของที่คุณสั่งไว้มาส่งถึงที่เรียบร้อยแล้วนะครับ” เขาพูดพลางผลักบานประตูแล้วเดินลากกระเป๋าใบใหญ่เข้ามาในห้อง
                “ของ...?” ผมถามกลับอย่างฉงน เขาจึงเปิดซิปกระเป๋าเดินทางหยิบซองเอกสารออกมายื่นให้
                “ผมไงครับ”
                ผมรับซองมากระพริบตาปริบๆ
                ...เราไปสั่งของอะไรไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมอีกฝ่ายยังหน้าเหมือนไมค์ขนาดนี้...
                “ข้อหนึ่ง จ่ายค่าบริการทันทีที่เสร็จงาน... ข้อสอง ห้ามเรียกชื่อจริง... ข้อสาม ห้ามถามเรื่องส่วนตัว... ข้อสี่ ห้ามตกหลุมรัก... นี่มันอะไรกัน?”
                ผมอ่านข้อความในเอกสารแล้วเงยหน้าขึ้นถาม
                “ข้อตกลงครับ เมื่อคืนเราเจรจาธุรกิจกันแล้ว”
                “เจรจาธุรกิจ?”
                ผมเบิกตาโพลง จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงล่ะครับ ก็ผมจำอะไรไม่ได้เลย
                “คุณเซ็นชื่อแล้วด้วย” เขาชี้ไปยังกระดาษอีกใบ เมื่อผมยกขึ้นดูก็เห็นเพียงรอยนิ้วมือสีน้ำตาลเข้มในตอนท้ายเอกสาร “ประทับรอยนิ้วมือด้วยเลือดเชียวนะครับ”
                ผมได้แต่ยืนอึ้ง จับต้นชนปลายไม่ถูก ในหัวมีแต่คำว่าอะไร อะไร อะไร อยู่เต็มไปหมด
                ชายหนุ่มสูงใหญ่ที่หน้าตาเหมือนไมค์ไม่มีผิดเดินเข้ามาใกล้ จับมือข้างหนึ่งของผมแล้วก้มลงจุมพิตเบาๆ ที่หลังมือ วินาทีต่อมาความเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามา ปรากฏรอยแดงรูปไม้กางเขนขึ้นบริเวณนั้น
                ...ทำได้ไงน่ะ...
                ผมอึ้งกึ่งหวาดกลัว หมอนี่... หรือจะเป็นนักมายากล...
                “นี่คือการลงชื่อของผม... แค่นี้สัญญาก็เสร็จสมบูรณ์ ต่อไปนี้คุณคือเจ้านายของผม หนึ่งวันของผมแลกกับอายุหนึ่งปีของคุณ”
                “ดะ... เดี๋ยวสิ... นายเป็นใคร?” ผมเพิ่งได้สติถามออกไป ถ้าคนคนนี้ไม่ใช่ไมค์... แล้วเขาเป็นใครกันแน่
                ริมฝีปากได้รูปยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
                “แล้วแต่คุณจะเรียก หรืออยากให้เป็น”
                จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมา
                “งั้น... ฉันจะเรียกนายว่าไมค์...”
                “เห็นจะไม่ได้” อีกฝ่ายสวนกลับทันที “บังเอิญว่าผมชื่อไมค์ และตามกฎข้อสองห้ามเรียกชื่อจริง”
                บังเอิญงั้นเหรอ? ผมใจเต้นแรงกว่าเก่า
                หมอนี่... นอกจากจะเหมือนไมค์ทุกกระเบียดนิ้วแม้แต่ลักษณะเวลายิ้ม ยังชื่อว่าไมค์อีก...
                “เมื่อกี้... นายบอกว่าหนึ่งวันของนายแลกกับอายุหนึ่งปีของฉัน... หมายความว่ายังไง?”
                “ตรงตัวตามนั้น ไม่มีอะไรต้องตีความครับ”
                “นายเป็นปิศาจ? หรือยมทูตสินะ?”
