ลิขิตรักต่างมิติ [10]
posted on 16 Jan 2008 03:08 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า
หน้าบานประตูไม้บานใหญ่สลักลวดลายวิจิตรตระการตา ร่างสูงสง่าพยายามยืนอย่างสงบรอผู้เป็นนายซึ่งอยู่อีกฟากของบานประตูนั้น
นี่ก็สายมากแล้ว... องค์ชายรัชทายาทไม่เคยตื่นสายขนาดนี้ เว้นแต่จะไม่สบาย
ชายหนุ่มหน้าเครียดด้วยจิตหวั่นๆ
จริงสิ... เมื่อคืนองค์ชายพิรัชต์ผู้เป็นอนุชามาค้างด้วย ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกในรอบสิบกว่าปี จนรัชทายาทหนุ่มถึงกับยินดีออกนอกหน้า
แม้จะยังไม่ไว้ใจในความปลอดภัยของนายเหนือหัวสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเจ้าตัวยืนยันว่าอยากอยู่กับน้องชายเพียงแค่สองคน รายนี้ก็ใสซื่อเกินเหตุ รู้ทั้งรู้ว่าน้องเกลียดตัวเองอย่างกับอะไรดี ยังรั้นเปิดช่องทางให้อีกฝ่ายเข้าโจมตีอยู่เรื่อย
“ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นน้องของเรา หากเขาจะอาศัยโอกาสนี้ทำร้ายเรา ก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องชดใช้”
เสียงหนักแน่นดังเข้ามาในหัว ทำเอาองครักษ์หนุ่มยิ่งเครียดหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า
“หากพระองค์เป็นอะไรไป ไม่ว่าด้วยฝีมือของน้องชายหรือเพราะเหตุสุดวิสัย กระหม่อมก็ถือเป็นความบอกพร่องในหน้าที่ของตัวเองอยู่ดี...”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
อย่างไรก็ตาม... ต่อให้อยากเข้าไปปลุกใจจะขาดก็เข้าไปไม่ได้ เพราะวันนี้องค์ชายพิชญะขอไว้ว่าจะอยู่กับน้องชายหนึ่งวัน นานๆ องค์ชายบ้าว่าราชการพระองค์นั้นจะขอวันหยุดให้กับตัวเองสักที บวกกับเขาเกรงว่าถ้าเข้าไปตอนนี้แล้วดันไปเจอภาพไม่คาดฝัน... อันที่จริงต้องเรียกว่า “ภาพที่คาดไว้แล้วดันเป็นจริงขึ้นมา” ต่างหาก เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะรับได้มากน้อยแค่ไหน
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ยิ่งคิด ยิ่งหนักใจ
แกล้งทำเป็นลืม เคาะประตูห้องแล้วเปิดเข้าไปหน้าตาเฉยดีรึเปล่า
ไม่ควรแฮะ...
ร่างสูงใหญ่เงี่ยหูฟังเสียงข้างใน เมื่อไม่ได้ยินอะไรก็เอาหูแนบบานประตู
เงียบฉี่...
สักพัก...
“ท่านจิระ”
ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นนางข้าหลวงที่ทำหน้าที่จัดห้องบรรทม
หัวใจแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม...
“ทำอะไรลับๆ ล่อๆ แถวนี้เจ้าคะ? ไม่เข้าไปปลุกฝ่าบาทเหรอ?”
“เอ่อ... ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเข้าไปปลุก แต่เมื่อคืนองค์ชายพิรัชต์ประทับด้วย ข้าเลยคิดว่า...”
“องค์ชายพิรัชต์? อ๋อ เสด็จกลับตั้งแต่ไก่โห่แล้วเจ้าค่ะ วันนี้ทรงแฮปปี้อย่างไม่น่าเชื่อ”
จิระนิ่งคิดครู่หนึ่ง
...องค์ชายพิรัชต์เนี่ยนะ? แต่ตั้งแต่ทรงเพี้ยน ก็เป็นไปได้ว่าอาจดีใจที่ได้อ้อนพี่ พอมาคิดดูดีๆ อีกที... ที่ไม่น่าเชื่อคือเสด็จกลับตั้งแต่ไก่โห่มากกว่า
หรือว่า... องค์ชายพิชญะจะถูก...
สมองของเขาคิดไปต่างๆ นานา แต่ละสันนิษฐานไม่มีเรื่องดีๆ ซักอย่าง และไวกว่าสมองสั่งการ เขาลนลานเปิดประตูห้องเจ้านายอย่างรวดเร็ว
“องค์ชายพิชญะ!!!”
ทว่า...
