For The Blood of The Moonlight II

posted on 25 Jun 2008 03:34 by i-am-hima  in fan-fiction

               [Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *


                วันรุ่งขึ้นคนที่ซูบโทรมเหมือนป่วยกลับกลายเป็นผม ในขณะที่ไมค์สีหน้าดูสดใสขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะเมื่อคืนเป็นวันดื่มคอกเทลของบ้าน... แน่นอนว่าคนที่ป่วยจริงจนลุกไม่ขึ้นคือพี่แบงค์เจ้าเก่า รายนั้นดื่มคอกเทลทีไรเป็นต้องลุกขึ้นมาอาเจียนทั้งคืน แต่ไม่ดื่มก็ไม่ได้ พี่แบงค์เคยฝืน แกล้งเทคอกเทลทิ้งลับหลังแม่ ปรากฏว่าวันต่อมาโดนแดดแล้วผิวไหม้เหวอะหวะ หลังจากนั้นจึงถูกบังคับกรอกด้วยมือของแม่เอง
                ย้อนกลับมาเรื่องของผม... ต้นเหตุของความโทรมนั่นเป็นเพราะผมไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เคลิ้มหลับทีไร ภาพผมกับไมค์จุมพิตกันตอนหัวค่ำผุดขึ้นมาทุกที ชัดเจนเหมือนเกิดขึ้นจริงหลายต่อหลายครั้ง... ถ้าไม่ได้สติตื่นขึ้นมาเสียก่อน พวกเราในฝันคงจะเลยเถิดกันไปถึงไหนๆ แล้วกระมัง นี่คงไม่ได้หมายความว่าผมคิดอะไรเกินเลยกับไมค์สินะ?
                ผมอยากลองปรึกษาพ่อแม่ดูเหมือนกัน แต่ก็ยังนึกคำพูดไม่ออก เห็นหน้าพวกท่านเมื่อเช้า ก็รู้สึกทันทีว่าเรื่องพรรค์นี้พูดไม่ได้... มันแปลกจะตาย ผมกลัวพวกท่านจะลากผมไปพบจิตแพทย์ทันทีหลังจากที่ผมเล่าจบ
                จริงสิ? ว่าแต่ไมค์ล่ะ? ทำไมถึงจูบผม? หมอนั่นจะกลุ้มใจเรื่องเดียวกับผมอยู่รึเปล่า? แล้วหมอนั่นปรึกษาใครบ้างรึยัง?
                ผมเดินเหม่อลอยเหมือนไร้วิญญาณเดินขึ้นตึกเรียน เพื่อนที่เห็นสภาพผมตอนนี้ต่างต้องเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด
                จนกระทั่ง...
                ปึ่ก... ตุ่บ... โครม...
                ผมหงายหลังก้นกระแทกพื้นอย่างจัง
                ...อูย... เจ็บชะมัด...
                เมื่อมองรอบตัวก็พบหนังสือเล่มหนากองเกลื่อน ตรงหน้าผมปรากฏร่างเด็กสาวนัยน์ตาคม ผมสีแดงเพลิงกำลังปัดฝุ่นออกจากกระโปรง และเริ่มเก็บหนังสือ
                “เอ่อ... ขอโทษครับ” ผมรีบพูดออกไป และช่วยเธอเก็บของโดยไม่ทันได้มองว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
                หนังสือพวกนี้เก่าและหนักชะมัด... ที่สำคัญ กลิ่นเหม็นยังกับ...
                ยังกับตำราอาคมของพ่อ...
                ไม่สิ มันเหม็นยิ่งกว่าอีก บางเล่มมีรอยไหม้ บางเล่มมีรอยเลอะน้ำ และบางเล่มรอยยังกับ... เลือด...
                “อย่างแตะต้องนะ” เธอหันมาแหวใส่ผม ทันทีที่ผมกำลังจะหยิบเล่มปกหุ้มด้วยหนังงูสีดำ
                อะไรกัน? ทำไมต้องดุด้วย คนอุตส่าห์ช่วยแท้ๆ
                เธอหอบหนังสือทั้งหมดไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง หนังสือล้นขึ้นมาระดับสายตาของเธอ ...มิน่าล่ะ ถึงได้เดินมาชนผมได้ทั้งที่พื้นที่ออกจะกว้างขวาง แต่จะว่าไป ผมก็ผิดที่มัวแต่ใจลอยอยู่ดี
                “ขอบคุณค่ะ พี่กอล์ฟ” เธอกล่าวเสียงห้วนก่อนเดินจากไปอย่างรีบร้อน
                จะว่าไปก็หน้าตาน่ารักดี... ถึงตาจะเชิดดูดุราวจิกกัดคนทั้งโลกก็ตาม
                ว่าแต่... เธอรู้จักชื่อผมได้ยังไงล่ะเนี่ย?
                “ตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์งั้นเหรอ...” ผมพึมพำชื่อหนังสือเล่มนั้นออกมา
 

