Loveless Affair II

posted on 12 Jan 2008 01:14 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *



                ผมเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างสำรวจ
                หมอนี่... ขอแค่ปรากฏตัวในร้านที่มีโต๊ะนั่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านแบบไหน ก็ทำให้บรรยากาศทั้งร้านกลายเป็นโฮสต์คลับได้หมด
                เขาเลือกโต๊ะในสุดซึ่งมีที่นั่งเป็นเก้าอี้ยาวติดผนัง แล้วจงใจเข้ามานั่งเบียดผมทั้งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก็ว่างอยู่ วิธีการนั่งก็ดูโอหังเสียเหลือเกิน ขาไขว่ห้าง แขนข้างหนึ่งพาดกับพนักข้างหลังผม ส่วนข้างที่เหลือก็ถือแก้วน้ำวางมือไว้ที่โต๊ะ
                ...ทั้งๆ ที่นี่มันร้าน “มอสเบอร์เกอร์” ชัดๆ...
                ผมกระเถิบตัวจนชิดผนังเพื่อออกห่าง
                “ไม่เห็นต้องรังเกียจกันขนาดนั้นเลย เมื่อกี้พวกเรายังยิ่งกว่าแนบสนิทเสียอีกนะครับ”
                ผมหน้าร้อนฉ่า ...ไอ้บ้า... พูดออกมาได้หน้าตาเฉย
                “ที่นี่มันร้านอาหารนะ ไม่ใช่ห้องส่วนตัว นายไปนั่งฝั่งโน้นดีกว่า”
                ผมพูดออกไปตรงๆ ทว่าเขากลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้
                “นั่งตรงนั้นมันเหงาจะตาย ถ้าคุณยังขยับห่างออกไปอีก ผมจะเข้าไปเบียดคุณให้ติดกำแพงเลย คอยดูสิ”
                หนอย... กะอีแค่ที่นั่ง มีให้นั่งก็นั่งๆ ไปเถอะ ทำไมต้องมาทำตัวติดกับฉันเวลาอยู่ข้างนอกด้วยเล่า
                ผมมองค้อน แต่เขากลับยิ้ม
                “จริงสิ... มานั่งตักผมดีกว่า เดี๋ยวผมจะป้อนให้ด้วย”
                “ฉันไม่ใช่เด็กนะเฟ่ย”
                ผมยอมขยับตัวออกจากกำแพง ทำให้เหมือนเข้ามาอยู่ในวงแขนนั้นอย่างเหมาะเจาะ
                พนักงานซึ่งเดินถือถาดอาหารมาส่งมองพวกเราด้วยสายตาแปลกๆ แล้วก็ทำเป็นไม่สนใจ ในขณะที่ผมรู้สึกหน้าชาอย่างบอกไม่ถูก ส่วนเจ้าคนตัวใหญ่ที่เหลียวหลังมองตาพนักงานคนนั้นไปหันมาพ่นลมหายใจฟึดฟัดออกจมูก
                “มองแฟนคนอื่นอยู่ได้...”
                ผมกระพริบตาปริบๆ ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
                “ใครแฟนนาย? ฉันว่าเขามองเพราะเห็นผู้ชายสองคนนั่งเบียดกันมากกว่า เพราะนายนั่นแหละ ออกไปนั่งฝั่งนู้นเลยนะ” ผมพูดพลางผลักไหล่กว้างออก
                “ผู้ชายสองคนอะไรกัน มองยังไงเราก็เหมือนคู่รักที่น่าอิจฉา ไม่สิ ผมคงเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉามากกว่า มีแฟนน่ารักขนาดนี้”
                “จะบ้าเรอะ ฉันไม่ใช่แฟนนายนะโว้ย”
                ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหน้าแดงแป๊ด
                “ไม่ใช่ก็เหมือน ไม่เชื่อก็ดูสิ” พูดพลางชี้ไปยังกระจกเงาบนผนังฝั่งตรงข้าม ผมมองตามมือนั้นไป ภาพที่เห็นทำเอาแม้แต่ผมเองก็ยังตกใจ
                จะว่าไปก็เหมือนคนรักจริงๆ นั่นแหละ ก็หมอนี่เล่นใส่สูทถึงจะไม่ผูกไทก็เถอะ แต่พอมานั่งอยู่กับผมซึ่งสวมเสื้อยืดสีชมพูอ่อนพิมพ์ลายทับด้วยเสื้อฮู้ดผ่าหน้าหมวกติดหูกระต่ายสีขาว ดูยังไงก็เหมือนนักธุรกิจหนุ่มเจ้าสำรวยนั่งเคียงคู่กับแฟนสาวสุดน่ารักหลังเลิกงาน
                ...ทั้งๆ ที่หมอนี่หน้าหวานกว่าผมหลายเท่า... ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้... ฮึ่ม...
                “ไหนอ้าปากซิ”
                ผมเผลออ้าปากตามคำสั่งทั้งที่ยังกระพริบตาปริบๆ และทันใดนั้นเองมันฝรั่งทอดก็เข้ามาในปากผมชิ้นหนึ่ง
                ผมหุบปากเคี้ยวตุ้ยๆ พลางหันไปมองค้อน
                “ก็ป้อนให้ไง... มีแฟนน่ารักก็ต้องเอาใจกันหน่อย” หมอนั่นพูดพลางหยิบอีกชิ้นขึ้นมาจ่อที่ปากผม “อ้า~ม”
                “เล่นอะไรของนาย ฉันกินเองได้” ผมปฏิเสธ แล้วหยิบเบอร์เกอร์ของตัวเองขึ้นมากิน
                เขาเอามันฝรั่งที่ถือค้างในมือใส่ปาก แล้วเริ่มกินอาหารของตัวเองบ้าง
                ...เฮ้อ... แบบนี้ค่อยคลายอึดอัดลงนิดหน่อย อย่างน้อยมือหนวดปลาหมึกนั่นก็ไม่มาพันอีรุงตุงนังอยู่รอบตัวผม
                ทว่าพอหมอนั่นกินเสร็จ ก็ดูดน้ำจากแก้วของผมอย่างรวดเร็วจนเกือบหมด
                “อ๊า... นั่นมันแก้วฉัน” ผมรีบแย้ง
                ...ไม่ทันแล้ว...
                “อ้าวเหรอครับ... โทษที ถึงว่าสิทำไมเหลือเยอะ”
                แก้วของหมอนั่นเดิมทีมีน้ำอยู่แค่ครึ่งแก้วเท่านั้น
                “งั้นคุณดื่มของผมแทนแล้วกัน ถือว่าเจ๊ากันไป”
                “ไม่... ฉันจะไปสั่งใหม่”
                “แถวยาวนะ” เขาพูดเสียงเรียบพลางชี้ไปทางเคาเตอร์สั่งอาหาร
                แง่ะ... จริงๆ ด้วย
                ผมกระแทกหลังลงบนพนักอย่างขัดใจ
                “ไม่เห็นเป็นไรเลย... ปากผมคุณก็จูบมาแล้ว กะอีแค่จูบทางอ้อม ไม่เห็นต้องรังเกียจ”
                เสียงกระซิบกวนประสาท แต่หน้าผมกลับแดงขึ้นมา ทำไมต้องเขินหมอนี่ด้วยนะ
                พอดื่มน้ำเสร็จ หมอนั่นก็หยิบทิชชูยื่นเข้ามาใกล้หน้าผม
                “จะทำอะไร”
                ผมรีบเบือนหลบ
                มือใหญ่ข้างหนึ่งจับคางผมให้หันไปหา แล้วบรรจงเช็ดปากให้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ ยังไงไม่รู้
                “อิ่มแล้วเรากลับกันเถอะนะ ผมอยากอยู่กับคุณสองคนใจจะขาดอยู่แล้ว”
                ผมหน้าซีด รีบสวนกลับทันที
                “ไม่! เอ่อ... คือ ฉันมีที่ที่อยากไปนิดหน่อย”
 

