For The Blood of The Moonlight III
posted on 25 Jun 2008 03:35 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
ผมพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงหลายสิบนาทีแล้ว ยิ่งได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาที่หัวเตียงยิ่งหงุดหงิด ทำไมถึงไม่ยอมหลับเสียทีนะ?
“พยายามอยู่ห่างจากไมค์ไว้นะพี่กอล์ฟ...”
เสียงเหงาๆ ของหมอนั่นดังวนเวียนอยู่ในหัวอยู่ได้
ทุกวันนี้ก็อยู่ห่างกันแล้วนี่... เพราะภูมิแพ้ที่อยู่ๆ ก็เป็นขึ้นมา
แล้วไงล่ะ? ถึงจะพูดแบบนั้น แต่คนที่เข้าหาฉันก่อนเสมอคือนายไม่ใช่เหรอ
นายเข้ามาเกาะแกะฉันประจำ เอาตัวเข้ามาประชิดเสมอจนฉันชินกับผิวกายร้อนๆ ของนาย... นายดึงฉันเข้าไปกอดเองนะ... และก็นายนั่นแหละที่เป็นฝ่าย...
ผมรู้สึกร้อนวาบที่ริมฝีปาก
...บ้าชะมัด ไม่เคยได้สัมผัสกันตรงๆ เสียหน่อย
ไม่รู้แหละ
คนที่แอบมุดผ้าห่มเข้ามานอนขดตัวข้างๆ ผม... ทำน้ำลายยืดใส่ผ้าห่มผม... ทำขนร่วงบนที่นอนผม... ตลอดมาหมอนั่นเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทั้งนั้น เจ้าเด็กบ้านั่นยัดเยียดความทรงจำของไออุ่นบนเตียงนี้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
แล้วยังจะมีหน้ามาให้ผมออกห่างเนี่ยนะ? เอาแต่ใจชะมัด!
ใช่สิ... เดี๋ยวนี้มีเด็กที่ชื่อลูซี่คอยคลุกคลีอยู่ด้วยตลอดเวลาแล้วสินะ คงไม่ต้องการพี่ชายอย่างผมอีกต่อไปแล้ว
ผมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาจนได้ ในหัวใจมันหนาวเหน็บเหลือเกิน
ทั้งที่อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ... อยู่ใกล้กันแค่นี้... ถ้าเป็นเมื่อก่อนอยากเจอกันเมื่อไหร่ก็แค่เดินออกไปเคาะประตูห้องเท่านั้น ไม่สิ... เราเจอกันบ่อยจนต่างก็หาเวลาที่ไม่ต้องเจอหน้ากันต่างหาก แต่ตอนนี้... เหมือนอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
ถ้าพ้นคืนจันทร์เพ็ญในวันเกิดเขาไป อาการภูมิแพ้ของผมจะหายรึเปล่านะ? แล้วถ้าไม่หายล่ะ?
พระเจ้าครับ... ถึงผมจะรักเขาแบบคนรักไม่ได้ แต่ขอให้ผมได้กลับมาใกล้ชิดเขาในฐานะพี่ชายก็ยังดี
อีกไม่กี่วันก็วันเกิดไมค์ พ่อเคาะประตูห้องแล้วเข้ามาบอกในสิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
“กอล์ฟ... อยากไปเที่ยวมิลานมั้ยลูก”
ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ เพราะรู้เหตุผลดี
“เมื่อไหร่ครับ”
“มะรืนนี้ พอดีพ่อต้องไปดูงาน เลยอยากให้กอล์ฟไปเป็นเพื่อน ว่าไง สนใจรึเปล่า”
“ถ้าไปเราก็จะกลับมาไม่ทันวันเกิดไมค์สิครับ”
ผมแกล้งพูดออกไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพ่อต้องการให้ผมอยู่ห่างๆ ไมค์ในวันเกิดของเขา
“ไม่เป็นไรหรอกลูก ปกติวันเกิดไมค์ กอล์ฟก็ชอบบ่นน้อยใจอยู่แล้วนี่ คราวนี้ไปเที่ยวต่างประเทศกับพ่อ เผื่อจะได้รู้สึกดีขึ้น”
“โธ่ พ่อ... กอล์ฟก็แกล้งน้อยใจไปงั้นแหละ อยากให้คนไม่ลืมเวลาถึงวันเกิดกอล์ฟก็เท่านั้นเอง”
“เอ้า ตกลงไปรึเปล่า พ่อจะได้เอาพาสปอร์ตไปจัดการ”
ผมยอมพยักหน้าในที่สุด
พ่อยิ้มอย่างใจดี ก่อนหันหลังเตรียมออกจากห้อง
“เอ่อ... พ่อครับ” ผมรีบรั้งไว้ ทำให้พ่อหันกลับมามองหน้าอย่างสงสัย
“คือว่า... ผู้ถูกเลือก... คืออะไรเหรอครับ?”