                คล้อยบ่าย ผมพักในชั่วโมงบาสเก็ตบอล ขณะกำลังเดินไปซื้อน้ำ ก็เห็นหลังอันคุ้นเคยกำลังเดินไปห้องพยาบาล
                ไมค์ไม่สบายอีกแล้วเหรอ?
                ผมแอบย่องตามไปห่างๆ ด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วก็ต้องสะดุดกับเด็กผู้หญิงที่เดินเลี้ยวออกมาตามหลังน้องชายผมต้อยๆ 
                ผมสีแดงแบบนั้น...
                เด็กคนที่ชนผมเมื่อเช้านี้?
                อย่างนี้นี่เอง ที่แท้เธอก็เป็นเพื่อนไมค์ มิน่าล่ะ ถึงได้รู้จักผม แต่ท่าทีเป็นห่วงเป็นใยกันถึงขั้นเดินตามมาส่งที่ห้องพยาบาลแบบนี้ ใช่เพื่อนทั่วไปแน่เหรอ?
                วูบหนึ่งที่คิดอย่างนั้น ในหัวผมเย็นวาบไปหมด แต่ทำไมใจถึงได้ร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูก
                ไม่ชอบใจแผ่นหลังเล็กๆ นั่นเลย
                ผมรีบดับความรู้สึกดังกล่าว แล้วเดินตามสองคนนั้นต่อไปอย่างเงียบๆ
                “อ้าว ลูซี่ หนูเป็นอะไรจ๊ะ” เสียงอาจารย์ประจำห้องพยาบาลถามขึ้น เมื่อเห็นเด็กสาวคนนั้นตามหลังไมค์เข้าไป
                ลูซี่เหรอ?
                “หนูรู้สึกเป็นไข้ค่ะ มันหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม ขอนอนที่นี่ซักชั่วโมงได้มั้ยคะ”
                ดูเหมือนไมค์เองก็จะขอนอนห้องพยาบาลเช่นกัน หมอนั่นหายเข้าไปที่เตียงหลังม่านซึ่งปิดมิดชิดเรียบร้อย ก่อนที่ผมจะมาถึง
                อาจารย์พยาบาลวัดไข้ลูซี่ แล้วอนุญาตให้เธอนอนเตียงข้างๆ เตียงที่ไมค์นอนอยู่
                หลังจากเธอปิดผ้าม่าน อาจารย์ก็เดินออกมาจากห้อง เล่นเอาผมหลบจากประตูห้องที่แง้มไว้แทบไม่ทัน
                อาจารย์เดินไปไหนไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ในห้องเหลือเพียงไมค์กับแม่ลูซี่ผมแดงแค่สองต่อสองเท่านั้น ผมหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ มันหวาดระแวงอย่างบอกไม่ถูก ทำให้อดแง้มประตูมองลอดเข้าไปอีกครั้งไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้แน่ใจเสียหน่อยว่าสองคนนั้นไม่ได้ทำอะไรเกินเลย แล้วค่อยกลับไปเล่นบาสต่ออย่างหมดห่วง
                ทว่าภาพที่ผมเห็นกลับเป็นอะไรที่ชวนสนเท่ห์ยิ่งกว่าสันนิษฐานแย่ๆ ที่วางไว้เสียอีก
                ลูซี่กำลังยืนอยู่นอกผ้าม่าน หันหน้าเข้าหาเตียงของไมค์ ปากสีชมพูอ่อนของเธอกำลังขยับท่องอะไรขมุบขมิบ แม้ไม่ได้ยินเสียง แต่ผมกลับรู้สึกถึงไอดำที่รายล้อมรอบตัวเธอ และกำลังแผ่กระจายไปทั่วห้อง
                แย่ล่ะ... ไมค์อยู่ตรงนั้น เธอทำอะไรไมค์งั้นเหรอ?
                ผมขยี้ตาดูให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เพราะตาฝาด แต่แล้วไอดำนั้นก็กลับหายไป พร้อมกับร่างเพรียวบางที่เข้าไปซ่อนกายบนเตียงอีกครั้ง
                หรือผมจะคิดมากเกิน... เธออาจคุยอะไรกับไมค์อยู่ก็ได้
                แต่ทำไมผมรู้สึกเป็นห่วงไมค์อย่างบอกไม่ถูก