                อันที่จริงผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากไปที่ไหน แต่ที่ต้องพูดออกไปแบบนั้นเพราะสายตาหื่นกระหายของหมอนั่นทำเอาผมกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
                เวลาแบบนี้ผมอยากอยู่คนเดียวมากกว่า... อยากคิด อยากทบทวนว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผม ผมจ้างหมอนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วผมจะอยู่ได้อีกแค่สี่ปีจริงๆ เหรอ... ทำไมชีวิตผมถึงได้สั้นขนาดนั้น? แล้วที่สำคัญ... ผมทำอะไรลงไปเนี่ยเมื่อตอนเที่ยง... ผมทำสิ่งต้องห้ามลงไปอีกแล้ว... ถึงคราวนี้จะไม่ร้ายแรงเท่าครั้งแรก... แค่คนหน้าเหมือน แต่ผมดันจินตนาการว่าเห็นไมค์ไปเต็มๆ
                สามวันของผม... แลกกับอายุสามปีสินะ...
                ใครเป็นคนส่งหมอนี่มา... สวรรค์? หรือนรก?
                “นี่โปจิ... ฉันอยากเข้าวัด”
                อีกฝ่ายมองมาอย่างงงๆ
                “วัด? ประเทศของคุณก็มีออกเยอะแยะ นึกยังไงจะมาเข้าวัดในโตเกียว”
                “เหมือนกันที่ไหนเล่า ฉันก็อยากเที่ยววัดบ้างสิ อีกอย่างชีวิตฉันจะหายไปเกือบสามปี เชียวนะ ต้องหมั่นทำบุญหน่อย เผื่อเกิดชาติหน้าจะได้กลับมาญี่ปุ่นอีก” ผมหาข้ออ้างเป็นการใหญ่ จริงๆ แล้วแค่อยากดูปฏิกิริยาของหมอนี่เท่านั้น ว่าเข้าวัดได้รึเปล่า
                “ชาติหน้ารึ?”
                รอยยิ้มของเขาดูเสียดสีพิกล
                “คุณไม่ได้อ่านสัญญาอย่างละเอียดสินะ มนุษย์ที่ทำการค้ากับผมจะไม่ได้เวียนว่ายตายเกิดอีก วิญญาณของคุณจะต้องกลายเป็นของผมตลอดกาล”
                “มะ... หมายความว่ายังไง”
                ผมเบิกตาโพลง รู้สึกใจไม่ดีเหมือนกำลังเสียเปรียบพ่อค้าหน้าเลือดนี่อยู่
                “กรณีที่การแลกเปลี่ยนของพวกเราเป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากวันหมดสัญญาคุณจะมีชีวิตปีสุดท้ายอย่างอิสระ และเมื่อตายวิญญาณบริสุทธิ์ที่ไร้ความทรงจำของคุณจะกลายเป็นสมบัติของผม”
                “แปลว่าฉันจะไม่ได้ผุดไม่เกิดอีก?”
                “แหงล่ะ... วิญญาณโชคร้ายที่ดันมาพบพานกับผมเข้า เมื่อกายสิ้นอายุขัย ยมทูตจะมองไม่เห็น ถ้าผมไม่รับวิญญาณนั้นไป ก็จะกลายเป็นขยะแห่งวัฏจักรสงสาร”
                เพราะอย่างนี้สินะ... ถึงต้องเลือก... และเมื่อเลือกแล้วก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจได้
                ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจริงวุ้ย... ไม่รู้ล่ะ แต่แบบนี้หมอนี้ก็มีแต่ได้กับได้ ส่วนผมเสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งร่องน่ะสิ
                “นายบอกว่าถ้าเป็นไปอย่างราบรื่น... แล้วที่ไม่ราบรื่นล่ะ”
                “กรณีที่หนึ่ง... หากคุณทำผิดข้อตกลง วิญญาณของคุณจะสูญสลายหายไปจากวงจรเวียนว่ายตายเกิดโดยที่ผมไม่อาจทำอะไรได้เลย ส่วนอีกกรณีนึง...”
                เขาเงียบไปเหมือนลังเลใจว่าจะพูดดีหรือไม่ ผมจึงเร่งเร้าด้วยการมองด้วยสายตาออดอ้อนน่าสงสารที่สุด
                ทว่าเขากลับไม่พูดซะเฉยๆ จูงมือผมเดินเข้าวัดเหมือนไม่มีอะไรค้างคาอีกในบทสนทนาของพวกเรา
                หลังจากล้างมือ จุดธูป ไหว้พระ และขอพรแล้ว พวกเราก็แวะเสี่ยงเซียมซีตามความเคยชิน
                ผมคะยั้นคะยอให้เขาเสี่ยงเซียมซีด้วย เพราะอยากรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเขา ในเมื่อถามไม่ได้ ขออ่านคำทำนายก็ยังดี
                “ความรักจะเข้ามาหา...”
                ผมอ่านกระดาษสีขาวนวลในมือของอีกฝ่าย
                เขารีบขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งทันที
                “อะไรกัน ของนายได้โชคดีแล้วจะขยำทิ้งทำไม”
                “ไปที่ไหนกันต่อดีครับ”
                เขาเปลี่ยนเรื่องพูดพลางจูงมือผมเดินออกจากวัดทันใด
                ...หรือว่า... อีกกรณีหนึ่งก็คือ... หากหมอนี่เป็นฝ่ายทำผิดข้อตกลง...?
                ผมเริ่มทบทวนข้อความในเอกสารที่อ่านเมื่อเช้า
                ...ห้ามตกหลุมรักงั้นรึ? ดีล่ะ งั้นสามวันนี้ลองทำให้หมอนี่ตกหลุมรักดูดีกว่า ถ้าเราทำผิดข้อตกลงวิญญาณจะสูญสลาย แต่ถ้าอีกฝ่ายทำผิดข้อตกลง... บางทีเราอาจเป็นอิสระ ไม่ต้องกลายเป็นสมบัติของหมอนี่อีกเลยก็ได้ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ หนอย... เจ้าเล่ห์นัก ไม่ยอมบอกเงื่อนไขเพราะกลัวเสียเปรียบ ดีล่ะ อย่างนี้มันต้องเจอเจ้าเล่ห์กว่า หึหึหึ
                ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ... ดีล่ะ ขอขุดวิชามารโปรยเสน่ห์มาใช้ซักหน่อยเถอะ แล้วจะได้รู้กันว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างฉันก็แน่เหมือนกันโว้ยยย ฮ่าๆๆๆๆ

 

