ลิขิตรักต่างมิติ [14]

posted on 02 May 2009 03:07 by i-am-hima  in fan-fiction

 

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                สาวน้อยปริศนาในชุดขาวปรากฏตัวในสวนกุหลาบอีกครั้ง คราวนี้เธอสวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูงมาอย่างดี ร่างระหงเดินลับๆ ล่อๆ หลบสายตาของคนในปราสาท ขณะเดียวกันรองเท้าที่ไม่เคยชินทำให้เธอต้องยกกระโปรงรุ่มร่ามขึ้นแล้วก้าวเดินอย่างทุลักทุเล
                 “อยู่นั่นเอง”
                 เป้าหมายของเธอคือเด็กหนุ่มในชุดสูงศักดิ์ ตรงหน้าเขาคือขาตั้งผืนผ้าใบสำหรับวาดภาพ ห่างออกไปไม่ไกล มีแมวตัวน้อยนั่งเชิดหน้าอยู่บนโต๊ะหินอ่อนสีขาว
                 “เมื่อยจะตายอยู่แล้ว”
                 “อย่าบ่นไปเลยน่า เจ้าชายอย่างฉันเลือกเป็นนายแบบวาดภาพเนี่ย ถือเป็นเกียรติกับตัวนายไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเชียวนะ”
                 “เป็นพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่สามารถมีลูกมีหลานสืบสกุลได้หรอกนะ”
                 “เงียบเถอะ เสียสมาธิหมด”
                 “เสียใจด้วยนะ แต่ตัวทำลายสมาธิของท่านมาอีกหนึ่งรายแล้ว”
                 พิชญะถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่ออีกฝ่ายรู้ตัวหันมามอง เขารีบถอยหลังแล้วหลบเข้าไปในพุ่มไม้ แต่ก็ไม่ทันเพราะร่างสูงใหญ่วิ่งเข้ามาหาแล้วดึงแขนเขาให้ออกมา
                 “เอ่อ... คือ...”
                 คนหนีอึกอักไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง
                 “ไม่เป็นไรใช่มั้ย... ที่เหยียบหนอน” ไมค์เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
                 ทันทีที่ได้ยินคำว่าหนอน พิชญะก็ถึงกับขนลุกซู่ แสดงท่าทางขยะแขยงแล้ววิ่งเข้าไปซุกในอ้อมกอด
                 “อี๋... ไม่เอาหนอน รีบเอาออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อึ๋ยยยย”
                 ไมค์เลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนระเบิดหัวเราะออกมา
                 “ข้าถามถึงหนอนเมื่อวันนั้น ตอนนี้ไม่มีซักหน่อย”
                 เมื่อพิชญะในร่างสาวน้อยได้สติ ก็ผละตัวเองออกมาจากอก ก้มหน้างุดอย่างเอียงอาย
                 ไมค์รู้สึกว่านั่นเป็นกิริยาที่น่ารักที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา 
                 “ดีล่ะ” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ส่งเสียงร่าเริงออกมา “ไหนๆ วันนี้ก็เจอเจ้าแล้ว ข้ามีเรื่องรบกวนนิดหน่อย พอจะช่วยข้าได้มั้ย”
                 สาวน้อยกระพริบตาปริบๆ นัยน์ตากลมโตใสซื่อของเธอทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
                 ไมค์ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงแขนสาวน้อยในชุดขาว พิชญะเซตามแรงดึงโดยไม่ทันตั้งตัว ขาที่ก้าวไปข้างหน้าเหยียบชายกระโปรงจนเสียหลัก
                 “เหวอออออ”
                 เด็กหนุ่มตัวต้นเหตุหันมามองและรีบประคองเรือนร่างบอบบางไว้ทันก่อนใบหน้าใสจะจูบพสุธาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
                 พิชญะตั้งหลักแล้วยืดตัวยืนตรงอีกครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ก็พบสายตาที่มองประสานมา
                 เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มได้มองดวงหน้านางในฝันระยะใกล้ ดวงตากลมโตคู่นี้รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะจมูกโด่ง ริมฝีปากอิ่มที่เห็นแล้วอดใจที่จะ...
                 “ขอประทานอภัยเพคะ”
                 สาวน้อยในอ้อมแขนหลบตาแล้วผละตัวออกขณะใบหน้าของอีกฝ่ายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
                 ไมค์ได้สติ คลายอ้อมแขนแล้วจูงร่างเพรียวบางมานั่งที่เก้าอี้สีขาว
                 ...บ้าจริง... เราเกือบเผลอจูบยัยนี่อีกแล้ว คราวก่อนก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน... เหมือนต้องมนตร์
                 นันท์ทำท่าจะเดินหนี แต่โดนมือใหญ่จับต้นคอไว้ แล้วโดนหิ้วไปวางไว้บนตักนิ่มๆ ของผู้มาใหม่
                 พิชญะทำตาโตด้วยความงงเล็กน้อย
                 “แมว?”
