ลิขิตรักต่างมิติ [11]

posted on 20 Jan 2008 17:05 by i-am-hima  in fan-fiction

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย 
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า

 

                ขบวนรถม้าแล่นไปตามถนนสายหลักมุ่งสู่ปราสาทสีเทาอมชมพูตั้งเด่นเป็นสง่าบนเดินเขา ตัวปราสาทกระทบแสงยามอาทิตย์อัสดงสีเหมือนกลีบกุหลาบ ท้องฟ้าเบื้องหลังเป็นสีครามอมม่วง มีปุยเมฆสีเหลือบทองพาดผ่าน
                ทว่า... เมื่อถึงทางสามแพร่ง รถม้ากลับเบี่ยงไปยังอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นป่าสนอันรกชัฏ
                “ทางนี้มัน...”
                สุภาพสตรีภายในรถม้านิ่วหน้าพลางพึมพำออกมาเบาๆ
                ทั้งที่เธอกำลังจะไปร่วมโต๊ะเสวยกับองค์ชายพิรัชต์ว่าที่คู่หมั้น แต่จู่ๆ รถม้าของเธอกลับเปลี่ยนเส้นทาง
                “เฮ่... จะพาคุณหนูไปไหนน่ะ”
                เสียงตะโกนของหญิงสาวดังมาจากด้านนอก
                เธอคือดาริอา... องครักษ์และสหายประจำกาย
                หญิงสาวใบหน้าสวยคมร่างสูงโปร่งในเครื่องแต่งกายเยี่ยงบุรุษ ควบม้าสีขาวตามมาข้างหลัง
                “เฮ่... ได้ยินรึเปล่า”
                ทว่ารถม้ากลับเพิ่มความเร็วมากยิ่งขึ้น
                ...นี่มันเรื่องอะไรกัน?...
                ทั้งที่เธอกำลังจะไปเจรจาเรื่องสำคัญแท้ๆ
                อลิฏารู้สึกกลัวขึ้นมา ทว่าเธอทำอะไรไม่ได้นอกจากสงบนิ่ง ตั้งสติ เพื่อรอดูว่ารถม้าจะพาเธอไปที่ใด
                เสียงของดาริอาไกลออกไปทุกที ยิ่งทำให้เธอรู้สึกใจหาย แต่เธอมั่นใจ... ว่าต่อให้คลาดกันองครักษ์สาวจะต้องตามหาเธอเจออย่างแน่นอน