                เขายิ้มละไม โอบรอบเอวผมแล้วรั้งเข้าไปชิด
                “คุณอาจทำผิดกฎข้อสามได้ เอาเป็นว่าแล้วแต่คุณจะคิด”
                ดวงตาสีรัตติกาลจ้องนิ่งลึกลงในตาของผม ทำให้อดเสมองไปทางอื่นด้วยความเขินไม่ได้ ใบหน้าแบบนี้... มองยังไงก็ไมค์ชัดๆ
                ไม่นานสัมผัสนุ่มจากริมฝีปากอีกผ่ายก็โลมไล้ที่แก้ม ผมรีบดันอกเขาออกห่าง
                “เอ่อ... ฉันเพิ่งตื่น ยังไม่ได้อาบน้ำเลย ขอตัวก่อนนะ”
                “ดีเลย งั้นผมจะอาบให้”
                ไม่ทันได้ตั้งตัว อีกฝ่ายก็อุ้มผมขึ้นอย่างง่ายดาย ก่อนพาเดินเข้าไปในห้องน้ำ

                ผมนอนแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยฟองนุ่มอย่างสบายอารมณ์ ขณะปล่อยให้ไมค์สระผมให้
                “โปจิ...”
                จู่ๆ คำนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว
                “หือ?” ไมค์หยุดมือแล้วส่งเสียงถาม
                “งั้นต่อจากวันนี้ไป ฉันจะเรียกนายว่าโปจิแล้วกัน”
                “นั่นมันชื่อหมานี่ครับ?”
                “นายบอกฉันเองนะว่าให้ฉันเรียกอะไรก็ได้ ในเมื่อฉันเรียกว่าไมค์ไม่ได้ ก็เอาโปจิไปแทนแล้วกัน”
                “งั้นต่อจากนี้ผมก็เป็นสัตว์เลี้ยงของคุณสินะ?”
                ผมพลิกตัวหันไปมองหน้าเขาซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง
                “ใครว่าล่ะ... คนรักต่างหาก ไหนลองพูดซิ... ผมเป็นมะหมามาจากญี่ปุ่น”
                “เคยได้ยินแต่เป็นแพนด้า...” เสียงบ่นอยู่ในคองึมงำ
                “ก็หมาแพนดี้... หมีแพนด้าไง ฮ่าๆๆๆๆ น่ารักจะตาย”
 
                ไมค์อุ้มผมซึ่งอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำออกมาเมื่ออาบเสร็จ
                “ปล่อยเถอะน่า... ฉันเดินเองได้ ผู้ชายด้วยกัน มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้”
                “เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกหยกๆ ว่าให้ผมเป็นคนรัก” อีกฝ่ายตอบหน้าซื่อ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับแรงดิ้นของผม
                “ก็ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้นี่”
                เขาวางผมให้นั่งหย่อนขาที่ขอบเตียง แล้วเช็ดผมให้ ผมจับสาบเสื้อเชิ้ตซึ่งติดกระดุมเพียงแค่สามเม็ดล่างเผยแผ่นอกขาวเล็กน้อยที่เปียกชื้นจากการสระผมเมื่อครู่
                “นี่... โปจิ”
                “ครับ”
                “เมื่อคืน... ฉันจ้างนายถึงเมื่อไหร่เหรอ”
                “คุณมีอายุที่จะจ่ายผมได้เพียงแค่สามวันเท่านั้นครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
                “หมายความว่า... ถ้าฉันไม่ทำธุรกิจกับนาย ฉันจะอยู่ได้อีกแค่สามปีเท่านั้นเหรอ?”
                “โดยพื้นฐานต้องเป็นอย่างนั้น... เว้นแต่ว่าจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้คุณมีชีวิตที่สั้นลงหรือยาวขึ้น... อนาคตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อันที่จริงคุณอยู่ได้อีกสี่ปี แต่ตามกฎผมไม่มีสิทธิรับอายุปีสุดท้ายของลูกค้า ดังนั้นหลังจากสามวันนี้คุณจะอยู่ต่อได้อีกหนึ่งปี”
                ผมกำลังจะอ้าปากถามว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจ เพราะนึกขึ้นได้ว่าเงื่อนไขธุรกิจบังคับ
                ...ไม่แฟร์เลย  ตั้งแต่เจรจาธุรกิจตอนที่ไม่ได้สติแล้ว ตกลงอะไรลงไปมั่งก็ไม่รู้...
                แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าอะไรก็ตามในตอนนี้... ขอเพียงไมค์กลับคืนมาหาผม ต่อให้ต้องเสียเปรียบก็ยอม สามวัน... ก็ยังดี...