                 แต่แล้วก็คลี่รอยยิ้มออกมา ก่อนสำรวจเจ้าสัตว์เล็กๆ บนตักด้วยความตื่นเต้น
                 ลูกแมวสีดำดูเหมือนไม่ค่อยพอใจนัก แต่ไม่อาจแสดงปฏิกิริยาอะไรได้ มันทำหน้าเซ็งโลกสุดๆ เมื่อตัวเองถูกจับพลิกไปพลิกมาอย่างซุกซน
                 ...นึกว่าจะเลี้ยงเป็นแต่เสือซะอีก... พิชญะอมยิ้มด้วยความโล่งอก
                 “เราชอบสัตว์ตัวเล็กๆ แบบนี้ที่สุดเลย”
                 สาวน้อยชุดขาวยกเจ้าเหมียวขึ้นคลอเคลีย
                 ไมค์ขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเขากำลังเคืองคนตรงหน้า แต่นึกหมั่นไส้แมวน้อยในอุ้งมือที่ทำหน้าเคลิ้มกับแก้มนิ่มต่างหาก เขาดึงนันท์ออกจากเด็กสาว วางไว้บนตักเธออีกครั้ง ก่อนจัดเสื้อผ้าและท่าทางของอีกฝ่ายจนเป็นที่พอใจ
                 “ช่วยอยู่นิ่งๆ แบบนั้นซักพักใหญ่ๆ แล้วกันนะ”
                 เด็กหนุ่มหยิบแท่งถ่านขึ้นมาร่างบนผืนผ้าสีขาวนวลอย่างเอาแต่ใจ 
                 พิชญะจำใจพยักหน้าหงึกอย่างงุนงง
                 นี่สินะ... น้องชายในมุมที่เขาไม่รู้จัก ครั้งแรกที่เจอ ก็ขโมยจูบแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พอมาครั้งที่สองก็จับนั่งเป็นแบบวาดรูปโดยไม่บอกกล่าวอะไร
                 รัชทายาทหนุ่มทอดสายตามองน้องชาย... ดวงตาที่จดจ่อกับการวาดภาพคู่นั้น... เขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
                 ไมค์เงยหน้าขึ้นมองนางแบบแล้ววาดรายละเอียดบนใบหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
                 คราวที่แล้ว... เขาวาดภาพเธอจากความทรงจำเพียงไม่กี่นาทีที่ยังหลงเหลืออยู่ จึงไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ แต่คราวนี้ ไหนๆ ได้เจอตัวเป็นๆ อีกครั้งแล้ว เขาจะวาดออกมาให้เหมือนเป๊ะๆ เลยคอยดู
 
                 กว่าจะได้ภาพอย่างที่เด็กหนุ่มพอใจ แสงแดดก็เริ่มอ่อนลงจนฟ้าปกคลุมด้วยความมืด
                 “คือว่าเรา...”
                 พิชญะส่งเสียงออกมาในที่สุด เขาเงียบและทนนั่งตัวแข็งมาตลอดหลายชั่วโมงเพราะเกรงใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายสมาธิแน่วแน่ ขณะเดียวกันก็เพลิดเพลินกับการมองน้องชายใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกด้วยความปลาบปลื้ม
                 พวกเขาแทบไม่ได้พูดคุยกันเลย ตลอดเวลาที่วาดภาพนี้
                 “ใช้ได้แล้วล่ะ เหลือแก้อีกนิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่ไหว ตาลายแล้ว” ไมค์ชิงพูดขึ้นมาก่อน
                 “องค์ชายพิรัชต์พะย่ะค่ะ” เสียงมหาดเล็กแว่วมาแต่ไกล
                 พิชญะสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงผู้มาใหม่ ถ้าเขาเดาไม่ผิดล่ะก็...