                และแล้ว... ความเร็วที่ชะลอลงทำให้เธอเข้าใจว่านี่คือจุดหมายปลายทาง
                เมื่อสารถีเปิดประตู ก็พบว่านี่คือคฤหาสน์เล็กๆ ริมทะเลสาบ
                “ยินดีต้อนรับ แม่หญิงอลิฏา”
                เสียงทุ้มอ่อนโยนดังขึ้น เจ้าของเสียงนั้นคือชายรูปงามดุจภาพเขียนในจินตนาการ ผิวพรรณขาวผ่องโดดเด่นท่ามกลางความสลัวของแสงเทียน ดวงตาเรียวยาว หากกลมโตและดูมีพลัง จมูกโด่งเป็นสันทำให้ใบหน้าที่อ่อนหวานดูคมคายขึ้นมา
                “องค์รัชทายาท... เอ่อ... ถวายพระพรเพคะ”
                บุตรีแห่งเสนาบดีฝ่ายซ้ายถอนสายบัวด้วยอาการประหม่า จากการพบกันครั้งล่าสุดดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพอพระทัยในตัวของนางเท่าไรนัก
                “ตามสบายเถอะ เราขอโทษด้วยที่พาตัวท่านมากะทันหัน แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้คุยกับท่านตามลำพัง”
                “ตามลำพังหรือเพคะ?”
                ใบหน้าหวานขมวดคิ้วอย่างงุนงง เหตุใดองค์ชายรัชทายาทจึงทรงอยากคุยกับเธอ
                “เชิญข้างในก่อนสิ”
                พูดพลางผายมือเชื้อเชิญไปยังโต๊ะเสวยภายในห้องอันหรูหรา
                “เป็นพระกรุณาเพคะ”
                เธอเดินตามร่างสูงโปร่งข้างหน้าอย่างช่วยไม่ได้
                “แล้ว... องค์ชายพิรัชต์ล่ะเพคะ”
                หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อนั่งลงตรงเก้าอี้ที่จัดไว้ องค์ชายหนุ่มยิ้มพลางตอบ
                “ไม่ต้องห่วงหรอก เราส่งคนแปลงสาส์นเลิกนัดระหว่างพวกท่านเรียบร้อย”
                อาหารชั้นดีถูกนำมาวางเรียงรายตรงหน้า อลิฏากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
                “ทรงอยากคุยอะไรกับหม่อมฉันหรือเพคะ”
                พิชญะยิ้มที่มุมปาก
                “พูดกันตรงๆ เลยแล้วกัน... เราอยากให้ท่านเลิกล้มความคิดที่จะแต่งงานกับน้องชายเรา”
                หญิงสาวถึงกับอึ้ง อันที่จริงเธอไม่แปลกใจเพราะเธอเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับราชวงศ์ดี ที่แน่ๆ เธอรู้ว่าบิดาของเธอคิดการอะไร เพียงแต่เธอไม่คิดว่ารัชทายาทหนุ่มจะตรัสตรงไปตรงมากับสุภาพสตรีอย่างเธอด้วยวิธีการเช่นนี้
                เธอนิ่งไปสามวินาที
                “เห็นทีจะไม่ได้หรอกเพคะ... เพราะเรื่องนี้ท่านพ่อของหม่อมฉันเป็นผู้ตัดสินใจ”
                “แล้วถ้า... เปลี่ยนมาเป็นแต่งงานกับเราแทนล่ะ บางทีบิดาของท่านคงไม่ขัดข้อง”
                ใช่แล้ว ถ้าบุตรสาวแต่งงานกับว่าที่จักรพรรดิองค์ต่อไป เสนาบดีฝ่ายซ้ายอาจย่ามใจในอำนาจของตน เว้นเสียแต่คนคนนั้นต้องการจะเป็นจักรพรรดิเสียเอง
                “หากเราขึ้นครองราชย์เมื่อไหร่ จะแต่งตั้งท่านให้เป็นถึงมเหสี”
                “ทรงกำลังเข้าใจผิดเพคะ”
                หญิงสาวรีบสวนทันควัน
                “ท่านพ่อจะคิดการอย่างไรหม่อมฉันไม่เคยสน แต่ที่ยอมแต่งงานกับองค์ชายพิรัชต์ก็เพียงเพื่ออิสรภาพของตัวหม่อมฉันเองเพคะ”
                พิชญะทำตาปริบๆ ...แม่หญิงนางนี้ไม่ได้ยอมพลีกายเพื่อแผนการของพ่อหรอกหรือ?
                “ใต้ฝ่าพระบาทจะทรงเห็นหม่อมฉันเป็นหุ่นเชิดหรืออะไรก็แล้วแต่... แต่ที่หม่อมฉันนัดหมายกับองค์ชายพิรัชต์ในคืนนี้ก็เพื่อเจรจาต่อรองเพคะ”
                “ต่อรอง?”
                อลิฏาพยักหน้า
                “หม่อมฉันไม่อาจเป็นพระชายาให้ผู้ใดได้ ไม่ว่าองค์ชายพิรัชต์ หรือใต้ฝ่าพระบาท... ยิ่งทรงเสนอตำแหน่งมเหสีให้หม่อมฉัน... ก็ยิ่งทำให้หม่อมฉันลำบากใจเพคะ”
                พิชญะมองหล่อนอย่างฉงนฉงาย... มีสตรีใดในอาณาจักรไม่อยากเป็นราชินีบ้าง? โดยเฉพาะบุตรีเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ฝักใฝ่อำนาจ
                “เหตุผลล่ะ?”
                “หากหม่อมฉันแต่งงานกับพระองค์ ย่อมถูกคาดหมายเรื่องราชโอรส หม่อมฉันไม่อยากถูกกดดันเรื่องนั้นตลอดชีวิตสมรสหรอกเพคะ”
                “ราชโอรสงั้นเหรอ?”
                จริงสิ... หากไม่อาจให้กำเนิดทายาทของกษัตริย์ได้ ต่อให้เป็นถึงมเหสีก็คงไม่มีใครเห็นความดีในราชสำนัก ไหนจะถูกเพ่งเล็งเรื่องส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีช่องว่างให้หลุดจากกรอบได้เลย
                “เพคะ หากหม่อมฉันแต่งงานกับองค์ชายพิรัชต์ซึ่งมิใช่มกุฏราชกุมาร ก็อาจยังพอต่อรองเรื่องการสืบราชสกุลได้บ้าง...”
                “ท่านรังเกียจการให้กำเนิดบุตรขนาดนั้นเชียวเหรอ”
                องค์ชายพิชญะถามแววตาใสซื่อ เขาอาจเคยคิดว่าสักวันจะแต่งงานกับสุภาพสตรีที่รักและคู่ควร แต่ไม่เคยนึกถึงความยุ่งยากเรื่องรัชทายาทแต่ประการใด อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ มีเชษฐาถึงสองพระองค์ จึงคิดว่าการสืบเชื้อสายขัตติยะไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการถ่ายทอดอำนาจให้กษัตริย์องค์ต่อไปมากกว่า อย่างที่เขากำลังประสบอยู่ในตอนนี้
                “เปล่าเพคะ... อันที่จริง หม่อมฉันอาจมีความสุขถ้ามีโอกาสได้เป็นแม่คน แต่ว่า...”
                “แต่...?”
                เด็กหนุ่มเอียงคอตั้งใจฟัง
                ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากด้านนอก
                อลิฏาผุดลุกขึ้นอย่าตกใจ
                “ดาริอา...”
                ใช่แล้ว... ต้องเป็นเธอแน่ๆ ดาริอาคงไม่รู้ว่ารัชทายาทเป็นคนลักพาตัวเธอมา จึงบุกเข้ามาอย่างอุกอาจเช่นนี้
                “คนของหม่อมฉันเอง ขอประทานอภัยเพคะ”
                เมื่อพิชญะหันไปสบตาองครักษ์คู่กาย ร่างสูงใหญ่ก็วิ่งออกไปด้านนอก
                “ปล่อยนางเข้ามา”
                ทันทีที่เห็นนายหญิงองเธอ หญิงสาวร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบผู้อารักขาก็รี่เข้ามาสำรวจตามร่างกาย
                “ดาริอา... เราไม่เป็นไร เอ้า ดูสิ ต่อหน้าพระพักตร์ ทำเสียมารยาทใหญ่แล้ว”
                ดาริอาถึงกับหน้าซีด เธอหันไปถวายความเคารพแล้วคุกเข่าลงตรงหน้ารัชทายาทหนุ่ม
                “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ... ไม่คิดว่าจะเป็นพระองค์”
                พิชญะมองภาพตรงหน้าอย่างพึงพอใจ
                “เจ้าเป็นองครักษ์ที่จงรักภักดีจริงๆ แต่เราเห็นทีจะละเว้นโทษครั้งนี้ไม่ได้”
                หญิงสาวทั้งคู่ถึงกับหน้าถอดสี อลิฏาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ องครักษ์ของตน แววตาสั่นระริกขึ้นมาทันที
                “ขอทรงเมตตาด้วยเถอะเพคะ นางทำไปเพราะเป็นห่วงหม่อมฉัน ไม่ทราบว่าจะเป็นพระองค์...”
                คฤหาสน์แห่งนี้ก็ไม่ใช่ที่ประทับส่วนตัวของราชวงศ์เสียด้วย
                “ฟังก่อนสิอลิฏา... เราแค่อยากจะขอว่า อย่าบอกบิดาของท่านเรื่องที่มาพบเราในคืนนี้ จงทำเสมือนพวกท่านไปปราสาทของพิรัชต์ตามที่นัดหมาย และอย่าให้เรื่องที่คุยกันวันนี้ระแคะระคายถึงใครในฝ่ายซ้าย”
                “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ”
                “เอาล่ะ... งั้นพวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ หวังว่าเราคงได้คุยกันใหม่นะ อลิฏา...”
                “เป็นพระกรุณาเพคะ”
                หญิงสาวทั้งสองพูดพร้อมกัน
                “ท่านจิระ... ให้คนไปส่งพวกนางถึงที่หมายโดยปลอดภัยด้วย”
                “พะย่ะค่ะ”
                องครักษ์หนุ่มโค้งคำนับ ก่อนนำทางแม่หญิงทั้งสองซึ่งถวายความเคารพองค์รัชทายาท


