For The Blood of The Moonlight IV
posted on 25 Jun 2008 03:35 by i-am-hima in fan-fiction[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
รู้สึกตัวอีกครั้ง... สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้ก็คือกลิ่นสาบแปลกๆ
เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ภายในห้องที่ดูเก่าโทรม แสงสลัวเพราะมีหน้าต่างเพียงแค่สองบานที่มุมห้อง และทั้งสองบานก็เล็กแถมอยู่สูงเกือบติดเพดาน เห็นเพียงท้องฟ้าด้านนอกพอให้รู้ว่าตอนนี้คือกลางวันหรือกลางคืน
ผมขยับตัวอันเมื่อยขบ ยังรู้สึกระบมที่หน้าท้อง
จริงสิ... ก่อนหน้านี้...
ผมนึกย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนจะมาที่นี่ พลางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วตั้งสติให้ดี
ผม... อยู่บนเตียงนอนขนาดค่อนข้างกว้าง... ที่นอนแข็งเสียจนปวดกล้ามเนื้อไปหมด แถมขาทั้งสองข้างยังถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กเส้นหนา ปลายอีกข้างหนึ่งของมันเชื่อมกับปลายเตียง
สภาพแบบนี้... เท่ากับถูกจองจำชัดๆ
ไม่สิ... แค่ห้องก็อย่างกับคุก มีเตียงให้นอนก็นับว่าบุญเท่าไหร่แล้ว
ว่าแต่ผมถูกจับมาทำไมกันล่ะนี่? ที่สำคัญ ถูกใครจับตัวมา?
ขณะกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ก็พบว่าผนังด้านหนึ่งเป็นเหมือนกรงขนาดใหญ่ ภายในเป็นโพรงมืดๆ
ผมลงจากเตียงแล้วเดินเข้าไปใกล้กรงนั่นกระทั่งสุดความยาวของโซ่ ซึ่งมันคือตรงหน้ากรงขังพอดิบพอดี เมื่อเพ่งมองเข้าไปข้างในก็พบร่างที่คุ้นเคยสลบไสลไม่ได้สติอยู่
“ไมค์...”
ผมถึงกับใจหายวาบ... ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่... ทำไมไมค์ถึงได้อยู่ในสภาพแบบนี้
เขาเองก็ถูกล่ามเช่นเดียวกันกับผม ทว่าโซ่ตรวนไม่ใช่แค่ที่ขา... แต่มีปลอกคอที่ดูหนักเพิ่มเข้าไปอีก ใครนะทำกับน้องชายผมถึงขนาดนี้
“ไมค์... ไมค์...”
ผมเรียกด้วยเสียงอันแหบพร่า เห็นคนตรงหน้าแล้วน้ำตารื้อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาขดตัวอยู่บนพื้นหินอันเย็นเยียบ... น่าสงสารจับใจ
ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงของผม ดวงตาคู่สวยค่อยๆ เผยอลืมขึ้น ปรับสายตาพลางตั้งสติครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ คลานเข้ามา
“พี่กอล์ฟ...”
เขายื่นมือมาจับลูกกรง
“นี่มันเรื่องอะไรเหรอไมค์? ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่”
เด็กหนุ่มตรงหน้าน้ำตาคลอเบ้า
“พี่กอล์ฟ... ไมค์ขอโทษ... ไมค์เป็นคนพาพี่กอล์ฟมาที่นี่เอง ไมค์พยายามต่อต้านมันแล้ว แต่ไมค์ทำไม่ได้” เขาเริ่มออกอาการฟูมฟาย
“เดี๋ยวไมค์ ต่อต้านอะไร แล้วทำไมนายถึงอยู่ในสภาพแบบนี้”
“ไมค์... ไม่รู้เหมือนกัน ไมค์รู้แต่ว่ามันต้องการพี่กอล์ฟ... มันต้องการมากเหลือเกิน... ต้องการจนคลุ้มคลั่ง... จนอยากกลืนกินเข้าไปทั้งตัว... อยากเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
ผมรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจดเท้า
“มัน... ที่ว่า...?”
ไมค์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ผมได้ยินเสียงเขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
“มันอยู่ในนี้... มันอยู่ในตัวไมค์ ไมค์ควบคุมมันไม่ได้ ยิ่งนับวันมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนไมค์ไม่รู้ว่ามันจะออกมาทำร้ายพี่กอล์ฟเมื่อไหร่ ไมค์เจ็บใจ... ทั้งที่มีสติตลอด ทั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่ไมค์ห้ามร่างกายตัวเองไม่ได้เลย” เสียงที่ฟังดูอ่อนแอนั้นสั่นและปนเสียงสะอื้น
ผมเอื้อมมือผ่านกรงขังเข้าไป ตั้งใจจะลูบหัวปลอบโยน ทว่าไม่ทันได้แตะต้องหมอนั่นก็ตะโกนห้ามเสียก่อน
“อย่า!! ไมค์บอกแล้วใช่มั้ย ว่าไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ให้อยู่ห่างไมค์ให้มากที่สุด... เพราะฉะนั้น พี่กอล์ฟ... หาทางหนีไปซะ ไม่ต้องสนใจไมค์... หนีไปให้ไกลๆ”
“จะบ้าเหรอ นายถูกขังอยู่อย่างนี้ จะให้ฉันหนีไปคนเดียวได้ยังไง”
ที่สำคัญ... โดนล่ามซะแน่นหนา ยังคิดวิธีหนีไม่ออกเลย แถมที่นี่ที่ไหนก็ไม่รู้
“ช่างไมค์เถอะ... พี่กอล์ฟต้องสัญญานะ ว่าถ้าหาทางหนีได้ จะรีบหนีไปให้ไกลๆ ...ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้...”
“ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหนเหรอไมค์”
เขาส่ายศีรษะอย่างหมดหวัง... ท่าทางจะไม่รู้เหมือนกัน
“จะที่ไหนก็ช่าง... หนีออกไปให้ได้ก่อน... ไปให้ไกลจากไมค์ที่สุด... ก่อนคืนวันเพ็ญ...”
คืนวันเพ็ญ?
ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มแห้งๆ ที่มุมปากนิดหนึ่ง
“พี่กอล์ฟมีเวลาอีกแค่ไม่ถึงสองวัน... ไปจากที่นี่ซะ ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินของมะรืนนี้”
“นายพูดอะไร... ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง”
“ลูซี่... จะทำพิธีในคืนนั้น”
พิธี? นี่หมายความว่ายังไง?
“ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา... เธอเป็นแม่มด... ไมค์ขอโทษพี่กอล์ฟ... ไมค์เอาความเดือดร้อนมาให้ทุกคนในบ้าน... ไมค์น่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนที่เธอรู้ว่าไมค์เป็นอะไร”
ไมค์เริ่มพล่ามอะไรต่อมิอะไรออกมามากมาย
“พอเถอะไมค์ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาโทษตัวเองนะ เราต้องหาทางแก้ไขก่อน เราต้องออกไปจากที่นี่”
“ไม่ใช่เรา... แต่เป็นพี่กอล์ฟคนเดียว... ขอแค่พี่กอล์ฟรอด... ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี”
“จะบ้าเหรอ... ฟังนะ ถ้านายเป็นอะไรไป ฉันจะเศร้าเสียใจไปตลอดชีวิต นายจะยอมให้ฉันอยู่ในสภาพแบบนั้นเหรอ”
เด็กหนุ่มตรงหน้าผมถึงได้เงียบลงได้
“เอาล่ะ ทีนี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังทีได้มั้ย แล้วเรามาหาทางแก้ไขกัน... อย่าลืมสิ เรามีพี่แบงค์ ไม่ช้าก็เร็วพี่แบงค์ต้องพาทุกคนตามหาเราจนเจอ”
ผมพยายามสร้างความหวังให้กับคนที่ดูสิ้นหวังตรงหน้า
“ต่อให้หาเจอ... ไมค์ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
เขาก้มหน้านิ่ง ผมจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะหลังมือซึ่งเกาะลูกกรงแน่น อีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อยทำท่าจะชักมือออก แต่ผมตะปบมือนั้นได้ก่อน จึงบีบเบาๆ โดยหวังว่าความอบอุ่นจากตัวผมจะส่งผ่านไปยังเขา... เหมือนคราวที่แล้ว
ไมค์ก้มหน้านิ่ง เงียบไปครู่หนึ่งจึงเริ่มปริปากเล่าให้ผมฟัง
“ลูซี่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่... มีอยู่วันหนึ่ง จู่ๆ ไมค์รู้สึกหน้ามืด เหมือนคุมตัวเองไม่ได้ เลยกลายเป็นหมาป่าให้ยัยนั่นเห็นเข้า...”
“ช่างเถอะไมค์ พักนี้นายพลังของนายขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่เหรอ? ว่าแต่ลูซี่มีทีท่ายังไง”
ทั้งที่ปลอบไปว่าอย่างนั้น แต่ในใจก็อดคิดถึงคำพูดของพ่อไม่ได้ว่า หนังสืออาถรรพ์นั่นจะตามหาคนที่มีสายเลือดแห่งแสงจันทร์
“ก็... บอกว่า หูกับหางน่ารักดี เธอไม่ได้มีท่าทางรังเกียจหรือหวาดกลัว... แถมยังบอกด้วยว่าเธอสนใจเรื่องแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่า พวกเราก็เลยสนิทกันอย่างรวดเร็ว... ตอนนั้น ไมค์นึกว่าไมค์ได้เจอคนธรรมดาที่ยอมรับในตัวเราได้แล้วซะอีก”
“นายชอบลูซี่เหรอ?” ผมพลั้งปากถามออกไป
ไมค์เงยหน้า เบิกตาโพลง หูหมาป่าเล็กๆ โผล่ออกมาจนผมอดยิ้มขำกับภาพตรงหน้าไม่ได้ ทั้งที่ใจรอลุ้นคำอบของอีกฝ่ายอยู่
“เปล่านะ... เอ่อ... ก็เคยชอบ... แต่ก็ไม่ได้ชอบแบบนั้น...”
ผิวใสๆ บนแก้มของไมค์แดงเรื่อขึ้นมา
“คนที่ไมค์ชอบมาตลอด...”
เขางึมงำคำพูดต่อมาจนผมต้องยื่นหน้าเข้าไปฟังใกล้ๆ เผลอเอามืออีกข้างไปกุมมือข้างที่เหลือของเขาซึ่งจับลูกกรงอยู่
“ว่าไงเหรอไมค์”
ทว่าอีกฝ่ายได้แต่ก้มหน้านิ่ง
“ไมค์... ไม่สบายรึเปล่า?”