                 ร่างในชุดขาวลุกจากเก้าอี้อย่างเงียบๆ แล้ววางลูกแมวที่หลับสบายบนตักอย่างเบามือ ก่อนใช้โอกาสตอนที่น้องชายหันไปมองต้นเสียงรีบเผ่นออกไปจากตรงนั้น
                 มหาดเล็กวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดตรงหน้า
                 “มีอะไรรึ”
                 “แฮ่ก... แฮ่ก... คือว่า ท่านจิระมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”
                 ไมค์เลิกคิ้วข้างหนึ่ง
                 “ท่านจิระ? มาคนเดียวรึ มีธุระอะไรกับข้าล่ะ”
                 ไม่ทันที่มหาดเล็กจะตอบคำถาม เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาหาด้วยอาการร้อนรน
                 “ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ ที่ขอเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”
                 “มีอะไรก็ว่ามา”
                 “กระหม่อมนึกว่าองค์รัชทายาทประทับอยู่ที่นี่ ก็เลย...”
                 “หืม? เสด็จพี่งั้นเหรอ ตั้งแต่เช้าข้ายังไม่เห็นเลย แล้วทำไมท่านถึงไม่อยู่กับพี่ข้าล่ะ เกิดมีอะไรไม่ดีขึ้นมา...”
                 “เรื่องนั้นกระหม่อมทราบดีพะย่ะค่ะ ถึงได้รีบออกตามหา”
                 “แล้วเสด็จพี่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
                 “กระหม่อมไม่ทราบแน่ชัดพะย่ะค่ะ เมื่อบ่ายองค์ชายพิชญะรับสั่งให้กระหม่อมเฝ้าหน้าห้องเพราะจะทรงดนตรี กระหม่อมเห็นว่าถ้าได้ยินเสียงเปียโนตลอดอยู่ในห้องก็แสดงว่าไม่มีปัญหาก็เลยชะล่าใจ หลังจากนั้นผ่านไปสองชั่วโมงกระหม่อมก็เริ่มเอะใจว่าทำไมเพลงถึงเล่นซ้ำไปซ้ำมา แถมยังไม่มีผิดเพี้ยน...”
                 “เสด็จพี่ของข้าเก่งดนตรี เล่นอะไรออกมาก็เพอร์เฟ็กต์ไปหมดแหละ” ไมค์เอ่ยชื่นชม ดวงตาเป็นประกายอย่างลืมตัว
                 “ก็จริงอยู่... แต่ไม่ใช่อย่างนั้นสิพะย่ะค่ะ องค์ชายไม่ได้ทรงดนตรีทุกวัน คงเป็นไปไม่ได้ที่เล่นสิบรอบก็จะเหมือนกันเปี๊ยบทั้งสิบรอบ”
                 อืม... ก็จริงแฮะ องครักษ์ผู้นี้หูดีใช้ได้ แต่ท่าทางจะเอะใจช้าไปหน่อยถึงได้เพิ่งออกตามหา เด็กหนุ่มคิด
                 “กระหม่อมจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป แต่ไม่พบองค์ชาย มีแต่เปียโนที่ถูกตั้งให้เล่นเพลงเอง กับหน้าต่างห้องที่เปิดค้างอยู่...”
                 “หมายความว่ามีคนลักพาตัวพี่ออกไปทางหน้าต่างงั้นรึ”
                 ไมค์หน้าซีดเผือดด้วยความวิตก
                 “หามิได้ กระหม่อมคิดว่าองค์ชายวางแผนหนีออกไปเองมากกว่าพะย่ะค่ะ”
                 “ทำไมล่ะ”
                 “เพราะก่อนเสวยพระกระยาหาร องค์ชายพิชญะบอกว่าจะมาหาพระองค์ตามลำพังแต่กระหม่อมคัดค้าน...” จิระเสียงอ่อยลงในท้ายประโยค
                 “บ้าชะมัด... ไม่ใช่ว่าเสด็จพี่ถูกใครทำร้ายระหว่างทางหรอกนะ”
                 ไมค์กำหมัดเน้น พยายามตั้งสติ
                 “บดินทร์... พาคนสำรวจทางจากวังหลวงมายังปราสาทข้าให้ทั่วว่ามีร่องรอยอะไรรึเปล่า ส่วนท่านจิระ พาข้าไปห้องดนตรีที”
                 “พะย่ะค่ะ”
                 เด็กหนุ่มหันหลังกลับไปยังโต๊ะและเก้าอี้หินอ่อน ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับเหลือเพียงลูกแมวสีดำที่กำลังบิดขี้เกียจหลังจากนอนหลับสบายบนตักนุ่มนิ่มของสาวน้อยจำแลงเกือบตลอดบ่าย
                 “อ้าว... หายไปแล้ว ยังไม่ทันได้ถามชื่อเลย” ไมค์พึมพำอย่างเสียดาย เมื่อหันมาเห็นสายตาฉงนสนเท่ห์ของอีกฝ่ายก็อธิบายไขความกระจ่าง “อ๋อ ผู้หญิงที่เป็นแบบวาดรูปให้ข้าน่ะ”
                 แบบวาดรูปงั้นเหรอ... หรือจะเป็นนางในฝันของเจ้าชายพิรัชต์?