ห้องว่างเปล่า... ไม่มีแม้แต่เงาของผู้เป็นนาย
องครักษ์หนุ่มหน้าซีดกว่าเดิม
นี่มัน... ร้ายกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก
รัชทายาทหนุ่มคนนั้นหายตัวไป
นางข้าหลวงตามเข้าไปในห้องอย่างงุนงง และเมื่อเธอเข้าใจความจริงที่ประจักษ์ตรงหน้า ก็เอามือปิดปากกลั้นเสียงร้อง ใบหน้าซีดเซียว แล้วหันมาสบตาองครักษ์
ชายหนุ่มเดินไปที่ระเบียง พบผ้าห่มและผ้าปูเตียงผูกไว้ที่ราวเหล็กซึ่งมีไม้เลื้อยพันอยู่แน่นหนา
เมื่อเดินกลับมายังเตียงก็พบกระดาษเขียนข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือคุ้นเคย ว่า
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราก็กลับมาเอง”
จนได้สิ... นี่ไม่ใช่การลักพาตัว แต่ในหัวขององค์ชายพระองค์นั้น กำลังคิดอะไรพิเรนทร์ๆ อยู่เป็นแน่
เขาซักไซ้นางข้าหลวงเกี่ยวกับการกลับวังของพระอนุชา แล้วกำชับนางว่าอย่าเพิ่งให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด
เด็กหนุ่มสูงสง่ายืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่ในสวนกุหลาบหลังปราสาท ดูเหมือนเช้านี้อากาศดีเป็นพิเศษสำหรับเขา
แหงล่ะ... ตั้งแต่เมื่อวานเขาค้นพบของเล่นแก้เหงาชิ้นใหม่ แต่เพราะพระเชษฐาชักชวนไปกินอาหารค่ำด้วยกัน เขาจึงต้องอดใจไว้ แล้วระริกระรี้ตีปีกไปหาพี่ชายก่อน
ตั้งแต่วันนัดพบอลิฏาที่ปราสาท ดูเหมือนองค์ชายพิชญะจะเกาะติดสถานการณ์รอบตัวเขาเป็นพิเศษ ชวนมาที่ปราสาทแทบทุกวัน ไม่ก็เป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง และทุกครั้งที่เจอกันจะลงเอยด้วยหัวข้อสนทนาว่าด้วยเรื่องผู้หญิง
แม้แต่ละครั้งจะไม่ได้ถามตรงๆ อย่างครั้งแรก แต่เขาก็พอจับไต๋ได้ ว่าพี่ชายค้างคาใจเรื่องหญิงในดวงใจคนนั้น
เรื่องอะไรจะบอก... ปล่อยให้กระหายใครรู้แบบนี้ต่อไปแหละ จะได้สนใจเขาเยอะๆ
ไมค์ฮัมเพลงเบาๆ พลางหยิบหลอดสีออกมาผสม
ใช่แล้ว... ของเล่นใหม่ดังกล่าวคืออุปกรณ์วาดภาพสีน้ำมัน
อุดอู้อยู่แต่ในปราสาทที่มีแต่คนเอาเรื่องการเมืองเครียดๆ มาเป่าหูเขา ขอพักผ่อนด้วยงานอดิเรกที่ร้างลามานานซักหน่อยเถอะ
แต่แล้ว...
ไม่ออก...
เด็กหนุ่มทำหน้าเซ็ง
สีพวกนี้ดูเหมือนไม่มีใครใช้มานานแล้ว น้ำมันซึ่งเป็นตัวทำละลายสีคงระเหยไปหมด ต้องแห้งแข็งเป็นธรรมดา
เขายักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ใครลองได้หลุดมาโลกที่แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิงอย่างเขาต้องเข้าใจ ก็มันไม่มีทั้งโทรศัพท์ เครื่องเล่นเกม คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่เครื่องเล่น mp3
ถึงแม้ขาดชีวิตจะไม่ถึงกับเฉา... แต่ว่ามันเหงาสุดๆ เลยนี่นา
ก็พระเชษฐาเล่นทรงงานทั้งวัน ไม่ต่างอะไรกับพี่ชายโอตาคุที่สิงอยู่แต่หน้าคอมคนนั้นเลย แย่กว่าเสียอีกตรงที่เขาไม่สามารถเข้าไปอ้อนได้อย่างอิสระ เพราะนอกจากจะอยู่กันคนละชายคา ยังถูกองครักษ์บ้านั่นจับตามอง ยังดีที่เสด็จพี่คนนี้ลวนลามง่าย ไม่งั้นเขาต้องแห้งเหี่ยวตายเพราะโรคขาดความอบอุ่นแหงๆ
เขาก้มลงสำรวจว่าในกองอุปกรณ์ที่สั่งให้ข้าหลวงขนมาวางที่กลางสวนนั้นมีอะไรอีกบ้าง เมื่อเห็นแท่งถ่านก็ถึงกับยิ้มออก
ดีล่ะ งั้นวาดขาวดำแล้วกัน... เขาตัดสินใจ
ว่าแล้วก็บรรจงจดปลายถ่านลงบนผ้าใบที่ขึงไว้บนกรอบ
แต่...