                สองวันต่อมา มีรายงานจากสายสืบเรื่องภาพวาดขององค์ชายพิรัชต์
                “ภาพผู้หญิงงั้นเหรอ”
                พิชญะตาเป็นประกายหลังจากรับฟังข้อมูล
                “พะย่ะค่ะ แต่สายบอกว่าไม่มีหญิงลักษณะแบบนี้อยู่ในปราสาทซักคน”
                องครักษ์หนุ่มกล่าวต่อ
                ใบหน้าสวยขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
                “พิรัชต์เองก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเสียด้วย อย่างมากก็... ล่าสัตว์ หืม? หรือจะเป็นสาวชาวบ้านที่อยู่ในป่า”
                “ก็อาจเป็นไปได้พะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะให้คนสืบหาสตรีนางนั้นอีกที”
                “เราอยากเห็นภาพวาดนั่นจัง”
                รัชทายาทหนุ่มแทรกขึ้น
                “ได้ข่าวว่าองค์ชายทรงหวงภาพนั้นมากพะย่ะค่ะ แทบจะไม่ยอมให้ใครดูเลย คงเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับตระกูลเสนาบดีฝ่ายซ้าย หรือไม่ก็คงกลัวว่าแม่หญิงนางนั้นอาจเป็นอันตราย”
                “แสดงว่าพิรัชต์ต้องรักนางมากแน่ๆ... ดีล่ะ งั้นเราจะทำทุกอย่างให้น้องเราสมหวัง ถึงแม้ต้องเริ่มจากศูนย์ก็ตาม”
                “ก่อนอื่น... คงต้องรู้ให้ได้ก่อน ว่าแม่หญิงนางนั้นเป็นใครพะย่ะค่ะ”
                พิชญะพยักหน้า
                “ใช่... งั้นเราจะลองถามพิรัชต์ดู แต่ถ้าเขายังปิดบังล่ะก็... ท่านช่วยลอบเข้าไปดูเองด้วยตาของท่านได้มั้ย เราไม่ไว้ใจใคร อีกอย่าง... ท่านจะได้มาถ่ายทอดให้เราฟัง”
                องค์ชายรับสั่งด้วยอาการตื่นเต้น
                ...นางในดวงใจของพิรัชต์งั้นเหรอ... ใครกันนะ อยากรู้เร็วๆ...


