ลิขิตรักต่างมิติ [12]
posted on 10 Feb 2008 17:22 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า
“ฮัลโหล... ม๊า... พรุ่งนี้กอล์ฟจะกลับไปอยู่บ้านแล้วนะ”
เด็กหนุ่มกระซิบกรอกใส่โทรศัพท์
ไม่ไหวแล้ว... พอกันที ต่อให้ไมค์ยังไม่หายดี แต่เขาทนสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
คอนโดมีกันแค่สองคน แม้เรื่องงานบ้านจะจ้างคนมาทำ แต่ที่เขาอึดอัดใจก็คือ ต้องมาเป็นทาสรับใช้น้องชายสมองเพี้ยนในทุกๆ เรื่อง
เด็กนั่นไม่ว่าจะทำอะไรก็เรียกเขาตลอด กระทั่งตอนนอนก็บังคับให้เขาไปนอนด้วย เห็นหน้ากันเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาแทบไม่มีเวลาได้ทำเรื่องส่วนตัวเลย แถมยังต้องรองมือรองเท้าเจ้าน้องสุดโหดอีกเวลาหมอนั่นไม่พอใจ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ซึ่งเขาพอจะคิดได้ก็คือ... หาใครสักคนมาดึงความสนใจของหมอนั่นซะ
และแน่นอนว่า คนที่เขานึกออกคนแรกก็คือ... ครอบครัว
“นั่นสิ ม๊าก็ว่าน่าจะกลับมาอยู่บ้านได้นานแล้ว ไมค์ก็สอบเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอลูก”
ที่สำคัญ... เหมือนไม่ได้ติดต่อครอบครัวมานานเหลือเกิน... ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ครอบครัวไม่ได้ติดต่อไมค์มากกว่า ก็หมอนั่นเป็นซะแบบนี้ แล้วพี่ชายอย่างเขาจะปล่อยให้คุยกับคนที่บ้านได้ยังไงล่ะ
“จริงๆ กอล์ฟอยากกลับไปตั้งแต่ม๊าบอกว่าไม่มีงูแล้ว แต่...”
แม้จะตัดสินใจแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังอดลังเลที่จะบอกไม่ได้
...ก็มันเรื่องใหญ่ใช่ย่อยนี่นา...
“ม๊า... คือว่ากอล์ฟมีเรื่องสำคัญมากต้องบอก...”
คืนนั้น... เสียงสะอึกสะอื้นปลุกเด็กหนุ่มบนพื้นข้างเตียงให้ตื่น
กอล์ฟยันกายลุกนั่ง เมื่อมองฝ่าความมืดไป เห็นร่างสูงใหญ่นอนขดกายสั่นระริกอยู่ใต้ผ้าห่ม
เขาทำท่าจะลุกขึ้นไปดู แต่แล้วประสบการณ์ในคืนนั้นก็สอนให้รู้ว่า... ช่างหัวหมอนั่นเถอะ
...นิสัยแบบนั้น ปล่อยให้นอนตรอมใจไปอย่างโดดเดี่ยวซะมั่ง ไหนๆ ถ้าเขาไม่ตื่นขึ้นมา ก็ไม่มีใครปลอบใจอยู่แล้ว... ทำบุญกับหมอนี่น่ะ เหมือนทำคุณบูชาโทษชัดๆ
เด็กหนุ่มล้มตัวลงบนหมอนอีกครั้ง
“ฮึก... ฮึก... เสด็จพี่...”
กอล์ฟพลิกตัวหันหลังให้ พยายามใจแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาข่มตาลง แต่แล้วภาพในคืนนั้นก็แว่บเข้ามา
เวลาเข้ามากอดอ้อนเหมือนเด็กไร้เดียงสา ก็น่ารักไม่หยอกแฮะ
พอรู้สึกตัวเขาก็รีบไล่ความคิดนั้นออกไป
...ไม่ๆๆ นั่นมันเหมือนกับดักล่อชัดๆ ขืนเข้าไปยุ่มย่ามมาก ตื่นเช้ามาจะเจอนรกน่ะสิ วันก่อนก็ถีบตกเตียงซะไหล่ระบม... ชิ อยากร้องก็ร้องไป ไอ้เด็กเปรต...
...ถึงจะเป็นคนเดียวกัน แต่หมอนี่ไม่ใช่ไมค์ซักหน่อย...
กอล์ฟข่มใจทำเป็นไม่ได้ยินเสียงที่ลอยแว่วมา ไม่นานเขาก็หลับไปอีกครั้ง
เช้าวันต่อมา
ดวงตาคู่สวยค่อยลืมขึ้นสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ที่สาดลอดช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาทางหน้าต่าง
...อุ่นจัง...
เขาหลับตาลงอีกครั้ง พลางซบแก้มลงบนศีรษะทุยของต้นกำเนิดไออุ่น กระชับวงแขนที่โอบรอบเจ้าของผิวกายเนียนนุ่มอย่างเผลอไผล
คนตรงหน้าดูเหมือนจะรู้สึกตัว ร่างนั้นพลิกกายหันกลับมาเผชิญหน้า ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้ง คลายแรงกอดลงเล็กน้อย
คิ้วเรียวยาวขมวดมุ่นเข้าหากันเหมือนอึดอัด ทว่าเปลือกตายังคงหลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราว
ดวงตาสีน้ำตาลเพ่งพิศอีกฝ่ายใกล้ๆ
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เขาไม่ได้มองหน้าพระเชษฐาระยะใกล้ขนาดนี้
ผิวขาวเนียนใส จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอิ่ม ขนตางอนยาว ใบหน้าหวานแบบนี้น่ะเหรอ... จักรพรรดิองค์ต่อไป ดีที่คิ้วเข้มชี้ขึ้นช่วยทำให้ใบหน้าสวยดูคมคายขึ้นมาหน่อย แต่หากลืมตามองขึ้นมาล่ะก็...
ทันทีที่คิดดังนั้น แพขนตาก็ขยับเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ เบิกขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างง่วงงุน
ความรู้สึกแปลกๆ แล่นเข้ามาในอกของร่างสูง ทั้งคู่ประสานสายตากันเนิ่นนาน รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาของกันและกัน
“..........”
เมื่อกอล์ฟได้สติก็ออกแรงดันร่างน้องชายแล้วกระถดกายถอยห่างออกมา
“เหวอ... ฉะ... ฉันไม่ได้ขึ้นไปนอนเตียงนายนี่นา”
ทว่าอีกฝ่ายยังคงจ้องหน้านิ่งจนกอล์ฟรู้สึกกระดากขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
สายตาแบบนี้... หรือว่า... ไมค์จะกลับมาแล้ว...