                หลังเลิกเรียนเย็นวันนั้น พวกเรากลับแยกกันโดยที่แม่มารับไมค์ ส่วนพี่แซนด์มารับผม ดูเหมือนงานพี่แซนด์ยังไม่เสร็จ ผมจึงไปนั่งแกร่วรออยู่ที่บริษัทสองสามชั่วโมง ผมนึกว่าพ่อมีนัดกับลูกค้า จึงยึดห้องทำงานของพ่อนั่งทำการบ้านไปพลางๆ ทว่าไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพ่อก็กลับเข้ามา
                “พ่อครับ... ตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์คืออะไรเหรอครับ”
                จู่ๆ ผมก็ถามพ่อเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทั้งที่ผมไม่ได้นึกติดใจสงสัยอะไร คงเพราะผมไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกระมัง และถ้านั่นไม่ใช่หนังสืออ่านเล่นทั่วไป พ่อคงพอรู้จักมันบ้าง...
                ทว่าผิดคาด สีหน้าของพ่อดูเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
                “กอล์ฟรู้จักมันได้ยังไง”
                “วันนี้กอล์ฟชนกับเด็กผู้หญิงคนนึง เธอมีหนังสือเล่มนี้ พอกอล์ฟจะช่วยเธอเก็บ เธอก็บอกว่าอย่าแตะต้อง จริงๆ กอล์ฟก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ แค่เห็นว่าปกหุ้มด้วยหนังงูดูสวยดี...”
                “งั้นเหรอ...” พ่อยังคงขมวดคิ้วต่อ
                “มีอะไรเหรอครับ”
                ผมถามออกไปในที่สุด เพราะท่าทางของพ่อบ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว
                “คงไม่ใช่ของจริงหรอกลูก”
                “ของจริง?”
                “ตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์เป็นบันทึกเกี่ยวกับสายเลือดมนุษย์หมาป่าและแวมไพร์ ว่ากันว่าสมัยใกล้สิ้นสุดของยุคกลางมันหายสาบสูญไป จากนั้นก็มีข่าวลือว่าพบเห็นในที่ต่างๆ หลายประเทศ แต่เนื่องจากเป็นหนังสืออาถรรพ์ ผู้ที่ครอบครองแต่ละรายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมหนังสือเล่มนั้น  แต่ของแรงแบบนั้น พ่อว่าไม่น่าจะตกไปอยู่ในมือของเด็กผู้หญิงได้...”
                “แถมยังเป็นเพื่อนไมค์อีกต่างหาก...” ผมอดพึมพำออกมาไม่ได้ ทำเอาพ่อถึงกับเบิกตาโพลง
                “ว่าไงนะ... เด็กคนนั้นเป็นเพื่อนไมค์เหรอลูก?”
                ผมพยักหน้า พ่อยิ่งทำหน้าเครียดหนักกว่าเก่า แต่ไม่พูดอะไรต่อ ถ้าให้ผมเดา คงต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่
                “แล้วเนื้อหาข้างในว่ายังไงบ้างเหรอครับพ่อ” ผมถามต่อด้วยความอยากรู้
                “พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” พ่อส่ายศีรษะ “ไม่เคยมีใครที่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบโดยสวัสดิภาพซักคน ถ้าไม่บ้าก็มีอันเป็นไป...”
                ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่... สมมติว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นของจริงขึ้นมา ชีวิตของเด็กชื่อลูซี่คนนั้นคงกำลังตกอยู่ในอันตราย...
                ผมลืมเล่าบาอ่างที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้พ่อฟังเสียสนิท รู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในหัว แต่นึกไม่ออก สุดท้าย ก็ปล่อยให้ผ่านไป...


