G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [16]

posted on 22 Apr 2009 00:59 by i-am-hima  in fiction

 

  * คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                และแล้วชีวิตประจำวันของสองพี่น้องก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

                จากกินอยู่หลับนอนในศูนย์ฝึกอบรม ก็ได้กลับมานอนหลับเต็มตาที่บ้านอันแสนคิดถึง

                ตารางการฝึกถูกเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพื่อรองรับแผนออกอัลบั้มชุดแรก จากที่เคยฝึกเน้นการต่อสู้ ก็ต้องมาเน้นการร้องเต้น และวางคอนเซ็ปต์ของงาน

                ช่วงเช้าก่อนเวลาตอกบัตรของพนักงาน ภาพเด็กชายสองคนกับผู้จัดการส่วนตัวเดินเข้าลิฟต์เป็นที่คุ้นตาของรปภ. แม้ปลายทางคือชั้น 28 แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก กลับไม่พบใครอยู่ในนั้น... พวกเขาจำเป็นต้องฝึกใต้น้ำและสุญญากาศในอีกโลกหนึ่ง หลังเที่ยงจึงได้กลับมาทำงานเพลงต่อที่บริษัท

                โชคดีที่ยังอยู่ในระหว่างปิดภาคเรียน ทั้งคู่จึงทำงานเพียงสองอย่างในเวลาเดียวกัน แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ยังถือว่าไม่หนักหนามาก แต่อีกไม่ถึงสองสัปดาห์โรงเรียนก็จะเปิด แม็กซ์จึงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี เขาไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้เขาจะรับมือกับความยากลำบากไหวหรือไม่

                เกรย์จบชั้นม.ปลายแล้ว... เอาตัวรอดไปหนึ่งคน... ดูเหมือนหมอนั่นมีเป้าหมายในใจเรื่องมหาวิทยาลัย แต่เมื่อต้องทำอัลบั้มแบบนี้ กำหนดการสอบเข้าจึงต้องเลื่อนออกไปหนึ่งปี เขาก็ไม่ได้ละทิ้งการเรียน ยังคงหาเวลาอ่านหนังสือเตรียมอยู่สม่ำเสมอ

                ทั้งคู่เจอกลุ่มของแพททริคอยู่เป็นประจำ เนื่องจากห้องซ้อมเต้นและออฟฟิศอยู่ชั้นเดียวกัน แม็กซ์พบว่าไม่ใช่ทุกคนในกลุ่มที่ไม่ชอบหน้าพวกเขา อย่างน้อยคนที่เข้ามาคุยดีๆ กับแม็กซ์ก็มีริน... ลูกครึ่งญี่ปุ่นไต้หวันคนนั้น

                “สวัสดี... ฉันชื่อริน นายจำฉันได้ใช่มั้ย”

                เด็กหนุ่มหน้าใสอ่อนวัยกว่าเข้ามาทักแม็กซ์ในวันหนึ่ง

                “อื้ม จำได้สิ นายซ้อมกับพวกเราบ่อยๆ นี่นา”

                แม็กซ์รู้สึกแปลกๆ เพราะเขารู้ว่าก่อนหน้าที่เขาจะกลับมาพวกเขาเคยเรียนเต้นห้องเดียวกันหลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้พวกเขายังเดินสวนกันไปมาในบริษัทนับครั้งไม่ถ้วน สบตากัน มองหน้ากันจนเหมือนคนรู้จัก แล้วทำไมจู่ๆ เด็กหนุ่มที่ชื่อรินถึงเพิ่งจะมาแนะนำตัวกับเขาในวันนี้

                “แต่พวกเราไม่ค่อยถูกกัน... เอ่อ... ฉันหมายถึงพี่ชายนายกับเฟรด แล้วก็แพททริค...”

                แม็กซ์ยักไหล่

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันกับนายล่ะ หรือว่านายเองก็ไม่ชอบพวกฉันเหมือนเจ้าพวกนั้น”

                “อ๊ะ เปล่านะ” รินปฏิเสธพัลวัน “ฉันไม่ได้เกลียดพวกนายเลย ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ชายนายกับพวกแพททริคเคยมีเรื่องอะไรกัน แต่ที่ฉันเข้าพวกกับแพททริคก็เพราะทางสังกัดวางตัวฉันไว้อย่างนั้น ถึงคนในกลุ่มพวกฉันจะอิจฉาพวกนายที่พอเซ็นสัญญาปุ๊บก็ได้ออกอัลบั้มปั๊บ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ยังไม่ถึงเวลาของพวกฉัน... และฉันคิดว่าพวกนายเองก็คงกดดันไม่น้อยเหมือนกัน...”

                แม็กซ์ยิ้ม ยื่นมือไปลูบหัวเด็กหนุ่มหน้าตี๋ที่ตัวเล็กกว่าอย่างเอ็นดู

                “ใช่... ฉันกดดันไม่แพ้พวกนายหรอก ขอบใจนะที่เข้าใจ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกรย์เคยมีเรื่องอะไร แต่ฉันก็หวังว่าความบาดหมางระหว่างพวกเราคงเป็นเพียงแค่การอิจฉา”

                รินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

                “แม็กซ์... ฉันชอบนายนะ ฉันเลยอยากให้พวกเราดีกันซักที ฉันรู้สึกว่าความเกลียดของเฟรดไม่ใช่แค่ความอิจฉา... ฉันไม่แน่ใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนเฟรดจะรู้จักกับเกรย์มาก่อน...”

                เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งกลอกตานึก เท่าที่เขานึกออก เขาแน่ใจว่าเขาไม่เคยเห็นเฟรดมาก่อน หรือจะเป็นศัตรูลับๆ ของเกรย์?

 

                หลังจากแยกกับรินแม็กซ์ก็ขึ้นลิฟท์ไปยังห้องซ้อมร้องเพลง ทว่าขณะที่ลิฟต์กำลังจะปิด ใครบางคนก็ยื่นแขนมากั้นประตูลิฟต์ไว้ แล้วเปิดประตูออกก่อนไถลตัวเข้ามาในที่แคบๆ นั้น

                “เกรย์”

                แม็กซ์มองอย่างแปลกใจ เขานึกว่าพี่ชายไปคุยงานที่ห้องประชุมแล้วเสียอีก

                เกรย์หันไปกดสวิตช์ล็อกลิฟต์ทันทีที่ประตูปิด แม็กซ์ได้แต่กระพริบตาปริบๆ

                “มีอะไร?”

                “คำคำนั้นฉันต้องถามนายมากกว่า... มีอะไร แม็กซ์”

                น้ำเสียงของเกรย์เจืออารมณ์โมโหอยู่ในที เล่นเอาแม็กซ์ทำตัวไม่ถูกว่าเขาควรตอบว่าอะไร

                “ฉะ... ฉันไม่มีอะไรนี่ นายนั่นแหละ จู่ๆ ก็เข้ามา แถมล็อกลิฟต์ไว้อีก”

                เกรย์เข้าไปประชิดติดตัวแม็กซ์ซึ่งถอยกรูดติดฝาผนัง

                “นายคุยอะไรกับเจ้าเปี๊ยกนั่น”

                “หา?”

                เด็กหนุ่มคนน้องทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก กะอีแค่คุยกับคนของคู่อริ เกรย์ถึงกับระแวงขนาดวางท่าข่มขู่เขาเลยงั้นเหรอ

                “กะ... ก็แค่ทักทายกัน... คุยกันเรื่องทั่วๆ ไป”

                ดูเหมือนคำตอบจะไม่เป็นที่น่าพอใจของคนถามสักเท่าไหร่

                “แน่ใจนะ” น้ำเสียงนั้นคาดคั้นกว่าเก่า

                แม็กซ์พยักหน้าหงึกเพื่อให้เรื่องจบๆ

                “งั้นก็แล้วไป... ฉันไม่ชอบให้นายไปคุยกับเด็กนั่น”

                “ทำไมล่ะ นายไม่ชอบรินเหรอ... จริงๆ แล้วหมอนั่นไม่มีอะไรนะ ออกจะเป็นเด็กดีด้วยซ้ำ”

                ‘นายชอบมันรึไง’

                คราวนี้เสียงเกรย์ผุดขึ้นมาในหัวแทน

                แม็กซ์มองหน้าพี่ชายแววตาสั่นระริก ทำไมจู่ๆ เกรย์ถึงได้ตีหน้ายักษ์เขาอีกครั้งหลังจากทำตัวเป็นพี่ชายแสนดีมาหลายวัน หรือว่า...

                ทันทีที่เด็กหนุ่มรู้สึกเคว้งคว้าง มือใหญ่ก็ดึงตัวเขาเข้ามาประกบริมฝีปากอย่างไม่ทันตั้งตัว

                “อื้อ... อือ...”

                แม็กซ์ทุบต้นแขนอีกฝ่าย พยายามขืนกายออกจากวงแขนนั้น

                ‘เกรย์... ทำอะไรบ้าๆ ตรงนี้น่ะ ในลิฟต์มีกล้อง’

                ‘นายนั่นแหละ จู่ๆ ก็อาการบ้าๆ ก็กำเริบในนี้ โทษฉันไม่ได้นะ’

                ‘ปล่อย... ฉัน... ฉันหายแล้ว’

                เกรย์ยอมถอนริมฝีปากออกแต่โดยดี มือใหญ่บรรจงเช็ดริมฝีปากเปียกชื้นของน้องชายให้ แม็กซ์ได้แต่จ้องสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยน ตาคู่สวยแดงระเรื่อชุ่มชื้น

                “ถ้าฉันชอบริน... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย แล้วถ้าฉันจะบอกว่ารินไม่ใช่ประเภทเดียวกับแพททริคหรือเฟรด นายจะยอมดีกับเขามั้ย”

                เกรย์หลบสายตาแข็งกร้าวที่มองมา เขารู้สึกเหมือนกำลังทำผิดที่โมโหอีกฝ่าย และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้หงุดหงิดกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ขนาดนี้

                “มันไม่เกี่ยวหรอกนะ ว่าหมอนั่นจะเป็นพวกแพททริคหรือไม่... แต่ฉันไม่ชอบเวลาเห็นนายคุยกับหมอนั่น... อย่างสนิทสนมแบบนั้น”

                แม็กซ์อึ้งไปนิดหนึ่ง กระพริบตาปริบๆ พลางพินิจสีหน้าของพี่ชายจอมโหดซึ่งดูสงบขึ้นมาบ้างแล้ว

                “เกรย์... นาย...”

                จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรง

                “แค่นี้แหละ นายจะไปห้องซ้อมไม่ใช่เหรอ ฉันเองก็ต้องคุยงานเรื่องเพลงเดี่ยวเหมือนกัน”

                ยังไม่ทันพูดจบดีเด็กหนุ่มคนพี่ก็รีบตัดบทพลางกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์

                “เอ่อ เกรย์...”

                แม็กซ์รั้งไว้ทำให้อีกฝ่ายซึ่งกำลังก้าวออกจากลิฟต์ชะงักขา ทว่าไม่มีทีท่าจะหันกลับมามอง

                “ก่อนที่เราจะมาอยู่ที่นี่... นายเคยรู้จักเฟรดมาก่อนรึเปล่า”

                “นายอยากรู้ไปทำไม”

                เสียงผู้ถูกถามเย็นชาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

                ‘หรือนายจะไปสนิทกับหมอนั่นอีกคน’

                “ปะ... เปล่านะ คือเมื่อกี้ที่ฉันคุยกับรินน่ะ เห็นรินบอกว่าดูเหมือนเฟรดจะรู้จักนายมาก่อน”

                เกรย์ไม่ตอบ เขาเดินออกจากลิฟต์ไปก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง

                แม็กซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อตั้งสติได้ก็กดปุ่มเลือกชั้น ขณะลิฟต์เลื่อนขึ้น ใบหน้าสวยซึ่งดูซีดเผือดกับการจู่โจมเมื่อครู่ก็กลับผุดรอยยิ้มบางๆ ขึ้น

                ...หรือว่าเมื่อกี้เกรย์คง... หึง?

                “จะบ้าเหรอ ไม่นะ แล้วยิ้มอะไรของนายน่ะ แม็กซ์บ้า... เกิดไอ้พี่ซาดิสต์นั่นนึกพิศวาสเราแบบนั้นขึ้นมา อี๋... แค่คิดก็สยองแล้ว”

                เด็กหนุ่มกระทืบเท้าโวยวายเหมือนเป็นบ้าอยู่คนเดียว ก่อนจะรีบกลับมาสงบเสงี่ยมอีกครั้งเมื่อประตูลิฟต์เปิด

 

 

                อาการของไทนี่ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น เธอหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาล

                “สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงเป็นยังไงบ้างครับ”

                แม็กซ์หันไปถามผู้จัดการหนุ่มซึ่งเป็นคนติดต่อกับอีกโลกหนึ่ง

                “ไม่ต่างจากคุณแม่ของพวกนายนักหรอก”

                “แล้วถ้าคนใดคนหนึ่งฟื้น... อีกคนจะฟื้นขึ้นด้วยรึเปล่าครับ”

                เกรย์ตั้งข้อสงสัยบ้าง เขามีลางสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูกว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีนอกจากจะมีพระพักตร์ละม้ายคล้ายแม่ของตนราวกับเป็นคนเดียวกันแล้ว ยังอาจมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกัน ถึงขนาดคนหนึ่งล้มป่วยอีกคนก็ล้มป่วยในอาการเดียวกันด้วย...

                “เหมือนฝาแฝด” แม็กซ์พูดขึ้นลอยๆ แต่แล้วก็หัวเราะแหะออกมา “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ในเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงมีอายุเกือบร้อยปี แต่แม่ยังสาวของพวกเราอายุแค่สี่สิบกว่าๆ เท่านั้น... ครึ่งต่อครึ่งเลยนะ”

                จะมีอะไรเพ้อเจ้อได้มากกว่านี้อีกมั้ย... เด็กหนุ่มทั้งคู่พากันทอดถอนใจ

                “อะไรก็เป็นไปทั้งนั้นแหละ วินาทีนี้...”

                ทุกคนต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเกรย์ ไหนจะเรื่องโลกอีกมิติของอวกาศนั่น สภาพร่างกายเหนือมนุษย์ของทั้งคู่ และการล้มป่วยของผู้เป็นมารดาและจักรพรรดินี ต่อจากนี้ยังจะมีเรื่องอะไรอีก?

                ‘จริงๆ แล้ว พวกเราอาจไม่ได้เป็นคนบนโลกนี้ก็ได้นะเกรย์’

                ‘อย่าเพิ่งเดาอะไรให้มากกว่านี้เลยแม็กซ์ แค่นี้ฉันก็งงจะตายอยู่แล้ว’

                ทันใดนั้น เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เอเทียลหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดรับสาย จากนั้นเขาก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งเด็กทั้งสองคนไว้อยู่กับร่างที่ยังไม่ได้สติของไทนี่

                แม็กซ์นั่งฟุบหน้าลงที่ขอบเตียงข้างๆ ไหล่ของหญิงสาว หยาดน้ำใสๆ รื้อขึ้นมาปริ่มขอบตาคู่สวย

                “แม่... แม่ได้ยินผมรึเปล่า... แม่หลับนานเกินไปแล้วนะ”

                เกรย์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเตียงเอื้อมมือไปลูบหัวอ่อนนุ่มของน้องชาย

                “นายเข้มแข็งกว่าที่ฉันคิดนะ”

                ‘ฉันนึกว่านายจะร้องไห้ขี้มูกโป่งตั้งแต่วันแรกที่กลับมาด้วยซ้ำ’

                แม็กซ์เงยหน้าขึ้นมองค้อน

                “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซักหน่อย”

                ‘ที่ร้องไห้บ่อยเขาเรียกว่ามารยาเด็กต่างหากล่ะ คุณพี่ชาย...’