                ความว่างเปล่า…สิ่งนั้นแหละคือตัวผมในตอนนี้
                ทั้งที่ผมแข็งแกร่งด้วยความเย็นชาขนาดนั้น แต่กลับถูกเติมเต็มด้วยรอยยิ้มที่สดใสตั้งแต่บ่ายแล้ว
                สิ่งนั้นมีพลังยิ่งกว่าความว่างเปล่าอย่างผมอีก... มันคืออะไรกันนะ?
                วิญญาณทุกตนที่เวียนว่ายอยู่ในวงโคจรนี้... สักวันก็ต้องดับสูญ กลายเป็นความว่างเปล่าด้วยกันทั้งนั้นมิใช่หรือ?
                จุดเริ่มต้นของผมคืออะไร... จุดสิ้นสุดของผมคืออะไร...
                ผมไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคำตอบของมันเลย
                ไม่เคยสนใจที่จะค้นหาคำตอบนั้นด้วยซ้ำ
                แต่ทำไมนะ? คนตรงหน้าผมในตอนนี้... ถึงได้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมถูกเติมเต็ม ทำให้สิ่งไร้กาลเวลาอย่างผมสัมผัสความสวยงามของแต่ละวินาทีที่ค่อยๆ ผ่านพ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์...
                ตลอดเวลาที่อยู่กับเขา ผมรู้สึกอะไรบางอย่าง... อะไรบางอย่างที่อบอุ่น ละลายความยะเยือกที่อยู่ในตัวผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย... จนกระทั่ง...
                “จนได้สิ... เจอกันอีกแล้วนะ”
                ชายหนุ่มโครงหน้างดงามดุจเทพบุตรในเสื้อโค้ตยาวสีขาวสะอาดตาดูเรียบหรูเดินสวนพลางชายตามองผมราวกับจะพูดอย่างนั้น ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ในเมือง
                ท่าน GACKT... เจอกันอีกแล้ว? หมายความว่าไง?
                อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวที่ดูเหมือนจงใจนั่นทำให้ผมสำนึกขึ้นมาได้อีกครั้ง ว่าตัวผมตอนนี้คือความว่างเปล่า... คือรอยโหว่ของวัฏจักรสงสารที่ไม่มีผู้ใดถมมันให้เต็มได้เลย
                ผมชำเลืองมองร่างที่หลับใหลเคียงข้างอยู่บนเตียง
                เจ้าของวิญญาณที่งดงาม... แปลกจริง ทั้งที่เต็มไปด้วยรอยแผลมากมาย แต่ทำไมถึงได้ดึงดูดให้ต้องการครอบครองได้ขนาดนี้
                เหมือนเขากำลังเรียกหาใครบางคนอยู่ตลอดเวลา... ใครบางคนที่ไม่มีตัวตนอยู่อีกแล้ว ทั้งอดีตและปัจจุบัน...
                เขากำลังเรียกหาใครบางคนที่เหมือนกับผม...
                หรือว่าเพราะอย่างนี้... ผมถึงได้เลือกวิญญาณหลงทางดวงนี้จนได้
                “ไมค์...”
                เสียงครางแผ่วเบาทำเอาผมถึงกับสะดุ้ง
                ตามด้วยเสียงสะอึกสะอื้นทั้งที่ยังนอนคว่ำหน้าอยู่
                แปลกจริง... ทั้งที่เรียกชื่อผม แต่หมอนี่ยังนอนร้องไห้อยู่ได้หน้าตาเฉย
                “นายอยู่ไหน... กลับมา...”
                ...คนที่เขาเรียกไม่ใช่ผม... แต่เป็นน้องชายที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสองปีก่อน
                “ไมค์... ฮือ... นายอยู่ไหน...” เสียงเรียกเริ่มดังขึ้น 
                อะไรกัน... ละเมอขนาดนี้แล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก
                จริงสิ... ดูเหมือนจะไม่ได้กินยา...
                ผมเอื้อมมือไปลูบเส้นผมอ่อนนุ่มช้าๆ เสียงสะอื้นค่อยๆ เบาลง แต่แล้วเจ้าของร่างนั้นก็พลิกกายหันมามองทั้งน้ำตา
                “ไมค์... นายใช่มั้ย... นายหายไปไหนมา...”
                อย่ามองแบบนี้... ได้โปรด...
                ทำไมผมถึงทรมานกับความเจ็บปวดของหมอนี่ขนาดนี้
                ไม่ได้... กฎเหล็กของความว่างเปล่าคือห้ามถูกเติมเต็ม...
                ที่เดินสวนกับท่าน GACKT เมื่อตอนหัวค่ำคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาคงมาเตือนสติผม
                ความรู้สึกของมนุษย์ทั้งหมด... จงสาบสูญสู่ความว่างเปล่าอันหาเขตสุดมิได้
                แต่ว่า... ความอึดอัดภายในอกนี้... ไม่ว่าจะดับมันยังไง ก็ยังรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นจริง
                “ไมค์...”
                บ้าชะมัด ที่เขายังเรียกชื่อนั้นอยู่ได้ เป็นเพราะเขาไม่ได้เรียกผม... แต่เรียกหาไมค์ในความทรงจำนั่นต่างหาก
                ไม่ไหวแล้ว... จะดับความรุ่มร้อนนี้ได้ยังไงนะ...
                “ไมค์อยู่นี่... ไมค์อยู่ตรงนี้แล้ว”
                ผมดึงเขาเข้ามากอดแน่น คงไม่มีคำพูดไหนในโลกนี้ที่เยียวยาหัวใจหมอนี่ได้เท่าคำนี้อีกแล้ว
                “ไมค์...”
                เด็กหนุ่มตรงหน้าผมคลี่รอยยิ้มสว่างไสวทั้งที่ใบหน้ายังเปรอะไปด้วยน้ำตา
                “อย่าไปไหนอีกนะ... ฉันรักนาย... รักนายที่สุด...”
                สิ้นเสียงนั้น ดวงตาเปียกชื้นก็พริ้มหลับลง จมสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
                ...เจ็บ... ทำไมผมถึงเจ็บขึ้นมาได้นะ... ความเจ็บปวดนี้เป็นของใคร... ของผม? หรือของเขา?
                อะไรกัน...กะอีแค่วิญญาณมีตำหนินอกระบบที่ผมตั้งใจว่าจะเก็บเป็นของสะสมแท้ๆ

                เมื่อคืนผมฝันเห็นไมค์อีกแล้ว...
                ต้องเป็นเพราะหมอนั่นแน่ๆ ที่โผล่เข้ามาในชีวิต เอาหน้าตาเหมือนไมค์มาให้ผมเห็นตลอดทั้งวัน... แถมยังเอาอกเอาใจซะเพลินจนลืมกินยาอีก
                ว่าแต่ตอนหลับ ผมเผลอคลุ้มคลั่งอะไรต่อหน้าหมอนั่นรึเปล่า?
                เช้านี้ผมตื่นอย่างสดชื่น
                “โปจิ... ออกไปเที่ยวข้างนอกกัน”
                เขาซึ่งสวมกอดผมขณะนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาหันมากระพริบตาปริบๆ
                “ก็พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้ท้องฟ้าสดใส ออกไปหากิจกรรมทำข้างนอกหน่อยดีกว่า”
                แล้วผมก็มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
                “อืม... ใส่สูทคงไม่เหมาะ นายมีแต่สูทรึไง”
                สุดท้ายผมก็จับเขาใส่ชุดลำลองจนได้ แต่แล้วผมก็ต้องใจหายเสียเอง เพราะเขาเหมือนไมค์จนผมชักสับสนอีกระลอก
                ดีล่ะ... งั้นก็คิดว่าเป็นไมค์ซะเลย เพราะถ้าผมจะตกหลุมรักคนตรงหน้าขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ ผมจะรักเขาที่เป็นไมค์ ไม่ใช่เจ้าชายรัตติกาลแห่งโฮสต์คลับผู้ลึกลับนั่น
                “ต่อไปนี้เลิกซะที คำว่าคุณกับผม เรียกนายกับฉันแทนนะ”
                “ถ้าเป็นความต้องการของลูกค้า ผมก็ยินดีครับ”
                ผมมองค้อนที่เขาพูดคำว่าผมออกมาอีกแล้ว ทว่า เขากลับหัวเราะหึ พลางยักไหล่เหมือนจะบอกว่า ช่วยไม่ได้
                ไม่รู้ล่ะ... วันนี้เขาเป็นน้องชายของผมโดยสมบูรณ์