                กลางดึกคืนนั้น ผมตั้งใจจะหอบตำราอาคมของพ่อที่ผมขนขึ้นมาอ่านไปเก็บ ทว่าก่อนจะเปิดประตูเข้าไปได้ยินเสียงคนคุยกันในห้องหนังสือของพ่อเสียก่อน
                “ฉันว่าคุณให้กอล์ฟท่องมนตร์ขาวต่อไปก็ดีนะคะ” เสียงแม่เอ่ยขึ้น “ฉันกลัวว่ากอล์ฟจะกลายเป็นผู้ถูกเลือก...”
                ผู้ถูกเลือก? เลือกอะไร?
                “ดูเหมือนเลือดแวมไพร์ในตัวไมค์ชักจะรุนแรงขึ้นทุกวัน อย่างเมื่อวาน... คุณรู้รึเปล่าว่ากอล์ฟเป็นฝ่ายเข้าไปหาไมค์ถึงในห้อง...”
                หา? แม่กำลังเข้าใจอะไรผมผิดรึเปล่า ผมไม่ได้เข้าไปหาไมค์นะครับ ผมเข้าไปหาแม่นั่นแหละ และที่เข้าไปในห้องก็เพราะคนดีของแม่ดึงผมเข้าไปเอง
                “คุณคะ... ฉันกลัว... ฉันไม่อยากเสียลูกไปซักคน”
                ดูเหมือนพ่อกำลังทำอะไรบางอย่างเพื่อปลอบใจแม่
                “ผมก็เหมือนกัน ที่ผมให้กอล์ฟหยุดท่องคาถาก็เพราะคิดว่านั่นอาจเป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้”
                “ฉันยอมให้กอล์ฟเป็นภูมิแพ้หรืออะไรก็ได้ ขอแค่เขาอย่าได้เข้าใกล้ไมค์จนกว่าคืนจันทร์เต็มดวงจะผ่านไป”
                “แปลกจริง... ตอนแซนด์กับแบงค์ก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้...”
                “สมัยฉันก็ไม่เป็นแบบนี้เหมือนกันค่ะ... เลือดผสมอย่างพวกเราน่ะ ไม่เคยมีใครล่อลวงผู้ถูกเลือกด้วยวิธีนี้มาก่อน”
                “เว้นแต่ว่า... จิตด้านมืดของไมค์อาจถูกกระตุ้นด้วยมนตร์ดำ ทำให้ระดับความรุนแรงเทียบเท่ากับพวกสายเลือดบริสุทธิ์สินะ?”
                แม่เงียบไปนิดหนึ่ง “...คุณหมายความว่ายังไง”
                “ถ้าเป็นสายเลือดบริสุทธิ์จะไม่ต้องดิ้นรนหาเหยื่อที่ไหน แต่ผู้ถูกเลือกรายนั้นจะเข้ามาสังเวยตัวเองด้วยอาการเหมือนคนหลงเสน่ห์... ตอนนี้คือสิ่งที่คุณกลัวว่าจะเกิดกับลูกใช่มั้ย... ถ้ากอล์ฟถูกล่อเข้าไปหาไมค์ด้วยสภาพแบบนั้น ก็แสดงว่าไมค์มีพลังด้านมืดเทียบเท่ากับสายเลือดบริสุทธิ์ และปัจจัยเดียวที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็คือ... ลูกของเรากำลังถูกมนตร์ดำควบคุมอยู่”
                ผมไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของพ่อนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือภาพลูซี่ทำปากขมุบขมิบหันหน้าไปทางเตียงของไมค์ในห้องพยาบาลเมื่อตอนกลางวัน
                ถ้านั่นเป็นมนตร์ดำที่พ่อพูดถึงจริงๆ ล่ะก็ แสดงว่า...
                ไมค์ถูกกระตุ้นจิตด้านมืด? จนใกล้เคียงกับแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์?
                ส่วนผม... ที่รู้สึกแปลกๆ กับไมค์ระยะนี้ ก็เพราะผมถูกล่อลวง... กล่าวคือ ผมคือผู้ถูกเลือกของไมค์?... ผมเป็นเหยื่อสินะ? งั้นทำไมต้องเป็นผมล่ะ? จะว่าไปก่อนหน้านี้ตอนที่ปารีส เอ๊ย กิลลาสโผล่มา หมอนั่นบอกว่าผมเป็นเหยื่อชั้นยอด หรือเพราะแบบนี้ ที่ทำให้ไมค์พลอยเห็นผมเป็นเนื้อกวางเรนเดียร์ราคาแพงลิบลิ่ว เลยเลือกผมเซ่นสังเวยในคืนเดือนเพ็ญที่อายุครบสิบหก
                เหมือนคำตอบของปริศนามันกระจ่างออกมา
                แต่เอ๊ะ? ถ้านั่นไม่ใช่มนตร์ดำ แต่สถานการณ์ทุกอย่างมันเป็นเรื่องบังเอิญล่ะ?
                ช่างเถอะ ยังไงพ่อกับแม่ก็คงไม่ปล่อยให้ผมถูกไมค์กินอยู่แล้ว ไม่นานท่านต้องแก้ไขปัญหาให้พวกเราได้
                ผมเชื่ออย่างนั้น...

                สุดท้ายผมก็นอนไม่หลับอีกตามเคย... ภาพจุมพิตเมื่อวันก่อนยังคงตามรังควานผมตลอด จนสุดท้ายผมต้องพยายามคิดว่า นั่นคงเป็นกับดักเพื่อล่อเหยื่อของไมค์... อย่างน้อยก็เพื่อให้ตัวผมเองสบายใจว่าตัวเองไม่ได้คิดเกินเลยกับน้องชาย

