ลิขิตรักต่างมิติ [13]
posted on 13 Mar 2008 00:23 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
เนื่องจากเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี และฉากในรั้วในวังไม่ใช่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย
เราจึงขออนุญาตใช้ราชาศัพท์แต่พอสมควรนะคะ เพราะอยากคุมบรรยากาศให้ดูเหมือนเทพนิยายมากกว่า
สามารถติมาได้ถ้าเราใช้ผิด
ในเรื่องลำดับขั้นและความเต็มยศของราชาศัพท์เราขอไม่เคร่งครัด เพราะไม่อยากให้ดูลิเกมากไปง่า
“แมวที่รับสั่งมาแล้วเพคะ”
ไมค์เงยหน้าจากหนังสือประวัติศาสตร์นิธิไพศาลที่เพิ่งเริ่มอ่านไปไม่กี่ตอน แล้วหันไปยังนางข้าหลวง
หญิงสาวเนื้อตัวมอมแมม เครื่องแบบชื้นไปด้วยหยดน้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวมีรอยข่วน เธอหิ้วกรงเล็กๆ ภายในมีร่างผอมเพรียวภายใต้ขนสีดำขลับนั่งเชิดอยู่อย่างสงบ
“หาอะไรให้มันกินรึยัง”
“เรียบร้อยแล้วเพคะ แต่... มันไม่ยอมกินเลยเพคะ”
ไมค์หันขวับไปมองเจ้าตัวเล็กนั่นทันทีที่รู้สึกเหมือนดวงตาสีทองชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง
“เอาวางไว้นั่นแหละ ออกไปได้แล้ว”
“เพคะ”
นางข้าหลวงทำตามอย่างว่าง่าย แล้วปล่อยเจ้าเหมียวไว้กับผู้เป็นนายเพียงลำพัง
ไมค์เท้าคางมองท่าทางเย่อหยิ่งของแมวน้อยในกรงขัง ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะเปิดกรงเล่นกับมันแก้เหงา แต่พอเห็นการนั่งยืดหลังเชิดหน้าหลับตาพริ้มของเจ้านั่นแล้ว ทั้งที่เป็นแค่ลูกแมวแต่ก็อดหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆ ไม่ได้ จึงเอนหลังพิงพนักแล้วอ่านหนังสือต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เวลาผ่านไปราวเกือบห้านาที...
“เมี้ยว...”
เสียงเล็กๆ เล็ดรอดออกมาทำลายความเงียบของห้อง เด็กหนุ่มได้ยินแต่แกล้งทำเป็นไม่หันไปมอง
“เมี้ยว...”
เจ้าแมวร้องเสียงดังขึ้นกว่าเก่า
...รอไปอีกแป๊บแล้วกัน... กำลังอ่านหนังสือติดพัน
“นี่... ข้าเรียกท่านตั้งสองครั้งแล้ว หูหนวกรึไง”
เมื่อได้ยินเสียงเด็กผู้ชายซึ่งไม่คุ้นหู ไมค์ก็เงยหน้าขึ้นแล้วกวาดตาดูรอบห้อง
...ไม่เห็นมีใคร... สงสัยหูฝาด...
ลูกแมวเหมียวนั่งส่งสายตามาทางเขา ท่าทางมันอยากออกจากกรงเต็มที ดวงตาสีอำพันกระพริบปริบๆ เหมือนลูกสาวอ้อนขอเงินพ่อ
เมื่อเห็นท่าทีเจ้าเหมียวเปลี่ยนไป ไมค์ก็วางหนังสือแล้วเดินไปหยิบกรงขึ้นมา
“ทำหน้าตาน่ารักก็เป็นนี่”
เดิมทีเขาชอบแมวอยู่แล้ว จึงยิ้มร่าอย่างเอ็นดู ทว่าเมื่อหน้าเขาเลื่อนเข้าไปประชิดกรง...
“รีบปล่อยข้าออกไปซะทีสิ อึดอัด”
“....................”
ห้องเงียบไปอึดใจหนึ่ง ตามด้วยเสียงร้องลั่น
“ว้ากกกกกกกกก ผีหลอกกกกกก”
เด็กหนุ่มโยนกรงแมวลงพื้นแล้ววิ่งแจ้นขึ้นไปนั่งขดตัวบนเก้าอี้เหมือนหนีแมลงสาบ
“โอ๊ย เจ็บนะ”
เสียงเล็กๆ ดังมาจากกรงที่กลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น
...มะ... ไม่ได้หูฝาดจริงๆ ด้วย... ไมค์ถึงกับหน้าซีด เขาตั้งสติแล้วรีบนึกบทสวดมนต์เท่าที่ในหัวจะประมวลออกมาได้
“ผีที่ไหนกันเล่า ข้าเป็นนักเวทย์ แค่อยู่ในร่างแมวเท่านั้น”
“นะโมตัสสะ ภัคคะวะโต..”
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าสู่ภวังค์ของบทสวดไปเรียบร้อยแล้ว
...ผีร้ายจงหายไป... ไม่นะ เมื่อกี้เขาดันเห็นแมวพูดได้... อย่ามาหลอกหลอนกันเลยค้าบ... ผมกลัวแล้ว...
แมวน้อยพ่นลมหายใจหลังจากลุกขึ้นนั่งอีกครั้งแล้วมองอาการลนลานตรงหน้า
“คนที่น่าจะถูกหาว่าเป็นผี ควรเป็นท่านมากกว่านะ... เจ้าชายพิรัชต์... ไม่สิ... ไมค์...”
ไมค์ถึงกับหูผึ่ง เมื่อได้ยินชื่อตัวเองซึ่งไม่มีใครเรียกมานานแล้ว
“ไม่นึกเอะใจบ้างเหรอว่าทำไมท่านถึงได้ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองอยู่ต่างที่”
เด็กหนุ่มชำเลืองมองร่างเล็กๆ ในกรงอีกครั้ง แล้วเริ่มคิดอย่างถ้วนถี่
...ดูเหมือนแมวตัวนี้จะรู้อะไรจริงๆ แฮะ... ว่าแต่... นี่ไม่ใช่ความฝันหรอกรึ?
“ทะ... เท่าที่จำได้... พี่กอล์ฟลากไปทดลองทัจจี้จัง... ไฟช็อต... ตื่นมาก็อยู่ที่นี่... ไม่ใช่ว่าฉันยังไม่ฟื้นหรอกเหรอ ก็เลยฝันยาว...”
นักเวทย์ในร่างแมวทำหน้าระอา
“ฝันยาวบ้าอะไรเล่า... วิญญาณของท่านสลับกับเจ้าชายพิรัชต์ของโลกนี้ต่างหาก”
“หมายความว่ายังไง?”
ไมค์ทำหน้างง
“เอิ่ม... ก่อนอื่นช่วยเอาข้าออกจากรงก่อนได้มั้ย”
เด็กหนุ่มค่อยๆ ลุกเดินอย่างลังเล
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ข้าไม่ใช่ผี ถึงเมื่อกี้จะหงุดหงิดที่ยัยเด็กนั่นจับข้าอาบน้ำก็เถอะ”
ไมค์เปิดกรงออกแล้วหยิบร่างกายเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยขนอ่อนนุ่มออกมา ทันทีที่เขาสัมผัสกับความอุ่นสบายของเจ้าตัวเล็ก ความระแวดระวังต่างๆ ก็พลันหายไป แทนที่เขาจะปล่อยเจ้าตัวน้อยออกสู่อิสระ กลับลุกขึ้นแล้วพาเดินไปยังเก้าอี้
“เฮ้ย... ปล่อยข้าได้แล้ว อึดอัด...”
