* ก่อนที่ทุกท่านจะได้อ่าน หิมะต้องขอออกตัวก่อนเลยนะคะ ว่า "อาจมีโละ" หมายความว่า ตอนนี้หิมะเขียนอิงละครอยู่ แต่ก็แอบคิดในใจว่าจะเขียนโดยปรับเปลี่ยนการดำเนินเรื่อง และวิธีเล่าเรื่องไปเลย เพราะฉะนั้น ถ้าหิมะพิจารณาแล้วว่าแบบนั้นดีกว่า ก็อาจโละอันนี้ ไม่เขียนต่ออ่ะ 

* ส่วนอันนี้รุ่นพี่หิมะรีเควสต์มาค่ะ บอกว่าช่วยอุดรูรั่วและรอยร้าวด้วย หิมะเลยใส่รายละเอียดลงไปใหม่หมดเลย โฮะๆๆๆ การฉาบปูนคืองานเก่าของเรา เอ๊ย ไม่ใช่

 

 

                เครื่องบินสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
                เด็กหนุ่มร่างสูงวัยยี่สิบปีสะพายเป้เดินทางใบใหญ่เดินลงจากเครื่อง ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเดินเลยจุดรับสัมภาระออกประตูสู่ประเทศไทยอย่างเต็มตัว
                ...ในที่สุดก็มาถึง... ผืนแผ่นดินของแม่...
                หัวใจเขาเต้นระรัว แสงอาทิตย์จากภายนอกที่สาดส่องเข้ามาผ่านผนังกระจกเจิดจ้า ผู้คนซึ่งยืนออรอรับผู้โดยสารที่เพิ่งมาดูลายตาไปหมด
                แต่ก่อนอื่น...
                โครก... คราก...
                ดูเหมือนอาหารบนเครื่องบินที่เขากินไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วจะย่อยเร็วผิดปกติ คงเพราะความเครียดกระมัง
                นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มออกมานอกเกาะอันเป็นบ้านเกิดเพียงลำพัง เขาศึกษาเกี่ยวกับเมืองไทยมาอย่างดี เพราะแม่ของเขาอยู่ที่นี่ และครั้งนี้เขาตั้งใจมาพบหน้าแม่ผู้ให้กำเนิด แม้ในใจจะหวาดหวั่น แต่เขาแค่อยากกราบเท้าท่านสักครั้ง แล้วบินกลับญี่ปุ่นทันที เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าแม่ที่ทอดทิ้งเขาไปเกือบยี่สิบปีคนนั้น จะยอมรับเขาหรือไม่
                ‘แม่เขาไม่กลับมาหาเราอีกแล้วล่ะ’
                พ่อมักพูดประโยคเดิมๆ ทุกครั้งที่เขาถามถึงแม่
                ‘ถ้าแม่ไม่กลับมา... ทำไมเราไม่ไปหาแม่ล่ะครับ’
                พอหลุดปากออกความเห็นไป แววตาของพ่อก็สลดลงทุกครั้ง จนเขาไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ ในหัวของเขาเต็มไปด้วยปริศนาเกี่ยวกับหญิงผู้เป็นมารดามาตลอด
                แม่... เป็นคนแบบไหนกันนะ?
                เขารู้เพียงแม่หย่ากับพ่อและแต่งงานใหม่กับคนชาติเดียวกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้
                พ่อสั่งห้ามทุกคนพูดถึงแม่อีก เขาเคยคิดว่าพ่อคงโกรธแม่มาก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ ตรงกันข้าม พ่อยังรักแม่เสมอจนไม่กล้าเผชิญความสูญเสียนี้ต่างหาก เขาจึงไม่เคยได้ยินเรื่องของแม่ตัวเองเลย
                กระทั่งสองปีก่อน พ่อของเขาสิ้นลม เด็กหนุ่มจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าอยากขัดคำสั่งพ่อ ตามหาแม่ที่เมืองไทย แต่ตอนนั้นเขาเพิ่งจบม.ปลาย หากใช้เงินมรดกในการเดินทางคงรู้สึกผิดต่อพ่อไม่น้อย จึงทำงานพิเศษเก็บเงินอยู่พักใหญ่เพื่อเดินทางมายังประเทศไทยโดยเฉพาะ
                เด็กหนุ่มขึ้นบันไดเลื่อนมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่อยู่ชั้นสามของอาคาร เขาเลือกที่นั่งเหมาะๆ ในร้าน ไม่นานบริกรก็เข้ามารับออร์เดอร์
                “เอ่... คอเข่ามันไคนึ่งจัน”
                ไมค์พูดโดยไม่รอดูเมนูที่บริกรยังไม่ทันได้ยื่นให้ เขาค่อนข้างมั่นใจสำเนียงตัวเองซึ่งคุ้นปากเวลาสั่งในร้านอาหารไทยที่โตเกียว สองปีมานี้เขาเรียนภาษาไทยมาเป็นอย่างดี ทว่าต้องเก็บเงินค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักด้วย ไหนจะต้องไปมหาวิทยาลัยอีก ทั้งเวลาและปัจจัยจึงไม่อำนวยให้เรียนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามภาษาไทยแบบท่องจำของเขาพอจะสื่อสารกับคนไทยในญี่ปุ่นได้บ้าง
                ทว่าบริกรทำตาปริบๆ มือที่กำลังจะจดชะงักค้าง
                เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นจึงพยายามพูดออกเสียงช้าๆ อีกรอบ
                “คอเคา... เอ่... เข่า... เข้า... เข้ามันไคนึ่งจัน”
                เกิดอาการไม่มั่นใจเสียงวรรณยุกต์ขึ้นมา
                “เอ่อ... คือว่า...” บริกรเริ่มพูดออกมาบ้าง “วี... โน... อ่ะ... ยูโน้... โนอ่ะครับ... โน... อันเด้อสะแต๊น?”
                อีกฝ่ายโบกมือปฏิเสธ
                หือ? ไม่รู้เรื่องเหรอ? เด็กหนุ่มเดาจากคำพูดประกอบท่าทาง แสดงว่าภาษาไทยเขายังไม่ผ่านสินะ?
                “โอเค... บั๊ยบัย”
                ไมค์โบกมือตอบในท่าเดียวกันแต่คนละความหมาย ก่อนยกเป้สะพายหลังแล้วเดินออกจากร้านไป
                ความมั่นใจในภาษาไทยที่พกมาหดหายไปเล็กน้อย
                ขณะที่บริกรยืนมองตามอย่างงงๆ
                “อ้าว เฮ้ย ไล่แขกเฉยเลยนะ”
                พนักงานอีกคนในร้านแซว
                “ไล่อะไรกัน ดันสั่งข้าวมันไก่ ร้านเรามีที่ไหนกันเล่า”
 