วาดอะไรดีล่ะเนี่ย... มัวแต่เห่อของจนลืมคิดไปเลย
ทว่าขณะนิ่งคิดอยู่นั้นเอง เสียงกรีดร้องราวตื่นตกใจก็ดังขึ้นจากหลังพุ่มไม้ แต่ไม่ทันดังสนั่นลั่นบริเวณเสียงก็นั้นกลับขาดหายไปดื้อๆ
เด็กหนุ่มหันขวับไปยังต้นกำเนิดเสียง
สายลมแผ่วพลิ้ว สะกิดกลีบกุหลาบสีแดงที่บานสะพรั่งเต็มพุ่มไม้ใหญ่ให้ขยับไหวเพียงเล็กน้อย
.....................
เขาค่อยๆ ย่างสามขุมเข้าไป เหมือนได้ยินเสียงของอาการกลั้นหายใจภายใต้กอสีเขียวสลับแดงนั้น
ทันทีที่เอื้อมมือไปแหวกกิ่งก้านที่เต็มไปด้วยหนาม...
ปรากฏร่างหญิงสาวงดงามหมดจดเงยขึ้นมองเขา ผมยาวดำขลับเป็นประกายล้อมใบหน้า ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยอาการตกใจ นัยน์ตาสั่นระริกเหมือนสัตว์เล็กๆ เห็นราชสีห์ตัวใหญ่ที่กำลังหิวกระหาย น้ำใสๆ เอ่อคลอที่ขอบตา
ไมค์ถึงกับหยุดหายใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
มีนางฟ้าหลงเข้ามาในสวนกุหลาบแห่งนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
“.............................หนอน... มันตกลงไปในเสื้อ...”
เสียงสั่นเครือดังแผ่วเบาจนแทบจะจับความไม่ได้ ทว่าสิ้นเสียงเด็กหนุ่มก็ฉวยต้นแขนอีกฝ่าย พลางฉุดให้ออกมาจากพุ่มไม้ทันที
ไม่ทันที่เจ้าหล่อนจะตั้งตัว มือใหญ่ก็ลูบไล้ไปตามลำตัวอย่างอ่อนโยน ชุดกระโปรงยาวสีขาวที่เจ้าหล่อนใส่ดูเหมือนจะหลวมกว่าเรือนร่างผอมบางนั้นเล็กน้อย เมื่อรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมที่กระดุกกระดิกภายใต้เนื้อผ้า เด็กสาวก็โผเข้าซุกแผ่นอกกว้าง พลางกรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา
“โอ๋... ใช่หนอนที่ไหนล่ะ แค่กิ่งไม้มันหักตกลงไปเท่านั้น”
เด็กหนุ่มพยายามปลอบ เขาดึงกิ่งไม้แห้งที่โผล่ขึ้นมาจากเสื้อด้านหลังของเธอ เมื่อมองผ่านบ่าก็เห็นแผ่นหลังขาวเนียนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผืนผ้า
กลิ่นกุหลาบ... ติดกายขนาดนี้ แสดงว่าเธอคงซุ่มอยู่แถวนี้พอสมควรแล้วสินะ
เขาเผลอก้มลงพิศดวงหน้าแดงก่ำนั้นใกล้ๆ
ขนตางอนยาว ผิวขาวใส นัยน์ตาชุ่มชื้นดูน่าสงสาร จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อ
เมื่อตากลมโตเหลือบขึ้นมองอย่างหวดหวั่น เด็กหนุ่มก็เผลอรั้งร่างนั้นเข้ามาจุมพิตริมฝีปากอย่างจาบจ้วง
“อือ...”
เสียงครางขัดขืนทำให้ไมค์ได้สติ
บ้าชะมัด... ทำอะไรลงไปเนี่ย? เพิ่งเจอกันครั้งแรกแท้ๆ
เขารีบปล่อยร่างบางในชุดขาว ทันใดนั้น... เท้าเปลือยเปล่าของเธอก็สัมผัสบางอย่าง...