ลูกแมวสีดำดีดดิ้นสุดชีวิตให้พ้นจากมือใหญ่ที่จับตัวเองไว้แน่นหนา
ไมค์ไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน เขาทรุดตัวนั่ง แล้วพลิกร่างกายที่อยู่ในอุ้งมือสำรวจ
“ทำอะไรของท่านน่ะ เจ้าคนเสียมารยาท”
“ก็ฉันอยากรู้นี่นา ว่านายเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย”
“ว้ากกกกก”
ร่างเล็กยิ่งดิ้นขืนแรงขึ้น เมื่อได้จังหวะก็กางกรงเล็บข่วนมืออีกฝ่ายแล้วกระโดดลงพื้น หันมาเผชิญหน้าแล้วโก่งหลังพองขนอย่างข่มขู่
“โอ๊ย”
“หนอย... คิดว่าข้าตัวเหลือแค่นี้แล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเรอะ!!! ข้าเป็นนักเวทย์ ละทิ้งเพศตัวเองไปนานแล้วเฟ่ย”
ไมค์ทำตาโตขณะเลียรอยแผลบนมือ
“หมายความว่า... นายเป็นกระเทย?”
“หยาบคาย... ไม่ใช่ซักหน่อย ข้าไม่มีเพศแล้ว ถึงรูปกายจริงๆ ของข้าจะเป็นผู้ชายก็เถอะ”
“รูปกายจริงๆ?”
“ก็ข้าไม่ใช่แมวนี่นา เดิมทีข้าก็เป็นคนเหมือนท่านนั่นแหละ แต่ข้าถูกขังอยู่ในคริสตัลเป็นเวลานาน... นานจนพลังถดถอย วันนั้น... พอถูกปล่อยออกมา ก็เลยเหลือร่างกายเป็นลูกแมวตัวเล็กๆ แบบนี้ โชคดีที่เริ่มฟื้นพลัง ข้าเลยเริ่มพูดภาษามนุษย์ได้”
ไมค์กระพริบตาปริบๆ เหมือนกำลังฟังเรื่องเล่าพิสดารสุดๆ
“จะว่าไป ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ก็มีคนเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าสาเหตุที่องค์ชายพิรัชต์สลบไป เพราะไปยืนขวางทางแสงคริสตัล...”
“ไม่ใช่หรอก...”
เจ้าแมวพูดพลางยกขาหน้าขึ้นมาเลีย
“ที่หมอนั่นสลบไปเพราะโดนจตุบาทาของข้าตอนกระเด้งออกมาจากจี้คริสตัลนั่นต่างหาก... เต็มๆ หน้าเลย...”
“หา?”
“แต่ที่สลับวิญญาณกับท่านได้ คงเพราะฤทธิ์ของแสงทำให้จิตของหมอนั่นที่หมดสติหลุดออกจากร่างมากกว่า ประจวบเหมาะกับตอนนั้นท่านดันโดนไฟช็อต จิตออกจากร่างตัวเองเหมือนกัน...”
...อะไรมันจะอัศจรรย์พันลึกขนาดนี้... ไมค์คิด นี่แสดงว่า... ป่านนี้องค์ชายพิรัชต์นั่นก็ไปอยู่ในร่างเขา และกำลังใช้ชีวิตสวีทหวานแหววกับพี่ชายที่เขาใฝ่ฝันมานานในคอนโดเพียงสองต่อสองสินะ
“โอ๊ยยย... อิจฉาโว้ยยยย”
คิดพลางเผลอหลุดปากพูดออกมา
“อะไรของท่าน บ้าไปแล้วเรอะ”
เจ้าแมวเหล่ด้วยหางตาทำหน้าระอาสุดขีด ทว่าร่างสูงดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตัวเองชั่วคราว
“ไม่ใช่สิ... องค์ชายนั่นเกลียดพี่ชายนี่นา โธ่... แล้วกอล์ฟจะเป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย”
บรรยากาศมืดมนเข้าครอบคลุมรอบกายไมค์ในร่างองค์ชายทันใด
“จะบอกอะไรให้... ที่พวกท่านสลับร่างกันแบบนี้มันไม่ใช่เหตุบังเอิญหรอก...”
“ไม่นะ... แล้วงานล่ะ องค์ชายนั่นจะร้องเพลงเป็นรึเปล่า เต้นได้มั้ย อ๊ะ จริงสิ... เรามีสอบไฟนอลด้วยนี่นา เวรกรรม... จะรอดมั้ยเนี่ย...”
...ไม่ได้ฟังกันเล้ย... เจ้าเหมียวถอนหายใจทำหน้าหน่าย
“นี่ เลิกวิตกจริตซักที เอาตัวในโลกนี้ให้รอดซะก่อนเถอะ”
“ฉันจะกลับร่างเดิมได้รึเปล่า”
ไมค์หันมาถามทั้งที่ยังหน้าเสีย
“แฮ่ม... เรื่องนั้นน่ะ ก็พอมีวิธีอยู่ แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้ข้าแทบไม่เหลือพลังเลย ต้องฟื้นกันขนานใหญ่”
“แล้วต้องทำไง”
“คริสตัล...”
ไมค์เบิกตาโพลง
“คริสตัล?”
“ใช่” แมวเหมียวพยักหน้า
“ถ้านายหมายถึงคริสตัลที่ทำให้ฉันมาที่นี่ล่ะก็... ตอนนี้อยู่กับจักรพรรดิซึ่งออกไปหาพระราชินีถึงไหนแล้วก็ไม่รู้”
“ไม่ใช่หรอก... ข้าหมายถึงครัสตัลซึ่งเป็นของท่านเองต่างหาก”
“ของฉัน? ใครจะไปมีของพรรค์นั้นได้เล่า”
“ก็สร้างเองสิ”
เด็กหนุ่มถึงกับอึ้ง
“รู้รึเปล่าว่าคริสตัลที่อยู่บนพระศอขององค์จักรพรรดิน่ะ เกิดขึ้นจากความรักที่พระองค์มีต่อหญิงคนหนึ่ง... ซึ่งก็คือราชินีที่หายสาบสูญไป เพราะฉะนั้นท่านเองก็ต้องสร้างคริสตัลขึ้นมาใหม่ จากรักแท้ที่มีต่อใครสักคน”
คนฟังถึงกับหมดแรง
...ให้ตายเถอะ... ถ้าไอ้ผลึกบ้าๆ นั่นเกิดจากรักแท้ล่ะก็ เขาคงไม่มีวันได้กลับร่างเดิมอีกเป็นครั้งที่สองแหงๆ ก็รักแท้ของเขา... ไม่ได้อยู่บนโลกนี้นี่นา
“หึหึหึ... จะบอกอะไรให้ ที่ท่านโผล่มาที่นี่ได้น่ะ โชคชะตาได้ลิขิตไว้แล้ว... เพราะฉะนั้น จงมั่นใจเถอะว่า คนที่ท่านรักจะต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน”
นั่นไม่ใช่คำปลอบโยนเลยสำหรับไมค์ เขารู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ เมื่อคิดถึงพี่ชายที่พรากจากกัน ...หมายความว่า... รักแท้ของเราไม่ใช่พี่กอล์ฟงั้นเหรอ... แต่จะว่าไป ต่อให้ไม่ได้สลับร่างกับใคร ก็คงเป็นไม่ได้อยู่แล้วสินะ... ก็คนคนนั้นน่ะ พี่ชายแท้ๆ ของเขานี่นา... ถึงเคยอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่กลับไม่อาจคว้ามาครอบครองไว้ได้
ถ้าอย่างนั้น... รักแท้ในโลกนี้ของเขาคือใคร? ...คนที่จะทำให้เขากลับโลกปัจจุบันได้...