 
                ขณะเดียวกัน...
                “กอล์ฟยังไม่ถึงอีกเหรอลูก”
                เสียงหญิงวัยกลางคนดังขึ้นผ่านโทรศัพท์ทันทีที่รับ
                “โห แม่ค้าบ... บนทางด่วนรถติดมาก กว่าจะหลุดมาได้ แต่ไม่เกินสิบนาทีก็จะถึงแล้วล่ะค้าบ เฮ้ย พี่... อย่าเหยียบเกินร้อยสิ ช่วยชาติประหยัดน้ำมันหน่อย”
                เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังขึ้นเมื่อได้ยินลูกชายหันไปคุยกับคนขับแท็กซี่ คาดว่าหญิงวัยกลางคนปลายสายคงทำหน้าหน่ายเล็กน้อย
                “ฮ่วย... อยากจะเร็วแต่ไม่ให้เหยียบเกินร้อย ขืนคลานเป็นเต่าแบบนี้ สิบนาทีก็ไม่ถึงสนามบินร้อก”
                กอล์ฟกลอกตาไปมาอย่างลังเล
                “กอล์ฟ แม่ต้องเช็คอินแล้วนะ ยังทำเป็นเล่นอยู่อีก”
                “แต่ว่า...”
                “จะเอายังไง ไอ้น้อง... รถพี่ติดแก๊ซ ไม่ได้ใช้น้ำมัน”
                คนขับแท็กซี่พูดแทรกเมื่อมองสีหน้าผู้โดยสารผ่านกระจกหลัง
                “อ้าวพี่... แล้วไม่บอกตั้งแต่แรก งั้นเหยียบโลดเลยพี่”
 
                ทันทีที่รถจอดเทียบประตูอาคาร เด็กหนุ่มก็กระโจนพรวดลงจากรถ
                ปี๊น ปี๊น
                เสียงแตรดังสนั่น ตามด้วยเสียงตะโกน
                “เฮ้ย ไอ้น้อง ยังไม่ได้จ่ายตัง”
                กอล์ฟหันกลับมา ลนลานหาเงินที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงเป็นการใหญ่ โชคดีที่เขาวิ่งไปทิ้งขวดเปล่าในมือก่อนจึงยังไม่ทันเข้าไปข้างใน
                “เอาไปเลยพี่ ไม่ต้องทอน”
                เขาวิ่งโร่เข้าไปในตัวอาคารโดยไม่ทันได้เอะใจ เพราะตอนนี้... เขาปวดฉี่ด้วยฤทธิ์น้ำผลไม้ที่ดื่มจนเกลี้ยงขวดขณะอยู่ในรถ
                ทันทีที่เข้ามายังชั้นผู้โดยสารขาออก ก็กวาดตามองสัญลักษณ์สุขา แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามันอยู่อีกฟากหนึ่งของจุดเช็คอิน สำหรับเขาในตอนนี้ถือว่าเป็นระยะทางไกลอยู่พอสมควร
                “อูย... ชั้นสามคงใกล้กว่า รอก่อนนะแม่”
                เขาวิ่งลงบันไดเลื่อนไปยังชั้นถัดไปทันที

                เด็กหนุ่มร่างสูงมองคนที่วิ่งสวนมายังบันไดเลื่อนอย่างรีบร้อนด้วยหางตา เขาแทบไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำนอกจากสายลมจากอีกฝ่ายที่ผ่านวาบไปและเสียงรองเท้ากระทบพื้นที่ดังผิดปกติ
                เด็กหนุ่มเคยอ่านจากเว็บไซต์ท่องเที่ยวว่าถ้าขึ้นรถแท็กซี่ที่ชั้นผู้โดยสารขาออกจะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมห้าสิบบาท เขาจึงเดินขึ้นมาชั้นสี่
                ทันทีที่ก้าวออกจากประตู เสียงบีบแตรไล่ก็ดังสนั่น พร้อมกับเสียงนกหวีดไล่ของตำรวจจราจร
                “ฮ่วย... ใจเย็นๆ ก่อนเด้อ รถดับสตาร์ทบ่ติดนิ้ดเดี๋ยว อย่าเร่งข่อยเล้ย”
                พูดไม่ทันขาดคำ รถเจ้ากรรมก็สตาร์ทติดทันที ทว่ายังไม่ทันได้ออกตัว เสียงเปิดปิดประตูหลังก็ทำให้คนขับรีบหันกลับมามอง
                นกหวีดดังหนักข้อขึ้น เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินมาเหมือนจะเอาเรื่อง คนขับจึงรีบเหยียบคันเร่งพร้อมผงกหัวขอโทษขอโพย
                “ไปไหนน้อง”
                เขาเหลือบมองทางกระจกหลัง เมื่อออกสู่ถนนใหญ่
                ไมค์ยื่นกระดาษซึ่งมีชื่อและที่อยู่ของโรงแรมที่เขาจองไว้ให้


                “กอล์ฟ ช้าจริงนะเรา ไหนว่าไม่เกินสิบนาที”
                อรอนงค์บ่นอุบทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย
                “โธ่ แม่ค้าบ กอล์ฟปวดฉี่นี่นา จะราดอยู่แล้ว เลยแวะไปฉี่มาก่อน”
                “ไหนล่ะ พาสปอร์ตแม่”
                เด็กหนุ่มหยิบเอกสารที่เธอต้องการจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้
                “เฮ้อ ค่อยยังชั่ว แม่ดันหยิบเล่มเก่าที่เพิ่งหมดอายุมา พอดีเลย จะได้ใช้ลูกขับรถกลับบ้านให้หน่อย”
                “อ้าว... แม่ขับรถมาเองเหรอครับ”
                “ก็แหงสิจ๊ะ ตอนแรกว่าจะจอดไว้ที่สนามบินนั่นแหละ เพราะไปแค่สามวัน แต่ไหนๆ กอล์ฟก็มาแล้ว ขับรถกลับให้แม่หน่อยนะ ค่าจอดแพงจะตาย แล้วแม่ก็ไม่ไว้ใจ...”
                พูดพลางส่งกุญแจรถให้
                “แต่ผมยังไม่กลับบ้านนะแม่”
                “เถอะน่า เอาไปใช้ก่อนก็ได้ แต่อย่าให้เป็นรอยล่ะ อ้อ แล้วฝากเอาไปล้างให้แม่ด้วย”
                พอได้ยินประโยคสุดท้าย เด็กหนุ่มรับกุญแจอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
                “โหย... แม่อ่ะ รักรถมากกว่าลูก ประจำเลย”
                หญิงกลางคนยิ้มอ่อนโยนพลางขยี้หัวลูกชายอย่างเอ็นดู
                “ก็แม่เพิ่งถอยมาใหม่นี่จ๊ะ ว่าแต่เราก็เหมือนกัน แม่ไม่อยู่ขับรถระวังล่ะ แล้วก็อย่าไปดื่มเหล้าเมายาที่ไหน ห้ามปิดมือถือด้วย เผื่อแม่โทรเข้ามา”
                “คร้าบ... คร้าบ...”
                “แม่ไปก่อนนะ”
                พูดจบก็ดึงศีรษะลูกชายเข้ามาหอมฟอดใหญ่หนึ่งที ก่อนลากกระเป๋าไปยังเคาน์เตอร์เช็คอิน


