For The Blood of The Moonlight I
posted on 25 Jun 2008 03:34 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
| ภาคแรก Lunar Luna แสงจันทร์บันดาลรัก |
ผมปิดตำรามนตร์คาถาเล่มหนาตรงหน้าอย่างเหนื่อยล้า แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ซุกหน้ากับหมอน แต่แล้วก็ต้อง
“ฮ้าดเช้ยยยย”
จามสนั่นลั่นห้อง...
ทันทีที่เห็นเส้นไหมเล็กๆ สีเงินอยู่บนที่นอน สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในสมอง คือใบหน้าของน้องชายคนเล็กของบ้าน
“ไมค์... อีกแล้วนะ!!” ผมตะโกนลั่นอย่างหัวเสีย
ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กคนนี้ ทั้งที่ระยะหลังทุกคนกันหมอนี่ห่างจากผม แต่ก็ยังไม่วายแอบเข้ามานอนในห้องอีกจนได้
เหตุที่ไมค์ถูกกันให้อยู่แต่ในห้องของตัวเองเป็นเพราะอาการภูมิแพ้ขนสัตว์ของผมกำเริบนี่แหละครับ
จะว่าสงสารก็น่าสงสาร ที่จู่ๆ หมอนั่นต้องถูกลิดรอนอิสรภาพทั้งที่อยู่ในบ้านของตัวเองแท้ๆ แต่ทำไงได้ล่ะครับ...
ผมเป็นภูมิแพ้ขนสัตว์มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว แต่เวลาเข้าใกล้มนุษย์หมาป่าอย่างพี่แซนด์กลับไม่เห็นเป็นอะไร หรือแม้แต่เวลาไมค์เข้ามานอนในห้องผมบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ ก็ไม่ยักเกิดอาการ เพิ่งจะมีพักหลังๆ นี่แหละครับ ที่เป็นหนักแต่กับไมค์เท่านั้น
ผมลุกขึ้นปัดที่นอนและหมอนให้สะอาด แต่แล้วก็อดหยิบขนสีเงินที่ยังติดอยู่บนหมอนขึ้นมาพิจารณาไม่ได้ แต่ละเส้น... ดูหยาบ ใหญ่ และยาวขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แถมยังเป็นประกายอย่างชัดเจนเมื่อกระทบกับแสง นึกภาพไม่ออกเลยว่า หากเจ้าของขนเหล่านี้แปลงร่างอย่างสมบูรณ์ขึ้นมา จะกลายเป็นหมาป่าสีเงินตัวโตขนาดไหนกันนะ
คิดแล้วก็จามต่ออีกสองยก
ผมถูนิ้วไปมาที่จมูก รู้สึกเหมือนน้ำมูกจะไหล ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเกิดมาแพ้ขนหมาป่าของพี่น้องด้วยกันเองเอาดื้อๆ แบบนี้ได้ พอมองเส้นขนรอบตัวอย่างเคืองๆ เสียงออดอ้อนใสๆ ก็ผุดเข้ามาในหัว
“ก็เดี๋ยวนี้ไม่มีใครยอมให้ไมค์นอนกับพี่กอล์ฟนี่นา... ขอเข้ามานอนที่นี่ตอนพี่กอล์ฟไม่อยู่ก็ยังดี”
ถ้าเอาเรื่องนี้ไปโวยวาย หมอนั่นต้องย้อนกลับมาแบบนี้แน่
เฮ้อ... เจ้าเด็กขี้อ้อนเอ๊ย... นายติดอะไรฉันกันแน่นะ ถ้าอยากนอนห้องนี้นักล่ะก็ ฉันยกให้เลยก็ยังได้
นี่ก็ดึกมากแล้ว... ผมรีบไปเอาเครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาดห้องแล้วเข้านอนดีกว่า
ขณะเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาเครื่องดูดฝุ่น ก็พบว่าไฟในห้องครัวสว่างอยู่
“ใครเปิดไฟทิ้งไว้นะ...” ผมบ่นพลางเดินไปปิด ทว่ากลับพบร่างสูงใหญ่ทำอะไรกอกแกกอยู่หน้าตู้เย็น
ไมค์...