                ผมลากเขาไปเที่ยวสวนสนุก
                เราไม่ได้นั่งเครื่องเล่นหวาดเสียวซักเท่าไหร่ เพราะคนต่อแถวยาวมาก แต่ผมซื้อป๊อปคอร์น ไอศกรีมและสายไหม แล้วดึงเขามานั่งอะไรที่น่ารักๆ อย่าง...
                ล่องแก่ง...
                “ว้ากกกกกกกก”
                ซู่....
                เปียกสะบักสะบอม
                แกรนด์แคนยอน...
                “เหวอ... เหวอ...”
                ซ่า...
                มะลอกมะแลก...
                “หนาวจังเลย” ผมบ่นพลางเข้าไปเกาะแขนเขาแน่น สายลมเย็นพัดวูบทำเอาสั่นสะท้านไปทั้งตัว
                “งั้นเข้าไปอะควอเรียมกันนะ”
                โปจิโอบไหล่ผมแล้วพาเดินเข้าไปในตัวอาคาร
                “โห... ฮายโซววววว...”
                ผมมองผนังทางเข้าที่เป็นอุโมงค์กระจก อีกฟากของผนังคือโลกใต้ทะเลที่มีสัตว์น้ำลึกว่ายวนไปมาหลากชนิด แสงอาทิตย์เบื้องบนสาดส่องทำให้ด้านบนเป็นเงาของปลาตัวใหญ่ที่ทาบทับลงมา
                “สวยจังเลยเนอะ” ผมหันไปพูดพลางซุกตัวที่หน้าอกอีกฝ่าย
                “หนาวเหรอ... ปากสั่นเชียว” เขาถามกลับ แววตาเป็นห่วงเป็นใย
                “อื้อ... ช่วยไม่ได้นี่นา ดันเล่นอะไรเปียกๆ ในวันหนาวๆ แบบนี้”
                ร่างสูงตรงหน้าดึงมือผมไปแล้วเป่าลมอุ่นเบาๆ ที่ปลายนิ้ว ทั้งที่มือผมควรจะอุ่นขึ้น แต่หน้าผมกลับร้อนฉ่าแทน ...บ้าจริง สิ่งที่เขาทำอยู่มันคืองานของเขาแท้ๆ... ไม่ว่าจะการออดอ้อน เอาอกเอาใจ ความอ่อนหวานทั้งหมดที่มีให้ มันคืองานของเขา... เพื่อแลกกับชีวิต 3 ปีของผม
                พอที... ผมจะเศร้าไปทำไม คนที่ผมรักคือไมค์น้องชายของผมต่างหาก ไหนๆ ต้องแลกด้วยเวลาที่เหลืออยู่ขนาดนั้นแล้ว ผมก็ขอตักตวงมันให้เต็มที่แล้วกัน
                ผมยิ้มให้เขาแล้วชักมือกลับ
                “เอ่อ... คนมองกันใหญ่แล้วล่ะ ฉันว่าทำแบบนี้อุ่นกว่านะ”
                ผมคว้ามือข้างหนึ่งของเขาแล้วประสานไว้แน่น ก่อนสอดเขาไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตของเขา หวังว่าเราคงจะอุ่นด้วยกันทั้งคู่
                เมื่อตัวเริ่มแห้ง ผมก็ลากเขาไปยังซุ้มเล่นเกมต่างๆ ข้างนอก
                “เอ้า... โปจิ ช่วยถือหน่อย” ผมยื่นตุ๊กตาอีกตัวที่เพิ่งได้ให้เขา
                “ให้ก็ไม่ให้ ยังจะโยนมาให้ถือจนเต็มมืออีก” เสียงทุ้มบ่นอุบ แต่ฟังดูเหมือนบ่นเรียกร้องความสนใจตามประสาเด็กขี้อ้อนมากกว่าอิดเอื้อนระอา
                “น่านะ... เอ้า รางวัล” พูดจบผมก็ดึงผ้าพันคอเขาให้ก้มหน้าลงมา แล้วจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากอันเย็นเยียบ
                ไม่น่าเชื่อ... เขายิ้มเขิน... ไม่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของไมค์มานานมากแล้ว
                ผมเดินตัวปลิวไปยังซุ้มถัดไป
                “นี่โปจิ... ฉันอยากได้ตุ๊กตาลิงตัวใหญ่นั่นจัง” ผมหันไปอ้อน แล้วเบนสายตามองตุ๊กตาลิงแก้มแดงที่เป็นรางวัลใหญ่อันดับสามด้วยแววตาเป็นประกายอยากได้สุดๆ
                “เกมนี้ต้องช่วยกันชู้ตลูกบาสให้เข้ามากที่สุดครับ เห็นลิงที่พายามไต่เสาขึ้นมาใช่มั้ยครับ คนนึงชู้ตลงห่วง ส่วนอีกคนต้องคอยระวังไม่ให้ลิงขึ้นไปถึงยอดเสา พูดง่ายๆ ขว้างลิงให้หล่นลงมา ลิงถึงยอดเสาเมื่อไหร่ก็คือเวลาหมด” พนักงานในซุ้มอธิบาย
                “งั้นนายชู้ตนะ ฉันจะขว้างลิงเอง” ผมเสนอ
                สุดท้าย... ผมก็ได้ลิงแก้มแดงมาสมความปรารถนา ท่ามกลางเสียงปรบมือของคนที่มาล้อมวงดูเด็กหนุ่มหน้าตาดีสองคนช่วยกันขว้างลูกบาสอย่างขะมักเขม้น
                แต่ว่า... ขนกลับไม่ไหวนี่สิ ก็ของรางวัลจากซุ้มอื่นก่อนหน้านี้ที่ได้มาเต็มไปหมด เลยต้องไล่แจกเด็กที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นจนเกลี้ยง เหลือแต่ตุ๊กตาลิงแก้มแดงที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราทั้งคู่
                “แน่ใจนะว่าไม่เสียดาย” เขาถามหลังจากยื่นขนมซองใหญ่ให้เด็กผู้หญิงผมแกะน่ารักคนหนึ่ง
                “ฮืออออออ... ไม่เสียดายหรอก” ผมตอบตาละห้อยขัดกับคำพูด... นั่นน่ะของโปรดผมด้วย แต่ช่างเถอะ ซื้อตามร้านก็ได้ ไม่ง้อ
                เขาเข้ามากอดผมซึ่งกอดตุ๊กตาลิงตัวใหญ่แน่นเป็นการปลอบโยน ได้ยินเสียงคนหัวเราะคิกคักขณะเดินผ่านพวกเรา บางคนถึงกับเหลียวหลังมามอง
                “แหม... หนุ่มสาวสมัยนี้มันน่ารักจริงๆ เลย เอ้า... ลุงให้”
                พอหันไปก็พบว่าคุณลุงลูกค้าร้านลิงที่ชู้ตบาสถัดจากพวกเรายื่นหมวกหูลิงที่เป็นของรางวัลให้สองใบ
                “ลุงกับป้าไม่รู้จะใส่เมื่อไหร่ ให้หนุ่มๆ สาวๆ เอาไปใส่ดีกว่า”
                พวกผมรับมาอย่างงงๆ แล้วกล่าวขอบคุณ
                “แฟนน่ารักนะเรา” ลุงพูดทิ้งท้ายพลางตบไหล่โปจิ ก่อนจูงมือคุณป้าเดินเที่ยวซุ้มอื่นต่อ
                พวกเรามองหน้ากัน แล้วหัวเราะ ผมโดนคิดว่าเป็นผู้หญิงเหรอเนี่ย... แต่งตัวออกจะแมนขนาดนี้แท้ๆ แย่ที่สุด แต่ก็ช่างเถอะ
                เราสวมหมวกให้กันและกัน แล้วเดินไปหาอะไรอุ่นๆ รองท้อง