แผละ
ด้วยความตกใจ ร่างเล็กเลิกชายกระโปรงขึ้นมอง แต่แล้วก็หน้าซีดยิ่งกว่าเก่า
หนอนแก้วจากต้นกุหลาบตัวเป้ง นอนถึงฆาตเละคาเท้าเจ้าหล่อน
แม้แต่ไมค์เองก็ยังหน้าซีดเผลอถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว
เด็กสาวยกมือขึ้นกุมปากตัวเองแน่น ก่อนวิ่งแจ้นออกไปจากสวนอันเงียบสงัดด้วยความอึ้งกิมกี่ของเจ้าของสถานที่อย่างรวดเร็ว
...อะไรกันเนี่ย...
เด็กหนุ่มนึกอย่างงุนงง... เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าคำถามสั้นๆ ที่ผุดขึ้นในใจหมายถึงเรื่องไหนกันแน่
ล้างเท้า! ล้างเท้า! ล้างเท้า!
รัชทายาทหนุ่มแห่งจักรวรรดินิธิไพศาล ใช้เวลาที่เหลือทั้งวันอยู่ในห้องสรง ข้าหลวงทยอยยกถังน้ำขนาดเล็กซึ่งมีน้ำผสมสบู่ลอยกลีบกุหลาบเข้ามาวางเรียง
“เราบอกแล้วไงว่าไม่เอากลีบกุหลาบ หึย... ขนลุก เอาออกไปเลยนะ”
เสียงพูดเอาแต่ใจฟังดูสั่นเครือ
ทว่าเมื่อจะยกออกไป คนสั่งก็รีบห้ามไว้เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
“อ๊ะ ไม่ต้อง แค่ช้อนกลีบกุหลาบออกก็พอ เราขอโทษที่เรื่องมาก”
เด็กหนุ่มยังอุตส่าห์เกรงใจผู้ถวายงานรับใช้
เขาหย่อนเท้าลงไปในถังใบใหม่ที่วางระหว่างใบที่เพิ่งแช่เท้ากับใบใหม่ที่เพิ่งยกมา
อี๋... ขยะแขยงที่สุด นึกภาพนั้นทีไรขนลุกขนชันทุกที ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมื่อกี้เท้าเนียนนุ่มของเขาสัมผัสเนื้อเยื่อตุ่ยๆ ที่แหลกเหลวมีเมือกเยิ้มไหลออกมา
แหวะ... อยากจะอ้วกซักสิบรอบ
“ไปเหยียบหนอนที่ไหนมารึพะย่ะค่ะ”
องครักษ์คู่กายเอ่ยถามหลังจากมองอีกฝ่ายชำระมลทินไปจากเท้าตัวเองอยู่พักใหญ่
“เอ่อ... ก็...”
ตาแดงก่ำชุ่มชื้นกลอกไปมา แล้วหันไปมอง
“เราอยากรู้ว่าพิรัชต์มีใจให้หญิงคนไหน ก็เลยแอบสะกดรอยตาม...”
สะกดรอยตามไปที่ปราสาทของน้องชายเนี่ยนะ? องค์ชายพิชญะ... พระองค์ทรงเอาอะไรคิด? ข้าราชบริพารอยู่กันเยอะแยะ ไม่กลัวถูกจับได้รึไง
เหมือนผู้เป็นนายอ่านสีหน้าออก เขารีบแย้ง
“ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือเหรอ? เราแค่สันนิษฐานว่าพิรัชต์อาจชอบพอกับนางข้าหลวง”
“แล้วไงพะย่ะค่ะ? ได้เรื่องอะไรมั้ย”
เด็กหนุ่มหน้าจ๋อย ถ้าไม่ตกใจกิ่งไม้นั่นซะก่อน ป่านนี้ก็คงได้อะไรบ้างแล้ว ให้ตายเถอะ น่าเจ็บใจนัก ทำไมองค์ชายรัชยาทผู้เก่งกาจไปซะทุกเรื่องอย่างเขา ถึงได้มาตกม้าตายด้วยเรื่องจิ๊บจ๊อยเพียงแค่นี้
แต่ไอ้เรื่องจิ๊บจ๊อยที่ว่า ก็ทำให้เขาวิ่งร้องไห้จ้ามาซบอกองครักษ์จนได้
ฮึ่ม... ของที่กลัว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ถ้ามันยังไม่หายกลัว มันก็น่ากลัวอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ
ไม่สิ... กรณีแบบนี้ต้องใช้คำว่าเกลียดมากกว่า แค่เห็นตัวเป็นๆ ก็ร้องยี้แล้ว นี่เหยียบไปเต็มๆ เท้า รู้สึกเหมือนเน่าไปทั้งขา
หนำซ้ำยังเท้าเปล่าอีกต่างหาก...