หมอนั่นขนเนื้อหมู ไส้กรอก เบคอนออกมาวางเรียงที่โต๊ะ
“ทำอะไรของนายน่ะ” ผมทัก เล่นเอาเจ้าตัวสะดุ้งโหยง
“พี่กอล์ฟ...” หมอนั่นทำเสียงออดอ้อนทันทีที่เห็นหน้าผม ไม่ใช่แค่เสียง แต่ทั้งสายตาเหมือนพบความหวังของชีวิต ไหนจะอาการอ้าแขนเข้ามากอดนั่นอีก
“โอ๊ย... ร้อน อย่าเข้ามาเกาะแกะนักได้มั้ย”
ผมสะบัดตัวออก ตามด้วยเสียงจามลั่นครัวสองสามที
“ไมค์หิวนี่นา... ท้องร้อง นอนไม่หลับทั้งคืนเลย พี่กอล์ฟทำอะไรให้กินหน่อยสิ”
ผมหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำมูกที่เริ่มไหลย้อย อะไรกันเนี่ย... ขนาดหมอนี่ไม่ได้แปลงร่าง ผมยังภูมิแพ้กำเริบอีกเหรอ?
“ฉันว่าเมื่อตอนมื้อเย็นนายกินไปตั้งเยอะแล้วนี่นา อะไรมันจะย่อยเร็วขนาดนั้น”
ผมเดินเลี่ยงน้องชายไปยังกองวัตถุดิบที่หมอนั่นขนออกมา ขณะที่คนบ่นหิวยืนหูตกพลางส่งสายตาหงอยเหงาอยู่ห่างๆ อย่างรู้สึกผิด
“ต่อไปนี้ไมค์คงเข้าใกล้พี่กอล์ฟไม่ได้อีกแล้วสินะ” หมอนั่นครางหงิงๆ เหมือนลูกหมาถูกทิ้ง
“ไปนั่งรอดีๆ เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง” ผมตัดบท พลางจัดการหยิบเขียงกับมีดหลังจากยัดกองเนื้อใส่ไมโครเวฟเพื่อละลายน้ำแข็ง
...............................
ระหว่างรอ ความเงียบทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จึงเริ่มเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการบ่น
“ใช่แล้ว... ฉันลงมาหยิบเครื่องดูดฝุ่นนี่นา ทำไมถึงต้องเสียเวลาทำมื้อดึกให้นายด้วย”
“ต้องขอบคุณเครื่องดูดฝุ่น ที่ทำให้ไมค์ไม่อดตาย” หมอนั่นตอบกลับมาด้วยเสียงร่าเริง
“ไม่ต้องมาทำหน้าซื่อเลย เพราะนายนั่นแหละ ทำให้ฉันต้องทำความสะอาดห้องกลางดึกกลางดื่นขนาดนี้ ถ้านายไม่แอบเข้าไปนอนในห้องฉัน ขนจากตัวนายก็คงไม่ร่วงลงบนเตียง แล้วทำให้ฉันภูมิแพ้กำเริบ และฉันก็คงไม่ต้องลงมาหยิบเครื่องดูดฝุ่น...” ผมพล่ามพลางหยิบเนื้อจากเตาแล้วเริ่มหั่น “ง่วงก็ง่วง พรุ่งนี้ยังต้องออกแต่เช้าอีก นี่ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว แทนที่จะได้นอนสบายๆ”
“ง่วงอะไรกัน เดี๋ยวพอจะนอนพี่กอล์ฟก็เปิดคอมทำนู่นทำนี่จนถึงตีสองนั่นแหละ”
ผมหันไปมองค้อนเสียงพึมพำทันใด แต่แล้ว...