                ทิวทัศน์แปลกตาเคลื่อนผ่านไปช้าๆ นอกหน้าต่าง
                ไมค์เหม่อมองท้องฟ้าของประเทศเมืองร้อน พิจารณาต้นไม้ และตึกอาคารข้างทาง
                เขาพยายามสะกดป้ายตามแยกต่างๆ แล้วควานหาไกด์บุ๊คในกระเป๋าเพื่อดูตำแหน่งที่เขาอยู่ในปัจจุบัน ทว่าพาสปอร์ตที่ใส่ไว้ในช่องเดียวกันกลับหล่นลงพื้น
                พอก้มลงไปเก็บ สายตาก็สะดุดวัตถุอีกชิ้นที่อยู่ใกล้ๆ
                กระเป๋าเงินนี่นา...
                เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมา แล้วสะกิดคนขับแท็กซี่
                “เอ่... อันนี่...”
                พลางชี้มายังวัตถุสีน้ำตาลในมือ
                “หา? ว่าไงไอ้น้อง ยังไม่ถึงเลย จะลงตรงนี้เรอะ”
                “ไม่... เอ่... อันนี่...”
                ต้องพูดว่าอะไร... บ้าชะมัดดันมาหัวตื้อเอาตอนนี้
                “กุ... กุระ... เป้า...”
                เขานึกเสียงวรรณยุกต์ไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ จะว่าไปเมื่อกี้เขาก็พูดกับพนักงานร้านอาหารไม่รู้เรื่องมาแล้วรอบหนึ่ง
                “เป้า? สนามเป้า? จะไปสนามเป้าเหรอ ไม่ไปล่ะ เดี๋ยวส่งรถไม่ทัน”
                “ไมใช่... เอ่... nandaro... okane… ตั้ง... เอ่... ตัง...”
                เด็กหนุ่มพยายามหาคำมาสื่อสารเต็มที่ พลางชี้วัตถุในมือ
                “รู้ว่ามีตัง แต่สนามเป้าไม่ไหว ใกล้เวลาส่งรถแล้ว เข้าใจมั้ยเนี่ย?”
                คนขับรถชิดซ้ายแล้วจอดเลียบข้างทาง
                “เอ้า เรียกรถคันอื่นก็แล้วกัน ไอ โน โก สนามเป้า”
                ไมค์ยังคงนั่งเฉยด้วยความงง สนามเป้าคืออะไร? เหมือนคนขับรถกับเขาพูดคนละภาษากันทั้งที่เขาพยายามออกเสียงภาษาไทยอย่างเต็มที่
                “สะ หนาม เป้า?”
                เด็กหนุ่มออกเสียงตามอย่างไม่เข้าใจ
                “ยังจะตื้ออีก ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง ลงไปเลยน้อง บอกว่าไม่ไปก็ไม่ไปสิ”
                “เอ่โตะ... เต่... ตัง... อันนี่...”
                คนขับรถเกาหัวอย่างหงุดหงิด เขาเปิดประตูลงจากรถ แล้วอ้อมไปยังประตูหลังอีกฟากก่อนเปิดประตูเชิญผู้โดยสารลง
                “มีตังก็ไม่ไป บอกแล้วว่าส่งรถไม่ทัน ไม่เข้าใจกันเลยรึไง เอ้า ลงมาได้แล้ว”
                ไมค์ยื่นกระเป๋าให้คนขับรถ ชายคนนั้นคว้าไปแล้วหยิบเฉพาะค่าโดยสารก่อนยัดใส่มือคืนให้
                “เอ้า... ลงมาได้แล้ว”
                ไม่พูดเปล่า ดึงแขนลากเด็กหนุ่มลงจากรถ
                ไมค์ออกมายืนข้างทางอย่างงงๆ แล้วมองรถแท็กซี่แล่นหายลับไป
                บ้าชะมัด... ที่นี่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย? กระดาษที่อยู่โรงแรมก็ดันติดไปกับแท็กซี่คันนั้นซะแล้ว