พอได้ยินน้ำเสียงกังวล เจ้าแวมไพร์หมาป่าก็ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาแต่โดยดี ผมถึงได้รู้สึกตัวว่าตอนนี้หน้าพวกเราห่างกันเพียงแค่ความหนาของลูกกรงที่กั้น เราต่างประสานสายตากันครู่ใหญ่ ได้สติอีกครั้งริมฝีปากของเราทั้งคู่ก็เกือบจะสัมผัสกันอยู่แล้ว
“เอ่อ...” เจ้าลูกหมาป่าชักมือทั้งสองออกจากลูกกรงและการเกาะกุมของผม เขาถอยหลังไปจนติดกำแพง เหมือนจะใช้เงามืดตรงนั้นหลบอะไรบางอย่าง
“เฮ่... ไมค์ เป็นอะไรของนายน่ะ... กลับมาคุยกันก่อนสิ นายยังเล่าให้ฉันฟังไม่จบเลยนะ”
ว่าแต่เมื่อกี้คุยกันถึงไหนแล้วล่ะเนี่ย?
“เรื่องของไมค์ก็มีอยู่แค่นี้แหละ พี่กอล์ฟรีบหาทางหนีไปก่อนเถอะ รู้อย่างเดียวก็พอว่าอย่าให้ไมค์ตามหาพี่กอล์ฟเจออีก เพราะไมค์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไมค์จะทำร้ายพี่กอล์ฟเมื่อไหร่”
ผมถึงกับเข่าอ่อนหมดแรงหมดกำลังใจ... อะไรเนี่ย คนอุตส่าห์ออกตามหาเพราะหวังจะมาช่วยแท้ๆ แต่กลับโดนไล่ด้วยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจสุดๆ แบบนี้
“นาย... จะทำอะไรฉันงั้นเหรอ?”
ผมนั่งคอตกอยู่ที่เดิม
“ไมค์จะกินพี่กอล์ฟน่ะสิ”
เราทั้งคู่ต่างเงียบกันไปหลายนาที ผมถึงกับอึ้ง ประมวลข้อมูลต่างๆ ในหัวเท่าที่จะนึกได้ในตอนนั้น
“ละ... แล้วทำไมนายถึงจะกินฉันล่ะ” ผมถามออกไปให้แน่ใจ หน้าร้อนฉ่าขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
“ไมค์... ไม่เหมือนเดิมแล้ว... บางอย่างในตัวไมค์มันตื่นขึ้นมา และมันบังคับให้ไมค์รู้สึกหิวกระหายคนที่ไมค์... รัก...”
“.......”
ผมพูดอะไรต่อไม่ออก... นี่เป็นการสารภาพรักที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของผม หัวใจมันพองโตที่รู้ว่าเขารักผม... โล่งใจที่รู้ว่าหมอนั่นไม่ได้รักลูซี่ แต่... ตอนนี้คนที่อาจทำร้ายจิตใจเขาให้ทุกข์ระทมไปตลอดชีวิต กลับกลายเป็นผมเสียเอง...
“ได้ยินแบบนี้แล้ว พี่กอล์ฟรังเกียจไมค์รึเปล่า? พี่กอล์ฟกลัวไมค์รึเปล่า? พี่กอล์ฟคงขยะแขยงไมค์แล้วสินะ ที่ไมค์รักพี่กอล์ฟแบบนั้น... แต่ก็ดีเหมือนกัน ทีนี้พี่กอล์ฟคงอยากหนีไมค์ไปให้ไกลแสนไกลแล้วใช่มั้ย”
เสียงน้อยอกน้อยใจระคนเสียดสีของอีกฝ่ายเหมือนกรีดหัวใจผมให้แตกสลายลงไปด้วย
“ไมค์... ออกมาคุยกันก่อนได้มั้ย...” ผมเรียกเขาด้วยเสียงสั่นเครือ
อีกฝ่ายนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่
“ไมค์... ได้โปรด... มาคุยกันก่อน ฉันจะไม่เชื่อที่นายพูด และไม่ยอมหนีไปไหนทั้งนั้น จนกว่านายจะมาสบตา... และพูดกับฉันให้ชัดๆ กว่านี้”
ผมยังคงนั่งรออยู่ที่เดิมอย่างใจจดใจจ่อ สักพักเจ้าตัวดีก็ค่อยๆ เดินมานั่งคุกเข่าที่เดิม ทว่าผมไม่รอให้เขาพูดอะไรอีกแล้ว สอดมือหนึ่งผ่านกรงเข้าไปโอบรอบเอวเขาไว้ ส่วนอีกมือกดโน้มท้ายทอยให้เข้ามาใกล้
“พี่กอล์...”
นี่เป็นครั้งแรกที่ริมฝีปากของพวกเราสัมผัสกันโดยตรงอย่างจริงจัง ผมไม่สนอะไรอีกแล้ว จะถูกกินหรืออะไรก็ช่าง ในเมื่อไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าผมจะหนีเขาพ้นหรือไม่ และเขาจะกลับมาเป็นน้องชายที่น่ารักของผมคนเดิมได้มั้ย อย่างน้อย... ขอแค่วินาทีนี้... วินาทีที่เราทั้งคู่ได้รักกันโดยไม่มีความเป็นความตายเข้ามาเป็นเงื่อนไข
ไมค์โอบเอวผมผ่านช่องว่างของซี่เหล็กกล้าเช่นกัน พวกเราแลกเปลี่ยนจุมพิตราวกับนี่คือวันสุดท้ายของชีวิต
“ฉันก็รักนายนะไมค์... ก่อนหน้านี้ฉันแค่ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นของจริง หรือเป็นเพียงการถูกล่อลวงให้เป็นเหยื่อ... แต่ตอนนี้ จะเป็นอะไรฉันก็ไม่สนแล้ว ฉันรู้แต่ว่าฉันรักนายเท่านั้น”
ผมพร่ำความในใจออกมาขณะพักหายใจ รับสัมผัสอุ่นๆ จากลิ้นที่โลมเลียไปทั่วใบหน้า ก่อนจะถูกกลีบปากสีชมพูนั่นผนึกไว้อีกครั้ง
อา... มีความสุขจัง... มีความสุขที่สุดเลย...
ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ประตูห้องก็เปิดออก พวกเราต่างสะดุ้งและผละกายออกจากกัน
“ช่างน่าประทับใจจริงๆ... เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
เสียงแหลมสูงของผู้มาใหม่ดังกังวานไปทั่วห้อง ตามด้วยเสียงหัวเราะอันบาดหู
“ลูซี่...”
ผมเอ่ยชื่อเธอออกมา เด็กสาวที่ปรากฏกายตรงหน้าอยู่ในเสื้อคลุมยาวถึงปลายเท้ามีหมวกสีดำดูลึกลับ เห็นผมสีแดงเพลงและแววตาดูชั่วร้ายโผล่พ้นเงาหมวกที่ครอบศีรษะของเธออยู่
“สวัสดีค่ะ พี่กอล์ฟ...” เธอย่างสามขุมเข้ามาใกล้ผม
“เธอจับพวกเรามาทำไม เธอทำแบบนี้กับไมค์ทำไม...”
“อันที่จริงฉันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้พวกแกฟังหรอกนะ... แต่เอาเถอะ ถือซะว่าทำบุญ ให้แกได้ตายตาหลับในไม่กี่วัน ฉันจะเฉลยให้ก็ได้”
ไมค์ส่งเสียงคำรามขู่เมื่อเห็นมือขาวๆ นั่นกำลังเอื้อมมาจับคางผม
“หึหึหึ... เป็นเหยื่อที่งดงามเหมาะสมกับสมุนชั้นดีของฉันจริงๆ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้เป็นทั้งแวมไพร์ ทั้งหมาป่า... ไม่งั้นคงเก็บแกเอาไว้เองแล้ว...”
ผมสะบัดหน้าหนี คนคนนี้... ไม่เหมือนเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับไมค์เลย
“ฮึ... แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวพอคืนจันทร์เต็มดวง ร่างกายสวยงามพวกนี้ก็จะถูกฉีกทึ้งทำลายจนไม่เหลือซากแล้ว”
“ลูซี่... ปล่อยพี่กอล์ฟไปซะ” เสียงไมค์ตะโกนออกมา
เด็กสาวปรายตาแผ่รังสีอำมหิตไปยังต้นเสียงหลังกรงขัง ก่อนแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็น
“อย่าลืมสิ... แกเป็นคนพาพี่แกมาเองนะ น้ำหน้าอย่างแก ไม่มีสิทธิมาสั่งฉันได้หรอก... อีกไม่นาน แกก็จะเป็นสมุนของฉันโดยสมบูรณ์แล้ว”
“เธอทำแบบนี้ไปทำไม...” ผมถามกลับไป
“ทุกอย่างฟ้าลิขิตไว้แล้ว... ในเมื่อฟ้าประทานหนังสือเล่มนั้นให้กับฉัน... ฉันก็คือคนพิเศษที่จะได้ครอบครองสุดยอดแห่งพลังอันเป็นนิรันดร์”
พลังอันเป็นนิรันดร์?
ดูเหมือนลูซี่จะอ่านสีหน้าอันฉงนสนเท่ห์ของผมออกเธอจึงเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงแหบต่ำราวกับหญิงชรา
“ผู้ใดได้ครอบครองตำนานสายเลือดแห่งแสงจันทร์ ผู้นั้นคือผู้ที่ฟ้าจะประทานพลังอันยิ่งใหญ่ ที่จะควบคุมธาตุดินน้ำลมไฟได้อย่างอิสระ นั่นก็หมายถึง... สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้... แม้แต่สิ่งมีชีวิต”
“แต่เธอควบคุมจิตใจคนอื่นไม่ได้” ผมเถียง
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย... ที่แกมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่ใช่เพราะฉันสั่งน้องแกให้ไปจับตัวมาหรอกรึ ไหนจะคำบอกรักน้องชายที่แกเพ้อออกมา ก็เป็นผลจากมนตร์ดำที่ฉันปลุกพลังสายเลือดแห่งแสงจันทร์ในกายน้องแกนั่นแหละ...”
“ไม่จริง!” ผมสวนกลับทันควัน วินาทีนี้ผมเชื่อมั่นว่าผมรักไมค์มาจากหัวใจ
“เฮอะ... ไม่คิดว่าจะจัดการง่ายดายขนาดนี้ กะอีแค่สร้างสถานการณ์ยั่วให้หึงไม่กี่ที ก็กระตุ้นความรู้สึกจอมปลอมนั่นสำเร็จแล้ว”
ผมสัมผัสถึงความเจ็บปวดของคนหลังกรงขังได้เป็นอย่างดี เวลานี้เขากำลังอ่อนไหว... ยิ่งเจอถ้อยคำที่บาดหัวใจ อารมณ์ของเขาจะปั่นป่วนสักเพียงไหนกันนะ
“แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันรักไมค์จริงๆ ล่ะ... รักก่อนที่เธอจะเข้ามาในชีวิตของเขาเสียอีก”
ริมฝีปากแดงสดเบะด้วยความดูแคลน
“ก็ดี... รักกันเข้าไว้นะ เพราะยิ่งพวกแกรักกันมากเท่าไหร่... เลือดจากการฆ่าฟันกันเองระหว่างพี่น้องก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น”
“หมายความว่ายังไง...”