“โอ๊ย!” ความเจ็บแปลบแล่นเข้ามาที่ปลายนิ้ว ปัดโธ่เอ๊ย... เพราะนายคนเดียว ทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นระหว่างใช้มีด เสียจังหวะหมด
เจ้าตัวดีรีบเข้ามาฉวยมือผมดูอาการอย่างลืมตัว รอยแยกของผิวหนังเริ่มมีหยาดเลือดซึม ผมไม่เคยถูกของมีคมบาดมานานแล้ว รู้สึกแสบผิวอย่างบอกไม่ถูก
ทว่ายังไม่ทันตั้งตัว ปลายนิ้วที่เลือดไหลเยิ้มออกมาก็เข้าไปอยู่ในปากอุ่นๆ ของน้องชายตัวดีเสียแล้ว
ที่อุ่นกว่าปลายนิ้ว... คือใบหน้าของผม ซึ่งร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ผมได้แต่อึ้งขณะจ้องริมฝีปากสีชมพูระเรื่อบรรจงสัมผัสนิ้วของผมกระทั่งเลือดเริ่มหยุด ปลายลิ้นที่เลียเบาๆ เปลี่ยนเป็นค่อยๆ ดูดปากแผล เล่นเอาในหัวขาวโพลนไปหมด... เวลานี้ผมควรจะชักมือออก แล้วล้างแผลใส่ยา แต่ทว่า...
ไมค์ถอนริมฝีปากจากปลายนิ้ว ดึงมือผมเข้าไปใกล้ขณะแขนอีกข้างโอบรอบเอว ทันทีที่ร่างกายพวกเราแนบชิดกัน ใบหน้าสวยของหมอนั่นก็เข้ามาซุกอยู่ที่ไหล่ รู้สึกถึงลมหายใจของเขากระทบอยู่ที่ลำคอ วูบหนึ่งเหมือนเขาหยุดหายใจ
“พี่กอล์ฟขึ้นไปนอนเถอะ เดี๋ยวไมค์ทำกินเอง” เสียงทุ้มกระซิบสั่งข้างหู ก่อนผละกายออกไปยืนห่างด้วยอาการแปลกๆ
“นะ... นายแน่ใจนะ” ผมถามอย่างลังเล
เขาพยักหน้าทั้งที่ยังหันไปทางอื่น
...อะไรกัน ท่าทางที่เปลี่ยนไปกะทันหันนั่น...
ผมกลับมาที่ห้องพร้อมเครื่องดูดฝุ่น ทว่าตอนนี้กลับไม่มีกะจิตกะใจจะทำความสะอาดเลย
ความรู้สึกเมื่อกี้มันอะไรกันนะ... ทำไมหน้าผมถึงได้ร้อนฉ่าขนาดนั้น ทำไมหัวใจเต้นแรงขนาดนั้น ทำไมถึงได้หวั่นไหวกับริมฝีปากของหมอนั่น...
ผมมองรอยแผลบนนิ้วของตัวเอง... เอ๊ะ... หายไปแล้ว... คงเพราะไม่ใช่แผลลึกกระมัง ทว่ายังรู้สึกถึงคราบน้ำลายที่หลงเหลืออยู่
รู้สึกตัวอีกทีผมกำลังเอานิ้วเจ้าปัญหานั่นแตะริมฝีปากตัวเอง...
บ้าชะมัด... กอล์ฟเอ๊ย นี่นายกำลังทำบ้าอะไรของนาย ผมร้อนฉ่าไปทั้งหน้า... ทำแบบนี้ยังกับว่า...
ยังกับว่า... ไม่! ห้ามนึกต่อนะ มันจะเป็นไปได้ยังไงเล่า
ช่างเถอะ... ว่าแต่เมื่อกี้... ทั้งที่ไมค์เข้ามาประชิดตัวผมขนาดนั้น ทำไมภูมิแพ้ถึงไม่กำเริบล่ะ? ผมไม่ได้จามเลยซักแอะ
นึกได้ดังนั้น ผมก็จามยกใหญ่ บ้าจริง... เตียงนี่เต็มไปด้วยขนหมาป่านี่นา รีบทำความสะอาดดีกว่า
สุดท้ายผมก็นอนไม่ค่อยหลับ พอกำลังเคลิ้มๆ ภาพริมฝีปากของไมค์ก็ผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้ง ตามด้วยไออุ่นของอ้อมกอดนั่น... ผมถึงกับฝันเลยเถิดถึงสัมผัสจากริมฝีปากอิ่มหากจดลงมาที่คอจริงๆ...