ไมค์ถอนหายใจเสียงดัง... นี่หมายความว่า ถ้าเขารักใครสักคนบนโลกนี้จริงๆ สุดท้ายก็ต้องพรากจากกันกลับสู่โลกเดิมของตัวองอีกสินะ... ชีวิตรันทดหดหู่เกินไปแล้ว
“จริงสิ” เขานึกบางอย่างออกจนได้ “เจ้าเหมียว... เจ้าชื่อว่าอะไร”
แมวน้อยนั่งคอเชิดอย่างผยองก่อนตอบกลับมา
“ข้าชื่อนันท์ นักเวทย์แห่งหุบเขาแสงจันทร์”
ยังไม่ทันได้ซักถามอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เมื่อเด็กหนุ่มส่งเสียงอนุญาต มหาดเล็กที่เขาคุยด้วยมากที่สุดในตอนนี้ก็เข้ามาในห้อง
“นางข้าหลวงบอกกระหม่อมว่าพระองค์ให้นำแมวมา...”
ไม่ต้องให้ชี้บอก เจ้าเหมียวน้อยก็เดินอย่างองอาจแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักของเด็กหนุ่ม
“เอ่อ... คงเป็นตัวนี้นี่เอง...” เขาพึมพำ
“ต่อจากนี้ไปข้าจะเลี้ยงแมวตัวนี้เอง เรียกมันว่านันท์แล้วกันนะ”
“พะย่ะค่ะ... แต่... จะว่าไป พระองค์ก็มีกาฬลอยู่แล้วตั้งหนึ่ง พักนี้ไม่ได้เสด็จไปหาเลย ท่าทางจะเหงานะพะย่ะค่ะ”
“กาฬล?”
ไมค์กระพริบตาปริบๆ
“แมวของพระองค์ไงพะย่ะค่ะ หากเสด็จไปเยี่ยมเสียหน่อย กาฬลต้องดีใจมากแน่ๆ พะย่ะค่ะ”
“งั้น... พาเราไปหามันหน่อยสิ”
บดินทร์พยักหน้าพลางผายมือให้ผู้เป็นนายเดินตามออกจากห้อง
แมวเหมียวสีดำกระโดดขึ้นไปเกาะบ่าไมค์เพื่อติดสอยห้อยตามไปด้วย
...ไหนๆ ก็เป็นวันสัตว์เลี้ยงแล้ว เจอแมวอีกซักตัวจะเป็นไรไป ดีเหมือนกัน แก้เหงาด้วย... เด็กหนุ่มคิดขณะเดินอย่างอารมณ์ดี
ไมค์นั่งเอกเขนกบนเก้าอี้นวมเมื่อมาถึงห้องรับรองซึ่งบดินทร์เดินนำเข้ามา
ชายหนุ่มหันไปกระซิบสั่งข้าหลวงให้พากาฬลมาหา
“สังหรณ์ใจไม่ดีเลยแฮะ”
แมวดำบนบ่าเอียงหน้าเข้าไปบ่นข้างหู ไมค์เหล่มองด้วยหางตา
“ทำไมล่ะ? นายน่าจะดีใจนะที่ได้เจอเพื่อน”
“เพื่อนบ้าอะไรล่ะ ข้าไม่ใช่แมว แต่เป็นนักเวทย์ที่อยู่ในร่างแมวต่างหะ...”
นันท์ยังไม่ทันพูดจบ ก็ขู่ฟ่อทำขนตั้งชันแล้วมุดเข้าไปหลบหลังเด็กหนุ่ม
“กาฬลมาแล้วพะย่ะค่ะ”
บดินทร์รายงานพลางผายมือไปทางประตู
ไม่ใช่แค่แมวน้อยเท่านั้นที่สั่นเป็นเจ้าเข้า ไมค์เองก็ถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อ “แมว” ขององค์ชายพิรัชต์เดินย่างกรายเข้ามาทางประตู
นะ... นี่มัน... เสือดำชัดๆ...
ขนหยาบสีดำขลับเป็นมัน ดวงตาสีอำพัน ร่างกายกำยำดูสง่างาม...
“ไหน... วะ... ว่าแมวไงล่ะ”
ไมค์ระล่ำระลักถาม แม้แต่มหาดเล็กเองก็ยังกระเถิบกายหลบจากเส้นทางที่สัตว์เลี้ยงแสนรักจะเดินไปหาเจ้านาย
“ฝะ... ฝ่าบาทบอกเองนะพะย่ะค่ะ ว่านี่คือแมว”
เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นตาตรงหน้า เจ้าตัวใหญ่สี่ขาก็เร่งฝีเท้าราวกับดีใจ ไมค์ตัวสั่นงันงก ยกขาขึ้นมาบนเก้าอี้เบียดแมวน้อยตัวดำปี๋จนแทบหายใจไม่ออก
“เหวอ... ทะ ทำไงดีล่ะบดินทร์ มันจะกินข้ารึเปล่า”
“ไม่หรอกพะย่ะค่ะ มันอิ่มแล้ว ลองเรียกชื่อมันดูสิพะย่ะค่ะ”
เจ้านายลูกน้องลนลานโต้ตอบกันเสียงดัง ขณะร่างใหญ่สีดำทะมึนใกล้เข้ามาทุกที เสียงหายใจของมันดังฟึดฟัด เล่นเอาทุกคนในห้องขวัญหนี
“กะ... กาฬล”
ไมค์รีบยกแขนบังหน้าพลางตะโกนเมื่อสัตว์ร้ายเคลื่อนกายมาถึงตรงหน้า
ได้ผล... กาฬลชะงักกึก มันนึ่งอยู่ชั่วอึดใจแล้วล้มตัวลงนอนหงายเหมือนลูกแมวเชื่องๆ
เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆ หันไปสบตามหาดเล็กคู่ชีพซึ่งหน้าตาซีดเซียวไม่แพ้กัน... แม้บดินทร์ผู้น่าจะเคยชินไม่มีทีท่าขวัญหนีดีฝ่อกับเจ้าเสือตัวนี้ แต่ก็ดูเหมือนยังไม่สนิทใจกับสัตว์ทรงเลี้ยงของผู้เป็นนายเท่าไรนัก ขึ้นชื่อว่าเสือจะให้วางใจไร้ระแวงคงเป็นไปไม่ได้
“ขะ... ข้าต้องทำไงต่อ?”