เด็กหนุ่มค่อยๆ ควานหาแว่นตา... ทว่า... จริงสิ... เขาไม่ได้ใช้มันมาสักพัก ตั้งแต่ไมค์เพี้ยนไป
“เอ่อ... ไมค์?”
เงียบแบบนี้... ถ้าเป็นองค์ชายพิรัชต์อะไรนั่น ก็หวั่นโดนทำร้าย แต่ถ้าเป็นไมค์... ก็กลัวใจ เอ๊ย กลัวโดนจูบ
โอ๊ย... ไม่ว่าหน้าไหน ก็ไม่ทำให้เขาสบายใจได้เลยในสภาพการณ์นี้
กอล์ฟน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อะไรของนาย... ยังไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย ทำไมต้องร้องไห้ เป็นพี่แท้ๆ ขี้แยชะมัด”
สุดท้ายร่างสูงก็พูดน้ำเสียงกวนโทสะออกมา ก่อนยันตัวลุกขึ้นจากที่นอน
...อะไรของนายนะ พิรัชต์... กะอีแค่น้ำตา ทำไมถึงได้ใจเต้นไม่เป็นส่ำขนาดนี้...
ทันที่คิดเช่นนั้น ในอกก็สะท้านขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด
“แล้วนั่น... จะนอนแช่อยู่ในผ้าห่มไปถึงไหน เกะกะลูกตาชะมัด ถ้าฉันอาบน้ำเสร็จแล้วข้าวยังไม่เสร็จล่ะก็...”
เด็กหนุ่มทำท่าเชือดคอ แววตาข่มขู่ผิดกับเมื่อครู่ลิบลับทั้งที่ห่างกันไม่ถึงนาที แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
สิ้นเสียงปิดประตู กอล์ฟลุกขึ้นปาดน้ำตาแล้วถอนหายใจราวกับกลั้นไว้นาน
...ทำไมเราถึงได้โล่งอกที่หมอนี่ไม่ใช่ไมค์นะ... ใช่แล้ว ก็เขากลัวว่าน้องชายจะเผลอใจทำอะไรเกินเลยกับเขาน่ะสิ... แต่จะว่าไป...
ไอ้คนที่ลงมานอนกับเขาถึงข้างล่าง แถมยังกอดเขาซะกลมดิ๊กคือหมอนั่นไม่ใช่เรอะ!?
คิดแล้วมันน่าโมโห... ทีงี้ไม่เห็นว่าอะไรตัวเองซักคำ
แต่สุดท้ายวันนี้เขาก็อารมณ์ดีจนได้ หลังจากเล่าเรื่องเฉพาะส่วนสำคัญให้แม่ฟัง เหมือนยกเทือกเขาแอลป์ทั้งแถบออกไปจากอก แม้จะโดนสวดภาณยักษ์ที่ไม่ยอมปรึกษาตั้งแต่แรก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องเป็นทาสองค์ชายซาดิสต์นี่ไปจนวันตายแต่เพียงผู้เดียว
“วันนี้เราจะกลับบ้านกัน”
กอล์ฟพูดขึ้นขณะหอบหิ้วของที่เขาจัดไว้ออกมาวาง
“กลับบ้าน?”
พิรัชต์มองท่าทางระริกระรี้อย่างงงงวย เขารู้สึกเคว้งคว้างขึ้นมาเมื่อได้ยินคำนั้น
“ใช่ เราอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว... ทุกคนที่บ้านอยากเจอนาย เขาคิดถึงนายกันจะแย่อยู่แล้ว”
ร่างสูงใหญ่มองท่าทางแจ่มใสของพี่ชายอย่างพิจารณา แล้วกระชากกระเป๋าที่เขาถืออยู่เหวี่ยงลงพื้น
“เฮ่ย... ทำอะไร ไม่ช่วยกันก็อย่ามาขวางสิ”
เมื่อมองค้อนตอบ มือใหญ่ก็คว้าไหล่ของเขาแล้วผลักจนร่างที่เล็กกว่าหลังกระแทกข้างฝา แล้วบีบใต้คางอีกฝ่ายข่มขู่เต็มที่
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น”
กะแล้วเชียว... เพราะอย่างงี้ไง เขาถึงได้ไม่บอกตั้งแต่เนิ่นๆ กะจะมัดมือชกพากลับ แต่กลัวอีกฝ่ายจะตกใจจนช็อค เลยอุตส่าห์บอกล่วงหน้าเผื่อมีเวลาเตรียมใจ... อย่างน้อยในรถก็ยังดี
“ไม่ได้... ฉันบอกม๊าไปแล้ว ยังไงวันนี้เราต้องกลับ”
“ม๊างั้นเหรอ?”
ถามพลางเรียวคิ้วยกขึ้นข้างหนึ่ง ตาที่มองขวางฉายแววฉงนเล็กน้อย
“ชะ...ใช่ ม๊าเป็นห่วงนายมากรู้มั้ย อยากรีบช่วยให้นายหาย”
“หาย... ฉันไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย”
เป็นสิ... เป็นมากด้วย ฮือๆๆๆ ปล่อยกระผมไปได้รึยัง
“ตะ... แต่นายอยู่ในร่างของน้องฉัน...”
“แสดงว่าคนในบ้านนายรู้?”
กอล์ฟมองตาอีกฝ่ายอย่างระแวง ก่อนพยักหน้า ...รู้ว่าสมองเพี้ยนขอรับ...
“ไม่ ฉันไม่กลับ”
พิรัชต์ปล่อยมือแล้วเดินเชิดออกไป
“ไม่กลับก็ตามใจ งั้นฉันกลับคนเดียว...”
ทว่า ทันทีที่กอล์ฟก้มลงหยิบกระเป๋า แขนแกร่งของคนซึ่งน่าจะเข้าห้องไปแล้วก็เกี่ยวกลางลำตัวลากร่างของเขาเข้าไปด้วยกันในห้องแล้วปิดประตู
“เฮ้ย ปล่อยนะ... นายไม่อยากกลับแต่ฉันอยากนี่นา ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
เด็กหนุ่มดิ้น แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ถูกเหวี่ยงหลังกระแทกกับเตียง
ร่างสูงกว่าขึ้นคร่อมมือใหญ่กดข้อมือทั้งสองข้างของอีกฝ่าย สายตาดุดันที่มองลงมาทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับหน้าซีด
“คิดว่าจะทิ้งกันไปง่ายๆ งั้นรึ”
“ฉะ... ฉันไม่ได้ทิ้งนาย... กะ... ก็เรากำลังจะกลับบ้านไปด้วยกันไง”
นายจะกลับหรือไม่กลับก็ช่าง ยังไงวันนี้ฉันก็จะกลับให้ได้
“แต่ที่ที่จะกลับไปมันไม่ใช่บ้านของฉัน มันเป็นบ้านของนายคนเดียว”
“ไมค์...”