                เวลาเดียวกัน
                กอล์ฟกำลังขับรถแสนรักของแม่กลับอพาร์ตเมนต์ด้วยความเร็วหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
                “โธ่เว้ย... นี่ขนาดขับประหยัดน้ำมันสุดๆ แล้วนะ... จะรอดถึงบ้านรึเปล่าเนี่ย ดีที่ยังไม่ทันได้เติมน้ำมัน ไม่งั้นเป็นหนี้ปั๊มแหงๆ... ทำตกที่ไหนฟะ?”
                เด็กหนุ่มบ่นกระจายหลังจากแวะปั๊มแล้วพบว่ากระเป๋าเงินหาย โชคดีที่เขาสำรวจงบก่อนบอกราคาน้ำมันที่ต้องการ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ออกมาจากปั๊มโดยสวัสดิภาพแน่
                “หรือว่าลืมเอามา... ไม่นะ... ก็เอาใส่กระเป๋ากางเกงพร้อมมือถือ...”
                กอล์ฟเริ่มนึกย้อนกิจกรรมต่างๆ ก่อนหน้านี้
                เขาเอากระเป๋าเงินใส่กระเป๋ากางเกงพร้อมมือถือแน่ๆ เพราะตอนเขาคุยมือถือกับแม่ก็ยังรู้สึกว่ามีอยู่ แต่ตอนเก็บเขาย้ายมือถือมาไว้ด้านเดียวกับพาสปอร์ตของแม่ แต่... เขายังจ่ายค่าแท็กซี่อยู่เลยนี่ ถ้ากระเป๋าเงินหายก่อนหน้านั้นจริง ก็น่าจะรู้...
                ใครว่าล่ะ ค่าแท็กซี่ที่จ่ายคือเงินทอนตอนซื้อน้ำผลไม้เพื่อแตกแบงค์ต่างหาก... เขาไม่ได้ใส่เงินทอนไว้ในกระเป๋าเงินเพราะกำลังรีบ แต่ใส่ไว้ในกระเป๋าตรงขากางเกงแทน 
                บ้าชะมัด... หรือจะอยู่บนแท็กซี่
                แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นอีกที
                ตอนวิ่งไปบันไดเลื่อนลงชั้นสาม... เหมือนเฉียดกับคนที่เดินสวนมา เขาคงไม่ได้ถูกล้วงกระเป๋าตอนนั้นหรอกนะ?
                จะเป็นไปได้ยังไง นั่นมันสนามบิน...
                แต่ถ้าจำไม่ผิด หมอนั่น... ท่าทางมืดมน น่าสงสัย แบกเป้มาใบใหญ่ แต่งตัวมิดชิดปิดหน้าปิดตาสุดๆ
                ถึงเขากำลังปวดฉี่จนไม่มีเวลาสังเกตอะไรมากมาย แต่ทำไมพอคิดย้อนกลับไปถึงจำลักษณะคร่าวๆ ของหมอนั่นได้ก็ไม่รู้
                ...หรือว่านี่คือ... สิ่งที่เรียกว่าลางสังหรณ์?
                แค่นี้ก็มีน้ำหนักพอให้ปักใจเชื่อว่าตัวเองถูกล้วงกระเป๋าชัวร์
                “โว้ยยยย... เจ็บใจนัก ทำไมมันซวยแบบนี้”
                โวยวายไม่ทันขาดคำดี วัตถุสีแดงขนาดใหญ่ก็พุ่งมาจากข้างทางตัดหน้ารถของเขา
                “เฮ้ยยยย...!!!”
                กอล์ฟอุทานเสียงหลง เหยียบเบรกตัวโก่ง
                เอี๊ยดดดดดด
                ถึงรถจะไม่เร็วมาก แต่หัวเขาก็โขกกับพวงมาลัยอย่างจัง
                “อูย... ทำไมซวยซ้ำซวยซ้อน ยอดจะซวยแบบนี้”
                เขาเปิดประตูพลางลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ
                หน้ารถของแม่กำลังจูบกับส่วนหน้าด้านข้างของรถมินิเปิดประทุนสีแดง เจ้าของรถที่นั่งอยู่ในนั้นเป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดแต่มาดไฮโซ เธอลูบหน้าผากตัวเองอยู่เช่นกัน และเมื่อรู้สึกถึงเงาของคนที่มายืนหน้ารถ ก็รีบเงยหน้าทำตาเขียวใส่
                ถึงหน้าตาสวยแต่ความประทับใจแรกเห็นของหญิงสาวคนนี้ ทำเอากอล์ฟเผลอผุดคำพูดคำหนึ่งขึ้นมาในหัว
                “แก้วหน้าม้า...”
                ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ในหัวซะแล้ว เขาเองเพิ่งรู้สึกตัวว่าได้ยินเสียงตัวเองพูดออกมา
                “ว่าไงนะ?”
                หญิงสาวค้อนใส่จนตาแทบถลนออกจากเบ้า เธอเปิดประตูออกมายืนเท้าสะเอวด้วยความเหลืออด
                “หา?”
                กอล์ฟทำหน้างงกลบเกลื่อน
                “ก็เมื่อกี้ไงยะ นายว่าใครแก้วหน้าม้า?”
                อ้าว... เฮ้ย... ซวยอีกระลอกแล้วสิ แม่นี่ดันหูดี
                “เปล่านี่”
                ผู้หญิงคนนี้แกล้งโมโหกลับเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจรึเปล่า?
                “ได้ยินกะหูแล้วยังกล้าปฏิเสธอีก นายนี่มันไม่ใช่ลูกผู้ชายเลยนะ ถึงฉันจะพลาดที่ตัดหน้าม้าเต่อ แต่ทรงนี้กำลังอินเทรนด์นะยะ”
                เด็กหนุ่มเริ่มเหงื่อตก ยัยนี่ท่าจะเพี้ยน... แก้วหน้าม้าที่เขาพลั้งปากออกมาหมายถึงฟันหน้าของเธอต่างหาก
                แถมยังเปลี่ยนเรื่องได้อย่างหน้าตาเฉย ถ้าไม่ใช่กลบเกลื่อนความผิดตัวเอง ก็คงฝังใจกับทรงผมใหม่ของตัวเองจริงๆ
                “เออๆ... หน้าม้าเธอเอาไว้ก่อนเถอะ แต่เธอขับรถอีท่าไหนเนี่ย ไม่ดูตาม้าตาเรือ เห็นอยู่ว่ามีรถทางตรงยังจะตัดหน้าออกมาอีก ใบขับขี่น่ะ... มีรึเปล่า หรือว่าซื้อมา”
                หญิงสาวผมหน้าม้ากัดฟันกรอด
                “หนอย... ใบขับขี่น่ะ ฉันสอบได้เองตั้งแต่อายุสิบแปดย่ะ รถน่ะฉันก็ขับเป็นก่อนทำบัตรประชาชนซะอีก นายนั่นแหละ ฉันออกมาตั้งครึ่งคันแล้ว ยังจะดื้อด้านเหยียบคันเร่งอยู่ได้ ไม่มีน้ำใจ”
                เด็กหนุ่มถอนหายใจ
                “เฮ้อ... ไม่น่าเลยเรา รู้อยู่แล้วว่าผู้หญิงขับก็เงี้ย ชั่วโมงบินไม่มีความหมาย”
                “หนอย... ดูถูกเพศแม่รึไงยะ ผู้หญิงขับแล้วไง ผู้หญิงขับส่วนใหญ่มีน้ำใจกว่าผู้ชายเยอะ”
                หญิงสาวเบ้หน้าแล้วหันไปมองรถตัวเอง ขณะเดียวกันกอล์ฟก็ทำหน้าเลียนแบบการพูดของเธอด้วยความหมั่นไส้
                “โห...เป็นรอยเลย... เพิ่งถอยมาเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง”
                “โห... กันชนบุบเลย... บ้าชะมัด โดนแม่อัดแหง”
                สาวหน้าม้าหันขวับกลับมา
                “นาย... ซื้อต่อเลยด้วย”
                “เฮ้ย!! จะบ้าเรอะ”
                “ไม่รู้ล่ะ รถที่เพิ่งถอยถ้ามีตำหนิตั้งแต่วันแรก โบราณเขาถือ ฉันไม่อยากได้แล้ว นายซื้อต่อเดี๋ยวนี้เลย”
                “เพี้ยนรึเปล่า... รถเธอเป็นรอยแค่นิดเดียวเหมือนขนแมว ดูนี่... ดูของฉันซิ บุบเลยอ่ะ รถแม่ด้วย”
                หญิงสาวยืดหลังตรง เชิดหน้ามองอีกฝ่ายด้วยหางตาอย่างดูแคลนสุดๆ
                “ที่แท้ก็รถแม่... ก็ว่าแล้ว หน้าอย่างนายคงไม่มีปัญญาซื้อรถแพงขนาดนี้ด้วยตัวเองหรอก ไอ้ลูกแหง่เอ๊ย”
                กอล์ฟถึงคราวสั่นระริกด้วยความโกรธบ้าง ยัยผู้หญิงคนนี้... ปากเสียแบบนี้นี่เอง สมแล้วที่ฟันหน้ายื่นออกมาข้างนอก คงทนปากแบบนี้ไม่ได้
                เด็กหนุ่มเดินกลับเข้าไปหาเอกสารในรถแล้วล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาโทรเรียกประกัน ในขณะที่หญิงสาวยืนยิ้มเยาะที่เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบโต้ เธอสะใจไม่น้อยที่ได้เอาคืนผู้ชายปากเสีย สมน้ำหน้า... อยากมาวิจารณ์ทรงผมเธอดีนัก
                และเมื่อเห็นกอล์ฟโทรเรียกประกัน เธอก็เริ่มโทรหาประกันของตัวเองบ้าง
                สามสิบนาทีต่อมา ประกันของทั้งคู่ก็มาถึง
                “อะไรกัน ฉันไม่ได้ผิดซักหน่อย หมอนี่ต่างหากขับรถเร็ว จงใจชนฉันเห็นๆ”
                สาวม้าเต่อโวยวายเสียงแหลมปรี๊ด
                “ฉันขับรถเร็วที่ไหน หกสิบกิโลเมตรตลอดทางนะจะบอกให้”
                “เชอะ อยากจะพูดอะไรก็พูดได้นี่ ไอ้ลูกแหง่”
                “เธอนั่นแหละ พรวดพราดโผล่ออกมา ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนะ ยัยแก้ว”
                “ใครชื่อแก้วยะ ฉันจำได้ว่ายังไม่ได้บอกชื่อนายเลยนะ”
                กอล์ฟทำลอยหน้าลอยตากวนประสาท ไม่กี่วินาทีต่อมาดูเหมือนหญิงสาวจะเข้าใจ
                “หนอย... นายหาว่าฉันเป็นแก้วหน้าม้าใช่มั้ย แฟนนายคงสวยตายล่ะ”
                “สวยไม่สวยไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ แฟนฉันไม่ปากคอจัดจ้านอย่างเธอหรอกนะ”
                “ฉันเนี่ยนะ ปากคอจัดจ้าน... ถ้าอย่างฉันปากจัด แฟนนายก็คงเป็นใบ้แล้วล่ะ”
                “ปากอย่างเธอระวังขึ้นคานไว้ให้ดีเถอะ”
                “ถ้าผู้ชายมันเฮงซวยอย่างนายทั้งโลก ฉันยอมขึ้นคานดีกว่าย่ะ”
                “เธอนี่ท่าจะประสาท เก็บกดอะไรมารึเปล่าเนี่ย”
                ทั้งคู่เริ่มประกาศสงครามฝีปากกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ประกัน
                “เอ่อ... ใจเย็นๆ ก่อนครับ”
                “หุบปาก!!!”
                ทั้งคู่หันมาตะคอกคนขัด แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ สาวหน้าม้าทำหน้าเจื่อนผงกหัวขอโทษเจ้าหน้าที่ ส่วนกอล์ฟทำหน้าจ๋อย เกาหัวเล็กน้อย
                “จากที่ดู ยังไงคุณก็ผิดครับ”
                เจ้าหน้าที่ประกันหันไปบอกหญิงสาว
                “ได้ไงคะ ฉันขับออกมาตั้งครึ่งคันแล้วนะ คุณพวกเดียวกัน เข้าข้างกันนี่นา”
                “เอ่อ... ผมนี่แหละครับ ประกันฝั่งคุณ นี่ครับเอกสาร ช่วยเซ็นตรงนี้ด้วย”
                หญิงสาวยิ้มแห้งๆ พลางรับปากกา ในขณะที่กอล์ฟยิ้มกว้าง มองอีกฝ่ายอย่างเยาะเย้ย
                “เอ้า เซ็นซะ ยัยแก้วหน้าม้า...”