                “พี่แซนด์ฮะ พี่แซนด์เคยฝันลามกบ้างรึเปล่า”
                คนถูกถามเผลอเหยียบเบรกกะทันหันจนหัวทิ่มเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเองจากปากน้องชายผู้ใสซื่อ (?) อย่างผม
                “เหวออออ...”
                “ฝะ... ฝันลามกเหรอ?”
                “อูย... ไม่เห็นต้องเหยียบเบรกแรงขนาดนั้นเลย กอล์ฟเกือบคอหลุด”
                ผมลูบต้นคอป้อยๆ
                “ฝันแบบไหนล่ะ”
                พี่แซนด์เริ่มออกรถอีกครั้ง คงนึกในใจว่าโชคดีที่ยังไม่ทันออกถนนใหญ่
                “ก็อย่างเช่น... จูบ...”
                พี่ชายผู้แสนดีของผมยิ้มขำ
                “แค่เนี้ย... อะโด่เอ๊ย นึกว่าจะฝันอะไรลึกซึ้งกว่านั้น”
                “ลึกซึ้งยังไง?” ผมหันมามองค้อน รู้ความหมายนั้นดีแต่ไม่อยากจะยอมรับ ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเองด้วยแล้ว
                “ไม่ต้องมาทำเป็นแกล้งโง่เลย เจ้าชู้อย่างนายเนี่ย จะฝันแบบนั้นมันก็ไม่แปลก”
                “พี่แซนด์ดูถูกผมมากไปแล้วนะ ไม่ได้เจ้าชู้ซักหน่อย... แต่จะว่าไป...”
                ผมเสียงอ่อยลงในตอนท้าย ทำเอาพี่แซนด์หัวเราะออกมาเมื่อเห็นผมตีหน้าเครียด
                “ไม่เห็นต้องคิดมากเลย กะอีแค่ฝันลามก ใครๆ ก็ต้องเคยกันบ้างแหละน่า”
                “แต่ฝันเรื่องเดียวกันติดกันสองวันแล้วนี่นา แถมยังกับคนคนเดียวกันอีก...”
                หรือผมจะลามกเองจริงๆ เพราะจูบในฝันนั่นราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเล้าโลมผมอยู่ ในขณะที่ผมเองก็เคลิบเคลิ้มจนเกือบยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง
                พี่ชายหมาป่าทำหน้าเจ้าเล่ห์เหล่มองผมด้วยหางตา
                “เขาว่าความฝันมาจากจิตใต้สำนึกของคน”
                พี่แซนด์พูดสั้นๆ แต่นั่นไม่ทำให้ผมโล่งใจขึ้นมาเลย
                “จิตใต้สำนึกเนี่ยนะ?”
                “นายอาจแอบรักคนคนนั้นอยู่ก็ได้”
                ผมถอยกรูดติดประตูรถ
                “ไม่มีทาง”
                พี่แซนด์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
                “หือ? นายขัดขืนเขารึเปล่าล่ะ ในฝันน่ะ...”
                “ปะ... เปล่า” ผมตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก 
               ...นอกจากไม่ขัดขืนแล้ว ยังมีอารมณ์ร่วมอีกต่างหาก น่าเจ็บใจนัก
                “งั้นก็อาจเป็นได้ว่านายแอบรักเขา อยากทำแบบนั้นกับเขาโดยที่ตัวนายเองก็ไม่รู้ตัว”
                พี่แซนด์เอ่ยเสียงนิ่งๆ แล้วเราทั้งคู่ก็เงียบไปครู่ใหญ่ ผมทำตัวไม่ถูกขึ้นมา กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของคนข้างๆ
                “หนอย... พี่แซนด์ รู้ว่ากอล์ฟคิดมากเลยอำเล่นสินะ” ผมโวยวายใส่
                “เวลานายกลุ้มใจ ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด สนุกชะมัด” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังลั่น
                ถึงจะเป็นการอำ แต่คำพูดเหล่านั้นก็ทำให้ผมอดพิจารณาตัวเองไม่ได้
                หรือว่าผมจะรักไมค์แบบนั้นจริงๆ...
                จะว่าไป ตอนที่ไมค์ทุรนทุรายด้วยคาถาของพ่อ... สิ่งที่ดลใจผมให้เข้าไปกอดและพูดคำว่ารักออกมาคือการไม่อยากสูญเสียเขาไป... ทนเห็นสภาพแบบนั้นของเขาไม่ได้ ในอกมันเจ็บไปหมด... ไหนจะความรู้สึกเหงาเวลาล้มตัวลงนอนแล้วพบว่าไม่มีเศษขนของหมอนั่นอยู่บนที่นอน
                ไออุ่นของเจ้าหมาป่าน้อยของบ้าน... ไม่สิ ปีนี้ก็จะเป็นแวมไพร์หมาป่าผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว หมอนั่นถึงได้ดูสูงสง่าขึ้น อ้อมแขนเวลาโอบกอด... แผ่นอกที่แข็งแกร่งภายใต้ชุดนอนนั้น...
                เฮ้ย! นี่ผมคิดบ้าอะไรอยู่ นั่นมันน้องชายนะ อ้อมแขน แผ่นอกอะไรกัน ของผมก็มี โอย... สับสน