เขามองน้องชายแววตาสั่นระริก ตอนนี้เขาพอจะรู้สึกถึงความกังวลของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้างแล้ว
“นายอาจจะไม่ใช่ไมค์ของพวกเรา... แต่ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อมันไม่มีทางอื่น ไม่ช้าก็เร็วพวกเราก็ต้องกลับบ้านไปพบครอบครัวอยู่ดี ฉันว่านายควรปรับตัวนะ”
“คนมีครอบครัวอย่างนายมันจะไปรู้อะไรเล่า... นายกำลังเอาฉันโยนใส่สิ่งแวดล้อมของนาย แล้วฉันก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้า...”
เสียงทุ้มตะคอกเสียงดังจนกอล์ฟสะดุ้งเฮือก เหมือนสัมผัสความหวาดกลัวบางอย่างจากเจ้าของแววตาดุดันเบื้องบน
“ตะ... แต่ถ้าอยู่แบบนี้ต่อไป...”
“บอกไปว่าไง?”
จู่ๆ คนเบื้องบนก็พูดแทรกขึ้น
“หือ?”
เมื่อกอล์ฟมองตอบอย่างสงสัย อีกฝ่ายก็เดือดปุด ขย้ำคอเสื้อแล้วเขย่าจนเขาหัวคลอน
“ฉันถามว่านายบอกแม่นายไปว่าอะไร!”
เด็กหนุ่มเบื้องล่างน้ำตาคลอ ดูเหมือนเรื่องมันจะไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดเสียแล้ว หมอนี่กำลังเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ฉะ... ฉัน... บอกว่าไมค์โดน... ไฟช็อต... ความจำบางอย่างหายไป... บะ... บุคลิกเปลี่ยนไป... ฮึก... ฮึก...”
“นั่นแสดงว่า... ถ้าฉันกลับไปกับนาย ทุกคนในบ้านต้องพยายามทำให้ฉันกลับไปเป็นน้องชายนายสินะ”
“.........”
ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงสะอื้นที่แรงขึ้น แน่นอนว่าครึ่งหนึ่งมาจากความกลัว
กอล์ฟรู้สึกผิดขึ้นมาดื้อๆ ผิดต่อไมค์ที่จะเอาน้องชายคนใหม่เข้าบ้าน... ผิดต่อเด็กหนุ่มตรงหน้า ที่พยายามจะยัดเยียดตัวตนของน้องตัวเองให้ และผิดต่อทุกคนในบ้านที่ทำให้ไมค์หายไป
...แต่... มันไม่มีทางอื่นอีกแล้วนี่นา...
“โธ่เว้ย! จะบอกให้นะ ยังไงฉันก็ไม่ใช่คนคนนั้น ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไง แต่ฉันไม่ใช่น้องชายนาย ได้ยินมั้ย ฉันไม่ใช่!”
กอล์ฟสะดุ้งเฮือกหลับตาปี๋เมื่ออีกฝ่ายตะโกนใส่อีกเป็นชุด ทำเอาน้ำที่ปริ่มขอบตาไหลออกมาที่แก้ม
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไงเล่า ฉันก็อยากได้น้องชายฉันคืน ทุกคนในบ้านก็เหมือนกัน รึว่านายไม่อยากกลับไปที่ของนาย หา”
เด็กหนุ่มกลั้นใจโต้กลับ ทว่าเมื่อลืมตามองหน้าเบื้องบน หัวใจเหมือนตกวูบ
แววตาเศร้าสร้อยเกินกว่าจะบรรยาย ทำเอาคนที่เห็นพลอยเจ็บลึกลงไปในอกด้วย สีหน้านั้นเหมือนจะร้องไห้... แต่น้ำตากลับเหือดหาย ...ไม่มีอีกแล้ว...
“ต่อให้กลับไปได้... ฉัน... ก็ไม่มีที่ไปอยู่ดี”
เสียงพึมพำสั่นเครือทว่ายังพอจับใจความได้อยู่
“...อย่าพูดอย่างนั้นสิ... นี่ไง ฉันกำลังจะพานายกลับ... ไปหาครอบครัวของเรา...”
“ครอบครัวของเรา...?”
ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มหยัน จู่ๆ รังสีชวนสยองก็พวยพุ่งออกมาจากร่างเบื้องบนจนกอล์ฟแทบรับอารมณ์ไม่ทัน
“นายก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าฉันไม่ใช่น้องนาย... แต่เอาเถอะ... ถ้านายอยากเป็นครอบครัวเดียวกับฉันใจจะขาดล่ะก็... ฉันจะสงเคราะห์ให้”
กอล์ฟเบิกตาโพลงเมื่อใบหน้าเบื้องบนโน้มลงมาจนชิด สัมผัสแนบแน่นบนริมฝีปากทำเอาเขาแทบลืมหายใจ เมื่อได้สติเขาก็ทุบกำปั้นลงบนไหล่อีกฝ่าย พยายามเค้นเสียงร้องออกมา
บ้าชะมัด... ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ
ร่างเล็กกว่าดิ้นขืน แต่แพ้แรงโทสะของอีกฝ่าย มือทั้งสองข้างโดนล็อกไว้เหนือศีรษะ
“อื้อ... อื้อ...”
เด็กหนุ่มส่งเสียงประท้วง
นี่มันอะไรกัน... หมอนี่กำลังจะทำอะไร?
ไม่ต้องเสียเวลาคิดคำตอบ เมื่อมือใหญ่ทึ้งเสื้อแจ็คเก็ตออกโดยไม่ถอดแขนเสื้อให้หลุดจากข้อมือ ก่อนจู่โจมผิวกายภายใต้เสื้อยืดต่อโดยไม่ให้ตั้งตัว
ริมฝีปากอิ่มไล้เรื่อยไปยังพวงแก้ม และซอกคอขาว
“อย่า... อย่าทำอะไรฉันเลย... ไมค์... ฮึก ฮึก”
ร่างข้างใต้ตัวสั่นระริก พยายามใช้มือที่ยังติดอยู่กับแจ็คเก็ตผลักคนเบื้องบนให้ออกห่าง
“ฉันไม่ใช่ไมค์”
เสียงกระซิบเย็นชาดังอยู่ที่ข้างหู ก่อนขบติ่งหูทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้ง ยินเสียงกลั้นหายใจเบาๆ
“ระ... เราตกลงกันได้นี่นา... ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย...”