                “นี่โปจิ... วันนี้ฉันสนุกมากเลย ขอบใจนะ” ผมหันไปพูดกับเขาขณะเดินกลับโรงแรม
                “ขอบใจทำไม ในเมื่อเป็นงานของฉันอยู่แล้ว”
                ผมทำหน้าเศร้า
                “อย่าพูดอย่างนั้นสิ ถึงความจริงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ”
                นี่แสดงว่าที่ผมทำตัวน่ารักกับเขาทั้งวันเนี่ย ไม่ได้หวั่นไหวเลยงั้นเหรอ? อุตส่าห์เอาใจสารพัด ทั้งป้อนเค้ก เดินจับมือ ส่งสายตา โปรยยิ้มให้... ทำทุกอย่างเท่าที่นึกได้ภายในหนึ่งวันแล้วนะ ขนาดคนอื่นยังนึกว่าเราเป็นแฟนกันโดยไม่ตะขิดตะขวงเลยแท้ๆ
                “อ๊ะ... เพลงนี้...”
                จู่ๆ หูผมก็สัมผัสท่วงทำนองหนึ่งได้ มันลอยแว่วมาจากร้านปาจิงโกะละแวกนั้น
                ไม่อยากเชื่อเลย... หลายปีแล้วแท้ๆ แต่ก็เอามารีมิกซ์ทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่
                “ฉันเคยเต้นกับน้องชายมาก่อน นี่... เต้นแบบนี้...”
                ผมทำท่าให้เขาดูโดยไม่อายคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
                โปจิมองผมอย่างอึ้งๆ
                “เอ้า ลองมาเต้นด้วยกันสิ จำที่สอนเมื่อกี้ได้รึเปล่า” ผมคะยั้นคะยอก่อนที่เพลงจะจบ
                แล้วพวกเราก็เปิดเพลงเต้นกันอยู่สองคนริมถนนหน้าร้านปาจิงโกะ คนที่สัญจรไปมาหันมามองแล้วก็หันไปด้วยคงคิดว่าพวกเราเป็นพีอาร์ดึงคนเข้าร้านกระมัง
                ไม่ได้เต้นกับไมค์มานานแล้ว... สนุกที่สุดเลย...
                ท่อนสุดท้ายของเพลงพวกเราเต้นกันตามใจชอบ ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ได้ แต่มันสะใจสุดๆ ไปเลย
                พอเพลงจบขึ้นเพลงใหม่ ทั้งผมทั้งโปจิก็หัวเราะให้กัน
                ทว่าวินาทีนั้น
                “อ๊ะ...” จู่ๆ ร่างสูงตรงหน้าก็ทรุดฮวบลงกองอยู่ที่พื้น
                “โปจิ... นายเป็นอะไรรึเปล่า?” ผมเข้าไปประคองอย่างเป็นห่วง เขากุมหัวนิ่งไปครู่ใหญ่ แล้วเงยหน้าขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
                “ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง... กลับโรงแรมกันเถอะ”
                เมื่อเห็นเขากลับมาเป็นปกติ ก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ถามอะไรมากกว่านี้
                “นี่... ก่อนกลับแวะกินราเม็งกันดีมั้ย จะได้อุ่นๆ” ผมเสนอเมื่อผ่านร้านราเม็ง
                “นายนี่แวะตลอดทางเลยนะ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะถึงโรงแรมซักที ฉันอยากกลับไปกอดนายให้อุ่นมากกว่า”
                “น่า... นะ... น้องชายฉันชอบกินราเม็งมากเลย แวะหน่อยเถอะนะ”
                “ก็ได้ครับเจ้าหญิง... เชิญตามสบาย”
                ผมกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ แล้วจับมือเขาแวะร้านราเม็งเล็กๆ ที่ส่งกลิ่นหอมออกมา 