สีหน้าพ่อดูตกใจเล็กน้อย แต่ก็กลับมาสงบอย่างรวดเร็ว
“กอล์ฟไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง... ตอนนั้นพอดีจะเอาหนังสือลงไปเก็บ...” ผมแก้ตัวเสียงอ่อย
“ช่างเถอะ จริงๆ พวกพ่อเองก็ไม่ได้ตั้งใจปิด แต่เพราะหลายๆ อย่างยังสรุปไม่ได้ เลยไม่อยากอธิบายให้พวกลูกตีตนไปก่อนไข้ ครอบครัวเรามีถึงสามสายเลือด จึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกแปลกแยกมาก เพราะฉะนั้น...”
เข้าใจล่ะ พ่อกับแม่กลัวว่าผมกับไมค์จะเกิดความรู้สึกแย่ต่อกันหากรู้เรื่องพวกนี้สินะ พวกท่านจึงพยายามจัดการทุกอย่างให้ค่อยๆ ผ่านพ้นไปอย่างสงบเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“บอกมาเถอะครับ กอล์ฟสัญญาว่ากอล์ฟจะทำตัวเหมือนเดิมกับน้อง” ผมปฏิญาณเช่นนั้นต่อตัวเองด้วยเช่นกัน
“อย่างที่ลูกรู้... ทั้งมนุษย์หมาป่าและแวมไพร์ พออายุสิบหกก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว” พ่อเริ่มอธิบาย “หากเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการออกล่าเหยื่อเองโดยอิสระ แวมไพร์จะเลือกมนุษย์ที่จะมาเป็นบริวารคนแรก ส่วนมนุษย์หมาป่าจะต่างออกไปเล็กน้อย...”
“บริวารของแวมไพร์ก็คือแวมไพร์ไม่ใช่เหรอครับ แล้วทำไมสายเลือดบริสุทธิ์ต้องรอถึงอายุสิบหก?”
“แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ จะเกิดจากท้องของแวมไพร์ เหมือนมนุษย์ แต่แวมไพร์ชั้นรองลงมาจะเกิดจากการดื่มเลือดของแวมไพร์ผู้เป็นนาย... สายเลือดบริสุทธิ์ในวัยเด็กต้องเรียนรู้สังคมมนุษย์ก่อนเพื่อการปรับตัวและความแนบเนียนในการหาเหยื่อในอนาคต”
เพราะวิธีออกล่าของแวมไพร์คือ... แฝงตัวอยู่ในฝูงชน แล้วหลอกล่อเหยื่อให้ยอมจำนนเองโดยไม่ต้องออกแรง
“แล้วมนุษย์หมาป่าต่างจากแวมไพร์ยังไงล่ะครับ”
“มนุษย์หมาป่าไม่มีบริวาร แต่จะเลือกคู่ครองแทน...”
ผมกระพริบตาปริบๆ “คู่ครองเนี่ยนะ?”
แล้วอย่างไมค์ซึ่งเป็นทั้งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าล่ะ ไม่ต้องหาทั้งคู่ครองและบริวารเลยงั้นเหรอ?
เหมือนพ่อจะเดาความคิดผมออกจึงเริ่มอธิบายต่อ
“ไม่ต้องห่วงหรอกลูก... น้องไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ ไม่ต้องทำอะไรแบบนั้นหรอก ดูอย่างแม่เขาสิ กว่าจะแต่งงานกับพ่อก็เลยสิบหกมาแล้ว แถมพ่อก็ยังเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์อยู่”
“แล้ว... ถ้าสมมตินะครับ... สมมติว่าสายเลือดบริสุทธิ์ดันมาอยู่ในร่างเดียวกัน...”
พ่อหุบยิ้มลงทันที สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมากะทันหัน
“แบบนั้น... เขาไม่เรียกว่าสายเลือดบริสุทธิ์หรอกลูก... เราเรียกมันว่า... อสูรกาย...”
ผมขนลุกขึ้นมาทันที คงเป็นเพราะเสียงพ่อที่จู่ๆ ก็ทุ้มต่ำและเบาลงจนน่าใจหาย
“ผู้ถูกเลือกของอสูรกายไม่ใช่ทั้งบริวารและคู่ครอง... แต่มันจะเลือกคนรัก...”
ผมเอียงคออย่างฉงน
“แล้วคู่ครองต่างจากคนรักด้วยเหรอครับ?”