ครั้งแล้ว ครั้งเล่า... ทำเอาสะดุ้งตื่นมาหลายครั้ง
ไม่อยากเชื่อเลย... นี่ผมกำลังคิดอะไรเกินเลยกับน้องชายอยู่งั้นเหรอ?
แต่จะว่าไป... ก่อนหน้านี้เขาก็เคยทำคิสมาร์คบนคอผมนี่นา... แต่นั่นคงเป็นแค่การล้อเล่น
ผมสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่านที่ครอบงำอยู่ให้ออกไป
ไมค์เองก็มีอาการแปลกๆ เช้านี้หมอนั่นไม่ยอมไปโรงเรียนพร้อมผม ซ้ำยังหลบหน้าผมตลอด ไม่ว่าจะพักกลางวัน หรือเวลาเดินสวนกันก็ตาม ทั้งที่ทุกทีจะระริกระรี้กระดิกหางมาหาผม แต่วันนี้กลับไม่ยอมแม้แต่จะสบตา
เป็นอะไรของเขานะ?
หรือเพราะหมอนั่นเกรงใจที่เป็นสาเหตุทำให้ผมภูมิแพ้กำเริบ... แต่ก็ไม่เห็นต้องถึงกับจงใจออกห่างขนาดนั้นเลยนี่ แค่ไม่เข้ามาเกาะแกะใกล้ๆ ผมก็ไม่จามแล้ว แต่นี่ถึงขั้นทำเหมือนรังเกียจกันนักหนา...
เมื่อคืนผมทำอะไรให้เขาโกรธงั้นเหรอ?
หรือผมบ่นอะไรไปกระทบใจไมค์... จริงสิ ผมเผลอโทษเขา... เลยทำให้เขารู้สึกผิดจนไม่อยากเห็นหน้าผมเลยรึไง?
ตกกลางคืน ผมปิดหนังสือเตรียมเข้านอนตามปกติ ทว่าสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกผิดปกติก็คือ... คืนนี้โล่งจมูกเป็นพิเศษ
เมื่อลองสำรวจผ้าปูที่นอนและหมอน ก็พบว่าไม่มีเศษขนสีเงินตกอยู่เลยสักเส้น
แสดงว่าไมค์ไม่ได้แอบเข้ามา...
ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก นี่น้องยังโกรธผมอยู่งั้นเหรอ? ผมควรจะง้อเขาสักหน่อยมั้ย
แต่คิดไปคิดมา... ผมคงคิดมากไป ใช่ว่าไมค์จะแอบเข้ามานอนเตียงผมทุกวันซะเมื่อไหร่ล่ะ
ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนปิดไฟแล้วซุกตัวลงในผ้าห่ม
ปกติเราไม่เคยโกรธกันนาน... เดี๋ยวพอไมค์ลืมที่ผมบ่นทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแหละน่า
แสงจันทร์คืนวันเพ็ญสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เห็นเงาของร่างสูงใหญ่บนเตียงอย่างเด่นชัด
ร่างนั้นนั่งค้อมหลังขยับกายเพียงเล็กน้อยราวกับกำลังหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่างที่อยู่ในอ้อมแขน เสียงผิวกายเสียดสีกันอย่างรุนแรงระคนเสียงครวญครางเหมือนเกิดการต่อสู้ ทว่าเป็นการต่อสู้ที่มีฝ่ายหนึ่งกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ร่างที่เล็กกว่าพยายามดิ้นรนขัดขืนพลางส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