                “โปจิ... อันนี้อร่อยนะ”
                มือเรียวเล็กยื่นขนมมาจ่อที่ปากผม
                ทำไมจะไม่รู้ล่ะ... ว่าเขากำลังยั่ว
                เจ้าของผมสีน้ำตาลอ่อนแกมทองที่เข้ามาคลอเคลียผมไม่ห่างตั้งแต่กลับมาถึงห้องดูจะขี้อ้อนเป็นพิเศษในวันนี้ ต่างจากเมื่อวานซึ่งปฏิเสธผมที่ไม่ใช่น้องชายของเขาอยู่หยกๆ เพียงเพราะผมอธิบายเงื่อนไขของสัญญาเพิ่มเติม ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้... คิดว่าผมไม่รู้ทันหรือยังไง
                “หากมีความรัก... ทุกอย่างก็จบ”
                เสียงของท่าน GACKT ดังเข้ามาในหัว
                เข้าใจล่ะ ขอแค่ไม่รักกันก็พอสินะ...
                ยังไงหมอนี่ก็คงไม่ได้รักผมอยู่แล้วนี่... เขารักไมค์... น้องชายในความทรงจำนั่นต่างหาก...
                ผมจับข้อมือเล็กนั่น แล้วอ้าปากรับขนมอย่างเอาใจ ทว่าเมื่อกินหมดทั้งคำแล้วก็ยังไม่ปล่อย ดึงมือขาวข้างนั้นเข้ามาเลียและดูดปลายนิ้ว แม้อีกฝ่ายจะกระตุกมือเล็กน้อยเหมือนจะชักกลับ แต่ผมก็ยังรั้งไว้ จนสองแก้มของเขาแดงเรื่อขึ้นมา
                “เอ่อ... อีกชิ้นมั้ย”
                ผมไม่ฟังเสียงของอีกฝ่ายที่เบนสายตาไปทางอื่นพลางก้มหน้างุด จดริมฝีปากลงบนฝ่ามือนุ่มและเริ่มไล้เลียเบาๆ
                “โปจิ... ไม่เอาน่า... ฉันจะกินขนม...”
                ผมดึงร่างที่นั่งติดกันนั้นเข้ามา แล้วเริ่มซุกไซ้ซอกคอขาว... หมอนี่ตัวเล็กน่ารักเหมาะมือจริงๆ ให้ตายเถอะ
                “ฉันรู้... นายไม่ได้อยากกินขนมหรอก... นายกำลังเล่นเกมบางอย่างเพื่อปั่นหัวฉัน... ก็ได้ ฉันจะสนองนายเอง” ผมกระซิบแผ่วที่ข้างหู ทันใดนั้นร่างเล็กในอ้อมกอดก็เริ่มดิ้นขัดขืน
                “ไม่ใช่นะ... ไม่ใช่อย่างนั้น...”
                ผมประกบริมฝีปากช่างพูดนั่นก่อนที่จะได้แก้ตัวอะไรอีก เขาส่งเสียงอู้อี้อยู่ในคอพักหนึ่ง แล้วตามด้วยเสียงสะอื้นเบาๆ
                “ฮึก... ฮึก... นายบอกให้ฉันคิดว่านายเป็นน้องชาย ฉันก็ทำแล้วไง” เขาพูดเสียงเครือทันทีที่ถอนริมฝีปาก
                “แน่ใจนะ... แสดงว่าปกตินายหว่านเสน่ห์กับน้องชายนายแบบนี้งั้นสิ”
                ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แล้วเสมองไปทางอื่น
                “ฉัน... ไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้กับเขาหรอก...”
                จู่ๆ ใบหน้านั้นก็หมองเศร้าขึ้นมาจนน่าใจหาย
                ...ได้โปรด... อย่าทำหน้าแบบนี้...
                เหมือนในอกโดนเหล็กแหลมกระแทกเข้ามาอย่างรุนแรง
                ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว... บางอย่างพยายามเข้ามาเติมเต็มในตัวผม... แต่มันเติมไม่เต็มเสียที คนตรงหน้าผมในตอนนี้ก็มีรูโหว่ขนาดใหญ่ฝังอยู่ในวิญญาณอันงดงามของเขา
                ...ผมเหมือนโดนดึงอีกแล้ว...
                “อ๊า... ปล่อยนะ โปจิ” เสียงประท้วงดังขึ้นเมื่อผมอุ้มเจ้าของเสียงขึ้นจากโซฟา แล้วเดินไปที่เตียง
                “ถ้าน้องชายนายถูกคนที่รักให้ท่าขนาดวันนี้ล่ะก็... เขาก็คงทำอย่างเดียวกันเหมือนกัน”
                ผมพรมจูบไปตามร่างกายของอีกฝ่ายด้วยความปรารถนา... น่าแปลก... สิ่งว่างเปล่าอย่างผมทำไมถึงได้มีความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมานะ
                “บ้าที่สุด... ใครให้ท่านายกัน”
                ผมไม่ฟังคำเถียงใดๆ อีก มือข้างหนึ่งจับข้อมือเขากดอยู่เหนือศีรษะ ส่วนอีกข้าง... ลูบไล้ผิวขาวเนียนเข้าไปภายใต้เสื้อ
                เมื่อเขาสงบลงบ้างแล้ว ผมจึงกระซิบเข้าไปในหูของคนที่กำลังสะอื้นไห้
                “อย่าแม้แต่จะคิดทำให้ฉันรักนาย... เหลือเวลาอีกแค่วันเดียว อยากทำอะไรก็รีบทำซะเถอะ”
                ดูเหมือนจะว่าง่ายกว่าที่คิด หมอนั่นนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะโอบรอบลำคอรับจุมพิตดูดดื่มจากผม
                “อือ... อือ... ไมค์...”
                ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อนั้น เมื่อพิจารณาใบหน้านั้นดีๆ ...เขาไม่ได้เรียกผม... แววตาของหมอนี่กำลังเหม่อมองผ่านตัวผมไปไกลแสนไกล... เหมือนเมื่อคืน
                เจ็บ... ทำไมถึงเจ็บปวดขนาดนี้... นี่เป็นความรู้สึกของเขางั้นหรือ?
                ผมเม้มปากตัวเองแน่น ก่อนก้มลงจูบหนักหน่วงปิดกลีบปากคู่นั้นไม่ให้ส่งเสียงอะไรออกมาอีก รู้สึกถึงลมหายใจติดขัดของอีกฝ่าย และแรงบีบเนื้อผ้าบนร่างของผม ถึงกระนั้นลิ้นเล็กๆ ก็ยังสนองตอบความร้อนแรงของสัมผัสที่มีให้เป็นอย่างดี
                ห้ามเรียกชื่อจริงงั้นรึ...? นายเรียกชื่อฉันไปกี่ครั้งแล้ว... นายพูดชื่อนั้นออกมากี่ครั้งแล้ว...
                แต่คนที่นายเรียก... ไม่ใช่ฉัน...
                ความรุ่มร้อนนี่มาจากไหนกันนะ... ทั้งที่อยากทะนุถนอม... อยากเยียวยาวิญญาณนี้ไม่ให้บุบสลาย แต่ในเวลาเดียวกันก็อยากทำลายให้ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น...
                โทษฐานที่ทำให้ผมเจ็บปวดโดยไม่รู้สาเหตุแบบนี้
                ผมรู้สึกตัวว่าสัมผัสของตัวเองทวีความหนักหน่วงขึ้นก็เมื่อเขาเริ่มดิ้นรนขัดขืน
                “อย่า... ไมค์... อย่าทำแบบนี้...”
                อีกแล้ว... เสียงเรียกชื่อที่เหมือนกรีดหัวใจ
                ภาพความทรงจำของเขาผุดขึ้นมาในหัว... หมอนี่... กำลังนึกถึงเรื่องที่ฝังใจ
                ปีกสีดำขนาดใหญ่... เขาปิศาจ... ดวงตาเศร้าสร้อย...
                “ฉันไม่อยากจากนายไปอีกแล้ว... ได้โปรด... อย่า...” เสียงหวานครวญครางทั้งน้ำตา ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เหม่อลอยไร้จุดหมายคู่นั้น... มันฉายภาพใบหน้าของผม แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาไม่ใช่ตัวผม... แต่เป็นใครอีกคน... ที่กลายเป็นความว่างเปล่า
                สิ่งที่ผมควรทำในตอนนี้ก็คือ... ทำให้เขาเชื่อว่าคนที่เขารักจะอยู่กับเขาตลอดไป... ปลอบประโลมให้เขากลับมาสงบอีกครั้ง แต่ทว่า...
                “อ๊ะ... ไม่นะ... อย่า...”
                วินาทีนี้ ผมลืมข้อกำหนดทั้งมวลสลักลึกอยู่ในความทรงจำ ลืมแม้แต่ความต้องการสูงสุดที่จะครอบครองดวงวิญญาณนี้
                สิ่งที่ขับเคลื่อนความปรารถนาในร่างตรงหน้ามันคืออะไรกัน... ผมลงมือข่มขืนคนตรงหน้าเพียงเพราะต้องการช่วงชิงเขามาจากความทรงจำในอดีตงั้นเหรอ...?
                ช่างงี่เง่าสิ้นดี... แต่ผมก็ทำลงไปแล้ว
                เสียงแผดร้องอย่างเจ็บปวดทั้งกายและใจบาดลึกลงไปถึงก้นบึ้งแห่งความว่างเปล่าอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ในกายผม
                ไม่อยากเชื่อ เพียงข้ามคืนบทรักระหว่างเราจะเปลี่ยนท่วงทำนองได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้... ทั้งที่คืนก่อนผมมีสติและถือไพ่เหนือกว่าแท้ๆ แต่คืนนี้ผมกลับกลายเป็นทาสอารมณ์ของตัวเองไปได้...
                นั่นเป็นเพราะ... คืนนั้นสิ่งที่ผมต้องการคือดวงวิญญาณที่น่าหลงใหล
                แต่คืนนี้... ผมกลับต้องการหัวใจที่มีเต็มไปด้วยรักบริสุทธิ์ของคนตรงหน้า
                มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? ทั้งที่ผมคือความว่างเปล่าแห่งวัฏจักรมิใช่หรือ?
                ร่างที่บิดเกร็งอย่างทรมานเมื่อผมประสานร่างกายลงไปเป็นหนึ่งเดียวส่งเสียงกรีดร้องทั้งน้ำตา
                “ไมค์... อย่า...”
                ผมจับคางนั้นแน่น
                ...มองฉันสิ... ทั้งที่ฉันอยู่ตรงหน้านายแท้ๆ...
                ผมขยับร่างกายรุนแรงขึ้นหวังให้เขารู้สึกถึงตัวผม
                “อ๊ะ... เจ็บ... พอได้แล้ว...”
                ทันทีที่ความปรารถนาพุ่งถึงขีดสุด ร่างเบื้องล่างผมก็กระตุกเหมือนลมหายใจหยุดไปวูบหนึ่ง แต่แล้วก็เบิกตาโพลงเหมือนตกตะลึงอะไรบางอย่าง ก่อนสติดับวูบไป