                บ่ายวันนี้ไมค์อารมณ์ดีกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษ เนื่องจากนานๆ พระเชษฐาอุตส่าห์พักเรื่องงานมาดื่มชายามบ่ายซักที
                เขาโอบเอวอีกฝ่ายตั้งแต่ลงจากรถม้า จนกระทั่งถึงที่นั่ง ทำเอาบ่าวไพร่ที่ตามมาอดมองด้วยสายตาหมั่นไส้กันไม่ได้
                นี่ถ้าคว้ามานั่งตักได้คงทำไปแล้ว...
                “อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
                พิชญะวางฝ่ามืออุ่นลงบนปลายนิ้วเรียวบนโต๊ะ ทันใดนั้นมืออีกข้างของคนตรงหน้าก็เข้าตะปบบนหลังมืออันอ่อนนุ่มนั้นอีกที
                “ก็ทรมานเป็นพักๆ... ท่านเอาแต่ทรงงาน ไม่ค่อยมาหาข้าบ้างเลย ไหนบอกว่าจะมาค้างด้วยไง”
                ใบหน้าใสงอนตุ๊บป่อง
                “พี่ขอโทษ... แต่บางวันกว่างานจะเสร็จก็ดึกมากแล้ว”
                อันที่จริงเขาก็เห็นใจองค์ชายพิชญะอยู่ไม่น้อย กว่าจะเสร็จงาน กว่าจะเสวยพระกระยาหาร กว่าจะนั่งรถม้ามาถึง แถมยังต้องตื่นแต่ไก่โห่กลับวังอีก หน้าสวยๆ จะทรุดโทรมเอาเสียก่อน แต่... มันคิดถึงนี่
                “งั้นให้ข้าไปหาเสด็จพี่ก็ได้ ไหนๆ ข้าก็เป็นถึงน้องชายรัชทายาท ข้าขอศึกษางานจากท่านบ้าง”
                แวบหนึ่งเขารู้สึกถึงสายตาไม่ไว้วางใจขององครักษ์... แต่ใครจะสนล่ะ ในเมื่อเขาแค่หาข้ออ้างไปอยู่ใกล้ๆ พี่ชายเท่านั้น
                “จริงเหรอ”
                พิชญะเปล่งเสียงออกมาอย่างดีใจ
                “ถ้าเจ้ามาจริงๆ พี่จะเตรียมเอกสารไว้ให้ งานแผ่นดินมีมากมาย ค่อยๆ ศึกษาไปก็ได้”
                เผื่อว่าสักวัน... หากอนุชาได้ขึ้นบัลลังก์แทนเขา... จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่ อย่างน้อยก็เบาใจได้ว่าจะเป็นกษัตริย์ที่ดีของแผ่นดินได้
                “ท่านจิระ... เอ่อ... เราขออยู่ตามลำพังกับน้องชาย...”
                รัชทายาทหนุ่มส่งสัญญาณให้องครักษ์ทำตามแผน
                ต่อจากนี้ไป เขาแค่ถ่วงเวลาไว้ด้วยการหาข้อมูล
                หลังจากร่างสูงเดินออกจากห้อง พิรัชต์ก็เขยิบเก้าอี้เข้ามาประชิดติดพี่ แล้วถือวิสาสะโอบแขนลงบนพนักของอีกฝ่าย พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนแทบชิด
                พิชญะแก้เขินด้วยการจิบชาตรงหน้า เขารู้สึกแปลกๆ ไม่น้อย ที่เพิ่งมารู้สึกว่าน้องชายตัวใหญ่กว่า ทั้งที่ตอนเด็กๆ เขาเป็นฝ่ายเข้าหา ชอบแกล้งกอด แกล้งหอมให้อีกฝ่ายเขินอายจนหลุดหัวเราะออกมา แต่สิ่งเหล่านั้น... ในตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว... กลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว... ทุกอย่างพังทลายด้วยมือของเขาเอง...
                คิดดังนั้นน้ำตาเจ้ากรรมก็ปริ่มที่ขอบตา
                “เสด็จพี่...”
                ไมค์เชยคางคนตรงหน้า แล้วประสานสายตาอย่างลึกซึ้ง
                รัชทายาทหนุ่มกระพริบตาปริบๆ ไล่น้ำตาไม่ให้พาลไหล แล้วปรับสีหน้าเพื่อเข้าเรื่องทันใด
                “เอ่อ... พิ...”
                แต่แล้วก็ต้องอึ้ง เพราะใบหน้าที่กำลังจ้องเขาด้วยสายตาหลงใหลค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกที
                พิชญะยกมือขึ้นดันริมฝีปากตรงหน้า แล้วขยับถอยออกมาอย่างเขินๆ
                “เก็บจุมพิตของเจ้าไว้ให้หญิงผู้เป็นที่รักเถอะ”
                แม้จะพูดด้วยแววตาใสๆ แต่สำหรับไมค์ดูยั่วยวนอย่างบอกไม่ถูก
                ...หรือว่า... จะหึง? จริงสิ ก่อนหน้านี้เขาจูบกับหญิงแปลกหน้าในสวนกุหลาบ คงมีใครเห็นเข้าเอาไปรายงานกระมัง
                อันที่จริงก็อยากแกล้งยั่วให้ออกอาการมากกว่านี้อยู่ แต่คราวก่อนก็อลิฏาทีนึงแล้ว ถ้าคราวนี้ทำอีก มีหวังได้ถูกมองว่าเป็นหนุ่มเจ้าชู้ในสายตาพี่ชายแน่
                “ก็ข้ายังไม่มีนี่นา อยากอ้อนพี่ชายมากกว่า”
                เด็กหนุ่มบีบจมูกน้องชายปากแข็งด้วยความหมั่นเขี้ยว
                “อย่ามาทำปากหวานหน่อยเลย วันก่อนเจ้าก็พูดอยู่ ว่ามีคนรักต่างศักดิ์...”
                ไมค์กระพริบตาอย่างงุนงง ...โห... นี่เอาไปตีความถึงไหนเนี่ย...
                “ไม่ได้พูดอย่างนั้นซักหน่อย”
                “ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไหน เจ้าก็มีคนรักแล้วใช่มั้ยล่ะ”
                โอ๊ะ... ทรงพระหึงรึพะย่ะค่ะ... เด็กหนุ่มลิงโลดอยู่ในใจ เมื่อเห็นสายตาค้อนขวับที่พี่ชายส่งมา
                “ถ้าถามตรงๆ แบบนั้นข้าก็ตอบตรงๆ เช่นกันว่าใช่”
                ดวงตาคู่สวยของพระเชษฐาฉายแววเหงาขึ้นมาทันใด
                ...จริงๆ ด้วย... พิรัชต์สารภาพออกมาแล้ว... ทำไมตอนแรกต้องปิดบังกันด้วย เราเป็นพี่ชายแท้ๆ
                “งั้นเจ้าพอจะบอกพี่ได้หรือไม่ ว่านางเป็นใคร...”
                จู่ๆ ภาพสาวน้อยที่เจอในสวนวันก่อน ผุดขึ้นมาในหัวของเขาโดยไม่ทราบสาเหตุ
                แต่ไม่ได้... ต่อให้เขาหลงรักนางจริงๆ ก็บอกพี่ชายไม่ได้ ยิ่งเห็นใบหน้าด้านข้างที่หลุบตามองลงอย่างเศร้าสร้อย ยิ่งเกรงว่าถ้าสารภาพความจริงออกไปอาจทำให้อีกฝ่ายหม่นหมองยิ่งกว่านี้
                “เสด็จพี่... จำไว้เถอะว่า ไม่ว่าข้าจะมีใคร ข้าก็จะไม่รักมากกว่าเสด็จพี่อย่างแน่นอน”
                องค์ชายพิชญะหน้าร้อนฉ่า... เด็กบ้า... พี่ไม่ได้ถามเจ้าเพื่อเอาคำตอบแบบนั้น แต่ก็อดดีใจกับคำที่ได้ยินไม่ได้