                ไมค์มองกระเป๋าเงินในมืออย่างลำบากใจ เขาควรทำอย่างไรกับมันดี
                ระหว่างนั้น ตำรวจจราจรนายหนึ่งเดินผ่านมา เด็กหนุ่มรีบเรียกเขาเอาไว้ แล้วยื่นกระเป๋าเงินให้
                “กุระเป้าตัง...”
                เขาพยายามออกเสียงให้ชัดที่สุด พลางทำมือชี้ลงพื้นเผื่ออีกฝ่ายจะเข้าใจ
                เหมือนจะได้ผล ตำรวจจราจรรับกระเป๋าไว้
                “มีคนทำตกสินะ”
                ไมค์ได้ยินคำว่า “ทำตก” ก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างโล่งอก
                ทว่า...
                “ไหน ดูซิ”
                ตำรวจพูดพลางเปิดกระเป๋าดูบัตรประชาชน
                เขามองรูปในบัตร แล้วเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มเทียบ จากนั้นก็ยัดกระเป๋าใส่มืออีกฝ่ายคืน
                “เฮ้อ... เด็กสมัยนี้... เล่นอะไรพิเรนทร์ เอากระเป๋าตัวเองมาให้แล้วบอกว่ามีคนทำหาย อย่าบอกนะว่ามาจากรายการอำคนเล่นแบบดาราจำเป็น ผมไม่มีอารมณ์ขันขนาดนั้นหรอก”
                ไมค์ฟังที่อีกฝ่ายพูดไม่ทัน รู้แต่ตำรวจไม่รับ และเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
                เขาเปิดกระเป๋ามองบัตรประชาชนบ้าง
                “พิ... ช...”
                อ่านไม่ออก... เขารู้แต่ตัวแรกอ่านว่าพิ และตัวสุดท้ายอ่านว่ายะ แต่ชอช้างตรงกลางไม่มีสระ จะออกเสียงยังไง การเรียนภาษาไทยด้วยตัวเองมีจุดอ่อนเรื่องการสะกดแบบนี้เอง
                เขาเลิกล้มความพยายามง่ายๆ เก็บกระเป๋าเงินในมือใส่กระเป๋ากางเกง และเกิดความคิดว่าควรไปหาไกด์บุ๊คแบบที่สามารถสื่อสารกับคนไทยได้คงสะดวกกว่า เพราะเขาพกมาแค่ไกด์บุ๊คบอกสถานที่เท่านั้นเนื่องจากหนังสือหนัก 
 
 
                เปิ้ล... สาวร่างเล็กแต่งตัวราวหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่นญี่ปุ่น เธอแต่งหน้าทำผมเหมือนตุ๊กตาจนดูแปลกแยกจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา โดยเฉพาะวันนี้... เธอเพิ่งไปรับของที่ฝากเพื่อนซื้อจากญี่ปุ่น จึงดูพะรุงพะรังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกระเป๋าสะพายที่เธอจงใจซื้อรุ่นที่นักร้องญี่ปุ่นสุดโปรดของเธอเป็นพรีเซ็นเตอร์ เนื่องจากเป็นกระเป๋าที่ดูสปอร์ตแบบผู้ชาย จึงไม่เข้ากับการแต่งตัวหวานแหววของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ไม่หวั่นไหวต่อสายตาคนทั่วไป เพราะเธอชินแล้ว
                ในกระเป๋าใบใหม่เต็มไปด้วยชุดคอสเพลย์ ซีดี ชุดชั้นในลายลูกไม้ วิกผม เครื่องประดับและเครื่องสำอางที่เธอแกะทุกอย่างออกจากถุงแล้วใส่รวมไว้ในกระเป๋าเพื่อความสะดวก
                ระหว่างทางกลับบ้าน เธอแวะร้านหนังสือ ฝากกระเป๋าไว้ที่เคาน์เตอร์ แล้วพุ่งไปยังแผงหนังสือนำเข้าจากญี่ปุ่น
                ใจจริงเธออยากฝากเพื่อนซื้อหนังสือด้วย แต่เนื่องจากหนังสือญี่ปุ่นหนัก เพื่อนจึงปฏิเสธอ้อมๆ โดยตั้งเงื่อนไขว่า “จะแบกมาให้ก็ได้ แต่คิดค่าหิ้ว 50% ของราคาขาย” แค่นี้สาวงกอย่างเปิ้ลก็ยอมตัดใจซื้อในเมืองไทยแล้ว 
                50%... ถ้าต้องจ่ายเพื่อนขนาดนั้น สู้เก็บไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปหิ้วเองจากญี่ปุ่นดีกว่า
                ถึงแม้เรื่องเงินเธอจะเขี้ยวลากดินขนาดไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นเธอยอมทุ่มหมดตัว
                ไม่กี่นาทีต่อมา เด็กหนุ่มร่างสูงสะพายกระเป๋าแบบเดียวกันเข้ามาในร้าน เขามองไปรอบๆ แล้วเดินไปฝากกระเป๋าที่เคาเตอร์เดียวกัน
                พนักงานรับกระเป๋าแสนหนักใบนั้น เธอลังเลเมื่อเห็นกระเป๋าอีกใบที่เหมือนกันวางอยู่ก่อนแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเพราะเห็นว่ามีหมายเลขติดอยู่ จึงวางกระเป๋าไว้ใกล้กันเนื่องจากไม่มีที่
                ไมค์เดินไปยังแผงหนังสือสอนภาษาไทย แล้วเขาต้องชะงักเมื่อเห็นเด็กสาวแต่งกายเด่นเด้งราวหลุดออกมาจากนิตยสารญี่ปุ่นยืนอยู่
                เด็กหนุ่มยิ้มอย่างมีความหวัง ...ในที่สุดเขาก็เจอคนชาติเดียวกันแล้ว...
                ทว่าขณะกำลังจะเดินเข้าไปหานั้นเอง
                “ทามาเนกิวะ อี... อี อี่ อี้... อี้ ยาสึ... ยาสุ... ยา...”
                ไมค์ถึงกับชะงัก พูดภาษาญี่ปุ่นมาเกือบยี่สิบปี... จำไม่ได้เลยว่าภาษาแม่ของตัวเองมีการผันเสียงวรรณยุกต์ด้วย
                ไม่ใช่คนญี่ปุ่นหรอกเหรอเนี่ย แถมท่าทางเพิ่งหัดเรียน
                “ทามาเนกิวะ อี้ยัตสึดะ”
                เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วอ่านให้ฟังเอาบุญ ก่อนเดินยิ้มขำจากไป
 