“เอ่อ... ลองเกาพุงให้มันสิพะย่ะค่ะ”
“จะบ้าเรอะ! แล้วถ้ามันงับมือข้าขึ้นมาล่ะ”
“มะ... ไม่หรอกพะย่ะค่ะ ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่แน่ แต่กาฬลจงรักภักดีกับพระองค์มากที่สุด”
เสือหนุ่มบิดกายกลิ้งไปมา แล้วหันหน้าสบตาเจ้านายอย่างออดอ้อน
ไมค์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่... เขาจะได้กลับบ้านอย่างมีชีวิตรึเปล่าหนอ แต่สุดท้าย ก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปหาเสือดำอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ยะ... อย่างับข้านะ... กาฬล”
ทันทีที่มือใหญ่สัมผัสขนหยาบหนามันวาว เจ้าตัวใหญ่ก็เอาหน้ามาถูกไถกับข้อเท้าของเด็กหนุ่ม
“ฮะ... ฮะฮะ...”
ไมค์คลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย เริ่มเปลี่ยนสีหน้า แสยะยิ้มอย่างเอ็นดู
...เจ้าตัวใหญ่นี่ก็น่ารักใช่ย่อย เหมือนแมวมากกว่าเสือจริงๆ ด้วย...
เมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายมีทีท่าว่าจะกางกรงเล็บ เด็กหนุ่มก็นั่งยองๆ ลงข้างๆ แล้วเริ่มลูบไปตามลำตัวที่ปกคลุมด้วยขนสีดำสนิท กาฬลพลิกตัว แล้วยื่นหัวเข้ามาคลอเคลีย
“ท่าทางจะคิดถึงองค์ชายน่าดู...”
เสียงบดินทร์พูดอย่างโล่งอก
ทันใดนั้นเอง... ดวงตาสีอำพันสองคู่ก็สบสายตากัน
นันท์ซึ่งตัวสั่นงันงกอยู่บนเก้าอี้ ยิ่งสั่นมากขึ้นเป็นทวี แมวน้อยกางกรงเล็บจิกเบาะที่นั่งกลั้นหายใจสุดชีวิต
ร่างสีดำลุกขึ้นยืนแล้วก้าวไปยังเจ้าตัวเล็กแปลกหน้า
เหวอ... จริงสิ นันท์... เวรกรรม จะโดนกินมั้ยนั่น... หนทางกลับบ้านของช้านนนน
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างฝืดคอ ขณะมองเจ้าตัวใหญ่ทำจมูกฟุดฟิดใส่เจ้าตัวเล็ก
“ท่านเป็นเจ้านาย ทำอะไรซักอย่างเซ่”
เสียงเล็กๆ ลอดไรฟันออกมา ด้วยเกรงว่ามหาดเล็กที่ยืนชิดติดประตูจะได้ยิน
“อะ... เอ่อ... กาฬล...”
ทว่ายังไม่ทันเรียกชื่อจบ กาฬลก็แลบลิ้นเลียแผลบเต็มหน้าเจ้าตัวเล็ก
“เมี้ยวววววว...”
แมวน้อยส่งเสียงร้องด้วยอาการหวาดผวา
กาฬลกระโจนขึ้นเก้าอี้ใส่เจ้าเหมียวทันที ทว่าด้วยสัญชาตญาณแมว นันท์รีบกระโดดขึ้นไหล่ไมค์หลบได้อย่างหวุดหวิด
“เหวอ... นายมาทางฉันทำไมเนี่ย”
ถึงเมื่อกี้จะเข้ามาอ้อนอย่างว่าง่าย แต่เขาเองก็กลัวใจสัตว์เลี้ยงว่าจะกระโจนใส่ตัวเขาเพื่อชิงเจ้าแมวเหมียว
“มะ... มันจะปล้ำข้า... ฮือๆๆๆ ไอ้แมวนั่นมันจะปล้ำข้า”
นันท์ปล่อยโฮออกมาเป็นเสียงเงี้ยวง้าว
จะเป็นไปได้ไง... ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นแมวเนี่ยนะ ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า “ปล้ำ” ก็เห็นแววตาหื่นกระหายของเสือตัวใหญ่ทันที
“เฮ่ย... กาฬล... ยะ... อย่านะ อย่าทำแบบนี้”
เด็กหนุ่มยกมือสองข้างขึ้นห้าม แต่ดูเหมือนกาฬลจะเข้าใจว่านายเล่นด้วย จึงยกขาหน้าขึ้นสองข้างทั้งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
“องรัชทายาทเสด็จพะย่ะค่ะ”
จู่ๆ ข้าหลวงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง เด็กหนุ่มหูผึ่ง หันไปมอง และวินาทีนั้นเองเจ้ากาฬลก็โถมตัวพุ่งเข้ามา ไมค์เห็นภาพนั้นด้วยหางตารีบถอยหลบได้ทัน เจ้าแมวน้อยห้อยต่องแต่งกางเล็บเกาะปกเสื้อด้านหลัง
และขณะนั้นเอง ร่างสูงโปร่งขององค์ชายพิชญะก็ปรากฏตัวขึ้นอีกฟากหนึ่งของประตู
“อย่าเพิ่งเข้ามาพะย่ะค่ะ”
บดินทร์รีบร้องห้าม ทว่าไม่ทันแล้ว... เสือดำตัวใหญ่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นผู้มาใหม่ สีหน้าเชื่องเหมือนลูกแมวของมันพลันเปลี่ยนเป็นดุร้ายในพริบตา
ไมค์รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เมื่อเสือเลี้ยงตรงหน้าเบนความสนใจด้วยอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด
พิชญะยืนค้างอยู่หน้าห้อง ดูเหมือนเขาจะเพิ่งสังเกตเห็นสัตว์หน้าขนของน้องชายที่ได้รับการปล่อยออกมา
“กาฬล...”
เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย
“ทำไมไม่ห้ามไว้เล่า”
บดินทร์หันไปทำตาเขียวใส่ข้าหลวงที่รายงานก่อนการเสด็จเพียงไม่กี่วินาที
“ก็มันกะทันหันนี่ท่าน”
คนถูกดุทำหัวหด หน้าจ๋อย
และดังคาด กาฬลเริ่มขยับตัวเข้าหาผู้มาใหม่ มันแยกเขี้ยวคำรามใส่เด็กหนุ่มตรงหน้าเสียงสนั่น
“กาฬล”
ไมค์ส่งเสียงเรียกเมื่อเห็นเสือดำย่างสามขุมไปยังพระเชษฐา ทว่าเจ้าตัวที่ถูกเรียกหาสนใจไม่ พิชญะกระเถิบกายถอยหลังให้เงียบและนิ่งที่สุด ดวงตาคู่สวยจ้องกับตาสีอำพันไม่วางตา
และทันใดนั้นเอง ร่างสีดำตรงหน้าก็กระโจนเข้าใส่ ทั้งห้องต่างกลั้นหายใจด้วยความหวาดเสียว
“เสด็จพี่...”