                ขณะเดียวกัน องครักษ์หนุ่มทำทีเดินสำรวจรอบบริเวณอย่างเนียนๆ ไปยังห้องที่สายสืบรายงานว่าเก็บภาพวาดนางในฝันขององค์ชายพิรัชต์
                เขาค่อยๆ แง้มประตูเข้าไป ภายในมีภาพบนกรอบที่ขึงผ้าใบวางอยู่หลายต่อหลายภาพ ทุกภาพต่างคลุมผ้าปิดเอาไว้
                ...ภาพไหนล่ะเนี่ย... ลองเปิดดูทีละอันเลยแล้วกัน
                ว่าแล้วเขาก็จัดแจงเลิกผ้าคลุมขึ้นอย่างเบามือ ด้วยเกรงว่าองค์ชายความลับเยอะนั่นจะทำสัญลักษณ์อะไรไว้เพื่อให้รู้ว่ามีคนมาแอบดูงานของตน
                แต่แล้ว...
                “ทะเล?”
                ชายหนุ่มทำหน้าฉงน ประหลาดแท้... ในเมื่อทะเลอยู่ห่างจากปราสาทหลายร้อยไมล์ แถมองค์ชายก็ไม่เคยเสด็จประพาส ไหงถึงวาดทะเลได้เหมือนขนาดนี้
                เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสงสัยนาน เดี๋ยวงานไม่เสร็จ จึงปิดผ้าลงอย่างเก่า แล้วดูภาพต่อไป
                “หืม? อะไรเนี่ย?”
                ภาพการ์ตูนของศิลปินเจร็อคที่ชื่นชอบ สำหรับจิระแล้ว... ผู้ชายพวกนี้แต่งตัวประหลาดสิ้นดี
                ตามด้วยภาพหมาแมว วิวปราสาทยามเย็น ดอกไม้ และอื่นๆ แม้กระทั่งภาพล้อคนในวังที่แม้จะไม่เหมือน แต่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นใคร ทำเอาองครักษ์หนุ่มอดยิ้มขำออกมาไม่ได้... ไม่เว้นแม้แต่ภาพตัวเอง
                ...ไม่ยักรู้ว่าองค์ชายพิรัชต์ทรงพระปรีชาด้านศิลปะด้วย... จะว่าไป... องค์ชายพิชญะก็...
                ชายหนุ่มนึกถึงรูปวาดในหนังสือเรียนครั้งยังทรงพระเยาว์ รายนั้นง่วงแค่ไหนก็ไม่หาว แต่วาดรูปเล่นแทน กระทั่งทุกวันนี้บางทียังเผลอวาดลงในเอกสารราชการด้วยซ้ำ เดือดร้อนราชเลขาธิการต้องนำเอกสารไปทำใหม่ เพราะทรงง่วงขณะทำงานทีไร ได้เรื่องทุกที... ท่าทางทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ตัว
                และแล้วก็ถึงภาพสุดท้าย องครักษ์หนุ่มสูดหายใจด้วยความตื่นเต้น
                เขาต้องจดจำรายละเอียดทั้งหมดบนภาพนั้น แล้วนำไปเล่าต่อให้จิตรกรวาดตาม
                ...เมื่อเลิกผ้าคลุมขึ้นไป...
                “แอบดูอะไร ไอ้ขี้เหร่!”
                ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นข้อความโดดเด่นหราอยู่กลางผืนผ้า ประหนึ่งว่ารู้ทัน
                เขาปิดผ้าคลุมอย่างหมดหวัง พลางพึมพำกับตัวเอง
                “ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ”
                แล้วจึงตั้งท่าเดินออกนอกห้อง
                ทว่าทันทีที่กลับหลังหัน... สายตาก็ประจันกับใครคนหนึ่ง
                !!!!!
                หัวใจขององครักษ์ผู้องอาจแทบจะหล่นตุ้บลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อได้สติก็ก่นด่าตัวเองในใจ
                ...กะอีแค่รูป... ปอดแหกไปได้...
                ไม่ใช่สิ... ไม่ใช่แค่รูป แต่นี่มัน... อาจจะเป็นรูปนางในฝันขององค์ชาย!
                พิศไปก็คล้ายๆ กับพระราชินี หรือบางทีอาจเป็นรูปเก่า เพราะเสื้อขาวที่เธอสวมใส่ก็ละม้ายคล้ายของพระองค์ แต่เมื่อมองสีหน้าน้ำตาคลอนั่นแล้ว... ขืนจิตรกรคนไหนบังอาจวาด อาจได้กลายเป็นผีหัวขาดแน่ แถมแขวนอยู่หลังประตูแบบนี้...
                จิระยื่นหน้าเข้าไปดูรายละเอียดภาพใกล้ๆ
                ...Mike… ไมค์? ชื่อประหลาด? หรือจะเป็นจิตรกรต่างชาติ?
                เอาเถอะ... จำไปก่อน เดี่ยวค่อยไปยืนยันกับสายสืบอีกที... อืม... ดูดีๆ ก็หน้าคุ้นๆ ยังไงบอกไม่ถูกแฮะ...
                เหมือนคนใกล้ตัวแถวนี้ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกซักที...
 