                เกรย์ขมวดคิ้วอย่างหมั่นไส้

                ‘ที่นายร้องไห้ต่อหน้าฉันบ่อยๆ เนี่ยนะ?’

                เด็กหนุ่มคนน้องแลบลิ้นใส่ทั้งที่ตายังเปียกชุ่ม

                ‘นายเองก็ตอแหลพอกันนั่นแหละ อยู่ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นรักน้อง ใครแตะต้องไม่ได้ ฉันเลยสนองความอยากเป็นฮีโร่ของนายน่ะสิ สะใจดี’

                นั่นเป็นเพราะ ทุกครั้งที่แม็กซ์โดนใครล้อหรือรังแก เกรย์จะสวมวิญญาณองครักษ์พิทักษ์น้องชาย เอาคืนคนพวกนั้นจนสาสมกับความผิด โดยหารู้ไม่ว่าบางทีแม็กซ์ก็เป็นคนเริ่มเรื่องด้วยตัวเองด้วยซ้ำ... ถึงจะไม่บ่อยนักก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็ยังได้ป่วนชีวิตประจำวันของพี่ชายตัวร้ายที่ข่มเหงเขาลับหลังผู้คนทุกวี่ทุกวันได้

                ‘ไอ้เด็กปิศาจ’

                เกรย์แยกเขี้ยวใส่ ขณะแม็กซ์ผุดลุกจากเก้าอี้เตรียมหลบมือใหญ่ที่อยู่ใกล้ศีรษะของเขา

                ‘นายร้ายกับฉันก่อนนะ’

                ทั้งคู่ส่งรังสีพิฆาตใส่กันจนเกิดไฟฟ้าแปลบปลาบเหนือร่างที่นอนหลับอย่างสงบของมารดา

                ไม่นานนักเอเทียลก็กลับเข้ามาในห้อง

                “เอ่อ... ฉันคิดว่าพวกนายงานเข้าซะแล้วล่ะ”

                สองพี่น้องหันมามองหน้าผู้จัดการสุดหล่อพร้อมกัน

                “มีกำหนดเคลื่อนย้ายพระวรกายเพื่อไปรับการรักษา...”

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราเหรอครับ?”

                เกรย์ถามอย่างงงงวย

                “เกี่ยวสิ... เพราะพวกนายต้องไปด้วย”

  

 

                เกรย์และแม็กซ์ถูกเรียกตัวมายังห้องประชุมของกองบัญชาการพลเรือนพิเศษ

                ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ก็พบร่างสูงสง่าอันคุ้นตาขององครักษ์คนพี่ในสมเด็จพระจักรพรรดินี

                “พี่ซี”

                เด็กหนุ่มคนน้องดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจออกนอกหน้า พลางวิ่งเข้าไปหา

                “ไง แม็กซ์”

                ชายหนุ่มอ้าแขนรับร่างเพรียวที่พุ่งตัวเข้ามากอด แล้วขยี้เส้นผมอ่อนนุ่มของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู ซีฟรีไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบของเด็กหนุ่มตรงหน้า โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเด็กหนุ่มอีกคนแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนทั่วทั้งห้องอบอวลด้วยบรรยากาศทะมึน

                “พี่บีฟรีล่ะครับ”

                “คอยอารักขาพระวรกายของสมเด็จพระจักรพรรดินีอยู่น่ะ... งานคราวนี้ฝากตัวด้วยนะ”

                “ฝากตัว?”

                แม็กซ์ขมวดคิ้วสงสัย

                “ใช่ เพราะพวกเราสี่คนต้องไปด้วยกัน”

                “จริงเหรอครับ”

                เด็กหนุ่มออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้า เขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยว่า จะได้มีโอกาสร่วมงานกับองครักษ์หนุ่มที่ตัวเองชื่นชมเสมือนพี่ชาย คราวนี้เขาจะได้ใช้เวลากับซีฟรี... พี่ชายคนใหม่ที่ใจดี อ่อนโยน และอบอุ่นจนอยากอยู่ด้วยตลอดเวลา

                “ว่าแต่พวกเราจะไปไหนกันครับ”

                เกรย์ถามพลางข่มความหมั่นไส้ที่เห็นภาพน้องชายเข้าไปเกาแกะชายร่างสูงในเครื่องแบบสีขาว

                “อีกฟากของทะเลทรายอัลซามา”

                “ทะเลทราย!?”