                แสดงว่าต่อจากนี้ผมเหลือเวลาแค่เพียงสามวันสินะ... สามวันที่จะได้อยู่กับไมค์
                เงื่อนไขข้อสุดท้ายที่ห้ามตกหลุมรัก... หมายความว่า พวกเราคงทำได้แค่แสดงเป็นคนรักกันเท่านั้นสินะ คิดแล้วรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
                “ถ้าฉันทำผิดกฎจะเกิดอะไรขึ้น”
                “ขึ้นอยู่กับเจตนาครับ แต่โดยทั่วไปวิญญาณจะสูญสลาย สำหรับผมถือว่าขาดทุน”
                พ่อค้าวิญญาณ? หรือนี่จะเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ คนคนนี้อาจไม่ใช่ไมค์ แค่หน้าและชื่อเหมือนกันเท่านั้นจริงๆ
                งั้น... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ช่วยเป็นตัวแทนของไมค์ให้ซักสามวันแล้วกันนะ
                ผมเอียงหัวซบแผ่นอกกว้างตรงหน้า ทว่า... กลับไม่รู้สึกถึงไออุ่น ทำไมกันนะ... น่าใจหายเหลือเกิน

                นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่...?
                คนที่อยากเจอมาตลอดสองปีปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าแท้ๆ แต่ผมกลับเอาแต่นั่งดูทีวีแกล้งทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ...ไม่สิ เขาไม่ใช่ไมค์น้องชายของผม แต่เป็นอีกคนที่หน้าตาและชื่อเหมือนกันต่างหาก
                อย่างไรก็ตาม เจ้าเด็กแก่แดดนั่นก็ยังบังอาจถือวิสาสะนั่งประชิดตัวบนโซฟา แถมเอาแขนขายาวเกาะเกี่ยวรอบตัวผมหน้าตาเฉยยังกับปลาหมึกอีกต่างหาก
                ผมขยับตัวออกห่าง ทว่าเขากลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นจนผมชักรำคาญ... ใครว่าล่ะ จริงๆ แล้วผมเขินมากกว่า... หน้าผมร้อนฉ่าทุกครั้งที่ได้กลิ่นหอมประหลาดทุกครั้งที่เขาขยับตัว
                “นายอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ฉันจะดูทีวี” ผมเอ่ยออกมาในที่สุด
                “คุณแน่ใจเหรอ ว่าอยากจะดูทีวีจริงๆ... อุตส่าห์จ้างผมตั้งสามวัน แลกกับชีวิตของคุณที่เหลือตั้งสามปี... คุณจะเอาแต่ดูทีวีจริงๆ เหรอ”
                เขาเอาคางเกยบนไหล่ของผมขณะถาม ทำเอาขนลุกซู่ขึ้นมาเล็กน้อย
                “อย่าเข้ามาใกล้นักได้มั้ย ฉันไม่คุ้น”
                “แต่ร่างกายของคุณมันฟ้องว่าอยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ... ดูสิ ถ้าคุณรังเกียจผมคงไม่ยอมให้ผมกอดได้ขนาดนี้หรอก จริงมั้ย”
                ผมรีบผลักเขาออกเต็มแรงแล้วลุกขึ้นเตรียมเดินหนี ทว่ามือของอีกฝ่ายกลับไวกว่า คว้าเอวผมแล้วดึงกลับไปนั่งบนตัก
                “ผมเห็นนะ... บาดแผลบางอย่างลึกลงในแววตาของคุณ... รู้รึเปล่าว่ามันทำให้ดวงวิญญาณที่งดงามของคุณหม่นหมอง”
                เขาจ้องเข้ามาในดวงตาระยะประชิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี
                ถึงหน้าตาจะเหมือนไมค์แค่ไหน แต่ยังไงก็ไม่ใช่... ยังไงก็ไม่ใช่เด็ดขาด
                “ไม่เกี่ยวกับนายซักหน่อย”
                “เกี่ยวสิครับ... เจ้าหญิง... เพราะบาดแผลนั่นจะลดมูลค่าของวิญญาณที่คุณต้องจ่ายผมเชียวนะ”
                “งั้นนายก็ไปทำการค้ากับคนอื่นสิ มายุ่งกับฉันทำไม”
                “ไม่ได้” เสียงทุ้มหนักแน่น “คนอย่างผมตัดสินใจเลือกอะไรแล้วจะไม่เปลี่ยนใจเด็ดขาด และที่สำคัญ... คนเรียกผมคือคุณเองนะ...”