 


                กอล์ฟหอบฟูกปิกนิก หมอน และผ้าห่มเข้ามาในห้องน้องชาย
                “เอ้า รีบๆ ปูซะ จะได้ปิดไฟ”
                เสียงสั่งดังมาจากคนที่นอนเอนกายอย่างสบายใจเฉิบบนเตียง
                เมื่อไม่กี่นาทีก่อน น้องชายจอมเพี้ยนออกบัญชาประกาศิตว่า ทาสคนสนิทต้องรับใช้ใกล้ชิดถึงในห้องนอน คำสั่งนั้นดั่งฟ้าผ่าที่ฟาดลงตรงกลางหน้าของเด็กหนุ่ม
                ...พรหมจรรย์ตู... จะรอดมั้ยเนี่ย...
                ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเดาได้จากสีหน้า จึงพูดแดกดันขึ้นมา
                “คิดลามกอะไรของนาย ที่ของนายไม่ใช่บนนี้... แต่เป็นตรงนั้นต่างหาก”
                พูดพลางชี้นิ้วไปยังพื้นอันเย็นเยียบข้างๆ เตียง
                กอล์ฟกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ...ที่พื้นเนี่ยนะ?... ได้หนาวตายแหงๆ...
                นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องหอบข้าวของรุงรังเข้ามานอนในนี้
                เด็กหนุ่มล้มตัวลงหลังจากปิดไฟ กระชับผ้านวมผืนใหญ่ แล้วแอบสะอื้น
                ...ซิกๆ ...จากนี้ไปคงไม่ได้แตะทัจจี้จังอีกนาน...
                ...อุตส่าห์สร้างหนูลีอาห์เสร็จแล้วแท้ๆ...
                ...หมดกัน ชีวิตโอตาคุอันเงียบสงบ... ทำไมชีวิตพระเอกรูปหล่ออย่างเราถึงได้รันทดแบบนี้
                “โอ๊ย... รำคาญ คนจะหลับจะนอน คิดฟุ้งซ่านอยู่ได้”
                เสียงหงุดหงิดโวยวายขึ้นมาในความมืด
                “คร้าบ... จะนอนเงียบๆ เดี๋ยวนี้ล่ะคร้าบ”
                ...ขนาดคิดยังไม่ได้เลยรึไง ไอ้เด็กเพี้ยน...