                ระหว่างนั้นเอง
                “โอ๊ย”
                พนักงานที่จุดรับฝากของร้องลั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง เธอผงกหัวขอโทษคนรอบข้างอย่างอายๆ ก่อนก้มลงมองต้นเหตุของเสียงร้อง
                “อะไรของเธอ ซุ่มซ่ามจริง”
                พนักงานรุ่นพี่หันมาทำตาเขียวใส่
                “สะดุดกระเป๋าค่ะ”
                เธอตอบแล้วลนลานหยิบกระเป๋ากลับมาวางให้เรียบร้อย แต่แล้วต้องชะงักเมื่อพบว่าป้ายหมายเลขของทั้งสองใบตกอยู่ที่พื้น
                “เวรกรรม... อันไหนของใบไหนล่ะเนี่ย”
                เธอจัดแจงติดป้ายหมายเลขกลับอีกครั้งตามความเข้าใจ
                โดยหารู้ไม่ว่า... มันสลับกันตอนที่เธอสะดุดกระเป๋านั่นแหละ


                ไมค์ออกจากร้านหนังสือ เรียกแท็กซี่เพื่อไปโรงแรม
                โชคดีที่เขาจำชื่อและย่านของโรงแรมได้ แต่รู้สึกโหวงเหวงในใจตลอดเพราะกลัวแท็กซี่พาหลง
                โรงแรมที่เขาจองเป็นเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ใกล้ถนนข้าวสาร นอกจากราคาถูกแล้วยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่นิยมกันอีกด้วย แต่กว่าจะเดินหาเกสต์เฮ้าส์ดังกล่าวเจอก็แทบขาลาก เพราะอยู่ในซอยเล็กๆ อีกที
                เขาเช็คอินที่เคาเตอร์ด้านหน้า
                “เช็คคุอิน”
                เด็กหนุ่มพูดสั้นๆ ผู้ดูแลจึงหยิบแบบฟอร์มให้กรอก
                “เงินมัดจำล่วงหน้าด้วยค่ะ”
                ไมค์ทำหน้างงๆ เขาฟังไม่ทัน แต่พอเดาความหมายได้จากคำว่า “เงิน”
                “มันนี่น่ะ... มันนี่...”
                เด็กหนุ่มยกกระเป๋าขึ้นบนเคาน์เตอร์ รูดซิปเปิด ตั้งใจจะหยิบซองเงินที่แลกมาจากสนามบิน ทว่า...
                ยกทรงลูกไม้สุดเซ็กซี่ดันโผล่พรวดออกมา
                ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีสายเดี่ยว วิกผม และเครื่องสำอางสารพัด
                เด็กหนุ่มตระหนักแล้วว่า... ไม่ใช่กระเป๋าตัวเองแน่แท้
                เมื่อเงยหน้าขึ้นมองผู้ดูแล ก็พบกับสายตาแปลกๆ ของเธอ
                “คืนนี้คงเตรียมซ่าล่ะสิ”
                รอยยิ้มเหยียดหยันผุดขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย ทำเอาไมค์กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ คำพูดจากสายตาสื่อได้ดีกว่าภาษาใดๆ ในเวลานี้
                นอกจากอับอายเรื่องของในกระเป๋า เงินที่เขาสู้อุตส่าห์ทำงานพิเศษเก็บสะสมมาเป็นเวลาสองปี บัดนี้อันตรธานหายไปเกลี้ยง
                เด็กหนุ่มล้วงกระเป๋าเงินตัวเองจากกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดดู มีเงินไทยเหลืออยู่ราวสองพัน ไมค์กลืนน้ำลายอึกใหญ่อีกรอบ แล้วยื่นเงินให้มือสั่นระริก ด้วยเงินจำนวนแค่นี้ เขาจะอยู่ในเมืองไทยได้อีกกี่วัน... แค่ค่าแท็กซี่ก็ไม่เหลือแล้ว
                ที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือ ที่อยู่ของแม่ก็หายไปด้วย ไหนจะตั๋วเครื่องบินกลับญี่ปุ่นอีก
                โลกของไมค์ในตอนนี้ยิ่งกว่ามืดแปดด้าน อย่างไรก็ตาม... คนเราต้องมีหวัง เขาตั้งสติแล้วนึกทบทวนอีกครั้ง
                จริงสิ... บางทีอาจสลับกับใครที่ร้านหนังสือ เพราะเป็นที่เดียวที่เขาคลาดสายตาจากกระเป๋าตัวเอง