เจ้าของร่างสูงใหญ่เบื้องบนพ่นลมหายใจออกมาอย่างพึงพอใจ และยังคงไม่วางมือจากเหยื่อตรงหน้าง่ายๆ กระทั่งแขนเรียวเล็กที่พยายามดันแผ่นอกกว้างตรงหน้าตกลงบนผ้าห่มอย่างอ่อนแรง ลมหายใจค่อยๆ รวยรินจนนิ่งไปในที่สุด ดวงตาคู่สวยเหลือกขึ้นทว่าหลงเหลือความหวาดผวาอย่างชัดเจนในแววตาอันเยือกเย็น
มัจจุราชถอนใบหน้าจากซอกคอขาวซึ่งบัดนี้อาบไปด้วยสีแดงฉานที่ไหลทะลัก เขี้ยวแหลมคมหดเล็กลงเรียงสวยกลืนกับกำแพงไข่มุกเช่นเดิม ทว่าคราบเลือดจากลำคอของร่างในอ้อมกอดยังคงเปรอะเปื้อนรอบริมฝีปาก ตัดกับผิวขาวผ่องซึ่งลอยเด่นบนความมืดเมื่อกระทบกับแสงจันทร์
ดวงตาซึ่งเปลี่ยนกลับมาเป็นสีดำสนิทสั่นระริกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เขาทำลายคนตรงหน้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะใบหน้าสวยของร่างไร้ลมหายใจ แล้วไล้เลยมายังรอยเลือดที่คอ
ของเหลวอุ่นยังคงรินออกมาเลอะมือของเขา ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของเลือดเด็กหนุ่ม
ร่างสูงขอบตาร้อนผ่าว
นี่มันอะไรกัน?
ไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั้ย?
เขาดึงร่างไร้วิญญาณเข้ามากอดแนบอกราวกับเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังพอรักษาไว้ได้
ไม่จริงใช่มั้ย... เขาฆ่าคนที่รักด้วยมือของเขาเอง...
ไม่จริง...
ไม่!!!
“ไม่!!!”
เสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากห้องของไมค์ ทุกคนวางมือจากอาหารเช้าแล้วแล้ววิ่งขึ้นไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเองก็ตามไปด้วยเช่นกัน เพียงแต่หยุดตัวเองไว้ที่หน้าห้องเพราะกลัวว่าภูมิแพ้จะกำเริบ
แม่เข้าไปกอดพลางลูบหัวทุยๆ ของไมค์ซึ่งมีอาการผวา
“โอ๋... ไม่เป็นไรแล้วลูก... ไม่เป็นไรแล้ว...”
เมื่อเห็นทุกคนในบ้านเข้ามายืนออกันอยู่รอบเตียงอย่างเป็นห่วง เจ้าน้องชายคนเล็กของผมก็ได้สติ กวาดสายตามองรอบห้อง แล้วมาหยุดที่ผมซึ่งยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่ประตู
“พี่กอล์ฟ...” หมอนั่นพึมพำชื่อผมออกมา พร้อมน้ำตาที่ไหลลงสองข้างแก้มอย่างน่าสงสาร
“ฝันร้ายเหรอลูก... ไหนฝันว่าอะไรเล่าให้แม่ฟังซิ”
แม่จูบหน้าผากและกลางกระหม่อมที่ชื้นเหงื่อ