                เด็กหนุ่มรู้สึกตัวขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงครางจากร่างสูงบนเตียง ตอนแรกเขาคลุมโปงแน่นเพราะนึกว่าผีหลอก แต่เมื่อฟังชัดๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายร้องไห้ปนหายใจไม่ออก เป็นเหตุให้พี่ชายที่แสนดีอย่างเขาต้องทะลึ่งพรวดลุกขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
                ร่างสูงใหญ่นอนคู้กายอยู่ใต้ผ้าห่ม ไหล่กว้างสั่นระริก ยินเสียงสะอื้นออกมาเป็นระยะ
                “ฮึก... ฮึก...”
                กอล์ฟค่อยๆ หย่อนก้นลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา พลางเอื้อมมือไปจับร่างตรงหน้า
                “ไมค์... เฮ่ ไมค์...”
                เขากระซิบเรียกอีกฝ่ายให้ได้สติ แต่ดูเหมือนคนตัวใหญ่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด
                “เป็นอะไร... ไม่สบายรึเปล่า”
                มือเรียวเอื้อมไปแตะแก้มและหน้าผาก
                ...ตัวก็ไม่ร้อน...
                เขาพยายามพลิกกายอีกฝ่ายให้หันมา และเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตานั้น กอล์ฟก็ถึงกับอึ้ง
                “เสด็จพี่...”
                หืม?... สงสัยจะคิดถึงบ้านแฮะ
                องค์ชายพิรัชต์เผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย เมื่อสบสายตากับผู้ที่นั่งอยู่ เขาก็ขยับตัวเข้าไปซุกใกล้ๆ
                เอ๋... อ้อนน่ารักๆ ก็เป็นนี่นา...
                กอล์ฟหลุดยิ้มขำออกมา
                สงสัยหมอนี่จะเห็นเราเป็นเสด็จพี่คนนั้น... เอ้า จะเป็นให้ก่อนหนึ่งวันก็ได้ เห็นแก่ความน่ารักของไมค์นะเนี่ย
                เด็กหนุ่มเอนกายลงนอนข้างๆ พลางลูบเส้นผมอันอ่อนนุ่มบนหัวทุยๆ ของเจ้าตัวแสบ ทันทีที่ได้รับสัมผัสนั้น วงแขนแกร่งก็โอบรอบตัวเขา แล้วรั้งเข้าไปกอดแนบแน่น
                “เสด็จพี่... มาเล่นกับน้องอีกนะพะย่ะค่ะ... น้องรักเสด็จพี่ที่สุดเลย”
                เสียงพึมพำของใบหน้าที่ฝังตรงแผ่นอกฟังดูใสซื่อเหมือนเด็ก
                โธ่เอ๋ย... ไหนบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา ที่แท้ก็เป็นเจ้าเด็กปากแข็งคนหนึ่งเท่านั้นแหละน่า
                จะว่าไป... คิดถึงไมค์เหมือนกันแฮะ ถ้าหมอนี่ไม่ใช่ไมค์ ป่านนี้น้องชายคนนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้...
                ขณะคิดดังนั้น ร่างในอ้อมกอดก็สั่นเทายิ่งกว่าเดิม
                “ฮือ... เสด็จพี่... อย่าทิ้งน้องไป... น้องไม่อยากอยู่คนเดียว ฮือ...”
                กอล์ฟมองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
                ตัวโตขนาดนี้แท้ๆ แต่เวลางอแงเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ไม่มีผิด
                “โอ๋... อย่าร้องนะ... นายเป็นน้องฉัน ฉันจะทิ้งนายได้ยังไง”
                เด็กหนุ่มกระซิบกรอกลงข้างหู
                “รัก... ที่สุดเลย...”
                ร่างสูงใหญ่กระชับกอดแน่นราวกับอีกฝ่ายเป็นตุ๊กตาหมีที่ไม่ยอมให้ใครพรากออกจากอก
                แม้จะอึดอัดเล็กน้อย แต่เด็กหนุ่มอดยิ้มออกมาไม่ได้ เขาซบหน้าลงบนเส้นผมอ่อนนุ่มของน้องชาย แล้วลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
                ไม่นานเสียงสะอื้นก็สงบลง แล้วทั้งคู่ก็จมสู่ห้วงนิทรา