พิรัชต์ถอนริมฝีปากจากพวงแก้มใส หัวเราะหึในลำคอ ขณะจ้องใบหน้าอีกฝ่ายเขม็ง
“ตกลงงั้นรึ?... นายอย่าลืมสิว่าตอนนี้นายเป็นทาสฉัน ไม่มีสิทธิต่อรองอะไรทั้งนั้น”
“ฮึก... แต่ทาสอย่างฉันก็เป็นมนุษย์นะ แถมยังเป็นพี่ของร่างที่นายอยู่”
รอยยิ้มเหี้ยมผุดขึ้นบนใบหน้าสวย
“นายคงลืมอะไรไปอย่าง...”
มือใหญ่บีบคางของอีกฝ่าย
“สิ่งเดียวที่น้องชายอย่างฉันปรารถนามาตลอดก็คือ... ทรมานพี่ชายตัวเองให้เจ็บปวดจนถึงที่สุด และตอนนี้... เวลาของการกลั่นแกล้งแบบเด็กๆ ก็จบลงซะที”
กลั่นแกล้งแบบเด็กๆ งั้นรึ? หมายความว่าที่ข่มเหงเขาสารพัดก่อนหน้านี้เป็นแค่การหยอกเล่นของหมอนี่เท่านั้นเองเหรอ?
กอล์ฟดิ้นพล่านเมื่อริมฝีปากเบื้องบนโน้มลงมาประทับบนยอดอก
“อย่า...”
ร่างกายเขาอ่อนยวบเมื่อโดนปลุกเร้าด้วยสัมผัสอันร้อนแรง ที่น่าเจ็บใจสุดๆ เลยก็คือ เขาดันรู้สึกตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นเสียด้วย บ้าฉิบ ถ้าไม่ติดอยู่ที่หมอนี่แทรกตัวเข้ามาระหว่างเรียวขาล่ะก็ เขาคงขัดขืนได้มากกว่านี้
“ฮือ... ปล่อยนะ ปล่อย”
เขาบิดข้อมือให้หลุดจากแขนเสื้อที่พันธนาการอยู่พลางตะโกนออกไป แต่เสียงที่สั่นเครือดูเหมือนจะบ่งบอกถึงสภาพร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านนั้นได้เป็นอย่างดี มือที่เป็นอิสระคว้าผมอ่อนนุ่มบนศีรษะของอีกฝ่ายหมายจะจิกทึ้ง ก็กลับได้แต่กำกระจุกผมอย่างอ่อนกำลัง
อีกฝ่ายรุกรานลูบไล้ไปตามผิวเนียนภายใต้ผ้า และกำลังเคลื่อนลงมายังกางเกง
“ไมค์... อย่า...”
มือเล็กรีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายทันใด
ร่างสูงใหญ่เงยหน้าเมื่อได้ยินเสียงครางระคนสะอื้น เขามองใบหน้าเปื้อนน้ำตาด้วยความสะใจ
...ใบหน้าแหยเกเวลาทรมานของเสด็จพี่... งดงามแบบนี้เอง... ชักอยากเห็นมากกว่านี้แล้วสิ ถ้าต้องเจ็บปวดด้วยบาดแผลที่ไม่อาจลบเลือนได้ จะเป็นยังไงนะ
...ท่านจะเจ็บช้ำเจียนตายเหมือนข้ามั้ย...
วันนั้น... วันที่ท่านหักหลังความรักอันสวยงามที่ข้ามีให้... วันที่ท่านเย็นชาใส่... วันที่ท่านค่อยๆ จากข้าไปปล่อยให้ข้าเผชิญความเดียวดายเพียงลำพังในปราสาทแห่งความทรงจำของพวกเรา...
และวันที่ท่านคิดกำจัดข้า...
‘หากรัชทายาทหวังดีกับฝ่าบาทจริง... ป่านนี้คงรับฝ่าบาทไปอยู่ด้วยกันที่วังหลวงแล้ว... นี่คงระแวงว่าพระอนุชาจะปรีชากว่า จึงได้เก็บกักฝ่าบาทไว้ ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันแบบนี้’
เสียงเสนาบดีฝ่ายซ้ายลอยเข้ามาในหัว เสียงซึ่งไม่ว่าเขาหาข้อแก้ต่างให้กับพี่ชายอย่างไร ก็มีเหตุผลร้ายๆ ที่ไม่อาจเถียงได้กลับมาเสมอ
พอกันที... เขาไม่อยากเป็นไอ้โง่รอวันพี่ชายฮุบราชสมบัติแล้วกำจัดเขาทิ้งอีกต่อไป หรือแม้คนคนนั้นจะเก็บเขาไว้ในปราสาทหลังนั้นเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมาจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไร้ค่าก็ตาม
เขาไม่ใช่ไอ้ลูกแหง่ติดพี่อย่างเมื่อตอนเด็กอีกต่อไป... เด็กที่รอคอยการกลับมาของพี่ชายด้วยรอยยิ้มดุจเทวดาตัวน้อยนั่นตายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว
เมื่อกางเกงถูกปลดเปลื้อง ร่างสูงใหญ่ก็แยกเรียวขาของคนตรงหน้า กระแทกกายเข้าไปอย่างรุนแรงโดยไม่รีรอ เด็กหนุ่มหวีดร้องลั่นเมื่อวินาทีที่เขาหวาดกลัวที่สุดในชีวิตถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาทั้งผลักทั้งดิ้นอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่างทำเอาเขาได้แต่บิดเร่าอย่างทรมาน
“อ๊า... เจ็บ... ออกไป...”
วินาทีนี้เขาคิดได้เพียงเท่านี้ สมองตื้อไปหมดด้วยความช็อค
...ถึงหมอนี่จะไม่ใช่ไมค์ แต่นี่มันร่างไมค์... ร่างของน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง...
ร่างสูงเบื้องบนฝืนขยับกายผ่านช่องทางอันคับแคบเข้าไปจนสุดอย่างไม่ปรานี วินาทีนี้ เขาไม่สนอีกแล้วแม้อีกฝ่ายจะแหลกสลาย
สิ่งที่เขาพอใจที่สุดก็คือ ภาพคิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน หยาดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าเป็นทาง และเสียงครวญครางไม่เป็นภาษา
กอล์ฟกำผ้าปูที่นอนแน่น พลางกัดริมฝีปากที่ส่งเสียงร้องออกมาจนแดงช้ำไปหมด ขณะที่เจ้าของสายตาเย็นชาที่มองทอดลงมากลับใจเต้นโครมครามกับภาพความทุกข์ทรมานตรงหน้า
มาถึงขั้นนี้... ไม่จำเป็นต้องเล้าโลมให้เสียเวลาอีกต่อไป ไหนๆ เขาก็ไม่ได้คิดจะปรนเปรอความสุขใดๆ ให้กับอีกฝ่ายอยู่แล้ว
เขาโน้มกายทาบทับ แล้วพิจารณาใบหน้าของคนที่สั่นระริกใกล้ๆ
ไม่ว่าตา... จมูก... ปาก... เหมือนพระเชษฐาราวกับเป็นคนเดียวกัน ดวงพักตร์ที่ใครชมนักหนาว่าสง่างามดุจรูปสลัก...