                เป็นโฮสต์ที่เอาแต่ใจตัวเองสมกับคำล่ำลือจริงๆ ด้วย
                “ฉันเรียกคนรักของฉันต่างหาก”
                “เพราะอย่างนี้ไง” เขายิ้มที่มุมปาก “ผมถึงจำเป็นต้องอยู่ตรงนี้... รักษาบาดแผลนั่นให้หาย... ดวงวิญญาณของคุณจะได้กลับมาใสสะอาดอีกครั้ง”
                พูดอะไร... ไม่เห็นจะเข้าใจ
                ทว่าไม่ทันได้โต้ตอบออกไป ผมก็ต้องแพ้ริมฝีปากอุ่นที่แนบปิดปากผมเสียก่อน
                “อื้อ...” ทั้งที่ส่งเสียงประท้วง ทว่าร่างกายกลับอ่อนยวบ คล้อยตามความอ่อนโยนที่ถาโถมเข้ามา รู้ตัวอีกทีหลังก็สัมผัสกับเบาะของโซฟาแล้ว
                ผมหลับตายอมจำนนต่อทุกๆ ไออุ่นบนเรือนร่าง ทั้งจุมพิตที่พรมไปทั่วใบหน้าและซอกคอ ทั้งปลายนิ้วที่ไล้เรื่อยไปภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาเพิ่งใส่ให้ผมไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านี้
                ไมค์... ถ้าเขาเป็นไมค์น้องชายของผมคนนั้นล่ะก็ วินาทีนี้ผมคงมีความสุขไม่น้อย...
                เขาชำเลืองมองหน้าผมแวบหนึ่ง แล้วจึงหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่าง
                ผมหายใจหอบถี่ น้ำตาคลอเบ้า... บ้าชะมัด กะอีแค่คนหน้าเหมือนไมค์ที่เพิ่งเจอกันเพียงข้ามคืน ผมกลับใจง่ายยอมให้เขาปรนเปรอถึงขนาดนี้... น่าละอายจริงๆ
                “ทำหน้าลามกแบบนี้... เห็นทีต้องพาไปเยียวยาต่อที่เตียงแล้วล่ะมั้ง”
                เสียงทุ้มที่กระซิบข้าหูทำเอาผมหน้าร้อนฉ่า
                เขาอุ้มร่างที่อ่อนปวกเปียกของผม เดินไปที่เตียง แล้ววางลง ก่อนจะเล้าโลมต่อจากเมื่อครู่
                ใครก็ได้... สำหรับผมในตอนนี้ขอแค่หน้าตาเหมือนไมค์ จะเป็นใครก็ได้งั้นเหรอ...? ผมต้องการมากขนาดนั้นเลยสินะ?
                ถ้าไมค์รู้... จะรังเกียจผมรึเปล่า... จะเสียใจรึเปล่า... เขาจะขยะแขยงพี่ชายอย่างผมรึเปล่า?
                แต่ยังไงก็ช่างเถอะ ไหนๆ ตอนนี้เขาก็ไม่มีตัวตนแล้วนี่นา...
                เขาไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก ในขณะที่ผมกลายเป็นคนบ้าหลอกตัวเองมาตลอดว่ามีน้องชาย
                รู้สึกตัวอีกครั้งมือใหญ่กุมข้อมือทั้งสองของผมอยู่เหนือศีรษะ ผิวกายที่โผล่จากเสื้อเชิ้ตซึ่งปลดกระดุมเม็ดบนจนเห็นแผ่นอกใต้สูทสีดำ ทำเอาผมแทบหยุดหายใจกับผิวขาวผ่องของอีกฝ่ายไม่ได้
                ทั้งที่เป็นผู้ชายด้วยกันแท้ๆ... แต่ผมกลับหวั่นไหวในสรีระสมส่วนที่ถูกพรางด้วยสูทราคาแพงนั่น
                 ริมฝีปากเคลื่อนจากไรผมมายังแก้ม คาง และริมฝีปากของผมอีกครั้ง
                สัมผัสแบบนี้... คุ้นเคยอย่างประหลาด... เพียงเพราะหน้าเขาเหมือนไมค์ก็ทำผมกระเจิดกระเจิงได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
                “ยะ... อย่า...” ผมกลั้นใจประท้วงออกมาในที่สุด
                ละอายเหลือเกิน... ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผมคงกลายเป็นผู้ชายมักง่ายที่นอนกับใครก็ได้... แถมยังเคยนอนกับน้องชายของตัวเองมาแล้วอีกต่างหาก
                พอกันที... แบบนี้ตัวผมคงสกปรกเกินไป
                “ถ้าลำบกใจนักล่ะก็... คิดว่าผมเป็นคนรักของคุณสิ คุณควรจะดีใจนะ ที่คนคนนั้นกลับมาอีกครั้ง... โดยที่ไม่มีความผูกพันทางสายเลือดอีก”
                ผมเบิกตาโพลง... หมอนี่รู้?