                ผมรู้สึกมึนหัวเหมือนจะเป็นไข้... นั่นอาจเป็นผลจากการอดนอน สุดท้ายจึงต้องลากสังขารอันแสนโทรมของตัวเองไปนอนที่ห้องพยาบาล
                ก่อนถึงประตูห้องไม่กี่ก้าว สายตาเจ้ากรรมดันไปกระทบกับภาพที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น
                เด็กสาวผมสีแดงโดดเด่นกำลังควงแขนหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับ... ไมค์
                ลูซี่อีกแล้วเหรอ? พักนี้ดูเหมือนผมเห็นเธออยู่ในสายตาบ่อยผิดปกติ เป็นไปได้รึเปล่าว่าเธออาจกำลังคบกับน้องชายของผมอยู่
                พอคิดแบบนั้นจิตใจก็ห่อเหี่ยวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทำไมผมถึงได้รู้สึกเศร้าแบบนี้นะ
                ผมกลั้นใจสะบัดหน้าหนีจากคนสองคนนั้นแล้วเปิดประตูห้องพยาบาลเข้าไปเพื่อขอนอนพัก
                ทว่าไม่กี่นาทีต่อมาประตูห้องพยาบาลก็เปิดออก พร้อมเสียงทุ้มที่คุ้นเคย
                “อาจารย์ครับ ข้อเท้าแพลงครับ”
                ผมแง้มม่านแอบดูว่าเกิดอะไรขึ้น
                ผู้มาใหม่คือไมค์อย่างที่คิด บนหลังของเขามีร่างผอมบางของลูซี่อยู่ด้านหลัง คางของเธอเกยไหล่หันหน้าเข้าไปชิดจนจมูกแทบจะชนแก้มเพื่อนชาย
                ผมปิดม่านแล้วพลิกกายหันหลังให้ทันที ...ทนมองไม่ได้... ทำไมถึงทนเห็นภาพแบบนี้ไม่ได้... หัวใจมันร้อนรุ่ม หงุดหงิดกับสิ่งที่เห็น
                “พามานั่งตรงนี้ซิ” เสียงอาจารย์พยาบาล
                บ้าชะมัดเลยกอล์ฟ... หมอนั่นก็แค่แบกเพื่อนมาเพราะเธอขาแพลง ถ้าเป็นเราก็คงทำเหมือนกัน ไม่เห็นต้องคิดมากอะไรเลย
                “โอ๊ย...” เด็กสาวร้องเบาๆ คงมีใครกำลังนวดให้เธออยู่
                “เอ้า ทาตรงที่เจ็บ แล้วนวดแบบนี้นะ”
                “ครับ”
                จากบทสนทนาดังกล่าว... ไมค์กำลังนวดข้อเท้าให้เด็กคนนั้นอยู่
                เสียงลูซี่ร้องโอดโอยดังขึ้นมาเป็นระยะ สลับกับเสียงปลอบระคนหยอกล้อและเสียงหัวเราะอย่างอ่อนโยนของน้องชายตัวดี
                ไม่เคยได้ยินไมค์หัวเราะแบบนี้มาก่อน... อิจฉา... อิจฉาเด็กคนนั้นเหลือเกิน...
                หรือว่าเรากำลัง... หึง?
                “อื้อ... หายเจ็บแล้ว ขอบใจนะ” เสียงลูซี่ดังขึ้น ดูเหมือนเธอกำลังลุกขึ้นเดิน
                “ด้วยความยินดีครับเจ้าหญิง”
                ทั้งคู่กำลังจะออกไปแล้วสินะ
                สิ้นเสียงประตูปิด น้ำตาที่คลออยู่ก็ไหลออกมา
                นี่ผมกลุ้มใจอะไรนักหนา? บ้าที่สุด... พอรู้ตัวว่ารู้สึกยังไงกับหมอนั่น เขาก็เป็นของคนอื่นซะแล้ว
                บ้าชะมัด... นั่นมันน้องชายแท้ๆ ของผม นี่ผมคิดอะไร? ทำไมผมถึงหยุดความรู้สึกนี้ไม่ได้...