“โอ๊ะโอ... ไม่รู้จริงๆ เหรอจ๊ะหนุ่มน้อย... ไม่อยากเชื่อ นี่พ่อแม่แกไม่เคยเล่าให้ฟังเลยเหรอ? โอ๊ะ จริงสิ ลืมไปว่าคนเข้าถึงหนังสือเล่มนี้ได้น้อยเหลือเกิน... บอกให้ก็ได้... สิ่งเซ่นสังเวยเพื่อแลกกับพลังที่จะได้จากหนังสือเล่มนั้นก็คือโลหิตของพี่ฆ่าน้อง ไม่ก็น้องฆ่าพี่ พูดแบบนี้แล้ว ก็ไปตกลงกันเองแล้วกันนะ ว่าใครจะฆ่าใคร แต่ถ้าน้องชายแกฆ่าแก ฉันก็กำไร เพราะยังได้ลูกสมุนที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเคียดแค้นที่จะเพิ่มพลังจิตด้านมืด... ดูจากสถานการณ์แล้ว... น้องชายแกตอนนี้เกือบกลายเป็นอสูรกายเต็มตัวอยู่เต็มที... คงต่อกรยากซักหน่อยนะ”
เธอชำเลืองมองเจ้าของดวงตาที่จ้องเขม็งมาด้วยความโกรธแค้นอยู่หลังกรง
“อ้อ... แล้วก็อย่าคิดฆ่าตัวตายซะล่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าฉันยังไม่สั่งให้แกตาย แกก็ไม่มีสิทธิตาย...”
พูดจบก็เดินนวยนาดออกไปพร้อมเสียงหัวเราะแหลมสูง... อย่างที่ไมค์พูดจริงๆ... ผู้หญิงคนนี้คือแม่มด
“เข้าใจรึยังล่ะพี่กอล์ฟ... ว่าทำไมไมค์ถึงอยากให้หนี” พูดจบหมอนั่นก็เดินเซื่องๆ ไปหลบอยู่มุมมืดซึ่งผมมองไม่เห็น
บ้าชะมัด... ยังมีทางออกทางไหนอีกบ้างนะ... พ่อครับ แม่ครับ... รีบตามหาพวกเราให้เจอเร็วๆ ด้วยเถอะ... ผมได้แต่ภาวนาอยู่ภายในใจด้วยความหวัง
ทันใดนั้นเอง ผมก็นึกบางอย่างออก
ถ้าสถานการณ์มันถึงขีดสุดจริงๆ... ถ้าไม่มีใครช่วยอะไรพวกเราได้... วิธีสุดท้ายที่จะทำให้พี่น้องไม่ต้องฆ่ากันเอง... วิธีสุดท้ายที่จะทำให้ไมค์ไม่ต้องกลายเป็นอสูรกายอย่างเต็มตัว... หรือถ้าจะเป็นอย่างน้อยก็จะยืดเวลาต่อไปจนกว่าเขาจะเจอคนรักใหม่... หากถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงแล้วพวกเรายังหาทางออกไม่ได้... ผมจะเป็นฝ่ายตัดสินทุกอย่างเอง...
คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นด้วยเสียงคำรามลั่นตามด้วยเสียงโซ่โลหะกระทบกันอย่างบ้าคลั่ง
“ไมค์...”
จริงสิ... ผมหลับอยู่หน้ากรงที่ขังน้องชาย
ได้ยินเสียงหอบหายใจเหมือนสัตว์ตัวใหญ่ ไม่นานมือซึ่งปกคลุมด้วยขนหยาบสีเงินก็โผล่ออกมาจับซี่กรงเหล็กกล้าเขย่าอย่างรุนแรงราว
“ไมค์... ไมค์...” ผมพยายามเรียกชื่อคนหลังกรงขัง หวังว่าเขาจะได้สติ
เมื่อเพ่งมองเข้าไปข้างใน ภาพที่เห็นทำเอาผมหัวใจหายวูบ...
ในนั้น... ไม่ใช่ไมค์ที่ผมเคยรู้จักอีกต่อไป มันคือสัตว์ประหลาดตัวยักษ์มีศีรษะเป็นหมาป่า นัยน์ตาสีแดงเรืองวาวอยู่ทามกลางความมืด เขี้ยวแหลมคมโผล่ยื่นออกมานอกปาก น้ำลายไหลยืดอย่างหิวโหย ร่างกายเหมือนคนร่างใหญ่ยักษ์ ปกคลุมด้วยขนสีเงินไปทั่ว ยกเว้นบริเวณแผ่นอกจนถึงหน้าท้อง ซึ่งเต็มไปด้วยลายสีดำคล้ายรอยสักเป็นรูปตัวอักษรประหลาด ภายใต้ขนสีเงินนั่น ดูเหมือนผิวหนังซึ่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นหนากำลังโป่งพองออกมาราวน้ำเดือด
เนี่ยเหรอ? อสูรกาย...