กอล์ฟกลั้นเสียงสะอื้นเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่ใกล้เข้ามา แล้วต้องนิ่วหน้าอีกครั้ง เมื่อกายของอีกฝ่ายที่ฝังลึกอยู่ภายในเริ่มขยับ
...เจ็บเจียนตาย... แต่ความรู้สึกวาบหวามที่ผุดขึ้นอย่างน่าสงสัยนี่มันคืออะไรกันนะ...
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ดวงตาดุร้ายจึงฉายแววฉงนเหมือนเด็กกำลังสนใจบางอย่างตรงหน้า... แม้การกระทำจะชั่วช้า แต่ดูไร้เดียงสาชอบกล
พิรัชต์กลั้นหายใจก่อนขยับกายเร็วขึ้น ทำให้ร่างข้างใต้ส่งเสียงครางประหลาดออกมา
“...อา... อือ... อย่า...”
ใบหน้าเปื้อนน้ำตานั่นดูยั่วยวนอย่างบอกไม่ถูก
ร่างสูงเผลอยิ้มที่มุมปาก... ความรู้สึกแปลกใหม่นี่คืออะไรกัน?
เขาประกบจูบปิดเสียง แล้วลองลิ้มริมฝีปากอิ่มไปตามอารมณ์รุ่มร้อนที่เหมือนไฟสุม จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง... และต้องหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มนั้นจากร่างกายนี้
เด็กหนุ่มเบื้องล่างร้องไห้ไม่หยุด เขาครางสลับเสียงกรีดร้องเหมือนคนบ้า ตอบสนองความเจ็บปวดและอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจากการเสียดสีภายใน ร่างกายที่บิดเกร็งไม่เหลือกำลังวังชา
เพราะเป็นร่างกายของไมค์งั้นหรือ... เขาจึงไม่รู้สึกขยะแขยง... เพียงแค่ไม่อาจยอมรับในการกระทำของอีกฝ่ายเท่านั้น
แค้นใจนัก... ทั้งที่ไมค์รักเขามาตั้งนาน แต่หมอนั่นกลับไม่เคยทำกับเขาอย่างนี้เลยสักครั้ง แล้วหมอนี่เป็นใคร จู่ๆ มาฉวยโอกาสทำลายทุกอย่างในชีวิตเขา... เพราะความเกลียดชังใครบางคนที่หน้าเหมือนเขาเท่านั้น
ทว่าสำหรับร่างสูงในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่การแก้แค้นเสียแล้ว... หมอนั่นกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเรียนรู้ความรู้สึกแปลกๆ ที่ตนกำลังสัมผัสอยู่ภายในร่างกายของอีกฝ่าย
วงแขนแกร่งโอบรอบคอของคนที่อยู่ข้างใต้ ก่อนโน้มกายฝังใบหน้าลงบนบ่า ยินเสียงครางเครือตามจังหวะการสอดประสานร่างกายลอดออกมา กระทั่งผลพวงของแรงปรารถนาฉีดพล่านอยู่ภายใน
แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ... เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่
กอล์ฟเบิกตาโพลงค้างอยู่อย่างนั้น... ไม่มีแม้แต่เสียงร้อง... เขานึกว่าตัวเองตายไปแล้วด้วยซ้ำ
มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ... มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ...
ไม่มีอะไรชัดเจนเท่าสัมผัสร้อนที่ยังฝังอยู่ในตัวเขาอีกแล้ว
เมื่อได้สติ เขาก็เริ่มสะอึกสะอื้นอีกครั้ง ทั้งที่อยากปล่อยโฮออกมา แต่เขาทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ
แรงกระตุกเบาๆ ทำให้ร่างสูงใหญ่เริ่มผละกายออกไป เขาก้มมองใบหน้าของคนที่พ่ายแพ้ เมื่อมือใหญ่เข้ามาใกล้หมายจะลูบไล้ริมฝีปากแดงก่ำ ใบหน้าสวยก็สะบัดหนี
หัวใจ... ทำไมถึงเต้นแรงขนาดนี้... ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายหน้าเหมือนคนที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตแท้ๆ
พิรัชต์ถอดเสื้อของตัวเองเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่สวยงามดุจม้าหนุ่ม โดยไม่สนใจดวงตาที่มองขึ้นมาอย่างหวาดหวั่นพลางพยายามจะกระถดกายหนี ทว่าช้ากว่าร่างกำยำที่โถมตัวเข้ามาทับอีกรอบ แล้วเริ่มขยับร่างกายที่ยังไม่ถอดถอนออกไป
ความรู้สึกเวลาทำแบบนี้... มันคืออะไรกันนะ?
เติมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม
“อย่า... พอแล้ว...”
เด็กหนุ่มเปิดปากประท้วง... ครั้งเดียวก็เกินพอ...
ทว่าอีกฝ่ายเหมือนตกอยู่ในภวังค์ สำหรับเขาในตอนนี้ เหมือนกำลังจมอยู่กับความกระหายใคร่รู้ที่มีต่อของเล่นตรงหน้า
มือที่เล็กกว่าออกแรงทุบไปบนไหล่ แต่ก็ไม่ระคายผิวอีกฝ่ายแต่อย่างใด
เขาเริ่มส่งเสียงครางอีกครั้งอย่างหยุดไม่ได้ เมื่อริมฝีปากอีกฝ่ายไล้เรื่อยไปบนผิวกาย บวกกับอารมณ์ภายในที่ถูกทำให้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่ในใจปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา
กี่ครั้งแล้วที่ร่างสูงใหญ่กกกอดเขาโดยไม่สนใจจิตใจของผู้ถูกกระทำเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดอย่างหมดเรี่ยวแรง ...เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ...
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงที่ถูกถอดอยู่ไม่ไกล
พิรัชต์หยุดการเคลื่อนไหวต่อร่างตรงหน้า แล้วเอื้อมมือไปหยิบต้นตอของเสียงเรียกเข้า
“ฮึก... ฮึก...”