“ต่างสิ... ความรักของแวมไพร์คือการครอบครองจิตวิญญาณ ความรักของหมาป่าคือความซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง แต่ความรักของอสูรกายคือ... การกินคนที่รัก...”
ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
“กะ... กิน?”
พ่อพยักหน้า “แวมไพร์ดื่มเลือด มนุษย์หมาป่าฉีกกินเนื้อ นับประสาอะไรกับสิ่งที่รวมทั้งสองอย่างนี้ไว้ด้วยกัน... มันจะกลืนกินทั้งเลือด เนื้อ และวิญญาณของเหยื่อคนนั้น... คนที่มันรักมากที่สุด”
“กินคนรักตัวเองเนี่ยนะครับ?”
“ใช่... เพราะพวกมันจะรู้สึกเหมือนได้เป็นหนึ่งเดียวกับคนที่ตนรัก แต่... บทหนึ่งจากหนังสือตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์ที่อาจารย์เคยเล่าให้พ่อฟังบันทึกว่า หลังจากอสูรกายกลืนกินคนรักของตนแล้ว มันก็ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและความรู้สึกผิดบาปซึ่งทุกข์ทรมานแสนสาหัส ไม่มีใครสามารถหยุดน้ำตาของอสูรร้ายตนนั้นได้ จนกว่ามันจะพบคนรักใหม่”
“แล้วก็กินคนรักอีกครั้งสินะครับ”
พ่อพยักหน้าพลางทอดถอนใจ
“นั่นเป็นชะตากรรมของอสูรกาย”
ผมน้ำตาคลอขึ้นมาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน
“ถ้าอสูรกายเกิดจากสายเลือดบริสุทธิ์ทั้งสองฝั่ง... ก็แสดงว่าบรรพบุรุษของพวกผม...”
พ่อตบไหล่ผมเป็นเชิงปลอบ
“อสูรกายไม่ได้เกิดขึ้นง่ายขนาดนั้นหรอกลูก... มนุษย์หมาป่าและแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่อดีตกาล อย่างแม่ของเราที่เป็นลูกครึ่งก็ไม่ได้เกิดจากแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ แต่เกิดจากคุณตาซึ่งเป็นบริวารของปู่ของกิลลาส กับคุณยายซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่า”
ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก
“แต่... สายเลือดบริสุทธิ์ซึ่งเป็นลักษณะด้อยในตัวของบริวาร หรือแม้แต่ในลูกครึ่งก็ตามสามารถตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัวได้... ด้วยมนตร์ดำ...”
ผมนึกถึงลูซี่ขึ้นมาทันทีเมื่อพ่อเอ่ยคำพูดสุดท้าย
ยังไม่ทันจบการสนทนาตามประสาพ่อลูก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างร้อนรน ตามด้วยบานประตูเปิดผัวะเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต
“คุณคะ...” แม่กระโจนเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นผมก็เหมือนได้สติ ปรับสีหน้าให้เย็นลงเล็กน้อยก่อนพูดประโยคต่อไปที่ทำเอาพวกเราใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม
“ไมค์หายตัวไปค่ะ”
ผมยืนเคว้งอยู่ในห้องของไมค์... เตียงว่างเปล่า หน้าต่างถูกเปิดออกกว้าง ลมที่พัดเข้ามาโบกผ้าม่านปลิวไสว ท่ามกลางความมืดด้านนอกนั้น คือพระจันทร์ข้างขึ้นที่ลอยเด่น
“โทรหาพี่แบงค์ไม่ได้เลยอ่ะ... ไม่รู้ปิดมือถือหรือแบตหมด” หญิงขมวดคิ้วขณะง่วนอยู่กับการโทรตามพี่ชาย GPS
“เจ้าลูกคนนี้นี่ เวลาจะใช้ก็ดันหายหัว” แม่โวยวายอย่างอารมณ์เสีย
ไม่กี่นาทีต่อมาพี่แซนด์ก็วิ่งเข้ามาในบ้าน
“หาจนทั่วแล้วครับ ไม่มีกลิ่นของไมค์เลย ไม่มีวี่แววว่าจะออกจากบ้านด้วยซ้ำ”
“แต่น้องก็ไม่อยู่ในบ้านนะลูก”
คนที่หายตามไปอีกคนคือพ่อ... ไม่ได้หายเพราะออกไปตามไมค์ แต่พ่อหมกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือเพื่อทำอะไรบางอย่าง
ลูซี่...
ถ้าอสูรกายออกไล่ตามหาคนรัก...