                ทั้งเกรย์และแม็กซ์อุทานขึ้นมาพร้อมกัน

                นายพลชารีมาซึ่งอยู่ในห้องนั้นเช่นกันส่งเสียงกระแอมเพื่อเรียกความสนใจ และได้ผล เมื่อเด็กหนุ่มทั้งสองหันไปเห็นก็กล่าวทักทายอย่างสุภาพ ชายสูงวัยกดสวิตช์ที่อยู่บนหัวโต๊ะตรงหน้า ทันใดนั้น เหนือโต๊ะประชุมทรงวงรีขนาดใหญ่ก็มีภาพโฮโลกราฟกึ่งโปร่งใสที่ยังมองทะลุเห็นผนังอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เป็นภาพแผนที่โดยรวมบนดาวซึ่งสามารถปลี่ยนสีได้ตามหมวดหมู่ที่ต้องการให้ระบุ

                “ขณะนี้เราอยู่ที่นี่”

                นายพลชารีมาชี้บนภาพกึ่งโปร่งใส ทันใดนั้นก็มีจุดสีแดงปรากฏขึ้นบริเวณที่ถูกสัมผัส

                เกรย์และแม็กซ์มองแผนที่โดยคร่าวๆ แล้วทั้งคู่ก็ทำตาโตพร้อมกัน

                ‘นี่มัน...’

                ‘เหมือนแผนที่โลกเราเปี๊ยบเลย’

                ‘ก็ไม่เปี๊ยบหรอกนะ แค่คล้ายๆ บางจุดก็ไม่เหมือน คงเป็นเพราะโลกเรามีปรากฏการณ์ทั้งธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นจนทำให้บางแห่งผิดเพี้ยนไปจากเมื่อก่อนล่ะมั้ง’

                ‘หมายความว่านี่อาจเป็นแผนที่โลกโบราณที่โคตรทันสมัยงั้นเหรอเกรย์’

                ‘คงเกือบใช่ ไม่เหมือนซะทีเดียวหรอก ฉันเดาว่าบางทีทั้งดาวนี้และโลกเราอาจมีต้นทุนก่อนการกำเนิดชีวิตเหมือนๆ กัน แต่ที่นี่น่าจะรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติมากกว่าโลกเรามาก สภาพภูมิประเทศจึงเปลี่ยนไปน้อยกว่าโลกเรา’

                ‘จริงด้วย ดูนั่นสิ ยังมีแผ่นดินยูโธเปียในตำนานอยู่เลย’

                นายพลชารีมาชี้เส้นทางที่พวกเขาต้องผ่านในคราวนี้ เส้นสีแดงเคลื่อนไปตามนิ้วของนายพล ดูแล้วไม่ได้ไกลเท่าไหร่ ดูจากเส้นแบ่งเขตการให้บริการประชาชนแล้ว ระยะทางน่าจะราวๆ สองสามประเทศ จากนั้นนายพลก็กดสวิตช์อีกครั้ง ภาพสามมิตินั้นยังคงเป็นแผนที่ แต่เส้นแบ่งเขตหายไป พื้นผิวแผ่นดินที่เรียบง่าย กลายเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เห็นความตื้นลึกของแผ่นดินอย่างชัดเจน

                “ทางกองทัพคงอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่พวกท่านเพียงแค่ตรงนี้ พอถึงทะเลทราย พวกท่านต้องเดินทางด้วยเกวียนคาราวานตามลำพัง”

                “ตามลำพัง?”

                นายพลชารีมาพยักหน้า ซีฟรีจึงหันมาอธิบาย

                “การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นความลับ เพราะหากพวกกบฏรู้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีตัวจริงประชวรและเสด็จไปรับการรักษา อาจเกิดความวุ่นวายขึ้นบนดาว และเสี่ยงที่จะเกิดการสะกดรอยเพื่อลอบปลงพระชนม์ได้ ดังนั้นพวกเราจึงต้องไปกันแค่สี่คน โดยให้พวกท่านอารักขาสมเด็จพระจักรพรรดินีแทนพวกข้า บีฟรีจะคอยเป็นม้าไวเพื่อดูสำรวจเส้นทาง ส่วนข้าจะคอยระวังหลังและดูแลเรื่องน้ำ”

                “ทำไมพวกท่านถึงไม่อยู่กับสมเด็จพระจักพรรดินีเองล่ะ”

                เกรย์อดถามไม่ได้

                “เพราะเป็นทะเลทราย... อากาศร้อนเป็นข้อจำกัดพลังของข้า การสร้างจุดเยือกแข็งแต่ละครั้งต้องใช้พลังมากเป็นพิเศษ จึงยากลำบากในการต่อสู้ท่ามกลางอากาศร้อน”

                “แล้วจุดหมายของเราล่ะครับ”

                แม็กซ์ถามขึ้นบ้าง นายพลชารีมาจึงลากนิ้วไปบนบริเวณสีน้ำตาลอ่อนบนแผ่นที่ พุ่งไปทางทิศเหนือ

                “หลังจากข้ามทะเลทรายอัลซามาก็จะถึงป่าสนซิลเซียร์ ที่นี่หละคือจุดหมาย... พวกท่านต้องพาพระนางขึ้นไปยังหุบเขารุ้งกินน้ำ ที่นั่นเป็นที่ประทับเพื่อฟื้นพลังชีพของพระนาง ส่วนรายละเอียดของเส้นทางท่านซีฟรีคงทราบดีอยู่แล้ว...”