รัชทายาทหนุ่มหลับตาปี๋ยกแขนขึ้นมากัน จากนั้นก็หงายหลังล้มลงเพราะแรงผลัก
“องค์ชายพิรัชต์!”
เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่ออนุชา แล้วก็พบว่าตัวเองนอนราบกับพื้นอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย มือใหญ่รองอยู่ที่ท้ายทอยของเขา ส่วนกาฬลดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นผู้เป็นนายเข้ามาขวาง มันคำรามลั่น ทำหูตกแล้วนอนหมอบ
“พิรัชต์!”
เขามองสภาพของคนที่ทาบทับอยู่เบื้องบน สีข้างด้านหลังเป็นรอยกรงเล็บเลยมาถึงต้นแขน เลือดซึมและไหลออกมาเลอะเนื้อผ้าที่ฉีกขาด
ไมค์เริ่มเจ็บบริเวณรอยแผล เล็บเสือหนักกว่าเล็บแมวหลายเท่านัก เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของอีกฝ่าย
“รีบไปตามคนมาเร็วสิ”
บดินทร์รีบสั่งข้าหลวง เขาตกใจในภาพตรงหน้าไม่น้อย และนึกละอายที่ไม่ได้ออกไปปกป้องผู้เป็นนาย
ไม่นานกาฬลซึ่งรู้สึกผิดที่ทำร้ายองค์ชายก็ถูกนำกลับไปยังห้องของมัน ก่อนไปไมค์อุตส่าห์เอื้อมมือไปลูบหัวมันเป็นการปลอบใจ ท่าทีดุร้ายที่มีต่อองค์ชายพิชญะของมันเลือนหายในพริบตา
“อูย... เจ็บชะมัด ไม่ใช่ฝันจริงๆ ด้วย ว่าแต่เสด็จพี่ไม่เป็นไรนะ”
“ฮือ... น้องบ้า... ยังมีหน้ามาถามอีก เจ้าไม่เห็นต้องมาเจ็บตัวแทนพี่เลย”
ทั้งที่เจ็บแผลแต่เขากลับยิ้มออก เด็กหนุ่มเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่าย แล้วจึงถูกบรรดาข้าหลวงเข้ามาพยุงเพื่อพาไปทำแผล
“ท่านจิระไม่ได้มาด้วยหรอกรึ”
บดินทร์กระซิบถามข้าหลวงที่วิ่งมาบอก หลังจากส่งองค์ชายถึงห้องเพื่อให้คนอื่นๆ พยาบาล
“มาครับ แต่องค์ชายพิชญะบอกให้รออีกห้องหนึ่ง ดูเหมือนมีเรื่องอยากคุยกับองค์ชายพิรัชต์ตามลำพัง”
ชายหนุ่มถึงกับกุมขมับ พวกเขาก็ชะล่าใจเกินไป เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุอันตราย ร่างสูงใหญ่ขององครักษ์หนุ่มจะปรากฏตัวอย่างทันท่วงที... อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ผิดที่ไม่ได้เข้าไปปกป้องนายของตัวเอง เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าองค์ชายพิรัชต์จะกระโจนเข้าไปขวางแบบนั้น
...เตรียมรับโทษไว้ได้เลย...
แม้จะทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่องค์ชายพิชญะก็ยังคงน้ำตาไหลไม่ขาดสาย ไมค์ถึงกับถอนหายใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า พระเชษฐาผู้งามสง่า บัดนี้สภาพร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนเด็กเล็กๆ ก็ไม่ปาน
“ไม่เอาน่า... ข้าไม่เป็นไรแล้ว...”
เมื่อข้าหลวงทยอยออกจากห้อง องค์รัชทายาทก็รีบหันขวับกลับไปสั่ง
“อย่าเพิ่งบอกท่านจิระนะ... เอ่อ... เราจะเล่าให้เขาฟังเอง”
นั่นเป็นเพราะหากเรื่องถึงหูองครักษ์คนนั้นล่ะก็ คงรีบแจ้นมาหาเขาทันทีอย่างแน่นอน
“สายไปแล้วล่ะพะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอยู่ตรงหน้าประตู ทำเอาพิชญะถึงกับสะดุ้ง
“พระองค์ทำให้กระหม่อมบกพร่องต่อหน้าที่อยู่เรื่อย คราวนี้เดือดร้อนถึงพระอนุชา...”
“พอที... ฮึก... ฮึก... ไว้เทศน์เราหลังจากกลับวังก็แล้วกัน ตอนนี้เราขออยู่กับน้องเราก่อนได้มั้ย”
พิชญะรีบตัดบทอย่างรำคาญ
“เห็นจะไม่ได้พะย่ะค่ะ เมื่อกี้กระหม่อมพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นเหตุให้องค์ชายพิรัชต์ต้องบาดเจ็บ ต่อจากนี้กระหม่อมคงต้องคอยอารักขาฝ่าบาทไม่ให้คลาดสายตา”
ไมค์คลี่ยิ้มขณะหยิบเสื้อมาสวม
“ไม่เป็นไรหรอกน่า... ตอนนี้เหลือข้ากับเสด็จพี่อยู่แค่สองคน ท่านคิดว่าคนเจ็บจะทำร้ายอะไรองค์รัชทายาทได้รึ”
“มิบังอาจ... กระหม่อมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...”
“งั้นก็ออกไปก่อน เราจะอยู่กับน้องตามลำพัง คราวนี้ไม่มีกาฬลแล้ว เราไม่เป็นไร”
เมื่อได้ยินคำยืนยันหนักแน่นของผู้เป็นนาย จิระอิดออดเล็กน้อย แล้วจึงยอมออกไปแต่โดยดี
ไมค์ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาสองข้างแก้มของพระเชษฐาอย่างอ่อนโยน
“เวลาท่านร้องไห้แบบนี้ ไม่เหมือนเป็นพี่เลยนะ”
“ฮึก... พี่ก็ไม่ได้อยากจะร้องนักหรอก... แต่... ฮึก... มันหยุดไม่ได้นี่...”
เด็กหนุ่มยิ้มขำเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ก่อนดึงร่างของอีกฝ่ายเข้ามากอดปลอบโยน
“โอ๋... อย่าร้องนะ คนที่เจ็บคือข้าต่างหาก ไม่ใช่ท่านซักหน่อย”
“เพราะเจ้าเจ็บ... พี่ถึงร้อง... ต้นเหตุทั้งหมดคือพี่... พี่ขอโทษ ระยะหลังพี่ไม่ค่อยเห็นกาฬลออกมา เลยไม่คิดว่า...”