                “แต่อย่าลืมกฎข้อสุดท้าย... อย่าเผลอมาหลงรักผมเข้าก็แล้วกัน หรือถ้าคุณจะตกหลุมรักผมขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็... ช่วยอดทนไว้หน่อยจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา เพราะผมไม่อยากขาดทุน”
                ผมชักโมโหขึ้นมานิดๆ ...หนอย... นอกจากหลงตัวเองแล้ว ในหัวของหมอนี่ยังมีแต่เรื่องค้าขาย บ้าที่สุดที่ดันเผลอไปเคลิบเคลิ้มกับสิ่งที่เขาบริการให้เมื่อครู่
                “อย่างนาย ต่อให้หน้าเหมือนเขามากแค่ไหน แต่นิสัยกลับไม่ใช่เลยซักนิด”
                “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องรับรู้” เขาเถียงกลับแล้วประกบริมฝีปากลงมาก่อนที่ผมจะโต้อะไรต่อ
                ผมดิ้นขัดขืน ทว่าไม่นานก็หลงใหลกับสิ่งที่เขาปรนเปรอให้อีกจนได้ เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็ปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดจนกระทั่งร่างเปลือยเปล่าของเราทั้งสองสัมผัสกัน
                เสียงลมหายใจที่ดังรดอยู่ข้างหู เหมือนยั่วเย้าให้ผมยอมทลายกำแพงทุกอย่างในใจ
                คืนนี้... ไม่ใช่ฤทธิ์ของยา... แต่เป็นความปรารถนาที่ทะลักล้นออกมาหลังจากเก็บกดไว้ตลอดสองปี
                ไหนๆ ผมก็เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปีกับอีกสามวันสินะ...
                ผมยอมให้ร่างกายสูงใหญ่นั้นรุกล้ำเข้ามาถึงภายในจนได้ ประสบการณ์ที่ร้างราเนิ่นนานหวนกลับมาอีกครั้งอย่างหอมหวาน ทุกครั้งที่ส่งเสียงครางออกมาตามจังหวะการเคลื่อนไหว เหมือนความทุกข์ที่ทับถมอยู่ในใจถูกระบายออกมาจนถึงขั้นสุขสมไปกับมัน
                ผมเม้มปากแน่นสะกดความเจ็บปวดที่ไม่ได้สัมผัสมาตลอดสองปี
                หากความเจ็บปวดนั่นจะทำให้ผมเป็นหนึ่งเดียวกับเรือนร่างเบื้องบนนี้ได้ล่ะก็ จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ผมก็จะยอมรับมัน
                “อึ่ก... ฮึก...”
                ผมกอดรัดรอบคออีกฝ่ายไว้มั่น ผิวกายของเขาร้อนระอุเหมือนผืนทรายเม็ดละเอียดท่ามกลางแสงอาทิตย์
                “อย่าเกร็งสิครับเจ้าหญิง... ปล่อยตัวตามสบายนะ”
                ผมน้ำตาไหล ส่ายศีรษะแล้วซบหน้าลงบนไหล่หนาเบื้องหน้า
                “ไม่... อยากให้จบนี่นา...” ผมข่มความอายพึมพำออกมาเสียงสั่น
                ได้ยินเสียงหัวเราะหึในลำคอของเขา
                “จบแล้วก็เริ่มใหม่ได้... เอ้า” พูดพลางไล้มือลงบนต้นขาจนผมเย็นวาบไปทั้งตั้ว ก่อนจับหัวเข่าผมแยกออกกว้างขึ้นแล้วดันกายเข้ามาจนสุด
                ผมกัดปากกลั้นน้ำตาสุดชีวิต กระชับวงแขนจนคิดว่าอีกฝ่ายคงหายใจไม่ออกเสียแล้ว
                “ไม่... พอที... พอแค่นี้...”
                ผมเริ่มสะอึกสะอื้นเสียงดัง
                “เป็นอะไรไปครับ... เจ็บเหรอ... งั้นจะอ่อนโยนกว่านี้นะ”
                ผมส