บ้าน่า... ทำไมจู่ๆ ผมถึงคิดแบบนี้ขึ้นมานะ ไมค์ไม่ใช่อสูรกายซักหน่อย แค่เดี๋ยวนี้พลังของเขาขึ้นๆ ลงๆ เท่านั้น
แต่...
“สายเลือดบริสุทธิ์ซึ่งเป็นลักษณะด้อยในตัวของบริวาร หรือแม้แต่ในลูกครึ่งก็ตามสามารถตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัวได้... ด้วยมนตร์ดำ...”
หรือว่า... ในห้องพยาบาลวันนั้น?
แย่จริง ผมเริ่มฟุ้งซ่านใหญ่แล้ว เด็กคนนั้นดูยังไงก็ไม่น่าเป็นพวกใช้มนตร์ดำได้ ผมคงหมกมุ่นกับการท่องคาถามากเกินไป
‘ตำนานเลือดแห่งแสงจันทร์’
จู่ๆ ภาพหนังสือปกหนังงูเล่มนั้นก็ลอยเข้ามาในหัว
แล้ว... ถ้าสิ่งที่ผมคิดไม่ใช่แค่ฟุ้งซ่านล่ะ?
ถ้าหนังสือเล่มนั้นเป็นของจริงขึ้นมา...
“หนังสือเล่มนั้นจะตามหาผู้มีสายเลือดแห่งแสงจันทร์”
ถ้าคนที่มันตามหาพบคือไมค์...
ถ้าลูซี่ใช้มนตร์ดำ...
ถ้าไมค์ถูกปลุกพลังจนเทียบเท่ากับสายเลือดบริสุทธิ์...
ผมหน้าซีดเผือด รีบวิ่งออกไปนอกบ้าน
“กอล์ฟ... ไปไหนลูก” เสียงแม่ดังไล่ตามหลังมา แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาตอบคำถาม...
ต้องตามหา... ใช่แล้ว... ต้องตามหา... ก่อนที่จะสายเกินไป
ภาพไมค์กับลูซี่เดินจูงมือกันในพักหลังลอยเด่นขึ้นในสมองของผม
บ้าชะมัด... เด็กคนนั้นปลุกอสูรกายในตัวไมค์ โดยไม่ทันได้คิดสินะ ว่าตัวเองอาจถูกกิน ไม่สิ... หรือบางทีเธออาจจงใจ?
แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ก็ต้องช่วยลูซี่... ต่อให้เธอจะเป็นพวกใช้มนตร์ดำก็ตาม เพราะไม่อย่างนั้น หากไมค์กินลูซี่... กินคนที่รัก... ไมค์อาจต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต
ผมจะไม่ยอมให้คนที่ผมรักเป็นแบบนั้นเด็ดขาด
การฆ่าคนที่เรารักด้วยสองมือของเราเอง... มันจะเจ็บปวดเจียนตายขนาดไหนกันนะ
แค่คิดน้ำตาก็พาลจะไหล ทำไมต้องเป็นไมค์ด้วย...
ผมวิ่งออกมาไกลอย่างไร้จุดหมาย แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นเลย
ทันใดนั้นเอง... เสียงมือถือในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล... กอล์ฟ อยู่ไหนแล้วลูก รีบกลับบ้านมาด่วนเลยนะ” เสียงแม่ซึ่งอยู่ปลายสายเต็มไปด้วยความร้อนรน
“ไมค์กลับมาแล้วเหรอครับ”
“ไม่ใช่... เรื่องไมค์เดี๋ยวรอแบงค์ตามหาดีกว่าลูก แต่ก่อนอื่น คนที่ไม่ควรอยู่นอกบ้านมากที่สุดคือกอล์ฟต่างหาก...”
“หา...”
ทว่าไม่ทันได้ถามอะไรต่อ ขณะที่ผมกำลังหันหลังเดินกลับบ้านนั้นเอง...
สัมผัสหยาบกร้านของมือขนาดใหญ่ก็เข้ามาปิดปากผมไว้ ด้วยความตกใจผมพยายามดิ้นขัดขืน ทว่าร่างกายใหญ่หนาที่โอบรัดร่างกายผมอยู่เปี่ยมไปด้วยแรงมหาศาล และขณะดิ้นรนสุดชีวิตแรงนั้นก็อัดเข้ามาแบบเต็มเหนี่ยวบนหน้าท้องของผม ทำเอาจุกจนเข่าอ่อนยวบ ทว่าผมจุกได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เพราะภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับสติที่มืดดับลง
| part IV |
edit @ 25 Jun 2008 14:51:37 by ★ひまじん★
#1 By Kamui (125.26.150.236) on 2008-06-27 11:00