                “หามิได้ ข้าศึกษาภูมิประเทศของดาวอย่างละเอียดก็จริง แต่นี่จะเป็นครั้งแรกของข้าที่ได้เดินทางข้ามทะเลทรายอัลซาฟาและขึ้นไปทางเหนือ”

                “แสดงว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีเคยเสด็จ แต่พี่ซีไม่เคยไปเหรอครับ”

                แม็กซ์ถามสอดขึ้นมา ทำเอาพี่ชายแท้ๆ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลอดเบะปากไม่ได้เมื่อได้ยินคำว่า “พี่ซี”

                “สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงมีพระชนมายุถึงเก้าสิบพรรษา ราชองครักษ์รุ่นก่อนเคยเล่าให้พี่ฟังว่าในยามที่พระวรกายอ่อนแอพระองค์มักเดินทางไปที่นั่นบ่อยๆ แต่ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมืองบนดาวไม่สงบสุขและมั่นคงเหมือนเมื่อก่อน หากพระนางเสด็จไปที่ไกลๆ ขนาดนั้น ราชสำนักอาจถูกผู้ไม่ประสงค์ดียึดได้ทุกเวลา”

                เด็กหนุ่มทั้งสองนึกถึงเหตุการณ์ระเบิดก่อนหน้านี้ แล้วขนลุกขึ้นมา

                “สรุปก็คือ งานนี้เป็นงานลับ จุดมุ่งหมายเพื่อพาสมเด็จพระจักรพรรดินีไปฟื้นตัวที่หุบเขารุ้งกินน้ำ ซึ่งต้องผ่านตัวเมืองสองเมือง ทะเลทราย และป่าสน”

                เกรย์ทบทวนสั้นๆ ตามที่เข้าใจ

                “เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้”

                ซีฟรีเสริม ซึ่งทำเอาเด็กหนุ่มทั้งสองถึงกับอ้าปากค้าง

                “พรุ่งนี้!!!”

                ชายหนุ่มในเครื่องแบบขาวสะอาดพยักหน้า

                “จริงๆ อยากให้เป็นตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เกรงว่าพวกท่านจะเตรียมตัวไม่ทัน”

                เกรย์ทำหน้าหน่าย ...ยังกับเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แล้วพวกเขาจะเตรียมตัวทันงั้นแหละ...

                “เรามีเวลาไม่มาก ยิ่งเลื่อนออกไปเท่าไหร่ ข่าวการเดินทางลับๆ นี่อาจมีโอกาสรั่วไหลไปยังพวกกบฏได้ แน่นอนว่าทางราชสำนักได้เตรียมตัวรับมือไว้พร้อม แต่ทางฝั่งเราซึ่งมากับพระนางมีกันแค่สี่คน หากกองทัพของพวกกบฏตามมาทันหรือไปดักซุ่มล่วงหน้า พวกเราจะลำบากมาก”

                จึงต้องออกเดินทางแบบไม่ทันให้ใครตั้งตัว... แม้แต่พวกเดียวกัน

  

 

                คืนนั้น ขณะแม็กซ์กำลังเคลิ้มหลับ แรงไหวของเตียงสองชั้นที่เขานอนอยู่ปลุกเขาให้ตาสว่างขึ้นมาอีกรอบ

                เงาตะคุ่มที่คุ้นตาของพี่ชาย กำลังปีนบันไดขึ้นมา และคร่อมร่างของเขาไว้โดยไม่ยอมให้ตั้งตัว

                เด็กหนุ่มเกือบหยุดหายใจ เมื่อเห็นแววตาแข็งกร้าวเตรียมคาดคั้นบางอย่างพุ่งตรงมายังเขา

                “เกรย์... นะ... นี่มันดึกแล้วนะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทาง”

                แม็กซ์ครางเสียงอ่อย ในใจแย้งว่า ขืนโดนทำอะไรในคืนนี้ล่ะก็ ตอนเช้าเขาอาจถึงขั้นลุกไม่ไหวแน่ เพราะดูจากแววตาที่ดุดันนั่นแล้ว ท่าทางจะไม่ธรรมดา

                “บอกฉันมาแม็กซ์... นายไปสนิทกับหมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่”

                เกรย์ถามเสียงทุ้มต่ำจนเหมือนเค้นเสียงลอดไรฟัน

                “เกรย์...”

                แม็กซ์หัวใจเต้นแรง เขาน่าจะชินชากับความโหดของพี่ชาย แต่ครั้งนี้เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเกรย์ไม่ได้ข่มเหงเขามาระยะหนึ่งจึงทำให้เขาตื่นกลัวกับท่าทีดุร้ายที่พักหลังไม่ค่อยมี หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่

                มือใหญ่ตะปบลำคอระหงของคนเบื้องล่าง แล้วออกแรงกดพอที่จะให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บและถูกคุกคาม

                แม็กซ์ส่งเสียงหายใจติดขัดเหมือนคนจมน้ำ

                “อย่ามาสำออย แม็กซ์... ต่อให้บีบจนคอตีบนายก็ไม่ตายหรอก”

                เด็กหนุ่มคนน้องพยายามดึงมือพี่ชายออก น้ำตาเริ่มคลอจนตาพร่ามัว

                “อึ่ก... ปล่อย...”

                ถามกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้กำลัง แม็กซ์นึกเคืองนิดๆ

                “ฮือ... ปะ... ปล่อย... ก่อน... สิ”

                คนถูกถามส่งเสียงพูดอย่างยากลำบาก

                เกรย์ยอมคลายมือออกจากลำคอน้องชาย แม็กซ์หอบหายใจและไอเหมือนสำลักอากาศตามความเคยชินเดิมของร่างกาย ทว่าไม่ทันที่ลมหายใจจะกลับคืนสู่ปกติ ร่างสูงเบื้องบนก็ก้มลงบดเบียดริมฝีปากอย่างบ้าคลั่ง

                “อือ...”

                แม็กซ์ประท้วงเบาๆ ในตอนแรก แต่แล้วก็ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงความหวานจากริมฝีปากไปจนหนำใจ

                หลังรสจูบที่ราวกับหิวกระหาย เกรย์ถอนริมฝีปาก ลูบใบหน้าอีกฝ่ายอย่างโหยหา พลางส่งสายตาแฝงความหงุดหงิดระคนเจ็บปวด

                “ใคร...”

                แม็กซ์ถามกลับไปเสียงแผ่ว บางทีเขาอาจติดใจการกระทำร้อนแรงแบบนี้ของเกรย์ก็ได้... ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

                “ซีฟรี”

                คำตอบด้วยเสียงเครียดทำเอาคนฟังคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

                ทำไมถึงดีใจอยู่ลึกๆ นะ?

                แต่แล้วใบหน้าสวยก็รีบปรับสีหน้าสลดลงเล็กน้อย ก่อนทำหัวหดเล่าเรื่องด้วยเสียงเครือ

                “ตอนที่นายทิ้งฉันกลับบ้าน... พี่ซีใจดีมาก มาเยี่ยมแทนจักรพรรดินีบ่อยๆ เล่านู่นเล่านี่ให้ฟัง ทำให้ฉันหายเหงา แถมยังยอมให้ฉันเป็นน้องชายอีกคน ฉันเลยเรียกเขาว่าพี่ซี...”

                แม็กซ์ทำท่าจะเล่าต่ออีกยาว ทว่าโดนกำปั้นของเกรย์ทุบลงข้างศีรษะเสียก่อน เด็กหนุ่มจึงต้องหยุดไว้เพียงแค่นั้น เขามองพี่ชายด้วยสายตางงๆ บรรยากาศรอบตัวเกรย์เครียดขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

                พี่ซีเรอะ?... ทีกับเขายังไม่เคยเรียกคำว่า “พี่” เลย

                “เกรย์? เป็นอะไรรึเปล่า...”

                แม็กซ์ถามตาใสซื่อ ทั้งที่เขาพอจะเดาได้อยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร และเขาก็กำลังสนุกกับท่าทางกระฟัดกระเฟียดของอีกฝ่ายเสียด้วยสิ

                เปลี่ยนใจดีกว่า... คืนนี้ชักอยากถูกทำร้ายซะแล้วสิ ขอโทษนะเกรย์... แต่นายนั่นแหละที่ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้

                “นี่ เวลาพี่ซีทำน้ำแข็ง ปลายนิ้วจะเป็นสีเงิน เท่ไปเลย แต่ถึงพี่ซีจะไม่ทำน้ำแข็ง นิ้วพี่ซีก็เย็นมากๆ เลยล่ะ”

                “หุบปากซะ”

                เกรย์ตะคอกใส่ เขารู้สึกหมั่นไส้รอยยิ้มมีความสุขขณะเล่าเรื่องพี่ชายอื่นของคนตรงหน้า

                “อะไรของนายน่ะเกรย์... พี่ซีเขาเป็นคนดี...”

                ร่างเบื้องบนไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ เขาจู่โจมด้วยจูบอย่างคลุ้มคลั่ง ก่อนทึ้งเสื้อนอนของคนตัวเล็กกว่า แม็กซ์พยายามผลักไสอีกฝ่ายออก เขารู้สึกถึงการกระทำที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่า... ที่เด็กหนุ่มขัดขืนไม่ใช่เพราะต่อต้าน แต่เขากำลังยั่วอยู่ต่างหากล่ะ

                ทำไมเขาจะสัมผัสไม่ได้... บาดแผลของเกรย์ บาดแผลที่เขาจงใจกรีดช้าๆ ต่อหน้าต่อตา

                เอาสิเกรย์... ยิ่งนายทำรุนแรงกับร่างกายฉันเท่าไหร่ แสดงว่าจิตใจของนายกำลังเจ็บปวดมากเท่านั้น

                แม็กซ์ส่งเสียงครางไม่หยุด เมื่อร่างกายถูกอีกฝ่ายทั้งเบียดทั้งกระแทกเข้ามาจนถึงส่วนที่ลึกสุด แม้การเสียดสีอย่างไม่ปรานี และการขบกัดตามผิวกายจนเกิดรอยช้ำ จะเรียกน้ำตาจนชุ่มใบหน้า แต่ขณะกอดก่ายคนที่กำลังทำร้ายอยู่นั้น แม็กซ์แอบเผยรอยยิ้มอย่างสะใจท่ามกลางความมืด

                แสบๆ คันๆ ใช่มั้ยล่ะพี่ชาย... ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนฉลาดแถมช่ำชองอย่างนาย จะไม่รู้จักอารมณ์ที่เรียกว่า... หึง