                ปึ่ก! ตุ่บ!
                “โอ๊ย!!”
                กอล์ฟตื่นขึ้นมาเพราะแรงยันกลางหลัง ตาสว่างระลอกสองด้วยแรงกระทบกับฟูกบนพื้นข้างเตียง
                “ใครใช้ให้ทาสอย่างนายสะเออะเชิดหน้าชูคอนอนบนเตียงของฉันมิทราบ”
                เสียงตะโกนโวยวายทำเอาเด็กหนุ่มปวดจี๊ดขึ้นมาในสมอง
                เขามองค้อนร่างสูงใหญ่ ที่ยืนจังก้าอยู่บนเตียง
                เมื่อคืนยังน่ารักอยู่ดีๆ เช้ามากลายเป็นไอ้เด็กผีชอบใช้กำลังไปซะงั้น ชิ... เสียแรงที่อุตส่าห์เอ็นดู
                “เมื่อคืนนายละเมอร้องไห้ ฉันอุตส่าห์ช่วยปลอบใจ ไม่มีขอบคุณซักคำ”
                “ร้องไห้? หน้าอย่างฉันเนี่ยนะ? เฮอะ อย่ามาแก้ตัวหน่อยเลย นายกลัวผีจนต้องเผ่นขึ้นมานอนกอดฉันก็บอกมาเถอะ”
                กอล์ฟแอบกำหมัดแน่นอยู่ในใจ... หนอย... สบประมาทกันเกินไปแล้ว
                ทว่าเขาปรับสีหน้าทำใจดีสู้เสือ
                “ใช่... หน้าอย่างนายเนี่ยแหละ ฮือๆๆ เสด็จพี่... มาเล่นกับน้องอีกนะ อย่าทิ้งน้องไป ฮือๆๆ”
                ว่าจะไม่ล้อแล้วเชียว แต่เจอแบบนี้มันอดไม่ได้ ตายเป็นตาย ขอตอบโต้ซักทีเถอะ
                ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้าน
                “หึย... โตจนป่านนี้แล้ว พูดมาได้ ขนลุก... ออกไปทำกับข้าวได้แล้ว ฉันหิว”
                พูดจบก็เดินลิ่วเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้กอล์ฟนั่งหน้าเซ็งอยู่ที่เดิม
                แต่ไอ้คนที่โตจนป่านนี้อย่างนาย ก็พูดออกไปแล้ว แถมยังน่ารักสุดๆ อีกต่างหาก
                ...ให้ตายเถอะ... นี่แสดงว่าทำอะไรไว้จำไม่ได้เลยสินะ... ฮึ ช่าง... ไม่สนแล้ว ไอ้เด็กเมื่อวานซืน
                เด็กหนุ่มเดินสะบัดก้นออกจากห้อง ทว่ายังไม่ทันที่จะเปิดประตู
                “เก็บที่นอนของนายไปให้พ้นสายตาฉันด้วย เกะกะ ถ้าออกไปยังเห็นวางอยู่ล่ะก็ เจอดีแน่”
                เสียงตะโกนเหมือนรู้ทันดังลอยผ่านประตูห้องน้ำออกมา
                เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างระอา
                “คร้าบ... คร้าบ...”
                ว่าแล้วก็ถอยหลังมาทำตามแต่โดยดี


To be continued...

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 10 Feb 2008 18:07:03 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แหม องค์ชายไมค์ทรงอารมณ์ศิลป์เหลือเกิน วาดศิลปินเจร็อคซะด้วย

แต่ตอนนี้สงสารพิรัชต์เหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเกลียดยังไง แต่จิตใต้สำนึก ก็ยังคิดถึงแต่สิ่งที่ต้องการอยู่ดี

#1 By Rachel (125.25.153.60) on 2008-01-20 21:37

อะนะ ท่านจิระ มีตกใจกะรูปนะ ลองไปหาดู ดีๆ ดิ เผื่อเจอแบบวาด หุหุ


ไมค์ ค่ะ ฉกได้ฉก ฉวยได้ฉวย นะค่ะ ไอ้โอกาส เนี่ย อะนะ . .


กอล์ฟ(ของนายแม่)ก็ยังน่าสงสารอยู่ นายแม่เอาใจช่วยค่ะ

พิรัชต์ค่ะ โกหกว่าเกลียด ๆ แต่ จตใต้สำนึกนะ

รักมากมาย ..

#2 By นายแม่ (125.27.74.22) on 2008-01-21 14:50

โหๆๆ
องค์ชายพิรัชต์
หึหึหึ

ไมค์ก็นะละความชอบไม่ได้จิงๆ

เฮีกอล์ฟ+องค์ชายพิชญะ สู้ๆ อิอิ

#3 By :+:Sakura_badzZ:+: on 2008-01-22 09:24

มาต่อคร้าบบบบบ มาต่อด่วน!!!!!

รออยู่นะจ๊ะ ฮิมาจัง คนสวย

confused smile confused smile confused smile confused smile confused smile

#4 By Levi (202.28.77.31) on 2008-01-23 14:25

ไมค์เนี๊ยนเนียน

5 5 5+

ส่วนองค์ชายพิชญะก็สามารถตีความคำพูดของน้องชายได้ไปโน่นน นับถือพะย่ะค่ะ = =!!!!


คู่กอล์ฟนี่. . .

โน คอมเม้นท์ขั้นรุนแรงฮ่ะ =O=

#5 By +:[ Rezel ★ KiHae`` ]:+ on 2008-02-02 18:05