                “เจ้ามันไม่เข็ดเลยนะ”
                เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นข้างหลังผม เมื่อหันกลับไปมองก็พบร่างสูงสง่ายืนกอดอกอยู่ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องมาทางหน้าต่าง
                “แต่จะไปโทษเจ้าฝ่ายเดียวก็ไม่ได้... ในเมื่อเบื้องบนสั่งลบอดีตของเจ้าทั้งหมดแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลย เจ้ากับว่าที่วิญญาณเร่ร่อนนั่นผูกพันอะไรนักหนา ขนาดจำกันไม่ได้ยังจะดึงดูดให้กลับมา...”
                “หมายความว่ายังไง” ผมถามกลับไป
                “ดูสารรูปเจ้าสิ... ปีกและเขาแห่งการจองจำมันโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว เป็นพ่อค้าวิญญาณดีๆ ไม่ชอบ เจ้าอยากเป็นปิศาจชั้นต่ำที่ลุ่มหลงอยู่ในความรักขนาดนั้นเชียวเหรอ”
                “ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้... แล้วทำไมข้าถึงรักหมอนี่ได้...”
                ตอนนี้ความรู้สึกนั้นถูกไขกระจ่างแล้ว... ความเจ็บปวด ความรุ่มร้อนนั่น...
                “เพราะความรักดื้อด้าน ไม่ยอมถูกลบออกไปน่ะสิ... เจ้าควรถามตัวเองดีกว่า”
                ต่อให้ต้องลืมเขา... แต่ไม่อยากลืมความรักที่มีต่อเขา...
                ตลอดเวลาเกือบยี่สิบปีที่เข้ามาอยู่ในร่างของน้องชายเพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ดวงวิญญาณนี้... ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ได้สัมผัสความอบอุ่นที่เติมเต็มหัวใจ จนความว่างเปล่าภายในกายเริ่มผิดเพี้ยน
                “เจ้าทำผิดกฎอีกครั้ง... สำหรับพวกเราวิญญาณคือของซื้อของขาย... แต่เจ้ากลับเอาใจเข้าไปผูกพันกับมันจนได้”
                “แล้วครั้งนี้... จะทำยังไงกับข้าต่อไปล่ะ” ผมถามกลับเสียงอ่อย ลบความทรงจำอีกครั้ง? หรือทำลายตัวผมไปซะ?
                ใบหน้าสวยดุจรูปสลักคลี่ยิ้มที่เดาอารมณ์ไม่ได้

 

                เขาหายตัวไปอีกแล้ว...
                ทำไมนะ คนหน้าเหมือนไมค์ต้องหายตัวไปจากชีวิตผมถึงสองครั้ง... และในรูปแบบเดียวกันทั้งสองราย
                “เหม่ออะไรอยู่เหรอกอล์ฟ”
                ผมเงยหน้ามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินถือแก้วไวน์มานั่งเก้าอี้ตัวถัดจากผม
                “อรุณสวัสดิ์ครับ คุณ GACKT”
                ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง... ที่ที่พวกเรามีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก... ผมแค่อยากแต่งเพลงรักดีๆ ซักเพลงสำหรับอัลบั้มต่อไปที่ได้รับเกียรติจากคุณ GACKT มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้
                “ฉันมาบอกข่าวดี... อัลบั้มชุดนี้จะมีแขกพิเศษมาร้องเพลงคู่กับนายด้วยนะ”
                “ใครเหรอครับ...?”
                ทว่ายังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตอบคำถาม โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
                คุณ GACKT ยักไหล่แล้วเดินออกไปยังชายหาด
                “ฮัลโหล”
                “กอล์ฟ... นี่ม๊าเองนะ ไปอยู่ไหนมาน่ะเรา ติดต่อไม่ได้เลย”
                เสียงใสๆ กล่าวท้วง แหงล่ะ... ก็ผมขลุกอยู่ที่นี่ได้เกือบอาทิตย์แล้ว
                “โทรศัพท์มันไม่ค่อยมีสัญญาณน่ะม๊า นี่ม๊าโชคดีมากเลยนะที่โทรติด ว่าแต่ม๊ามีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่า”
                ผมแอบโกหกไปนิดหน่อย อันที่จริงเวลาที่ผมแต่งเพลงบางทีผมก็ปิดมือถือ
                “มีสิ น้องกลับจากญี่ปุ่นตั้งสองวันแล้ว อยากทักทายกอล์ฟ แต่โทรไม่ติด...”
                “น้อง?”
                ผมมีน้องอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่?
                “ก็ไมค์ไงลูก... เอ๊ เรานี่ยังไงนะ น้องไปไม่กี่ปี ลืมน้องได้”
                ผมล่ะคันปากอยากย้อนกลับไปจริงๆ ว่าม๊านั่นแหละ ลืมไมค์ไปตั้งยี่สิบปี แต่ความรู้สึกยินดีที่ถาโถมเข้ามาทำให้ไม่อาจพูดคำนั้นออกไป... เมื่อกี้ผมหูฝาดใช่มั้ย? ไม่อยากจะเชื่อเลย...
                “กอล์ฟ... กอล์ฟ... ลูก... ได้ยินม๊ามั้ย...”
                “อ๊ะ... ได้ยิน... ฟังอยู่ กอล์ฟจะรีบกลับบ้านนะ วันนี้เลย ไม่สิ... ตอนนี้เลย” ผมระล่ำระลัก
                “ไม่ต้องหรอก” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
                ผมหันกลับไปมอง แต่แล้วก็ถึงกับปล่อยมือถือในมือ
                ร่างสูงใหญ่ตรงหน้ารีบพุ่งเข้ามาคว้ามือถือที่กำลังจะตกกระทบพื้น
                “ม๊า ไมค์มาถึงโรงแรมแล้วนะ ไม่ต้องเป็นห่วง” หมอนั่นพูดใส่โทรศัพท์แล้วกดตัดสาย
                ไม่จริง... ไม่จริงใช่มั้ย... ผมฝันไปรึเปล่า...?
                “ตะลึงในความหล่อของไมค์เหรอครับ คนสวย...”
                ผมโผเข้าไปกอดอีกฝ่ายแน่น น้ำตาเจ้ากรรมไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
                “ไมค์... นายจริงๆ ด้วย... นายตัวจริงใช่มั้ย”
                อีกฝ่ายปล่อยให้ผมกอดและพร่ำโวยวายจนพอใจ แล้วจึงเชยคางขึ้นซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
                “พี่กอล์ฟ... ไมค์กลับมาแล้ว... ไมค์จะไม่ไปไหนอีกแล้ว ไมค์สัญญา...”
                “แล้ว... อายุขัยของฉันล่ะ...” ผมถามกลับไป ถ้าการแลกเปลี่ยนครั้งนั้นยังมีผล ก็เท่ากับผมเหลือเวลาอีกแค่สองปีเท่านั้น และถ้าต้องทำสัญญาใหม่ ผมก็อยู่กับหมอนี่ได้แค่วันเดียวสินะ
                “พวกเรามีเวลาอีกสี่ปี... ครั้งที่แล้วถือเป็นโมฆะ เพราะไมค์ทำผิดข้อตกลงตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอพี่กอล์ฟ”
                “พวกเรา?”
                “ใช่... พวกเรา ท่าน GACKT สัญญาว่าหลังจากพวกเราตาย จะเก็บวิญญาณของพวกเราไว้ด้วยกันตลอดไปโดยไม่ขายให้ใคร”
                ผมกระพริบตาปริบๆ
                “ทำอย่างนั้นได้ด้วยเหรอ”
                เขาพยักหน้ายิ้มๆ
                “ทีนี้... ฟังคำบอกรักของไมค์ได้รึยังล่ะ”
                เขายิ้มเจ้าเล่ห์พลางกระชับวงแขนรอบเอวผม
                ผมหน้าร้อนฉ่า หลบสายตาหวานเยิ้มที่มองลงมา ทว่าพยักหน้าอย่างเขินอาย
                เสียงกระซิบแผ่วเบาดังผ่านใบหู แต่ความหมายของมันถูกส่งตรงเข้าถึงหัวใจ
                ผมกระซิบคำนั้นตอบอย่างไม่ลังเล... ไม่ว่าวันนี้ อีกสี่ปีข้างหน้า หรือหลังจากนั้นไปจนนิรันดร์ ผมก็จะส่งข้อความนี้ไปถึงใจของเขาทุกวัน... ทุกวินาที...