“พอเถอะ อย่าโทษตัวเองเลย เรื่องมันผ่านไปแล้ว... แต่ว่าข้าเจ็บเพราะปกป้องท่านแบบนี้ จะไม่ให้รางวัลซะหน่อยเหรอ”
ไมค์กระซิบข้างหูแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ทำเอาอีกฝ่ายหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาดื้อๆ ราวกับรู้ว่านั่นหมายถึงอะไร
“เจ้า... อยากได้อะไรล่ะ”
ถามพลางหลบสายตาอย่างเขินอาย เพราะท่าทีของน้องชายเปลี่ยนไปงั้นรึ ระยะหลังเขาจึงรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่คนตรงหน้าส่งสายตาเจ้าชู้ใส่แบบนี้
ไมค์เกลี่ยเส้นผมแล้วลูบใบหน้าของอีกฝ่าย ก่อนค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากเข้าไปใกล้ พิชญะเห็นดังนั้นก็ขัดเขินเล็กน้อย แต่เมื่อบอกตัวเองในใจว่าพี่น้องกัน ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็หลับตาพริ้มเตรียมรับสัมผัสที่พักหลังเริ่มคุ้นเคย
ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากทั้งคู่จะจดถึงกัน ไมค์ก็นึกขึ้นมาได้เสียก่อน
จริงสิ... โลกนี้ไม่ใช่โลกของเรา... พระเชษฐาคนนี้ไม่ใช่กอล์ฟ...
เมื่ออีกฝ่ายชะงัก พิชญะก็ลืมตาขึ้นแล้วกระพริบปริบๆ ด้วยความสงสัย
“เอ่อ... เสด็จพี่... ข้ารู้สึกเพลียๆ อยากพักผ่อน”
เด็กหนุ่มผู้พี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากอนุชา ก่อนเดินออกจากห้องไป
...สุดท้าย เขาก็ไม่ได้ถามสิ่งที่ต้องการถามจนได้...
ขณะที่ไมค์เดินไปยังหน้าต่างด้วยความสับสน
“อย่าบอกนะ ว่าท่านหลงรักองค์ชายพิชญะเข้าซะแล้ว”
เสียงเล็กๆ ของนันท์ดังขึ้น มันเข้ามานั่งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ไม่ใช่... ฉันแค่หลงเข้าใจมาตลอดว่าที่นี่คือความฝัน แล้วหมอนั่นคือคนที่ฉันรัก”
“ก็ดี พี่กับน้องรักกันเป็นสิ่งต้องห้าม แถมองค์รัชทายาทเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ ไม่นานก็ต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสักองค์ และมีรัชทายาทในรุ่นต่อๆ ไป”
“ที่สำคัญ... ฉันไม่ใช่คนคนนี้... ฉันไม่ใช่ตัวจริงของคนคนนี้สินะ”
กอล์ฟนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องที่มืดสนิท เขานั่งอยู่อย่างนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะกระดิกตัวแม้แต่น้อย
ทั้งที่เปิดคอมทิ้งไว้ แต่กลับไม่มีกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น
เสียงเปิดประตูทำเอาเขาถึงกับสะดุ้ง เมื่อหันไปมองก็พบร่างสูงใหญ่ในชุดนอนกำลังเดินเข้ามา
“ออกไปนะ... นายเข้ามาได้ไง ฉัน...”
“ล็อกประตูแล้วก็เปิดได้”
พิรัชต์ชูกุญแจในมือให้ดู แล้วย่างสามขุมเข้ามา
“นะ... นายจะเอายังไงกับฉันอีก”
เด็กหนุ่มพูดเสียงเครือ พลางเลื่อนเก้าอี้ถอยหนีอย่างลนลาน
“ไม่เอาน่า... ไม่เห็นต้องกลัวจนตัวสั่นขนาดนั้นเลย ฉันก็แค่จะเข้านอน”
ร่างสูงแสยะยิ้ม ทำเอากอล์ฟถึงกับขนลุก เขาหน้าซีดเมื่อเดาสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้
“กะ... ก็ไปนอนห้องนายสิ เข้ามาห้องฉันทำไม”
พิรัชต์รวบตัวอีกฝ่าย แล้วยกขึ้นจากเก้าอี้ กอล์ฟพยายามดิ้นหนี แต่รู้ตัวอีกทีก็ถูกโยนลงบนเตียงจนแทบจุก ตามด้วยน้ำหนักของคนที่ทิ้งตัวลงมาทับจากเบื้องบน
“ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก... แต่ถ้าดิ้นมากนักก็ไม่แน่...”
เสียงทุ้มดังขึ้นที่ข้างหู
กอล์ฟรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง หมอนี่ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทำร้ายอย่างที่พูดจริงๆ วงแขนแกร่งรวบตัวเขาไว้อย่างนั้น ซุกใบหน้าลงบนไหล่ แล้วเข้าสู่นิทราอย่างเงียบสงบ เขารู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกของอีกฝ่าย กลิ่นกายจากสบู่หลังอาบน้ำ และความอบอุ่นจากแผ่นอกของคนตรงหน้า
น้ำตาเจ้ากรรมค่อยๆ เอ่อขึ้นที่ขอบตาอันร้อนผ่าว เขาไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้เช่นนี้มาก่อนเลย... ทำไมหมอนี่ถึงบีบให้เขายอมจำนนในทุกวิถีทาง
อยากรังเกียจ... อยากผลักไสร่างนี้ออกไปให้ไกล แต่เขาก็ทำไมได้ เพราะนี่คือร่างของไมค์... ถึงแม้คนที่อยู่ในร่างกายนี้จะไม่ใช่ก็ตาม
กอล์ฟหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีเพราะเสียงครางของเจ้าของอ้อมแขนที่รวบตัวเขาอยู่
“เสด็จพี่... ฮึก ฮึก... เสด็จพี่...”
เมื่อได้สติว่าตัวเองกำลังถูกคนที่เคยทำร้ายกอดรัด เด็กหนุ่มก็ผลักใบหน้าและบ่าของอีกฝ่ายเป็นการใหญ่
“ปล่อยนะ... อย่า...”
ทว่ายิ่งพยายามดันตัวออกห่าง ร่างตรงหน้าก็ยิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สติ กอล์ฟจึงรวบรวมความกล้าดันไหล่กว้างออกแล้วตีใบหน้าแบบยั้งมือ
...ใจจริงเขานึกหมั่นไส้จนอยากตบจนหน้าหัน แต่เกรงว่าถ้าทำแรงขนาดนั้น จะเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของตัวเองหลังจากหมอนี่ตื่น
ได้ผล... พิรัชต์ลืมตาขึ้น มองทอดลงมาสบสายตานิ่ง
“กอล์ฟ...?”
เสียงเรียกชื่อนั้นเหมือนยังไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าเขาเป็นใคร
“ใช่... ฉันกอล์ฟ... ไม่ใช่เสด็จพี่ของนาย”
น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่ดูเหมือนร่างสูงเบื้องบนนั้นไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ยังคงจ้องมองดวงหน้าบึ้งตึงราวกับพินิจพิจารณาอะไรบางอย่าง จนกอล์ฟรู้สึกอึดอัดขึ้นมาด้วยความกระดาก
เมื่อมือใหญ่เริ่มลูบไล้พวงแก้มใส เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีทันทีราวไม่อยากให้แตะต้อง แต่ปลายนิ้วนั้นยังดื้อแพ่งเคลื่อนไปสัมผัสริมฝีปากต่อ ก่อนจับคางให้หันหน้ามาหา แล้วแนบริมฝีปากลงไป
กอล์ฟส่งเสียงประท้วงในลำคอพลางขืนตัวหนี ทว่าริมฝีปากอุ่นเบื้องบนไล้โลมอย่างใจเย็น
เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์ เด็กหนุ่มก็หยุดการเคลื่อนไหว ตั้งสติเพื่อหาช่องทาง พลางปล่อยให้อีกฝ่ายเพลิดเพลินกับการปรนเปรอจูบ ...เดี๋ยวเบื่อก็คงเลิกราไปเอง
ทว่าดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เพราะเพียงไม่นาน ร่างกายของอีกฝ่ายที่แทรกอยู่ตรงต้นขาของเขาก็ขยายตัวขึ้น
กอล์ฟสะดุ้ง เบิกตาโพลง เริ่มขัดขืนอีกครั้ง
“อย่านะ... ฉันไม่ใช่เสด็จพี่ของนาย...”