กอล์ฟมองภาพนั้นด้วยดวงตาพร่ามัว ...ทรมาน... รีบทำให้จบซะทีเซ่...
“ฮัลโหล... พวกผมไม่ไปแล้วครับ... เอ่อ... ก็นิดหน่อย ไว้พร้อมเมื่อไหร่จะบอกครับ ขอโทษคุณลุงด้วย”
พูดจบก็ตัดสาย ถ้าให้เดาคงเป็นคนขับรถที่มารอพวกเขาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว
เด็กหนุ่มเบื้องบนยื่นโทรศัพท์มาให้
“เอ้า... โทรหาม๊านายซะ บอกว่าเราจะไม่กลับบ้านวันนี้”
ดวงตาเรียวเบิกตาโพลง ...เดี๋ยวนี้เนี่ยนะ?... คุยกับแม่ในสภาพแบบนี้? แล้วจะเอาเหตุผลอะไรไปบอก... จะให้พูดว่าเขาโดนไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ในร่างน้องชายข่มขืนอยู่งั้นเหรอ?
“จะโทรหรือไม่โทร... นายจะบอกแม่ก็ได้นะว่าตอนนี้นายกำลังทำอะไรอยู่ หึหึหึ”
ชั่วร้ายที่สุด... กอล์ฟมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคียดแค้น ทว่าดูเหมือนยิ่งเขาแสดงอาการไม่พอใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ร่างสูงตรงหน้าพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากอีกฝ่าย พิรัชต์ก็ต่อโทรศัพท์ แล้วนำไปจ่อที่หูเป็นเชิงบังคับ
“ฮัลโหล”
เสียงหญิงสาวดังลอดออกมา กอล์ฟถึงกับเบ้หน้าเตรียมปล่อยโฮ ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เขาต้องฝืนสูดหายใจเข้าแล้วทักตอบกลับไปด้วยเสียงเป็นปกติที่สุด
“ม๊า... อ๊ะ”
ไม่ทันที่จะได้พูดอะไร ร่างสูงใหญ่ก็เริ่มขยับกายเข้าออกอีกครั้ง
ไอ้บ้าเอ๊ย... จะทำให้ฉันอับอายไปถึงไหน
“กอล์ฟ... เป็นอะไรรึเปล่าลูก เสียงไม่ค่อยดีเลย”
เขาสูดหายใจลึกๆ พยายามอดทนต่อความเสียวซ่านที่แล่นเข้ามาอีกระลอก
“ปะ... เปล่า กอล์ฟ คะ...แค่จะบอกว่า กอล์ฟยังไม่กลับวันนี้...”
“มีอะไรรึเปล่า แล้วจะกลับเมื่อไหร่”
“อึ่ก... เอ่อ... มะ... ไม่มีอะไร แค่วันนี้เก็บของไม่ทัน...”
“เหรอ... เสียงแปลกๆ นะเรา”
เด็กหนุ่มน้ำตาคลอ เขารู้สึกดวงตาช้ำไปหมด
“ไม่เป็นไรจริงๆ ...แล้วกอล์ฟจะโทรกลับนะ”
พิรัชต์ยิ้มที่มุมปาก กดตัดสายแล้วโยนโทรศัพท์ไปยังกองเสื้อผ้า ก่อนจัดการกับคนตรงหน้ากระทั่งสาแก่ใจ
รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อสัมผัสนุ่มนวลเย็นสบายแนบอยู่ที่พวงแก้ม
กอล์ฟลืมตาขึ้น ก็พบแววตากังวลจากดวงตาคู่สวยทอดลงมาจากเบื้องบน ในมือของเจ้าของดวงตานั้นมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ จ่อแก้มเขาอยู่
“เอ่อ... ขอโทษที่ทำให้นายตื่น... แต่นายไข้ขึ้น... ร้องไห้ไม่หยุด...”
แม้จะประหลาดใจกับสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจากคนที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจ พลิกร่างอันร้าวระบมหันหลังให้อย่างขุ่นเคือง แล้วเริ่มปล่อยน้ำตาไหลออกมาอย่างสุดกลั้น
บ้าที่สุด... ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย... ทำไม...
พิรัชต์ฝืนดึงแขนอีกฝ่ายขึ้นมาเช็ดด้วยผ้าบิดหมาดในมือ
ต่อให้ทำดีกับเขาแค่ไหน ก็อย่าหวังเลยว่าจะให้อภัยง่ายๆ สิ่งที่นายทำกับฉันเมื่อกี้มันเลวร้ายที่สุดในชีวิต
ขณะคิดดังนั้น สัมผัสเย็นสบายจากผ้าขนหนูก็เปลี่ยนเป็นความอ่อนนุ่มอันอบอุ่นจากริมฝีปาก เจ้าของมือรีบชักแขนกลับพลางขยับกายซึ่งไร้กำลังหนี แต่โดนแขนแกร่งโอบรั้งไว้จากด้านหลัง
“ปล่อย... อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
ทว่าอีกฝ่ายกลับหัวเราะในลำคอ แล้วกระซิบกรอกหู
“ทำไมฉันจะแตะต้องตัวนายไม่ได้ ในเมื่อนายเป็นของฉันแล้ว”
กอล์ฟกัดฟันตัวสั่นระริกมือข้างหนึ่งกำผ้าปูที่นอนแน่น เขาอยากพูดอะไรต่อมิอะไรมากมาย อยากก่นด่าคนที่โอบรอบกายเขาไว้ อยากหันกลับไปทุบตีผลักไสให้ออกไปให้พ้นจากตัวเขามากที่สุด แต่ตอนนี้... เขาเหลือแรงทำได้เพียง... ร้องไห้ออกมาเท่านั้น
พิรัชต์จุมพิตเบาๆ ลงบนไหล่ขาว แล้วฝังจมูกที่ซอกคออย่างอ่อนโยนราวกับพยายามปลอบร่างที่เล็กกว่า ทว่าคำพูดที่ผ่านหูเข้ามากลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“ยินดีต้อนรับสู่นรก... เสด็จพี่...”
กลิ่นหอมของอาหารปลุกเขาตื่นจากนิทราอีกครั้ง เสียงคนคุยกันแว่วมาจากนอกห้อง
...ปวดหัว... ราวกับสมองจะแตกเป็นเสี่ยงๆ...
กอล์ฟพลิกกายพลางกวาดตามองรอบๆ ห้อง เขากลับมานอนห้องตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่? บางที... หมอนั่นอาจเป็นคนพาเขากลับมานอนที่นี่... แถมยังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง พลางกุมศีรษะ ...ร่างกายล้าเหมือนผ่านคอนเสิร์ตมาสิบรอบติดกัน...