 

                ห่างออกไปไม่ไกลบนชายหาด ชายร่างสูงในชุดเสื้อฮาวายกำลังเบนสายตาจากคนทั้งคู่ แล้วมองทอดออกไปยังขอบฟ้า
                “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ไม่สิ... เมื่อยี่สิบปีก่อนนี้เอง เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งเฝ้าภาวนาขอให้น้องชายที่ป่วยหนักของเขาฟื้นกลับมา และเพียงข้ามคืนนั้น อาการป่วยปางตายของน้องชายก็ดีขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ แต่เขาหารู้ไม่ว่า... นั่นเป็นจิตของพ่อค้าวิญญาณ... จิตนั้นตั้งใจว่าจะล่อลวงวิญญาณบริสุทธิ์มาครอบครอง จึงทำการค้าขายกับเด็กชายคนนั้น ทว่ากลับตกหลุมรักวิญญาณนั่นเสียเอง และสุดท้าย...
                คงแฮปปี้เอ็นดิ้งล่ะมั้ง... ข้าคงช่วยเจ้าได้แค่นี้แหละ ไมค์... น่าเสียดาย ที่ต้องเสียผู้ร่วมงานดีๆ อย่างเจ้าไป แต่อย่างน้อย ก่อนหน้านั้น เราจะได้ร่วมงานกันในฐานะศิลปินกับโปรดิวเซอร์ก่อนสินะ” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ พลางสูดอากาศสดชื่นยามเช้าท่ามกลางเสียงคลื่นที่สาดซัดเข้ามาไม่ขาดสาย


The End

 

edit @ 12 Jan 2008 17:09:04 by ★ひまじん★

edit @ 3 Mar 2008 03:23:18 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
สุดท้ายก็กลับมาจนได้
^___________________________^
ชอบมั่กๆเลยค่า

#1 By :+:Sakura_badzZ:+: on 2008-01-12 18:56

เฮ้ออออ...
ในที่สุดก็จบแบบแฮ๊บปี้เอนดิ้ง

แอบลุ้นอยู่ตั้งนาน
5555+

ว่าแต่น่ารักจังเลย!!!

ก็เนอะ
ของที่เกิดมาคู่กันแล้ว ยังไงก็ไม่แคล้วกันหรอก
5555555555+

#2 By Whist! (58.9.163.173) on 2008-01-18 12:42

Happy Ending ^^

ชอบมาก ๆ เลยค่า~~

*แขกรับเชิญพิเศษ - GACKT

/ฮา~

#3 By +:[ Rezel ★ KiHae`` ]:+ on 2008-02-02 17:31

โอ้วววว จบแบบนี้เองงงงงง
ชอบบบบบบบบบบบบบบบ
ในที่สุดก็ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งแล้วเนอะ
แฝงมาอยู่ใกล้ๆตั้งยี่สิบปี ร้ายจริงนะ!!
ชอบตอนที่รู้ว่าจะแกล้งยั่วให้รักอ่ะ 5555++
แล้วก็ทำจริงๆอีก น่ารักมากๆๆๆๆ
ก็นะ ใครจะยอมเสียเปรียบฝ่ายเดียว หุหุ
ความว่างเปล่า เปรียบได้เก๋มากๆ
แต่ก็รับรู้ถึงความทรมานจากความรักที่เกิดขึ้นมาได้..
เฮ้ออออ แต่ก็จบดีอ่ะ ชอบๆๆๆ

ชมอีกอย่าง ชอบอ่านเรทบรรยายความรู้สึกแบบนี้อ่ะ
สุดยอด!!!

#4 By ^*Til24missyou*^ on 2008-04-13 03:12

สนุกมากๆ
ทั้งน่ารักแล้วก็น่าลุ้นจริงๆ
ชอบที่พี่ชายทำตัวน่ารักจนขนาดปีศาจยังหวั่นไหว
ความรัก 20 ปี ของไมค์ ซึ้งจัง

ขอบคุณสำหรับฟิกดีๆคะ

#5 By Ma-i (118.174.134.220) on 2008-07-29 06:48

ดีใจจริงๆเรื่องราวมันเป็นแบบนี้นี่เอง
ดีน้อพ่อค้าไม่หน้าเลือดเกินไปนัก
โศกกว่านี้คงจะเกินทนแน่ๆเลย
ชอบน้องไมค์เจ้าเล่ห์กระพี่กระต่ายกลอ์ฟอ่ะ

#6 By ~love~ on 2008-09-08 18:23

น่ารักมากอ่า
ซึ้งน้ำตาไหลเลยจิงๆ
ขอบคุณน้า พออ่านตอนจบรู้สึกดีใจแทนอย่างบอกไม่ถูกเลยอ่า

#7 By giggoog (202.173.209.39) on 2008-09-29 11:11

โห

ขอซับน้ำตาก่อนนะ

แบบว่า

เราเคยน้ำตาซึมกัย fic มาหลายเรื่องแล้ว

แต่...

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซึม

เรื่องนี้ทำเราน้ำตาไหลเลยแหละ

ขอบอกว่าซึ้งมากกกกกกกกกกก

มากที่สุด

มากที่สุดที่เคยพบเคยเจอ

เธอแต่งได้สุดยอดจริงๆ

อยากจะบอกว่า

ตอนนี้น้ำตาเรายังไหลอยู่เลย

เราก็เงี๊ยะแหละ

เป็นคนที่ sensitive มากๆ

เราชอบ fic เรื่องนี้นะ

ชอบมาก

มากที่สุด

ยังไงก็

แต่งเรื่องซึ้งๆแบบนี้มาอีกนะ

เราจะติดตามอ่านและเม้นทุกเรื่องเลย

ขอบคุณที่ทำให้เรามีความรู้สึดี ๆ นะ

ขอบคุณ...

#8 By AuAire (118.174.95.183) on 2008-10-02 01:24