เขาตะเบ็งเสียงออกมา พลางทุบลงบนไหล่หนาของอีกฝ่าย
“ถึงนายจะไม่ใช่ แต่นายก็ยังเป็นทาสฉันอยู่ดี... อย่าลืมสิ”
กอล์ฟหลับตาปี๋ พลางดิ้นรนสุดชีวิต
“นี่มันไม่ใช่หน้าที่ของทาส... เราไม่ได้ตกลงกันไว้อย่างนี้”
“ใช่... เราไม่ได้ตกลงกันไว้ แต่นายผิดเองนะ... ผิดที่ทำให้ฉันเกิดอารมณ์ไง หึหึหึ”
“ไอ้บ้า... ปล่อย ฉันไปทำอะไรให้นาย ทำไมนายถึงได้ทำกับฉันแบบนี้...”
เด็กหนุ่มเริ่มสะอึกสะอื้น ดูเหมือนไม่ว่าเขาจะพูดอะไรไป อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา หนำซ้ำยังอ้างเหตุผลทำตามใจตัวเองออกมาหน้าตาเฉยอีก
“ทำสิ...”
พิรัชต์จับใบหน้าได้รูปให้หันมาแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท กอล์ฟเผลอลืมตามองตอบ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหอบหายใจด้วยความหวาดผวา
“ต่อให้นายไม่ใช่เสด็จพี่... แค่นายเป็นกอล์ฟ... นายก็ทำให้ฉันแทบบ้า... ได้ยินมั้ย... นายทำให้ฉันแทบบ้ามาตั้งแต่เมื่อตอนกลางวันแล้ว”
เมื่อตอนกลางวัน... กอล์ฟนึกย้อนกลับไป... หรือว่าหมอนี่ยังโกรธที่เขาจะพากลับบ้าน
โธ่เว้ย... คนที่แทบจะเป็นบ้าคือทางเขามากกว่า โดนมาสารพัด ตั้งแต่ข่มเหง ข่มขู่ ข่มขืน... แล้วไหนจะต้องมาช่วยปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้นอีก ทั้งที่อยากจะฟ้องใครต่อใครว่าเขาถูกกระทำย่ำยียังไง แต่... เรื่องพรรค์นั้นมันพูดกันได้ง่ายๆ เหมือนปรึกษาปัญหาหัวใจที่ไหนเล่า ทำไมเขาถึงไม่เป็นบ้าไปให้รู้แล้วรู้รอดซะเลยนะ
กอล์ฟหัวเราะหึ อย่างเย้ยหยันโชคชะตาของตัวเอง
“นายไม่ได้แทบบ้าหรอก... แต่นายมันบ้าไปแล้วต่างหาก”
“ก็ดี... งั้นก็รู้ไว้ซะว่าฉันเป็นบ้าเพราะนาย จากนี้ไปจะได้ชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำ”
สิ้นเสียงกระซิบ ริมฝีปากอิ่มก็บดขยี้กลีบปากสีชมพูอ่อนตรงหน้าโดยไม่เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายได้เถียงกลับ มือใหญ่สอดเข้าสัมผัสผิวกายภายใต้เสื้อ ลูบไล้ไปตามสีข้างและยอดอกทำเอาอีกฝ่ายถึงกับแอ่นกายด้วยความสะท้าน พยายามเบือนหน้าหนี แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้ง เมื่อถูกขบที่ใบหู ลิ้นอุ่นสอดเข้าไปข้างใน
“ดูเหมือนหูนายจะไวเป็นพิเศษนะ... ดูสิ แค่โดนกัดเบาๆ ก็มีอารมณ์ซะแล้ว”
กอล์ฟกลืนเสียงสะอื้นลงคอ เขาเถียงอะไรไม่ออก เพราะร่างกายของเขาในตอนนี้เย็นวาบไปทั้งตัว เขารู้สึกขนลุก... ไม่ใช่เพราะความขยะแขยง แต่เพราะร่างกายของตนเองกำลังตื่นตัวอยู่ต่างหาก
“อือ... ไม่... ปล่อยฉะ...ฉัน...”
เด็กหนุ่มพยายามผลักร่างสูงใหญ่ตรงหน้า เขารู้ดีหากไม่หยุดทุกอย่างให้ได้ตอนนี้ ไม่ช้าเรี่ยวแรงทั้งหมดจะหดหาย และร่างกายจะสวามิภักดิ์แก่อีกฝ่ายเหมือนเมื่อตอนกลางวันอีกครั้ง
“คราวก่อนฉันเอาแต่ได้ไปหน่อย... แต่ครั้งนี้ ถ้านายยอมฉันดีๆ ล่ะก็ ฉันจะอ่อนโยนให้... ตกลงมั้ย”
“จะบ้าเรอะ ใครจะยอมให้นายรังแกไปตลอดล่ะ”
กอล์ฟเริ่มฉุนขาด กลับมาฮึดสู้อีกครั้งทั้งที่น้ำตานองหน้า
“หึ... บอกไว้ก่อนนะว่า... ยิ่งนายดิ้นเท่าไหร่ สำหรับฉันมันก็ยิ่งเร้าใจขึ้นเท่านั้น”
หมอนี่... พวกชอบเอาชนะสุดๆ
กอล์ฟส่งเสียงหวีดร้องอยู่ในลำคอเมื่อร่างสูงฝังใบหน้าลงมาที่ไหล่ มืออุ่นเริ่มไล้เรื่อยไปยังใต้กางเกงด้านหลัง เด็กหนุ่มดิ้นหนีสุดชีวิต ทว่าเพียงไม่นานกางเกงก็ค่อยถูกเลื่อนลงไปเรื่อยๆ กระทั่งผิวกายใต้เอวลงไปแนบกับร่างกายร้อนของอีกฝ่ายผ่านเนื้อผ้าบางๆ
เมื่อมือใหญ่ครอบครองร่างกายที่เริ่มตื่นตัวของเขาสำเร็จ เด็กหนุ่มปล่อยให้น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างคนจนแต้ม เขากำด้านหลังเสื้อของอีกฝ่ายแล้วบีบมือเกร็งแน่นด้วยความเจ็บใจ ร่างสูงยิ้มที่มุมปาก มือด้านหลังแยกสะโพกอีกฝ่าย ก่อนฝืนเบียดแทรกร่างของตนเข้าไป
กอล์ฟเบิกตาโพลง รู้สึกจุกจนร้องไม่ออก ไม่คิดว่าจะถูกลงมืออย่างรวดเร็วขนาดนี้ ร่างกายเขาเหมือนถูกฉีกออกจากกัน มันกำลังต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกเข้ามา ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ปฏิกิริยานั้นได้ดี เขาประกบริมฝีปากเล้าโลมอย่างอ่อนโยนขณะหยุดเพื่อรอให้เด็กหนุ่มผ่อนคลาย และเมื่อแรงบีบรัดลดน้อยลง ร่างสูงก็ค่อยๆ ขยับกายลึกเข้าไปเรื่อยๆ
“อ๊ะ... อา...”