เสียงคำรามระคนโหยหวนที่ลอยออกมาดังบาดหูจนผมต้องยกมือปิดหูตัวเองไว้ แม้จะรู้ดีว่านั่นเป็นเสียงของไมค์ แต่ร่างกายกลับสะดุ้งตกใจและเริ่มสั่นกลัวอย่างควบคุมไม่ได้
ตอนนี้เจ้าตัวจะกำลังทุกข์ทรมานอยู่ขนาดไหนกันนะ?
กรงเหล็กกล้าอันแข็งแกร่ง พอเทียบกับแรงมหาศาลที่พยายามแหกซี่กรงนั้นออกมา ดูไม่ครณามือของคนที่อยู่ข้างใน อย่างไรก็ตามไม่มีทีท่าว่ากรงเหล็กนั่นจะถูกพังลงง่ายๆ เช่นกัน
ผมเข่าอ่อน ทำอะไรไม่ถูก อยากช่วยเหลือ... อยากทำอะไรก็ได้ให้คนอีกฝั่งหนึ่งสงบลง แต่ถ้ายื่นมือเข้าไป ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ได้แต่มองเงาของร่างกายใหญ่โตนั่นดิ้นพล่านพลางร้องครวญคราง
เจ็บ... เจ็บปวดเหลือเกิน...
ทั้งที่เวลาแบบนี้เขาอาจต้องการอ้อมกอดของผม... เขาอาจต้องการไออุ่นจากผม... ต้องการความรักจากผม... แต่ผมกลับไม่มีปัญญาทำอะไรเพื่อเขา
“ไมค์... ฮึก... ฮึก...” ผมเริ่มสะอึกสะอื้น ภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยน้ำตา
“พ... พี่กอล์ฟ... หนีไป... ไม่ต้องห่วงไมค์...” เหมือนได้ยินเสียงของเขาเจือมาในเสียงร้องโหยหวนตรงหน้า “ไปสิ... พี่กอล์ฟ... ไปซะ...”
“ไมค์...” ผมปล่อยโฮออกมาจนได้... ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมคลานเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปจับกรง ทว่า
“อย่า!!” เสียงตะโกนลอยออกมาพร้อมเสียงคำรามที่พุ่งตรงมาทางผม ทำเอาผมตกใจหดมือพลางถอยห่างออกมานั่งตัวสั่น
บ้าชะมัด... น้ำตาไม่หยุดไหล ผมพยายามตั้งสติแล้วนึกวิธีทำให้เขาสงบลงให้ได้ ทว่าในบรรดาคาถาต่างๆ และมนตร์ขาวที่ผมเคยท่องมา ไม่มีอันไหนดูท่าจะใช้ได้เลย
มันคงมีใช้ได้บ้าง... แต่ไม่ใช่กับลูกครึ่งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่าอย่างไมค์
หากเป็นคนทั่วไปโดนคุณไสย์หรือมนตร์ดำครอบ ผมยังพอใช้มนตร์ขาวมาบั่นทอนพลังด้านมืดได้ แต่กับไมค์ ขืนทำแบบนั้น มีหวังเจ้าตัวคงได้ตายซะก่อน
ผมได้แต่มองภาพเขาต่อสู้กับจิตด้านมืดซึ่งรุนแรงเกินกว่าที่คุ้นเคย
พระเจ้า... ช่วยแบ่งความทุกข์ทรมานนั้นมาให้ผมแทนทีเถอะ... เด็กคนนั้นเจ็บปวดมามากพอแล้ว... ได้โปรด...
“ไมค์... นายต้องไม่เป็นไรนะ... นายต้องเข้มแข็ง...”
รุ่งเช้า... เจ้าอสูรกายในร่างน้องชายผมสงบลงแล้ว
ผมคลานเข้าไปใกล้กรงอีกครั้ง พบหมาป่าขนสีเงินตัวใหญ่นอนหมอบชิดซี่เหล็กกล้า ใบหน้าของมันดูเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ทรมานเหมือนถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง
ผมสอดมือเข้าไปลูบหัวด้วยความสงสาร ทันใดนั้นหยาดน้ำใสๆ ก็ไหลออกจากหางตาที่ยังปิดสนิท เสียงครางหงิงๆ อยู่ในคอทำให้ผมเผลอยิ้มอย่างเอ็นดู... เหมือนหมอนี่กำลังอ้อนอยู่เลยแฮะ
ผมเอนตัวลงนอนชิดกรงขังขนานกับร่างหมาป่านั้น มือยังคงลูบหัวลูบหน้าปลอบโยนหมอนั่นอยู่
ไมค์... ไม่ว่านายอยู่ในร่างไหน ก็น่ารักเสมอสำหรับฉัน...
แสงแดดยามสายส่องเข้ามาในห้อง ผมรู้สึกร้อนอ้าวจนต้องตื่นขึ้นมา... ไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เหนียวตัวชะมัด ว่าแต่... นี่ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่
สิ่งแรกที่ผมเห็นคือดวงตาใสๆ ที่กำลังจ้องมองผมอยู่อย่างอ่อนโยน มือของผมยังคาอยู่บนแก้มของของเจ้าของดวงตานั้น เขายกมือขึ้นกุมมือผมอย่างหวงแหน
“นายไม่เป็นไรนะ?” ผมถามออกไปด้วยเสียงแหบแห้ง
เขาพยักหน้าแล้วส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจูบเบาๆ บนฝ่ามือของผม
เสียงโลหะกระทบพื้นดังขึ้นโครมใหญ่ ทั้งผมทั้งไมค์ต่างโงหัวขึ้นมองต้นเสียง แล้วจึงลุกขึ้นนั่ง
บนพื้นหน้าประตูมีถาดอาหารวางอยู่ มันถูกส่งผ่านช่องเล็กๆ ด้านล่างบานประตู
ผมเข้าไปใกล้ถาดนั้น เห็นขนมปังชิ้นใหญ่ ไส้กรอก และแฮมทอด แถมด้วยสลัดถ้วยเล็กๆ
“โหย... เนี่ยเหรอ อาหารของคนกำลังจะตาย... ห่วยชะมัด” ผมแกล้งพูดเสียงดัง เพราะรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างนอก
“ขนาดนักโทษประหารเขายังให้กินของที่ต้องการก่อนตายเลย”
“.........”