                บางทีหมอนี่อาจยังไม่รู้ตัว... หรืออาจรู้แล้ว? แต่ปฏิเสธอยู่

                ดีล่ะ ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับ ฉันจะปั่นหัวนายเล่นแบบนี้แหละ ถึงจะเจ็บตัวแต่ก็สนุกเป็นบ้าเลย

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 22 Apr 2009 01:11:02 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 23:59:34 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ว้าว ดีใจจังเลยนึกว่าคุณhimaจะไม่ลงฟิคอีกแล้วซะอีก^^
ชอบฟิคคุณhimaมากเลยค่ะ สนุกมากๆเลย
แล้วจะลงเรื่องอื่นต่อด้วยไหมอ่ะคะ? อยากอ่านอ่าเน้


เอ่อแม็กซ์...นาย นี่มันยั่วกันชัดๆเลยนี่นา
'ถึงจะเจ็บตัวแต่ก็สนุกเป็นบ้าเลย '
โอ้โห...พูดซะเซ็กซี่เชียว ติดใจลีลาพี่ชายก็บอกมาเต๊อะ ฮ่าๆ

#1 By quark (124.121.143.246) on 2009-04-25 23:11

โว้วววววว
.............
เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเลย
เราคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เห็นหิมะมาอัพอีกแล้วอ่า
คิดว่าหิมะจะหายไปแล้ว
ฮือออTvTดีใจแบบน้ำตาจะไหลเลยย
จิงๆน้า^^
เราชอบฟิคทุกเรื่องของหิมะเลย
ชอบมากๆๆๆ

อยากให้อัพทุกเรื่องเลย
โดยเฉพาะลิขิตรักต่างมิติ
เราชอบสุดๆๆๆๆ


so happy ^___^

#2 By sere (125.27.170.148) on 2009-04-25 23:43

#3 By - - - (118.174.186.14) on 2009-04-28 20:31

นึกว่าจะไม่ได้อ่านเรื่องรี้อีกแล้วอ่ะ

ดีจายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

สนุกมากๆเลย
น่ารักสุดยอดแม็กซ์
สมกับการรอคอยมากๆเลยจ่ะbig smile

#4 By - - -Death Note- - - (118.174.186.14) on 2009-04-28 20:34

สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
>O<

แม็กซ์ตัวแสบ
แกล้งได้สุดๆจิงๆ
555

เกรย์ก้อน้า..หึงน่าร้ากกกกก
>//<


รอตอนต่อไปค่า
^^

#5 By moonlight on 2009-05-02 22:12

รอเรื่องนี้มานานมากมาย จนแอบลืมตอนที่แล้วไปแล้วอ่ะ 555+

เกรย์ยังโหดเหมือนเดิม เราชอบเกรย์เป็นเมะ อิอิ

แม็กซ์ก้อกวนดีเหลือเกิ๊นนนน ชอบๆๆ 555+

#6 By Fiorena (125.24.204.93) on 2009-05-03 04:22

แหม..แม็กซ์กลับมาคราวนี้ร้ายขึ้นเยอะนะ รู้จักยั่วด้วยแถมแอบซาดิสม์อีก ติดใจความรุนแรงจากเกรย์เหรอจ๊ะ
แต่ชอบมากตรงที่บอกว่าที่ร้องไห้บ่อยๆเพราะเป็นมารยาเด็กน่ะ ขำมาก คิดได้ไงเนี่ย แถมไปว่าเกรย์ว่าตอแหลอีก
สมกับเป็นเด็กปีศาจจริงๆ
แล้วอย่าลืมปั่นหัวเกรย์บ่อยๆนะ เพราะแม็กซ์เจ็บตัวแต่ก็สนุก ส่วนเราก็สนุกแล้วชอบดูแม็กซ์เจ็บตัวน่ะ(แอบหื่นได้อีก..อิอิ)แล้วมาอัพอีกนะจ๊ะ

#7 By pookie (114.128.115.69) on 2009-05-04 01:38

แวะมาเมนต์ที่นี่เพิ่มให้ด้วย

หิมะอ่า หายไปนาน คิดถึงนะ รู้ป่ะ
แวะเข้ามาที่นี่บ่อยๆ เพิ่งจะมีหลังสงกรานต์นี่แหละ ที่ยุ่งๆ ไม่ได้มา จนมีคนมาแจ้งข่าว

แม็กซ์ร้ายยยยยยยยยย แต่สะใจเป็นบ้าเลย
เอาให้เกรย์คลั่งไปเลย จะได้รู้สึกซะบ้าง

แต่ชอบตอนที่จ้องตาจนไฟสปาร์กกันดุเดือดอ่ะ

#8 By Rachel (125.24.174.130) on 2009-05-04 09:01

ได้อ่านต่อแล้ว >///< เสิชไปเสิชมาเจอพอดีเลยค่ะ ครั้งสุดท้ายที่อ่านมันปีไหนหนอ..

เหมือนแม็กซ์กวนขึ้นเยอะเลย ชอบตอนที่เถียงกันจัง นิสัยด้านมืดเริ่มเผย 555+ ไปหัดยั่วโมโหเกรย์แล้วหรอเนี่ยsad smile

#9 By Berzentyle~* on 2009-07-16 17:40