ผมเผลอก้าวเข้าไปในห้อง มารู้ตัวอีกทีก็อยู่ตรงหน้าหมอนั่นแล้ว ไมค์ดึงตัวผมเข้าไปหา มือป่ายแปะไปตามใบหน้าและร่างกายผม ก่อนดึงเข้าไปกอดแน่น ผมรู้สึกเหมือนเขากำลังสะอึกสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ผลักตัวผมออกไปแล้วกลับไปขดกายตัวสั่นระริกอยู่ในอ้อมกอดแม่เหมือนเด็กเล็กๆ ไม่มีผิด
“ให้พี่กอล์ฟออกไปที” เสียงครางหงิงๆ ของเจ้าหมาป่าตัวน้อยลอยออกมา เล่นเอาผมถึงกับงง
...อะไรของมันนะ เมื่อกี้ดึงผมเข้าไปกอดเหมือนรักนักหนา จู่ๆ ก็ผลักออกมา แถมยังไล่ผมออกจากห้องอีก แล้วทำไมต้องเป็นผมด้วยเล่า ไม่เข้าใจเลย
“กอล์ฟ... ลูกแพ้ขนน้องไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวอาการก็กำเริบอีกหรอก” พ่อเตือนผมพลางดันให้ผมออกจากห้องเป็นเชิงบังคับ
“อ่ะ... เอ่อ... ครับ”
ผมจำต้องออกไป มือเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงงวย
“พี่กอล์ฟคงไม่ได้แกล้งอะไรพี่ไมค์หรอกนะ... แต่ทำผีร้ายของบ้านกลัวหัวหดได้ขนาดนี้ นับว่าเจ๋งมากเลยทีเดียว” เสียงน้องหญิงลอยตามหลังมา จนแม่ต้องเงยหน้าขึ้นปรามทางสายตา
นี่มันอะไรกัน? ผมไม่เข้าใจเลย
คนที่กลัวควรจะเป็นผมไม่ใช่เหรอ? ก็หมอนั่นเป็นทั้งมนุษย์หมาป่าและแวมไพร์ในตัวเดียว เอ๊ย คนเดียว เรียกว่าอสูรกายคูณสองก็ว่าได้ ในขณะที่ผมเป็นแค่คนธรรมดาสามัญ ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรที่จะต่อกรได้ทั้งนั้น
แล้วทำไมหมอนั่นถึงได้ทำท่าหวาดกลัวผมแบบนั้น?
“กอล์ฟ... พ่อว่าลูกหยุดท่องคาถาซักระยะมั้ย” พ่อเปรยกับผมหลังจากที่พวกเรากลับมานั่งกินข้าวกันอีกครั้ง ยกเว้นแม่ซึ่งยังอยู่ปลอบใจไมค์ที่ห้อง
“พ่อว่าอะไรดี กอล์ฟก็ว่าตามนั้นแหละ” ผมตอบเสียงหงอยๆ
บางที... ที่ไมค์แสดงอาการหวาดผวาใส่ผมแบบเมื่อกี้ อาจเป็นผลมาจากที่ผมเรียนรู้มนตร์คาถามากขึ้นก็ได้
“พ่อไม่ได้ให้ลูกเลิกนะ... แต่พ่อเห็นว่าระยะนี้ลูกมีอาการเหมือนต่อต้านน้อง...”
“กอล์ฟเปล่า” ผมรีบเถียง
ทำไมถึงมาลงที่ผมได้ล่ะเนี่ย คนต่อต้านผมคือไมค์มากกว่า พ่อก็เห็น
“ไม่ใช่อย่างนั้น พ่อหมายถึงโรคภูมิแพ้ของลูก บางทีอาจเป็นอาการทางกายที่เกิดจากการต่อต้านสายเลือดด้านมืด”
“แต่ทีกับพี่แซนด์ พี่แบงค์ แล้วกับหญิงไม่เห็นพี่กอล์ฟจะเป็นอะไรเลยนี่คะ” หญิงรีบแย้ง
“นั่นสิ ทำไมถึงเป็นแต่กับไมค์ล่ะครับ” พี่แซนด์ถามขึ้นบ้าง
“อาจเป็นเพราะ... จริงสิ ปีนี้ไมค์อายุครบสิบหกแล้วสินะ สำหรับมนุษย์หมาป่าและแวมไพร์ ถือว่าเป็นช่วงเวลาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว อาจเกิดการพัฒนาอย่างรุนแรงในเรื่องของพลัง... แซนด์ กับแบงค์ก็เคยผ่านมาแล้วนี่”