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาต้องแปลงกายฉบับเร่งด่วน ถุงน่องเลยไม่ได้ใส่ รองเท้าที่สวมได้ก็ไม่มี อาศัยความดีจากชายกระโปรงที่ลากพื้นกลบเกลื่อนไปก่อน
เลยต้องมานั่งล้างเท้ากันยกใหญ่ขนาดนี้...
ชายหนุ่มมองผู้เป็นนายอย่างระอา แต่สุดท้ายก็อดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้
ถึงจะเก่งกาจเรื่องการเมืองอย่างไร แต่สุดท้าย... เด็กก็คือเด็กวันยังค่ำล่ะนะ
ร่างสูงเดินกลับเข้ามาในปราสาท ตามด้วยมหาดเล็กที่ขนอุปกรณ์วาดภาพ
“เอ่อ... องค์ชายพะย่ะค่ะ”
“หือ?”
เด็กหนุ่มส่งเสียงตอบทั้งที่ยังใจลอย
อีกฝ่ายกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ก่อนถามออกไปอย่างกริ่งเกรงว่า
“คือ... กระหม่อมอยู่ถวายงานรับใช้มานาน... นอกจากแม่หญิงอลิฏาที่มาเมื่อคืนก่อน ยังไม่เคยเห็นฝ่าบาทให้ความสนใจหญิงอื่นใดเลยพะย่ะค่ะ”
เรียวคิ้วเลิกขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนหันไปมองผู้ตามหลังมา
“นี่ข้าไร้เสน่ห์ขนาดนั้นเลยรึ”
“ปะ เปล่าพะย่ะค่ะ ที่จริงคงมีสาวๆ มากมายพร้อมถวายกายและใจให้พระองค์ แต่ติดอยู่ที่... องค์ชายเล่นไม่สุงสิงกับหญิงคนไหนเลย...”
“งั้นรึ? อันที่จริงข้าก็สนอยู่หลายคนนะ...”
เด็กหนุ่มยิ้มกริ่ม เมื่อเห็นดังนั้น มหาดเล็กก็ตาเป็นประกาย
“ใครเหรอพะย่ะค่ะ”
“อย่างกรินทรไง ซุ่มซ่ามไปหน่อย แต่ก็น่ารักดี ยัยนี่ความจำปลาทอง พอใช้อะไรใหม่ก็ลืมไปแล้วว่าของเก่าสั่งอะไร ไหนจะไอริน นี่ก็ขี้ขลาดสุดๆ ข้าทำหน้าดุหน่อยก็หน้าซีด พูดติดอ่างไม่จบประโยคซักที ส่วนนาริกาก็บ้าจี้ พอแกล้งให้ตกใจหรือพูดเสียงดังใส่ก็พล่ามอะไรรั่วๆ ออกมาเป็นชุด นี่ๆ... จันทริกาก็น่าสนใจดีว่ามั้ย ถึงจะอ้วนไปหน่อย แต่เวลาขำเสียงหัวเราะปืนกลของเธอได้ใจมากๆ เลยล่ะ”
มหาดเล็กถึงกับเหงื่อตกไปหลายวินาที
“ไม่ได้สนแบบนั้นพะย่ะค่ะ กระหม่อมหมายถึงนางในฝัน...”
เด็กหนุ่มหยุดเดินเมื่อมาถึงหน้าห้องที่เขาพบอุปกรณ์วาดรูป เขานิ่งคิดนิดหนึ่ง พลางชำเลืองมองของที่อยู่ในมือของมหาดเล็ก
ดวงหน้าของสาวปริศนาก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขาอีกครั้ง
รู้แล้วว่าจะวาดอะไร...