“พวกคุณน่าจะรู้นี่ ว่าผมมีเลือดแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าอยู่ในตัวเหมือนกัน อย่าคิดว่าผมไม่เห็นหน้าพวกคุณแล้วผมจะไม่รู้นะ หลังจากพิธีบ้าๆ นั่น ถ้าผมตายผมจะตามหลอกหลอนพวกคุณให้ถึงที่สุด แล้วอย่าคิดว่าเจ้านายของพวกคุณจะช่วยคุณได้ เพราะยัยนั่นน่ะ คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่มาดูดำดูดีพวกคุณหรอก... ผมจะจับคนรักคุณหักคอ จะดูดเลือดลูกสาวพวกคุณ จะขย้ำพ่อแม่ญาติพี่น้องคุณให้ไม่เหลือเลย”
ผมพล่ามไปเรื่อยเปื่อย... แต่กลับได้ผล... เสียงกรุ๊งกริ๊งของกุญแจดังอยู่ด้านนอก ตามด้วยบานประตูเปิดออก
“มีอะไรให้กินก็กินเข้าไปเหอะ... รำคาญ กูจะได้เก็บจานแล้วรีบไปๆ จากที่นี่ซักที”
คนที่ยืนเท้าเอวจังก้าอยู่ตรงหน้าผมคือชายแปลกหน้าวัยกลางคนซึ่งสวมเสื้อคุลมมีหมวกสีดำยาวกรอมพื้นเช่นเดียวกับลูซี่ ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว เขาคงไม่อยากอยู่ที่นี่นาน เพราะกลัวอสูรกายในร่างของไมค์กระมัง
“ของห่วยๆ แบบนี้เหรอครับ เชอะ ผมกินไม่ลงหรอก”
“ถ้ากินไม่ลงก็ไม่ต้องกิน กูจะได้เก็บแล้วไปรายงานนายท่านว่าแกไม่กินเอง”
“แล้วถ้าผมหิวตายก่อนถึงพิธี... คุณก็จะพลอยซวยไปด้วย” ผมลอยหน้าลอยตาพูดจนอีกฝ่ายถึงกับมือสั่นด้วยความหมั่นไส้
“ฮึ่ม... งั้นบอกมา... อยากกินอะไร”
ผมแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ผมไม่ได้อยากกินของแพงอะไรขนาดนั้นหรอก แค่ส้มตำปูปลาร้า ขอแบบเผ็ดกลางนะครับ อ้อ ต้องแซ่บๆ ด้วย ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ต้องไก่ย่างเท่านั้นไม่เอาไก่ทอดนะ ลาบเป็ด น้ำตกหมู แล้วก็ขาดไม่ได้... น้ำจิ้มแจ่วถ้วยใหญ่ๆ เอามาจิ้มข้าวเหนียว”
ชายตรงหน้าถลึงตาใส่ด้วยความโมโห ผมได้แต่ส่ายหัวกับท่าทีของเขา... หมอนี่ ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย
“อ้อ... แล้วก็ขอสเต๊กเนื้อสันชั้นดี เอาแบบมีเดียมแรร์นะ อย่าลืมมีดกับส้อมด้วยล่ะ ไม่งั้นผมกินไม่ได้”
“หนอย... ส้มตำก็ว่าเยอะแล้ว ยังพ่วงสเต๊กอีกเรอะ”
“หรือจะปล่อยให้ผมหิวตายก่อนพิธีล่ะ” ผมพูดหน้าตาเฉย “เวลาผมหิว เขี้ยวผมจะโผล่ และผมจะอาละวาดด้วยนะ แล้วนี่เมื่อวานผมก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย พวกคุณใจร้ายมาก เพิ่งเอามาให้ตอนนี้... นี่ถ้าผมรู้ว่ามีคนอยู่ข้างนอก ผมถอดจิตเป็นหมอกไปดูดเลือดพวกคุณให้อิ่มดีกว่า”
ผมไม่รู้หรอกว่าหมอนี่รู้เรื่องพวกเรามากแค่ไหน แต่จากสีหน้าท่าทีของเขา ดูเหมือนเขาจะเชื่อคำโกหกของผมอย่างลังเลครึ่งหนึ่ง
“ตกลงว่ายังไงล่ะ ผมชักหิวจนตาลายแล้วนะ”
ได้ผล... จู่ๆ ชายคนนั้นเบิกตาโพลงเหมือนหวาดกลัวสุดชีวิต ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังทำท่าเบื่อระอากับความเรื่องมากของผมอยู่หยกๆ
“คะ... ครับ ไปแล้วครับ... สะ... ส้มตำปูปลาร้า ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ลาบเป็ด น้ำตกหมู น้ำจิ้มแจ่ว...” พูดจบก็โกยอ้าวออกไปทันที
“แล้วอย่าลืมสเต๊กมีเดียมแรร์ ส้อมกับมีดด้วยล่ะ” ผมตะโกนไล่หลัง
“ยังมีกะใจเพลิดเพลินกับการกินอีกเนอะคนเรา”
ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแบบระยะเผาขนจากทางด้านหลัง
“แว้กกกกกก”
เมื่อหันกลับไปก็พบพี่แบงค์ยืนกอดอกออยู่ระยะประชิด
“พี่แบงค์!!! ไชโย... พี่แบงค์มาช่วยพวกเราแล้ว”
ผมโผเข้าไปกอดเต็มที่ แต่แล้วก็ต้องเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นเพราะร่างของพี่แบงค์เป็นเพียงเงามายาเท่านั้น
แง่ะ... พี่แบงค์ถอดจิตเป็นหมอกมาเหรอเนี่ย... มุกเดียวกับที่ผมเพิ่งขู่คนเมื่อกี้ไปเด๊ะๆ
“ฉันมาบอกข่าวร้ายว่ะ... พวกเราเข้ามาช่วยพวกนายไม่ได้”
“อ้าว... ทำไมล่ะ”
“ที่นี่ถูกปกคลุมด้วยมนตร์ดำอย่างแน่นหนา ถ้าพวกฉันเข้ามา จะมีผลต่อจิตด้านมืด นายคงไม่อยากให้มีเลือดบริสุทธิ์หรืออสูรกายเกินหนึ่งคนหรอกใช่มั้ย”
“แต่ว่าพ่อ...”