เมื่อเหลือบมองหน้าตัวเองในกระจกก็ต้องตกใจ เพราะตาบวมแดงจัด แถมหน้ายังซูบโทรมอย่าเห็นได้ชัด
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนบานประตูจะเปิดออก
ตัวต้นเหตุของความอ่อนล้าทั้งหมดเดินถือถาดอาหารเข้ามาในห้อง
เด็กหนุ่มกระถดกายหนี พลางคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวอันสั่นระริกจนมิด ทว่าเมื่อเห็นหญิงสาวที่เดินตามเข้ามาความเครียดทั้งหลายก็คลายลงเล็กน้อย
“ม๊า...”
เขาเข้าไปกอดเธอทันทีที่ร่างโปร่งบางเข้ามานั่งที่ขอบเตียง เหมือนน้ำตาที่ไหลไม่หยุดมาหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้รื้อขึ้นมาบนขอบตาอันร้อนผ่าวอีกครั้ง
“ตื่นมาก็ร้องไห้เลยเหรอเรา... แล้วเป็นอะไรล่ะเนี่ย ตัวสั่นเชียว”
เด็กหนุ่มเหลือบตาส่งรังสีอำมหิตใส่น้องชายที่ลากโต๊ะเล็กๆ มาวางถาดอาหารใกล้ๆ
“สงสัยจะฝันร้ายอีกแล้ว...”
เจ้าของเสียงทุ้มตอบคำถามนั้นแทนพลางมองกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งพลันหลบสายตา
“ฝันร้ายเหรอ?... ฝันว่าอะไร บอกม๊าได้มั้ย”
กอล์ฟได้แต่ซุกหน้าบนไหล่บางของหญิงสาว ไม่ปริปากพูดอะไรทั้งสิ้น
...จะให้พูดได้ยังไงล่ะ... เรื่องอัปยศพรรค์นั้น...
ถ้าบอกความจริงออกไปล่ะก็... เขาไม่อยากนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเลย...
ร่างสูงเหยียดรอยยิ้มอย่างพอใจ ก่อนดึงความสนใจของคนในห้อง
“ม๊าเป็นห่วงฉัน เลยมาหา บอกแล้วไงว่าฉันไม่เป็นอะไรซักหน่อย กะอีแค่ไฟช็อต แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้กินอะไรอร่อยๆ ซักที”
ดูเหมือนหมอนี่จะปรับตัวได้เก่งเกินคาด ขนาดแม่มาตอนที่เขาหลับไปยังสามารถแสดงได้เนียนขนาดนี้
...อันที่จริงก็แค่ทำตัวให้เหมือนที่ทำนอกบ้านอย่างที่กอล์ฟเคยบอกเท่านั้น... ส่วนเรื่องความจำ... โชคดีที่แม่โทรมาก่อนที่จะมาถึง ทำให้เขาไม่ได้แสดงท่าทีแปลกๆ ออกไป เพียงแต่ประหลาดใจนิดหน่อยเท่านั้น ที่เด็กหนุ่มเจ้าของร่างดูเหมือนจะเป็นที่รักของคนในครอบครัวเสียจนเขาเองยังตกใจ
ความอ่อนโยนเวลาหญิงสาวเข้ามากอดและหอมแก้มทันทีที่เห็นหน้า... เขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ... เหมือนตัวเองลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปหมดสิ้นแล้ว แม้จะกระดาก แต่ก็จำรับเอาไว้อย่างช่วยไม่ได้
“เอ้า หิวใช่มั้ยล่ะ น้องอุตส่าห์ยกมาให้ กินซะก่อนนะ เดี๋ยวชืดหมด”
กอล์ฟรีบขดตัวหลบข้างหลังแม่ ทันทีที่ร่างสูงเลื่อนโต๊ะเข้ามาใกล้
“เป็นอะไรลูก... ทำยังกับกลัวไมค์งั้นแหละ”
“สงสัยฝันร้ายที่ว่าคงเห็นไมค์ล่ะมั้ง”
พิรัชต์แกล้งแซวด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“ไม่เอาน่า... ฝันก็ส่วนฝันสิ นี่ตื่นแล้วนะ ดูสิ... ตัวร้อนด้วย สงสัยเป็นไข้เลยฝันเพ้อเจ้อ งั้นม๊าไปหายามาให้กินก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวจะพาไปหาหมอ”
“เอ่อ ม๊า...” เด็กหนุ่มรีบรั้งแม่ไว้ “ก... กอล์ฟไม่เป็นไร ไม่ต้องไปหาหมอหรอก...”
หญิงสาวยิ้มให้อย่างใจดี
“งั้นก็กินข้าวเยอะๆ นะ ไมค์ป้อนพี่เขาหน่อยสิ ดูซิ ตัวสั่นไปหมดเลย”
พูดจบเธอก็เดินออกจากห้องไป
กอล์ฟมองตามตาละห้อย แล้วรีบถอยห่างจนเกือบตกเตียง เมื่อร่างสูงเข้ามานั่งแทนที่
“ออกไปซะ... ฉันกินเองได้”
อีกฝ่ายยิ้มที่มุมปาก
“เมื่อกี้นายก็ได้ยินที่ม๊าบอกแล้ว... ถ้าไม่อยากให้แม่เป็นห่วงก็มากินข้าวดีๆ”
“ฉะ... ฉันบอกแล้วไงว่าฉันกินเองได้ อะ... ออกไป...”