“แต่ตอนนั้นกอล์ฟก็ไม่เห็นแพ้ขนแซนด์เลยนี่ครับ”
“ก็ตอนนั้นกอล์ฟยังไม่เคยแตะต้องคาถาอาคมเลยนี่ลูก”
“งั้นก็แสดงว่าที่พี่กอล์ฟเป็นภูมิแพ้ ก็เพราะจิตด้านสว่างของคาถาที่พี่กอล์ฟท่อง ค้านกับจิตด้านมืดในสายเลือดพวกเรา แต่ที่เป็นกับพี่ไมค์คนเดียวก็เพราะพี่ไมค์ดันอยู่ในช่วงที่พลังด้านมืดเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรุนแรงสินะ... แล้วนี่ถ้าหญิงอายุสิบหก พี่กอล์ฟจะต่อต้านหญิงรึเปล่า” น้องนุชสุดท้องสรุปแล้วทำเสียงกระเง้ากระงอดในตอนท้าย จนผมต้องดึงเข้ามากอดปลอบ
“พี่แพ้ขนหมาป่าของไมค์ หญิงเป็นแวมไพร์ ไม่มีขนซะหน่อย”
เมื่อเจ้าหญิงตัวน้อยของบ้านยิ้มออกอีกครั้ง พวกเราก็ลงมือจัดการอาหารเช้าตรงหน้าที่เหลือก่อนออกจากบ้าน
ในที่สุด... ไมค์ก็ไม่ได้ไปโรงเรียน
ดูเหมือนหมอนั่นจะไม่สบายหนัก ผมเองก็แวะโรงพยาบาลเพื่อฉีดยากันภูมิแพ้และขอผ้าปิดปากก่อนกลับบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู ผมก็คาดผ้าปิดปากไว้ เผื่อมีขนไมค์ร่วงหล่นอยู่ในบ้าน... ก็วันนี้หมอนั่นเล่นอยู่บ้านทั้งวันนี่ครับ
บ้านเงียบสนิท... ผมคาดว่าแม่คงดูแลไมค์อยู่ในห้อง จึงกะว่าจะเคาะประตูเข้าไปทักทายก่อนกลับห้องตัวเองซะหน่อย ทว่า...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
คนเปิดประตูคือน้องชายตัวดีซึ่งยังอยู่ในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง แถมยัง... คาดผ้าปิดปากเหมือนกับผมเด๊ะๆ
“พี่กอล์ฟ...” หมอนั่นเอ่ยขึ้นเบาๆ แววตาฉายแววแห่งความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ... ฉันนึกว่าแม่อยู่ที่นี่...”
เล่นเอาผมพลอยอึดอัดไปด้วย
“แม่ไปรับหญิงที่สยาม”
“เหรอ... งั้น ฉันไม่กวนดีกว่า นายนอนพักไปเถอะ”
ผมทำท่าจะเดินกลับห้อง ทว่ามืออันเย็นเฉียบของหมอนั่นฉวยแขนผมไว้
“มีอะไรรึเปล่า” ผมหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ และก็พบสายตาที่ดูเศร้าหมองระคนออดอ้อนตอบกลับมา
ดวงตานั้นเหมือนพยายามจ้องลึกเข้ามาในตาของผม
ไม่มีคำตอบใดๆ จากเขา นอกจากแรงดึงแขนผมให้เข้าไปในห้อง แล้วสวมกอดรอบตัวผมแน่น
“ไมค์... นายเป็นอะไรมากรึเปล่า” ผมชักเริ่มงง หรือว่านี่จะเกี่ยวกับท่าทีเมื่อเช้า?