                เปิ้ลแบกกระเป๋าลงจากรถแท็กซี่ หลังกอล์ฟขับรถเข้ามาจอดบริเวณอพาร์ตเมนต์ไม่กี่วินาที
                “โห... รถหรูนี่ เพิ่งถอยมารึไง บอกไว้ก่อนนะ ว่าอพาร์ตเมนต์ของฉันคิดค่าจอดรถด้วย”
                เด็กสาวทักทายด้วยเสียงไม่ใคร่พอใจนักเมื่อเห็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่ได้อยู่ในสัญญาเช่าห้องโผล่ขึ้นมา
                “รู้แล้วน่า จ่ายแน่ นี่รถแม่ฉัน”
                กอล์ฟถอนหายใจอย่างระอา ยัยหน้าเลือดนี่คิดเงินทุกเม็ด
                “ไม่ต้องมาอวดหรอก ถ้ารวยนักก็จ่ายค่าห้องที่ค้างเติ่งจนใกล้เน่ามาซักทีสิ นี่ก็เดือนที่สองแล้วนะ พวกนายนี่รวยเพราะเบี้ยวหนี้กันรึไง”
                นี่ก็ปากจัดรายที่สองของวัน... กอล์ฟทำหน้าหน่าย
                “ถ้าฉันจ่ายให้เธอได้ตอนนี้ ฉันคงควักจ่ายแล้ว แต่นี่กระเป๋าตังฉันหาย วันนี้ยังไงก็ยังจ่ายให้เธอไม่ได้หรอก”
                “เชอะ กระเป๋าตังหาย ลูกไม้ตื้นๆ จริงๆ แล้วหมุนเงินไม่ทันสิท่า”
                “เออ ใช่ หมุนไม่ทัน แล้วกระเป๋าตังฉันก็หายจริงๆ กำลังสันนิษฐานอยู่ว่าใครเอาไป”
                กอล์ฟชำเลืองมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างสงสัย แต่ในใจกลับนึกถึงคนที่สวนกันที่สนามบิน
                “เฮ้ย... จะบ้าเหรอ มองกันแบบนี้ อย่าบอกนะว่านายคิดว่าเป็นฉัน”
                “ถ้าไม่ใช่แล้วร้อนตัวทำไม”
                “เปล๊า... ร้อนตัวอะไร กะอีแค่กระเป๋าตังนายหาย จะมาปรักปรำฉันง่ายๆ ได้ไง กระเป๋านายหายที่ไหนก็ไม่รู้”
                กอล์ฟเห็นท่าทางเดือดร้อนของอีกฝ่าย ก็นึกสนุกแกล้งอำต่อ กะเอาแค่เบี่ยงเบนประเด็นให้รอดตัวจากการทวงหนี้ในวันนี้เป็นพอ
                “นั่นสินะ หายไปอยู่ในห้องคนถือกุญแจสำรองรึเปล่าก็ไม่รู้”
                “ไปกันใหญ่แล้ว ห้องนายฉันยังไม่อยากเหยียบเข้าไปเลย”
                กอล์ฟสะดุดสายตาที่กระเป๋าสะพายใบใหม่ของเด็กสาว
                “โอ๊ะ กระเป๋าสวยดีนี่... ท่าจะของนอกซะด้วย ไปรวยผิดปกติมาจากไหน”
                “จะบ้ารึไง ฉันมีปัญญาซื้อเองได้ย่ะ”
                “นั่นสินะ ต่อให้ค้นห้องเธอไปก็ไม่มีกระเป๋าตังฉันอยู่ดี เพราะมันแปรรูปเป็นกระเป๋าใบนี้ซะแล้ว”
                “หนอย... ป้ายสีกันแบบนี้ เดี๋ยวฉันฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทซะเลย ก็ได้... อยากดูนักใช่มั้ยว่าฉันเอาไปรึเปล่า...”
                เปิ้ลเลือดขึ้นหน้า เธอเปิดกระเป๋าออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์
                ทั้งที่ตั้งใจว่าจะโยนชุดชั้นในลูกไม้ตัวใหม่ใส่หน้ากวนประสาทของอีกฝ่าย แต่ไหงกางเกงในลูกไม้กลับกลายเป็นของผู้ชายไปซะได้
                “เหวอ”
                กอล์ฟหยิบกางเกงในผู้ชายออกจากหน้า ในขณะที่ฝ่ายสาวเจ้ากำลังคุ้ยหากล่องเครื่องสำอางเตรียมปาหัวอีกฝ่ายให้สะใจ
                “โห... นอกจากขโมยกระเป๋าตังคนอื่นแล้ว ยังโรคจิตขโมยกางเกงในผู้ชายด้วยเหรอเนี่ย อึ๋ย... ฉันมองเธอผิดไปจริงๆ หน้าตาก็ดี... ไม่น่ารสนิยมผิดปกติแบบนี้เลย”
                เปิ้ลหูผึ่ง ตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธ แต่เธอก็ยังมีสติพอที่จะรู้สึกเอะใจกับของในกระเป๋า
                เสื้อผ้าผู้ชายทั้งนั้นเลย...
                “ไม่จริง!!!”
                “ไม่จริงอะไร เห็นอยู่ทนโท่”
                อย่าบอกนะ... ว่าของในกระเป๋าของเธอแปลงเพศได้ จะบ้ารึไง เรื่องแบบนั้นเป็นไปไม่ได้ซักหน่อย นี่แสดงว่า... กระเป๋าของเธอไปสลับกับใครมาแน่ๆ ! 
                “โอ๊ย... อยากจะบ้าตาย อุตส่าห์เก็บเงินตั้งนานกว่าจะซื้อได้”
                เด็กสาวทรุดฮวบลงกองกับพื้น ทำหน้าเหมือนอยากปล่อยโฮเต็มที่
                “เอ้า ไม่ต้องมาฟอร์มเลย จับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้ ดิ้นไม่หลุด”
                ยังไม่ทันน้ำตาปริ่ม เด็กสาวก็เงยหน้าขึ้นมองค้อนส่งรังสีอาฆาต เล่นเอากอล์ฟยอมหุบปากแล้วเดินกลับห้องไปอย่างเงียบๆ
                บ้าที่สุด... เปิ้ลเริ่มดีดดิ้นตีอกชกหัวอย่างไม่อายคน ...ไปสลับกับใครที่ไหนล่ะเนี่ย วันนี้เธอฝากกระเป๋าที่เคาน์เตอร์ร้านที่เข้าแทบทุกร้านเลยนี่นา


                คืนนั้น ทันทีที่อรอนงค์ถึงโตเกียว เธอก็บึ่งไปยังบ้านของสามีเก่า... บ้านที่เธอจากมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี
                แม่บ้านที่ออกมาเปิดประตูให้ตกใจไม่น้อยที่เห็นหน้าอดีตนายหญิง
                “สวัสดีค่ะ ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะคะ”
                ทั้งคู่กล่าวทักทายกัน แล้วแม่บ้านก็เชื้อเชิญเธอเข้าไปข้างใน
                “ไม่กี่วันก่อนฉันเพิ่งได้ข่าวการตายของเขาน่ะค่ะ พอรู้ก็รีบมาทันที ทั้งที่รู้ว่าช้าไปตั้งสองปี”
                หญิงกลางคนกล่าวเสียงน้อยใจ
                “ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ นายท่านสั่งไม่ให้พวกดิฉันบอกใครตั้งแต่ท่านป่วย”
                อรอนงค์เงยหน้ามองรูปที่ติดอยู่บนฝาผนัง
                “คุณนี่ ใจร้ายกับฉันจริงๆ คิดจะตัดขาดกันจนนาทีสุดท้ายสินะคะ”
                เธอมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกวาดตามองรอบบ้าน
                “แล้ว... เด็กคนนั้นล่ะ?”
                แม่บ้านอึกอักเล็กน้อย
                “เอ่อ... คือ... คุณหนู... บอกว่าจะไปหาคุณที่เมืองไทยค่ะ”
                หญิงกลางคนถึงกับตาโต
                “ตายจริง ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก แล้วเขาไปเมื่อไหร่”
                “คาดว่าเมื่อคืนนี้ค่ะ ตอนเช้าเข้าไปดูในห้องก็ไม่เจอตัวแล้ว ไม่บอกกล่าวใครเลย มีแต่จดหมายวางทิ้งไว้บนเตียง บอกว่าจะไปตามหาคุณ เราก็เลยยังไม่ได้ติดต่อใคร”
                “สวนกันเหรอเนี่ย”
                อรอนงค์พึมพำอย่างเสียดาย ก่อนแววตาจะฉายความกังวลใจออกมาเต็มปรี่
                “แย่ล่ะ แบบนี้เขาไปก็ไม่พบฉันน่ะสิ แล้วนี่เขาจะไปตามหาฉันยังไง”
                “คุณหนูคงสืบจากเอกสารในห้องนายท่านน่ะค่ะ หลังจากนายท่านเสีย คงเจอที่อยู่กับเบาะแสเก่าๆ ของคุณเข้า เลยเกิดความคิดจะไปหา”
                “โถ... ลูกแม่...”
                หญิงกลางคนโอดครวญด้วยน้ำตา ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูกชายของเธอจะเป็นตายร้ายดียังไง