                “อีกไม่กี่วันก็วันเกิดพี่ไมค์แล้ว มาจัดงานเซอร์ไพรส์พี่ไมค์กันดีกว่า” เสียงเจื้อยแจ้วของน้องสาวคนเล็กประจำบ้านเอ่ยขึ้นระหว่างรับประทานอาหาร
                แน่นอนว่ามื้อนี้ไม่มีไมค์อยู่ด้วย หมอนั่นบอกว่าจะไปทำรายงานที่บ้านเพื่อน จะนั่งแท็กซี่กลับบ้านเอง แต่ที่ผมเห็นตอนก่อนกลับบ้าน หมอนั่นเดินขึ้นรถไปกับลูซี่... สงสัยคงไปเดทกันหลังเลิกเรียนมากกว่า
                ความรู้สึกหดหู่กล้ำกรายเข้ามาอีกครั้งเมื่อนึกถึงภาพบาดตานั้น
                “กอล์ฟ... พี่กอล์ฟ... ไอ้พี่กอล์ฟ!!!!!” เสียงตะโกนของน้องหญิงเรียกสติผมกลับมา “เป็นอะไรน่ะพี่กอล์ฟ เอาแต่นั่งเหม่อเขี่ยข้าวในจานอยู่ได้ อย่าบอกนะว่าน้อยใจที่เราจะจัดงานให้พี่ไมค์กันอ่ะ”
                เฮ้อ... ถ้าเป็นแบบนั้นได้มันก็ยังดีกว่า...
                “แม่ว่าเราไปทำบุญกันตอนกลางวันก็พอล่ะมั้ง วันนั้นดันคืนพระจันทร์เต็มดวงซะด้วย”
                สีหน้าแม่ฉายแววกังวลอยู่เล็กน้อย แต่ก็มากพอให้พวกเราสัมผัสได้
                “หญิงเห็นด้วย! จริงๆ ไม่ต้องรอวันเกิดก็ได้ หญิงว่าพาพี่ไมค์ไปรดน้ำมนต์ไล่ผีร้ายออกจากตัวซะพรุ่งนี้เลย”
                พ่อกับแม่หันมามองค้อนลูกสาวคนเดียวพร้อมๆ กันจนเธอถึงกับหัวหด
                “อะไรกัน... หญิงพูดเล่นหรอกน่า... ทำซีเรียสไปได้ ก็มันรำคาญนี่นา พี่ไมค์กรีดร้องโวยวายทุกเช้า ยังไม่ทันถึงเวลาตื่นของหญิงด้วยซ้ำ”
                “ไมค์ยังไม่หายอีกเหรอครับ” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
                แม่ถอนหายใจ
                “ไมค์เป็นอะไรเหรอคุณ” พ่อถามขึ้นบ้าง
                “ก็... เหมือนเดิมแหละค่ะ... ฝันร้าย”
                “ฝันว่าอะไร?”
                แม่นิ่งเงียบไปนาน เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ กินข้าวกันต่อ
                สงสัยคงเกี่ยวข้องกับที่ผมได้ยินพ่อกับแม่คุยกันวันก่อน... รึเปล่านะ?
 