ขณะที่ด้านหนึ่งแต่งหญิงเพื่อสืบความลับของน้องชาย อีกด้านหนึ่งกลับถูกน้องชายบังคับแต่งหญิง
“น้องสาว... ผัดกะเพราไข่ดาวยังไม่เสร็จอีกเหรอจ๊ะ”
เสียงยียวนกวนโทสะดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร
ขณะนี้กอล์ฟอยู่ในชุดสาวบันนี่ เขาจำต้องใส่กระโปรงจีบรอบสั้นจุ๊ดจู๋ ท่อนบนเป็นเกาะอกเรียบหรูสีดำ และที่ขาดไม่ได้ ที่คาดผมหูกระต่ายสีชมพู... นับว่าน้องชายสมองเพี้ยนยังปรานีด้วยการอนุญาตให้สวมแจ็คเก็ตแขนยาวคลุมปิดไม้กระดานที่อาจทำเซ็กซ์เสื่อมด้วยเสน่ห์จอแบน
“โว้ยยยยย เร่งอยู่ได้ ก็กำลังผัดอยู่ ค่อกๆ แค่กๆๆๆ”
กระต่ายสาวสำลักกลิ่นทั้งไอทั้งจามลั่นครัวไปหมด ให้ตายเถอะ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยผัดกะเพราเลยซักครั้ง จะกินได้รึเปล่าก็ยังไม่รู้
เด็กหนุ่มตักซากผัดกะเพราใส่จาน เดินอาดๆ ไปยังโต๊ะอาหาร แล้ววางเสิร์ฟตรงหน้าคนที่นั่งเอกเขนกรอเวลากินอย่างเดียว
“เอ้า เสร็จแล้ว”
ทว่าทันทีที่ละมือจากจาน มือใหญ่ก็คว้าหมับที่ข้อมือของเขา
“เปลี่ยนใจแล้ว ฉันไม่อยากกินผัดกะเพรา”
กอล์ฟถึงกับปรี๊ดควันออกหู แบบนี้มันหลอกให้ทำชัดๆ หมอนี่จงใจแกล้งให้เขาจามไม่หยุดในครัว
“แล้วนายอยากจะกินอะไร”
ถามกลับเสียงห้วน อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องสนคนเอาแต่ใจอย่างหมอนี่ก็ได้ แต่มันติดอยู่ที่ดันพลาดท่าแพ้พนันน่ะสิ
ใช่แล้ว... สุดท้ายเขาก็ต้องเป็นทาส... แพ้ภัยตัวเองชัดๆ ไม่น่าไปตั้งเงื่อนไขบ้าๆ นั่นเลย แต่ใครจะรู้ล่ะว่าหมอนี่จะสอบได้คะแนนเต็มสองวิชามหาโหดนั่นจริงๆ
“ฉันอยากกินนายไงจ๊ะ...ดาร์ลิง”
ไม่พูดเปล่า มือซุกซนค่อยๆ ไล้ตามขาอ่อนแล้วล้วงเข้าไปใต้กระโปรงสั้นขนาดซูเปอร์มินิ
กอล์ฟกัดฟันแน่น ตัวสั่นเทิ้ม
ไม่ได้... อดทนไว้... อดทนไว้... เราต้องอดทนไว้
แล้วมือใหญ่ก็ลูบไล้ไปบนกางเกงขาสั้นที่เขาสวมอยู่ข้างใน... ทว่า ไม่ลูบเปล่า ดูเหมือนจะพยายามถอดออก ทว่าเนื่องจากไม่ใช่กางเกงยางยืด จึงไม่ได้ถอดง่ายๆ หากไม่ปลดกระดุมและรูดซิปเสียก่อน
“ไอ้ลามก... แกจะทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ... หยุด”
เด็กหนุ่มโวยวายลั่นบ้าน พอกันที ทำไมเขาต้องมาเสียศักดิ์ศรีให้น้องชายสมองเพี้ยนพรรค์นี้ด้วย!
ทว่าอีกฝ่ายหาฟังไม่ ใบหน้าสวยกำลังส่งยิ้มอย่างสะใจ
“ไม่นะ หยุด... อย่า... อย่าถอด...”
ป้าบ!!!
แรงกระทบบนใบหน้าทำเอากอล์ฟถึงกับสะดุ้งตื่น
“ละเมอบ้าอะไรของนาย หนวกหูชะมัด”
เด็กหนุ่มลืมตามองเจ้าของเสียงทุ้มอย่างงัวเงีย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งลุกขึ้นมานั่งตาสว่างโดยสมบูรณ์
“มัวนั่งเอ๋ออยู่อีก นั่น เอาไปใส่ซะ”
ร่างสูงใหญ่ชี้มายังเสื้อผ้าที่เขาปาใส่หน้าพี่ชายเมื่อครู่
กอล์ฟถึงกับหน้าซีด... นี่เขาต้องใส่มันจริงๆ เหรอ? ภาพความฝันลอยเข้ามาหลอนอย่างแจ่มชัดอีกครั้งถึงในหัว
ไม่สิ... มันไม่ใช่ความฝัน เพราะสุดท้ายเขาแพ้พนันไอ้เด็กโหดนี่จริงๆ
องค์ชายพิรัชต์ในร่างไมค์ทำคะแนนเต็มสองวิชามหาหินได้ราวกับปาฏิหาริย์...