                คืนนั้น... ไมค์นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงแคบๆ ในเกสต์เฮาส์ เขารู้สึกสับสนและเดียวดายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องมานอนรวมกับคนแปลกหน้าในสถานที่แคบๆ แบบนี้ และเป็นครั้งแรกที่เขาเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางสถานที่อันไม่คุ้นเคยโดยมีเงินติดตัวอยู่แค่พันเดียว เขาสงสัยจริงๆ ว่า ถ้าพรุ่งนี้เขาไม่ได้กระเป๋าคืน ชีวิตต่อจากนี้ของเขาจะเป็นอย่างไร สื่อสารกับใครก็ไม่ได้ ภาษาไทยที่เรียนด้วยตัวเองมาจากญี่ปุ่นก็ดูเหมือนจะล้มเหลว เขาไม่มีความมั่นใจที่จะพูดกับใครอีก ไม่มีคนรู้จักเลยบนผืนแผ่นดินนี้ แม้แต่แม่... ที่เขาคาดว่าจะไปหาทันทีที่เหยียบพื้นดินของกรุงเทพ ตอนนี้กลับดูเหมือนความหวังริบหรี่เหลือเกิน
                แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามีกระเป๋าเงินที่เก็บได้อยู่ในกระเป๋ากางเกง ไมค์หยิบออกมาเปิดดูภายใต้ไฟจากด้านนอกที่ส่องมาทางหน้าต่าง
                ในนั้นมีแบงค์พันบาทอยู่สองใบ กับแบงค์ย่อยอีกประมาณหนึ่ง
                ไม่ได้... ไม่ใช่เงินของเรา จะเอามาใช้ได้ไง
                แต่... ถ้ามันสุดวิสัยจริงๆ ล่ะก็ ช่วยไม่ได้แฮะ
                ทำไมตอนนี้ที่ตัวเขาถึงได้มีแต่ของคนอื่นนะ?
                เด็กหนุ่มหยิบบัตรประชาชนออกมาพิจารณาหน้าตาเจ้าของกระเป๋า
                ...เด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเขา ผมรองทรงสีดำสนิท รูปบนบัตรดูมืดไปนิด แต่ก็พอจะจับเค้าหน้าได้บ้าง ท่าทางตัวจริงคงหน้าตาน่ารักอยู่ เพราะดูหน้าละม้ายคล้ายผู้หญิง นี่ถ้าเขาอ่านคำว่า “นาย” ไม่ออก คงเข้าใจผิดคิดว่าหมอนี่เป็นสาวห้าวไปแล้ว ป่านนี้เจ้าตัวคงกำลังเดือดร้อนที่กระเป๋าตัวเองหายอยู่เป็นแน่
                เขาเข้าใจดี... เพราะตอนนี้เขาก็อยู่ในภาวะนั้นเช่นกัน
                น่าแปลก... ภาพถ่ายเล็กๆ จากบัตรที่มองมายังเขา ดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก บางทีอาจเพราะเป็นสายตาของผู้ร่วมชะตาเดียวกันก็ได้
                นายเป็นใครกันนะ? หวังว่าเราคงได้เจอกัน เพื่อให้ฉันคืนกระเป๋าให้นาย
                ไมค์เก็บบัตรประชาชนคืนที่เดิมแล้วกอดไว้แนบอกก่อนผล็อยหลับไป
                ...เพื่อนคนไทยคนแรกของฉัน...
 

โปรดติดตามตอนต่อไป...

 

edit @ 31 Oct 2008 20:51:13 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ดีใจจังเลย ได้อ่านฟิคใหม่ของหิมะแล้ว
กำลังภาวนาให้มีใครซักคนแต่งฟิควายเรื่องนี้บ้าง
เพราะดูแล้วชวนให้จิ้นจริงๆ ลุ้นให้พระเอกรักกันเองอ่ะ
เวลาพี่น้องเข้าฉากด้วยกันดูกุ๊กกิ๊กน่ารักกันจริงๆ
แล้วมาอัพเร็วๆนะจ๊ะ จะรออ่านตอนต่อไปจ้า

#1 By pookie (117.47.156.223) on 2008-11-01 04:06

^^
เหมือนละครเดี้ยย

เมื่อไหร่จะ Y สักที ชอบๆๆๆ


อีกนานมั้ยหิมะ

เรื่องอื่นต่อด้วนจิค่ะ

ติดตามทุกเรื่องเลย มานค้างงงงopen-mounthed smile

#2 By ร้ากไมค์ (202.28.180.202) on 2008-11-02 00:14

อ๊ายย น่ารักมากค่ะ
ในที่สุดก็แต่งลงแล้ว สนุกมากๆ

จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ

#3 By quark (124.121.143.160) on 2008-11-02 16:10

อะไรก็ไม่ดีใจเท่าหิมะแต่งเรื่องนี้ เวลาอยู่หน้าจอมีฉากวายบางเล็กน้อยก็ทำเอากริ๊ดบ้านแถบแตก ดูไปดูมาแล้วลุ้นให้พระเอกได้กันเอง555+ เจริญหูเจริญตากว่ามีนางเองเยอะเลย

#4 By nanny (124.122.139.169) on 2008-11-03 00:35

5555 ในที่สุดหิมะจัง ของเรา
ก้อมี ฟิคใหม่ให้อ่านกันอีกแล้ว

ตอนดูละครยังนึกไม่ออกเลยว่าจะจิ้นยังไง
แต่เชื่อว่าหิมะสามารถถถถถ
ลุ้นตอนต่อไปจ้า

อ้อ......อย่าลืม ลิขิตรักต่างมิติตอนที่ 14 และตอนต่อๆไปด้วยนะจ้ะ

ร๊าาากก นะ question

#5 By Natt_GM (203.156.4.72) on 2008-11-05 09:04

ชอบอ่ะหิมะ สงสารไมค์จัง 555+

พออ่านที่หิมะบรรยายเวลาไมค์พยายามพูดไทย

นึกหน้าตากับเสียงมันออกเลยแฮะ ยังไงก้อสู้ๆนะจ้ะ

รออ่านอยู่ อย่าลืมลิขิตรักด้วยนะจ้ะ

#6 By Fiorena (168.120.12.43) on 2008-11-17 03:01

อ่านของหิมะแล้ว เข้าใจถ่องแท้กว่าในละครซะอีก

ไอ้ที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ หิมะก็หาเหตุผลมาเสริมให้เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยของไมค์ เงินไมค์ เรื่องที่กอล์ฟเถียงเปิ้ล มันมีเหตุผลมากกว่าในละครซะอีก

แต่ว่า.....แก้วหน้าม้า 5555+ ฮาอ่ะ คิดได้ไงเนี่ย

#7 By Rachel (125.25.125.202) on 2008-11-18 17:36

หิมะ หายเงียบไปอีกแล้ว
ไปอยู่หนใดมาส่งข่าวที

รออุบัติรัก Y จนตอนนี้เค้ามีภาค 2 แล้วน้า

#8 By Rachel (125.24.109.127) on 2009-02-14 11:00

แม้ว่าละครจะมีภาค2 แล้ว
หิมะก็อย่าพึ่งถอดใจน้า...
.
.
.
.
.
เราจะเข้ามาดูบ่อยๆ
ยังรอการอัพ อัพ อัพ ของไรเตอร์อยู่นะ TT^TT

#9 By kittz [i-love-hima] (203.209.118.186) on 2009-02-25 04:07

อ๊ากกกกกกกกกก น่ารัก ม๊ากกกกกกกกก

แต่งเก่งอะ ชอบบบบบบบบบ ที่ซู้ดดดดดดด

#10 By Mokodoki (125.24.169.175) on 2009-03-13 18:08