                คืนนั้นผมแอบย่องลงมาแอบฟังพ่อกับแม่คุยกันในห้องหนังสือ และก็เป็นดังคาด ทั้งคู่อยู่ที่นั่นจริงๆ ตามที่ผมเดาจากท่าทีบนโต๊ะอาหาร
                “งั้นคืนวันเกิดไมค์ ผมจะหาเรื่องพากอล์ฟไปที่อื่น” 
                “ก็ดีเหมือนกันนะคะ รอให้คืนจันทร์เต็มดวงผ่านพ้นไปก่อน อะไรๆ ก็คงดีขึ้น”
                “สหายเก่าส่งข่าวมาเมื่อเช้านี้ บอกว่ามีคนจับพลังของตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์ของจริงได้แถวๆ นี้”
                ตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์... หรือจะเป็นหนังสือเล่มนั้น... ลูซี่...
                “ผู้ครอบครองยังไม่แน่ชัด แต่หนังสือเล่มนั้นจะตามหาผู้มีสายเลือดแห่งแสงจันทร์ ทางนั้นเลยรีบส่งข่าวมาเพื่อเตือนครอบครัวเรา...”
                ข้อมูลจากพ่อเล่นเอาผมหัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม... ถ้าหนังสือที่ลูซี่ครอบครองอยู่นั้นเป็นของจริง... ป่านนี้... ไมค์...
                “แต่พวกเราเป็นเลือดผสม คงไม่มีพลังมากพอที่หนังสือเล่มนั้นจะตามหาพวกเราเจอได้หรอกค่ะ”
                “ประมาทไม่ได้อยู่ดี... โดยเฉพาะไมค์... พักนี้พลังขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่เหรอ ผมกลัวว่า...”
                “ถ้าหนังสือเล่มนั้นหาพวกเราเจอ มันจะครอบงำจิตด้านมืดสินะคะ”
                “แต่ถ้าคิดในแง่ดี หากผู้ครอบครองไม่รู้จักมนตร์ดำ ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”
                “ยังไงหนังสืออุบาทว์นั่นก็แผ่รังสีด้านมืดออกมา สุดท้ายผู้ครอบครองก็จะหมกมุ่นอยู่กับมนตร์ดำ และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มอำนาจมืดให้กับหนังสืออาถรรพ์”
                ห้องตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง พ่อจึงถามขึ้น
                “คุณพอจะรู้มั้ยว่าหนังสือเล่มนั้นมันเพิ่มอำนาจของตัวเองด้วยวิธีใด”
                แม่ส่ายศีรษะ “ไม่มีใครอ่านหนังสือเล่มนั้นมานานหลายร้อยปีแล้วค่ะ ว่ากันว่าใช้วิธีสังเวย... แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าสังเวยด้วยอะไร”
                “วิธีทำลายล่ะ?”
                ไม่มีเสียงตอบใดๆ อีก หนังสือนั่นคงเก่าแก่และหายากจริงๆ อีกทั้งคนที่รู้เนื้อหาข้างในคงล้มหายตายจากไปเพราะอาถรรพ์กันหมดแล้ว
                พ่อกับแม่ทำท่าจะเดินออกจากห้อง ผมจึงถอยหลังจากประตู แต่ก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อหลังชนกับอะไรบางอย่าง
                มือใหญ่ปิดปากผมไว้แล้วพาหลบไปยังมุมมืดที่อยู่ไม่ไกล กระทั่งสิ้นเสียงปิดประตูห้องนอนชั้นบนหลังจากที่พ่อและแม่ขึ้นไปแล้ว มือนั้นจึงคลายออก
                “ไมค์...” ผมเบิกตาโพลงเมื่อเห็นคนที่ยืนประชิดตัวจากข้างหลัง นัยน์ตาหมอนั่นดูเศร้าจนแม้แต่ผมยังพลอยเจ็บตามไปด้วย
                “นายเป็นอะไรรึเปล่า?”
                “พี่กอล์ฟ...”
                ร่างสูงใหญ่คว้าตัวผมไปกอดแน่น... แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
                ผมกอดตอบ ปล่อยให้เขาซุกไซ้ไปตามไหล่... จั๊กจี้ แต่รู้สึกดี
                อา... อยากอยู่แบบนี้นานๆ จัง
                ผมรู้สึกถึงปลายลิ้นอุ่นเริ่มไล้เลียเบาๆ ที่คาง... แก้ม... เจ้าหมาป่าตัวใหญ่ออดอ้อนเหมือนลูกหมาเล็กๆ ไม่มีผิด สัมผัสอุ่นๆ อันชุ่มชื้นนั่นค่อยๆ เคลื่อนมาที่ริมฝีปาก...
                ไมค์ผละใบหน้าออกห่างเล็กน้อย จ้องเข้ามาในดวงตาของผม
                ในความนิ่งสงบ... ผมได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเองเต้นไม่เป็นส่ำ... มันน่าอายชะมัด หมอนี่จะได้ยินเสียงมันบ้างรึเปล่านะ
                ตาคู่สวยค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ ผมรู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่าย บรรยากาศที่เป็นใจทำให้ผมหลับตาพริ้มรับริมฝีปากอิ่มที่กำลังจะแนบลงมา
                ทว่า...
                “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... พยายามอยู่ห่างจากไมค์ไว้นะพี่กอล์ฟ...”
                จุมพิตกลับกลายเป็นเสียงกระซิบซึ่งไม่มีที่มาที่ไป ทำเอาผมเบิกตาโพลงด้วยความอึ้ง
                เจ้าหมาป่าหนุ่มคลายอ้อมกอดจากผม แล้ววิ่งหนีขึ้นบันไดหายไปอย่างรวดเร็ว
                ...หมายความว่ายังไง... แค่นี้เรายังห่างกันไม่พออีกเหรอไมค์?
                ผมได้สติอีกทีก็เมื่อรู้สึกถึงของเหลวที่ไหลยืดออกทางจมูก
                โอ๊ะ... ภูมิแพ้กำเริบอีกแล้ว

 

| part III |

edit @ 25 Jun 2008 04:22:06 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

cry หุหุ ไมล์น่ารัก แอบคว้ากอล์ฟจุ๊บด้วย ลูซี่เป็นใครกัน ชักเคลืองแม่คนนี้ซะแล้ว

#1 By (125.26.150.236) on 2008-06-27 10:51

โพสเมื่อกี้ลืมลงชื่อ มาลงชื่อโพสที่สองแล้วกัน อิอิsurprised smile

#2 By Kamui (125.26.150.236) on 2008-06-27 10:52