“อย่าลืมที่เคยตกลงกันไว้ล่ะ”
คำพูดทวงพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัยของหมอนั่น ทำเอาโลกของเขาถล่มทลายในพริบตา
“ก่อนอื่น... ทาสที่ดีต้องมีเครื่องแบบ ฉันจะหาอะไรเหมาะๆ ให้นายใส่”
นั่นเป็นคำสั่งแรกของผู้ยกตนขึ้นเป็นเจ้านาย
“ขอร้องล่ะ... ให้ฉันใส่ชุดอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่บันนี่เกิร์ล”
กอล์ฟร้องโวยวาย พลางนึกถึงความฝันเมื่อครู่
“บันนี่เกิร์ลอะไรของนาย แหกตาดูให้ดี แล้วรีบไปเปลี่ยนมา”
เด็กหนุ่มรีบสำรวจเสื้อผ้าตรงหน้า
...อะไรเนี่ย... ผ้าถุง? คอกระเช้า?...
จะให้โอตาคุรูปหล่อที่สุดในโลกใส่ของพรรค์นี้ได้ไง เสียภาพลักษณ์หมด
“อ้อ... ลืมอีกอย่างนึง”
องค์ชายพิรัชต์โยนของที่อยู่ในมือตามมา
กอล์ฟถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเห็นของตรงหน้า
มันคือ... ที่คาดผมหูกระต่ายสีชมพู!!!
ให้ตายเถอะ... ทำไมเราต้องมาอยู่ในสารรูปแบบนี้...
เด็กหนุ่มผ้าถุงเขียวเสื้อคอกระเช้าขาวคาดหูกระต่ายสีชมพูยืนน้ำตาไหลพรากอยู่หน้าเตา
ใช่แล้ว... นี่คือบทลงโทษอันน่าสมเพชของผู้แพ้พนัน
เมื่อวานนี้ก่อนจะรู้ผลสอบของไมค์เขายังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่แท้ๆ แต่ทันทีที่ได้เห็นตัวเลขคะแนนสอบ ชีวิตของเขาก็พุ่งลงเหวเหมือนกราฟหุ้นตกทันที
ร้อยคะแนนเต็มสองวิชา... ไอ้เด็กบ้านี่มันต้องไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ... แต่จะว่าไปเวลาที่ไมค์ตั้งใจทำอะไร ก็มักประสบความสำเร็จเสมอ
หมอนั่นทวงสัญญาทันทีที่ยื่นผลสอบให้ดู
ทว่าไม่ได้ไวไปกว่าสายตาเรดาร์ของพี่ชายที่มองปราดมายังคะแนนอีกสองบรรทัดถัดมา
วิชาหนึ่ง...คาบเส้นแบบพอดีผ่านเด๊ะๆ
ส่วนอีกวิชา... ตกแบบเฉียดฉิว...
...มันทำไปได้ยังไง... ไอ้เด็กคนนี้... ทว่าแทนที่จะโกรธ กอล์ฟกลับหัวเราะหึตามประสาคนถือไพ่เหนือกว่าที่เพิ่งฟื้นจากอาการโลกถล่มทลายไปหมาดๆ
“เสียใจด้วยนะไอ้น้อง... ตามเงื่อนไข วิชาที่เหลือนายต้องสอบผ่าน แต่นี่ตกหนึ่งวิชา ถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ”
ทว่าแทนที่ไอ้ตัวแสบจะจ๋อย กลับยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้
“อย่าเพิ่งย่ามใจไปพี่ชาย... ดูนี่ซะก่อน ถึงคะแนนจะไม่ถึง แต่อาจารย์ให้ผ่านเฟ้ย”
กอล์ฟทำหน้างง รับกระดาษชุดนั้นมาดู
มันคือกระดาษคำตอบที่อาจารย์แจกคืนชั่วคราว
พาร์ทแรก... เป็นส่วนทฤษฏี หมอนี่ทำได้คะแนนเต็ม
พาร์ทที่สอง... เขียนเรียงความวิเคราะห์ ได้ไข่ห่านฟองใหญ่มาหนึ่งใบ
อันที่จริงน่าจะผ่าน แต่โดนหักไปครึ่งคะแนน โทษฐานเขียนตัวหนังสืออ่านยาก เหตุการณ์เลยพลิกผัน
กอล์ฟชำเลืองมองร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงโซฟาตั้งท่าเตรียมออกคำสั่งด้วยความหมั่นไส้
จริงสิ... หมอนี่บอกว่าตัวเองมาจากโลกไหนซักแห่ง เลยไม่รู้สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน มัวแต่ยุ่งกับงาน หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้อ่าน แล้วแบบนี้จะไปวิเคราะห์ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ยังไง
พอพลิกหน้าต่อไปก็มีลายมืออาจารย์เขียนว่า
“สู้ต่อไปไอ้หนู ถึงวิเคราะห์ไม่รู้เรื่อง แต่ไอชอบวิธีคิดของยู เพราะฉะนั้นเอาคะแนนพิเศษไป ไอให้ผ่าน!!!”