“ปิ๊งป่อง ใช่แล้ว มีแต่พ่อเท่านั้นที่จะช่วยพวกนายได้ และไม่เกินพระอาทิตย์ตกดินภายในวันนี้ นายเตรียมต้อนรับพ่อได้เลย”
“พ่อคนเดียวเนี่ยนะ... มันจะไม่เสี่ยงเกินไปเหรอ?”
พี่แบงค์ยักไหล่ “ก่อนอื่น นายเตรียมตัวกินอาหารมื้อใหญ่ที่นายสั่งรอพ่อไปเถอะ เมื่อวานตามหาพิกัดของพวกนายทั้งวัน ไม่ได้นอนเลย พลังฉันใกล้หมดแล้ว...”
แล้วหมอกจิตของพี่แบงค์ก็หายวับไป
ผมวิ่งไปหาไมค์อย่างลิงโลด
“ไมค์ ได้ยินรึเปล่า พ่อมาช่วยเราแล้ว พ่อกำลังจะมา...”
ไมค์ยิ้มแห้งๆ แววตาของเขาดูสดใสขึ้นเล็กน้อย ทว่าสีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ไม่กี่นาทีต่อมาอาหารที่สั่งก็เรียงรายอยู่หน้ากรงขังที่กั้นระหว่างเราทั้งคู่ ไมค์เองก็คงจะหิว แน่นอนว่าผมสั่งสเต๊กไปเพื่อเขาโดยเฉพาะ ไม่มีใครเอาอาหารมาให้เขาเลย ผมคิดว่านั่นอาจเป็นอุบายให้ไมค์หิวโหยจนขาดสติ ไม่มีแรงต่อต้านจิตด้านมืด หรือไม่อีกที... ก็อาจเป็นเพราะทุกคนต่างกลัวสัตว์ประหลาดหน้าตาน่ากลัวที่ผมเห็นเมื่อคืนนี้
ผมหั่นสเต๊กเป็นชิ้นๆ แล้ววางให้ไมค์ใช้ส้อมจิ้ม ส่วนตัวผมก็นั่งโจ้ส้มตำอย่างมีความสุขราวกับปูเสื่อกินอยู่ที่บ้าน
พอกินเสร็จก็วางถาดอาหารไว้ที่หน้าประตูอย่างเดิม
“มีดหายไปไหน” ชายที่มาเก็บถาดอาหารถามผ่านประตู
“เมื่อกี้มันกระเด็นเข้าไปในกรงของไมค์ หายไปเลย มันมืด คุณเข้าไปหาเอาเองแล้วกันนะ” ผมตอบไปเสียงซื่อๆ
และก็เป็นดังคาด ไม่มีมนุษย์ธรรมดาหน้าไหนกล้าเสี่ยงชีวิตเฉียดเข้าไปใกล้กรงที่ขังไมค์
ส่วนผม... พอท้องอิ่ม สมองก็แล่น เมื่อแน่ใจว่าชายแปลกหน้าปอดแหกคนนั้นพ้นจากบริเวณประตูไปแล้ว ก็หยิบมีดที่ซ่อนไว้ขึ้นมามอง แล้วเริ่มหาทางออกอย่างใจเย็น
ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มโพล้เพล้ ผมเดินเข้าใกล้กรงอีกครั้ง สอดมือเข้าไปลูบหัวน้องชายที่หลับตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดูจากคิ้วที่ขมวดมุ่น ท่าทางจะฝันร้าย...
“อือ... ไม่...”
ผมเขย่าไหล่เบาๆ เพื่อให้ได้สติ
“ไมค์... ไมค์...”
ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นมา ก็คว้ามือผมไปกอดแนบอก สักพักก็ปล่อยแล้วรีบถอยเข้าไปในเงามืด
...ปฏิกิริยาแบบนี้อีกแล้ว... เหมือนวันนั้นไม่มีผิด...
| part V |
edit @ 25 Jun 2008 14:39:41 by ★ひまじん★
#1 By Kamui (125.26.150.236) on 2008-06-27 11:23