กอล์ฟเผลอส่งเสียงครางทุกครั้งที่สัมผัสถึงการเสียดสีภายใน
“รู้สึกดีสินะ... ดูเหมือนนายจะชอบแบบนี้ เมื่อตอนกลางวันก็เหมือนกัน ทำหน้าเคลิบเคลิ้มเชียว”
เสียงทุ้มกระซิบข้างหูสลับกับเสียงกลั้นหายใจทุกครั้งที่ดันกายเข้าไป ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าร้อนฉ่าโดยไม่รู้ว่าเพราะเขินอายหรืออับอายกันแน่
“คะ... ใครจะไปรู้สึกแบบนั้นกัน”
เถียงกลับตะกุกตะกัก
พิรัชต์แนบจมูกลงบนพวงแก้มแล้วสูดหายใจแรงจนอีกฝ่ายนึกว่ากำลังโดนหอม กอล์ฟกระชับวงแขนรอบคอเบื้องบนแน่นไม่ให้ไหลไปตามแรงกระแทกที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
กว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลังออกแรงอย่างบ้าคลั่ง ก็เมื่อได้ยินเสียงหวีดร้องลั่นซึ่งอีกฝ่ายกัดปากเก็บกลั้นเสียงอันน่าอายมาตลอด มือที่กอบกุมร่างกายภายใต้หน้าท้องของเขาเปียกชุ่มจากการปลดปล่อยของร่างที่เล็กกว่า
“ฮึก... ฮึก...”
กอล์ฟเริ่มสะอื้นอีกครั้ง แต่ฟังดูเหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจมากกว่า
พิรัชต์คลายอุ้งมือ แล้วยกขึ้นเลียให้เห็น
“อย่า...”
กอล์ฟซึ่งมองอยู่ร้องห้ามพลางเบะปาก ทว่าอีกฝ่ายกลับเหยียดริมฝีปากยิ้มพลางมองตอบด้วยดวงตาเป็นประกายยั่วยวนจนเขาต้องเบนสายตาไปทางอื่น
แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อสัมผัสอุ่นภายในร่างกายของเขาเริ่มขยับเข้าออกอีกครั้ง ความเสียวซ่านแล่นผ่านเข้ามาถึงท้อง
พิรัชต์แยกเรียวขาที่อยู่ข้างลำตัวออกกว้างแล้วดันกายเข้าจนสุด ก่อนปลดปล่อยขีดสุดของอารมณ์ผ่านของเหลวอุ่นให้อาบชุ่มภายในร่างกายที่ครอบครองเขาอยู่
“อึ่ก... อ๊า...”
เสียงหวานครวญรางแหวกความมืดภายในห้องอีกครั้ง ตามด้วยเสียงหอบหายใจของทั้งคู่
“ฮือ... ทะ... ทำไมนายถึงทำกับฉันแบบนี้... ทำไม”
กอล์ฟเริ่มร้องไห้พลางถามคำถามเดิมๆ
“หึ... คงเพราะ... ฉันติดใจร่างกายของนายซะแล้วล่ะมั้ง”
ร่างเบื้องบนกระซิบตอบ ขยับกายที่ยังฝังอยู่ภายในอีกฝ่าย สัมผัสที่ลื่นขึ้นดูจะสร้างความเพลิดเพลินให้เขาไม่น้อย
กอล์ฟจิกเล็บลงบนต้นแขนกำยำของคนตรงหน้า ขบริมฝีปากจนช้ำเมื่อความรู้สึกแปลกๆ แล่นเข้ามา
“ท่าทางนายเองก็จะชอบร่างกายฉัน... ไม่สิ ร่างกายนี้เหมือนกันนะ รั้งไว้ซะแน่นไม่ยอมให้ออกเลย”
...ไอ้บ้า... นายไม่ได้ตั้งใจจะออกไปซะหน่อย
ดวงตาเรียวมองค้อนสายตาลามกเบื้องบนอย่างเคียดแค้น
สักพักร่างสูงก็หยุดการเคลื่อนไหว ก้มลงมองใบหน้าบิดเบี้ยวทรมานครู่หนึ่ง แล้วฝังจมูกลงที่ซอกคอขาวก่อนสูดลมหายใจ จากนั้นก็เคลื่อนจมูกไปตามแนวไหล่ แล้วหอมผิวกายที่สั่นระริกของอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์
“หอมจัง... ยิ่งเหงื่อออกก็ยิ่งหอม...”
...หมอนี่มัน... โรคจิตชัดๆ... กอล์ฟขนลุกซู่ ตอนนี้เขารู้สึกอึดอัดกับการปลุกอารมณ์ที่ค้างคาอยู่เหลือเกิน
พิรัชต์จูบริมฝีปากอิ่มเบาๆ ราวหยอกล้อ แต่ไม่นานก็จับคางให้อีกฝ่ายยอมอ้าปาก ก่อนสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดลิ้นอีกฝ่ายขึ้นมาดูดเบาๆ จนกอล์ฟเผลอขยับสะโพกตามความเสียวซ่านที่เข้ามา
บ้าชะมัด... คราวนี้ร่างกายของเขาเป็นฝ่ายขยับเอง เขาเป็นฝ่ายทนไม่ไหวจนต้องกลืนกลินอีกฝ่ายด้วยตัวเอง... บัดซบที่สุด
พิรัชต์หัวเราะหึอย่างพอใจผ่านแผ่นอกหนา เขาเลื่อนมือโลมไล้ยอดอกสีชมพูอ่อน ทำให้ร่างข้างใต้ไหวกายเร็วและแรงขึ้น เมื่อแกล้งจนพอใจก็ตอบสนองอีกฝ่ายด้วยการโถมร่างเข้าใส่ราวกับคลื่นใหญ่สาดซัด
ทั้งที่เจ็บใจร่างกายตนเองที่ตอบสนองได้ดีเกินไป แต่สุดท้ายกอล์ฟก็ต้องยอมกัดฟันข่มความอาย แหวกว่ายไปตามอารมณ์ที่โหมกระพือ
เพราะเมื่อกลางวันเขาถูกข่มขืนจนนับครั้งไม่ถ้วนงั้นหรือ? ร่างกายจึงได้ดูเหมือนคุ้นเคยกับคนตรงหน้าทุกครั้งที่ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้...
To be continued...
| ตอนต่อไป |
edit @ 14 Mar 2008 16:37:13 by ★ひまじん★

ท่านพิรัชต์
หื่น........
ฮ่าๆๆๆๆๆ
:))
#1 By :+:Sakura_badzZ:+: on 2008-03-14 19:24