ซะงั้น...
แบบนี้ก็มีด้วย...
“แบบนี้ไม่นับ”
กอล์ฟรีบโวย
“เรื่องมากจริง แพ้แล้วพาลงั้นเรอะ”
“เปล่า แต่ฉันไม่รู้ความจริงนี่ บางทีนายอาจไปประจบอาจารย์มาก็ได้ ไม่สมเหตุสมผลเลย”
“แล้วนายจะเอายังไง”
อีกฝ่ายจ้องกลับอย่างเอาเรื่อง
“ถือว่าเป็นโมฆะ”
กอล์ฟตอบสั้นๆ สีหน้ายียวนไม่แพ้กัน
“ได้ไง ฉันอุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนอ่านหนังสือไร้สาระพวกนั้น แบบนี้ก็เท่ากับลงแรงฟรีน่ะสิ ในขณะที่นายไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่ๆ ก็มีคนมาทำคะแนนเต็มให้น้องชายตัวเอง ฉันไม่ยอมนะเฟ่ย”
หนอย... น้องชายที่ว่ามันก็คือตัวนายไม่ใช่เรอะ
“แต่นายสอบตกหนึ่งวิชา นายต้องทำตามสัญญาสิ ที่สำคัญ เงื่อนไขเต็มสองวิชาเนี่ย นายเป็นคนต่อรองเองนะ”
“ช่วยไม่ได้ นายเปิดช่องเองนี่หว่า”
กอล์ฟกำหมัดแน่น ข่มใจสุดชีวิต
“ก็ได้... งั้นเรามาพบกันครึ่งทาง”
“ยังไง?”
“สลับกันเป็นทาสไง”
พิรัชต์เบ้ปาก ...ชิ มากเรื่องจริง...
“ได้ งั้นเอางี้ ฉันมาคิดดูแล้วนะ เวลาที่อยู่นอกบ้านของพวกเรานานกว่าเวลาที่อยู่ในบ้าน เพราะฉะนั้นฉันจะยอมเป็นทาสนายตอนอยู่นอกบ้าน จะเชื่อฟังที่นายพูดทุกอย่าง นายลองคิดดูแล้วกัน ฉันยอมให้นายขนาดไหน”
ฟังดูไม่เลวแฮะ... แต่ว่า... มันง่ายไปป่าวเนี่ย?
“แต่ในทางกลับกันเวลาอยู่ในบ้านนายต้องเป็นทาสฉัน ทำตามคำสั่งฉันทุกอย่าง”
อืม... จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่พอกลับถึงบ้านก็ต่างคนต่างเหนื่อย แยกย้ายกันเข้าห้องนอน เช้ามาก็ตื่นออกจากบ้านอีกแล้ว
“ก็ได้”
กอล์ฟตอบสั้นๆ
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตทาสในเรือนเบี้ยของเขา
มาคิดดูดีๆ อีกที เวลาอยู่นอกบ้านด้วยความที่จำอะไรไม่ได้ หมอนั่นก็ทำตามที่เขาสั่งทุกอย่างอยู่แล้ว และเขาเองก็ไม่อาจเอาคืนอะไรได้ เพราะความเป็นซูเปอร์พี่ชายในสายตาคนอื่นบังคับ ในขณะที่เวลาอยู่ในบ้านเขาจะโดนโขกสับอะไรบ้างก็ไม่มีใครรู้เห็น
“เอ้า ข้าวน่ะ ได้รึยัง ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว”
กอล์ฟเหมือนได้ยินคำว่า “ซินเดอเรลลา” ด้วยน้ำเสียงจิกหัวใช้ปนมาด้วย
“ขอร้าบบบบ ขอร้าบบบบ ใกล้เสร็จแล้ว”
เด็กหนุ่มตักของในกระทะใส่จานทั้งน้ำตานองหน้า
โธ่... แบบนี้มันต่างจากที่ผ่านมาตรงไหนล่ะเนี่ย...
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 16 Jan 2008 03:32:32 by ★ひまじん★
edit @ 20 Jan 2008 17:55:33 by ★ひまじん★

สาวน้อยที่ไหน
ที่แท้ ก้อ องค์ชายรัชทายาทนี่เอง หุหุ
แต่ภาคปัจจุบัน สงสารลูกชายเป็นที่ซู๊ดดดดดดด
#1 By นายแม่ (125.27.91.192) on 2008-01-16 08:32