เจ้าของร่างที่ซุกตัวในผ้าห่มเถียงเสียงเครือ
“แต่ม๊าสั่งให้ฉันป้อนนาย”
“......”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่ง ร่างสูงจึงลุกขึ้นจากเตียงไปยืนพิงบานประตูแทน
“เอ้า... ถ้าจะกินเองก็ตามใจ แต่ฉันจะไม่ออกไปจากห้องจนกว่านายจะกินเสร็จ”
ใบหน้าสวยพูดหน้าระรื่นเหมือนหมาหยอกไก่
กอล์ฟนิ่งไปครู่หนึ่ง เขากำลังชั่งใจ... แต่แล้วกลิ่นหอมที่ลอยมาแตะจมูกก็ทำให้กระเพาะว่างเปล่าของเขาร้องออกมาเสียงดัง ทำลายทิฐิที่อยู่ในใจไปได้ครึ่งหนึ่ง
“ถ้านายไม่รีบกินล่ะก็ ฉันจะตักข้าวยัดปากนาย... เลือกเอาแล้วกัน ฉันจะนับถึงสามล่ะ”
กอล์ฟมองค้อนอีกฝ่ายด้วยหางตา เชอะ... ม๊าอยู่ นายจะไปทำอะไรได้
แต่สุดท้ายก็ขยับตัวไปใกล้โต๊ะอาหาร แล้วเอื้อมมือไปหยิบช้อน
...มือสั่นเกินไป... ตักข้าวไม่ได้เลย... ทุเรศชะมัด... เด็กหนุ่มคิดขณะภาพตรงหน้าพร่าเลือนเพราะน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสมเพชกับสภาพของตัวเอง
คนที่ยืนมองอยู่เข้ามาจับมือเล็กอันสั่นระริก แล้วดึงช้อนไปตักข้าวให้ กอล์ฟรีบชักมือกลับ แล้วกระเถิบหนี แต่ช้ากว่าวงแขนแกร่งที่คว้ารอบเอวขณะทรุดตัวลงนั่งตรงที่ว่างข้างๆ แล้วรั้งร่างนั้นเข้ามาจนแทบจะเกยตัก
“แรงไม่มีจะกินข้าว ยังจะทำปากเก่งอีก”
พูดพลางตักข้าวในจานขึ้นมาเป่า แล้วยื่นไปจ่อปากคนในอ้อมแขน
กอล์ฟขืนตัวพลางจ้องอีกฝ่ายเขม็งทั้งน้ำตา เขายังคงหุบปากแน่น แววตาหวาดระแวงสายตาอ่อนโยนที่มองทอดลงมาเสียเต็มประดา
จะมาไม้ไหนอีกล่ะ... คราวนี้
“หรือจะใช้ปากป้อนดีนะ”
เสียงกระซิบข้างหู ทำให้เขาต้องยอมอ้าปากรับข้าวในช้อนแต่โดยดี
“นายควรจะดีใจนะ เพราะฉันไม่เคยลดตัวทำแบบนี้ให้ใครมาก่อน ทั้งเช็ดตัว ทั้งเปลี่ยนเสื้อผ้า ทั้งอุ้มนายมาส่งที่ห้อง ไหนจะป้อนข้าวอีก...”
พิรัชต์บ่นพลางตักข้าวคำต่อไป
ไม่นานแม่ก็กลับเข้ามาในห้อง เธอหยุดมองลูกชายทั้งสอง แล้วอมยิ้ม
“นานๆ จะเห็นไมค์ป้อนข้าวพี่... ทุกทีเห็นแต่อ้อนให้พี่ป้อนให้”
เธอพูดพลางส่งเสียงคิกคักชอบใจ แล้ววางยาลงบนโต๊ะ
คนถูกป้อนได้แต่ก้มหน้าซ่อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา ...ไม่ใช่ม๊า... มันไม่ใช่อย่างที่ม๊าเข้าใจเลย... ไม่ใช่เลย...
“กลับบ้านกันดีมั้ย เย็นนี้เลย เดี๋ยวม๊าช่วยเก็บของ”
กอล์ฟเงยหน้าดวงตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
“ไม่ได้นะ”
เสียงน้องชายคนเล็กประท้วงทันที ทำให้หญิงสาวตาโตด้วยความประหลาดใจ
“เอ่อ... ไมค์ยังไม่อยากกลับนี่นา... ถ้าม๊าเป็นห่วงพี่กอล์ฟล่ะก็ สบายใจได้ เดี๋ยวไมค์ดูแลให้เอง ถ้ามีอะไรจะโทรหาทันทีเลย”
“แต่กอล์ฟอยากกลับบ้านแล้ว...”
ทันทีที่ส่งเสียงทัดทาน มือใหญ่ที่เอวก็จิกเนื้อนิ่มจนคนพูดถึงกับสะดุ้งหยุดชะงักไป
หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ แต่เมื่อเห็นสายตาออดอ้อนของลูกชายคนเล็กก็ต้องถอนใจออกมา
“ตามใจนะ ถ้าอยากอยู่ต่อแม่ก็ไม่ว่าอะไร”
จะว่าไปคอนโดก็อยู่ใกล้บริษัทกว่าบ้าน ...สะดวกดีเหมือนกัน
กอล์ฟถึงกับหน้าเสีย แม่เป็นอย่างนี้ทุกที... แพ้ตาสวยๆ ของหมอนั่นจนลืมมองเขาอยู่เรื่อย...
เพล้ง...
จู่ๆ แจกันแก้วก็ตกลงมาจากโต๊ะเล็กๆ แรงกระทบกับพื้นทำให้ดอกกุหลาบแรกแย้มสีแดงสดกระจัดกระจายท่ามกลางน้ำใสที่นองพื้น
เด็กหนุ่มซึ่งเพิ่งเดินผ่านไปหันกลับมามองต้นตอของเสียงพลางกระพริบตาปริบๆ เขาหันซ้ายหันขวาแล้วต้องฉงนเพราะไม่มีวี่แววที่แจกันทรงสวยจะหล่นลงมาแตกไม่เหลือชิ้นดีอย่างนี้ได้เลย
“เมี้ยวววว”
เสียงสัตว์เล็กๆ ดังมาจากด้านบน พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบแมววัยละอ่อนขนสีดำสนิทยืนสบตาปิ๊งๆ อยู่บนตู้กระจกข้างโต๊ะที่วางแจกัน
ในปราสาทแห่งนี้มีลูกแมวด้วยเหรอเนี่ย?
“ตายแล้ว... นังเหมียว... ขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง”
เสียงนางข้าหลวงตะโกนลั่นอย่างตกอกตกใจ แต่แล้วเธอก็หน้าซีดกว่าเก่าเมื่อเห็นผู้เป็นนายยืนจ้องแมวเขม็งอยู่ตรงนั้น
“เอ่อ... ขอประทานอภัยเพคะ... หม่อมฉันจะเอาแมวออกไปเดี๋ยวนี้...”
ไมค์ยกมือห้ามไว้
“ไม่เป็นไรหรอก... ให้ใครพามันไปทำความสะอาดแล้ว พามาให้ข้าแล้วกัน แต่ก่อนอื่น... เก็บกวาดของที่แตกเสียก่อน เดี๋ยวใครมาเหยียบเข้า”
“เพคะ”
นางข้าหลวงก้มลงหยิบแก้วชิ้นใหญ่มากองรวมกัน
เด็กหนุ่มมองแก้วเหล่านั้น จู่ๆ รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก... ทำไมกันนะ?
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 14 Mar 2008 16:39:45 by ★ひまじん★

เตือนความจำในรัก เหอะๆ อ่านยังเอ่ย แต่ยังก็ไปอ่านนะ
เรื่องนี้สนุกมากมายเลย
#1 By EYE>>ployeye (202.91.18.192) on 2008-02-10 19:39