“พี่กอล์ฟอุ่นจังเลย” เสียงครางเบาๆ ผ่านแผ่นอกกว้าง
ผมยิ้มอย่างเอ็นดู ยกมือขึ้นลูบหลังลูบหัวเด็กน้อยตัวสูงใหญ่
ไมค์เอาหัวมาคลอเคลีย จนแก้มของผมสัมผัสกับเส้นผมอ่อนนุ่มบนท้ายทอยของเขา นี่ถ้าน้องหญิงมาเห็นพวกเราในตอนนี้ สงสัยอาละวาดบ้านแตกแน่ๆ เพราะฉะนั้น ไหนๆ ก็ไม่มีคนอยู่ ผมยอมให้หน่อยก็แล้วกัน เห็นแก่คนไม่สบายหรอกนะเนี่ย
เรากอดกันได้ซักพัก หมอนั่นก็ผละตัวออก ทว่าใบหน้ายังคงโน้มเข้ามาใกล้ แพขนตาล้อมกรอบตาคู่สวยที่มองลงมานั่น ทำเอาผมใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
...ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว...?
ทำไมผมถึงได้รู้สึกติดใจไออุ่นของไมค์เป็นพิเศษนะพักนี้...
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ริมฝีปากพวกเราสัมผัสกันผ่านผ้าปิดปากผืนบางๆ ที่คาดอยู่ แต่ผมก็ยังไม่วายรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่าย
บ้าชะมัดเลย... ผมปล่อยให้เขาทำแบบนี้ได้ยังไงกันนะ แต่ทำไมผมเองก็ไม่อยากจะต่อต้าน
ความรู้สึกนี้มันเหมือน...
ไมค์ยังคงพรมจูบทั่วใบหน้าของผมผ่านผ้าปิดปาก สองมือที่ประคองแก้มตอนนี้เลื่อนไปยังไหล่ ได้ยินเสียงลมหายใจที่กระทบแผ่นผ้าค่อยๆ เคลื่อนไปยังต้นคอ และหยุดที่ตรงนั้น...
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำเอาเราทั้งคู่สะดุ้งโหยงรีบผละออกจากกัน
“อ้าว กอล์ฟ... อยู่นี่เองเหรอ แม่ซื้อเค้กมาแน่ะ ลงไปกินซะนะ”
แม่เปิดประตูซึ่งแง้มอยู่พลางก้าวเข้ามาในห้อง
“ไหน... ไมค์ ดีขึ้นรึยังลูก” พูดพลางเข้าไปแตะหน้าผาก แล้วดันไมค์ให้กลับไปนอนที่เตียง
“งะ... งั้นกอล์ฟไปอาบน้ำก่อนนะครับ แล้วค่อยลงไปกิน” ผมพูดตะกุกตะกัก ก่อนผลุนผลันออกจากไป
ทันทีที่ถึงห้องตัวเอง ก็ทิ้งตัวลงไปขดบนเตียง
เพิ่งรู้สึกตัว... ว่าตัวเองหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นแรง...
เมื่อกี้ ตอนที่ผมอยู่กับไมค์... เหมือนโดนสะกดยังไงไม่รู้ บังคับร่างกายไม่ได้เลย... ทั้งที่ผมควรจะผลักเขาออกไปตั้งแต่วินาทีแรกที่...
โอ๊ย... บ้าชะมัด ทั้งๆ ที่มีผ้าปิดปากกั้นพวกเราไว้ แต่ทำไมยังเผลอจินตนาการถึงริมฝีปากสีชมพูระเรื่อนั่นจนได้
ไมค์... ตอนที่นายทำอย่างนั้น นายคิดอะไรของนายอยู่นะ? หรือนายแค่ละเมอเพราะพิษไข้
เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ... ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว...
ใช่... ตั้งแต่เมื่อคืน... ไม่อยากจะเชื่อเลย... นี่ผม... ที่คล้อยตามเขา เป็นเพราะผมควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือไม่ยอมควบคุมกันแน่?
ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอายอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่ดิ้นๆๆๆ ไปมาอยู่บนเตียงด้วยความอึดอัด
นี่ผมเป็นอะไรไป?
| part II |
edit @ 25 Jun 2008 03:50:58 by ★ひまじん★
edit @ 25 Jun 2008 04:12:16 by ★ひまじん★

#1 By Kamui (125.26.150.236) on 2008-06-27 10:22