                 จิระเกิดความอยากรู้ขึ้นมาทันใด เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรเสียเวลาในชั่วโมงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่บางทีนี่อาจเป็นโอกาสทองที่หาแทบไม่ได้ในการสืบเรื่องหญิงในดวงใจที่ผู้เป็นนายอยากรู้มาตลอด
                 ...แค่หนึ่งนาทีคงไม่เสียหายหรอกน่า...
                 “กระหม่อมขอประทานอนุญาตดูผลงานของพระองค์ได้ไหมพะย่ะค่ะ”
                 ไมค์มองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ
                 “อืม... ได้สิ”
                 จิระเดินเข้าไปดูภาพวาดฝีพระหัตถ์ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
                 ...ชัดเจนเลย... คงไม่ต้องหาตัวให้เสียเวลาแล้วกระมัง
                 “มีอะไรท่านจิระ ท่านรู้จักคนในรูปงั้นเหรอ”
                 “เอ่อ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะ”
                 “โธ่... กำลังคิดว่าจะให้ช่วยสืบหาให้ซะหน่อย”
                 “กระหม่อมคิดออกแล้วพะย่ะค่ะ ว่าองค์ชายพิชญะน่าจะเสด็จไปไหน งั้นกระหม่อมขอตัวไปทำหน้าที่ก่อน ทูลลา”
                 พูดจบก็รีบบึ่งออกไปจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้เด็กหนุ่มยืนมองส่งอย่างงงๆ


                 เสียงประตูเปิดทำเอาองค์ชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรนิธิไพศาลถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขาลนลานลุกจากเก้าอี้ที่ใช้นั่งถอดถุงน่องรองเท้า หันรีหันขวางแล้วตั้งท่าจะคลานหลบผู้ที่กำลังเดินเข้ามา
                 “นึกแล้วว่าต้องอยู่ที่นี่... องค์ชายพิชญะ”
                 เสียงที่คุ้นหูทำให้ร่างในชุดฟูฟ่องสีขาวถึงกับเบ้ปาก
                 “แล้วนั่นอะไรพะย่ะค่ะ งานอดิเรกของพระองค์รึ ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้องค์ชายรัชทายาทของอาณาจักรมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนชอบแต่งหญิงไปอ่อยพระอนุชา”
                 “ไม่ใช่ซักหน่อย” พิชญะหันไปแหวใส่
                 “อย่าเพิ่งกริ้วสิพะย่ะค่ะ ตอนนี้กระหม่อมรู้แล้วว่านางในฝันขององค์ชายพิรัชต์คือใคร”
                 ได้ยินดังนั้นรัชทายาทหนุ่มก็ตาเป็นประกาย ปราดเข้าไปเกาะแขนองครักษ์อย่างประจบประแจง
                 “จริงเหรอ ใครกัน บอกเรามาที”
                 เฮ้อ... แบบนี้สินะ องค์ชายพิรัชต์ถึงได้หลงขนาดเอาไปวาดภาพ
                 “ก็คนนั้นไงพะย่ะค่ะ”
                 พูดพลางชี้ไปทางกระจกที่ตั้งอยู่ไม่ไกล พิชญะมองตาม กระพริบตาปริบๆ อย่างงงงวย เพราะภาพที่เห็นคือรูปวาดที่อยู่ลิบๆ ของราชินีแห่งอาณาจักรบนฝาผนังผู้เป็นเจ้าของห้องนี้
                 “เสด็จแม่งั้นเหรอ?”
                 “เข้าไปทอดพระเนตรใกล้ๆ สิพะย่ะค่ะ”
                 พิชญะทำตาม เขาเพ่งมองกระจกอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเบิกตาโพลงเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองอยู่ในสภาพเช่นใด
                 “ยะ... อย่าบอกนะว่า...”
                 “ใช่เลยพะย่ะค่ะ”
                 รัชทายาทหนุ่มในชุดกระโปรงฟูฟ่องถึงกับทรุดฮวบลงกองกับพื้น บรรยากาศรอบตัวที่ว่ามืดลงแล้วกลับมืดมนยิ่งกว่าเดิม 
                 “นะ... นี่หมายความว่า...”
                 “องค์ชายพิรัชต์หลงรักพระองค์ ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหญิงพะย่ะค่ะ”
                 ขุดหลุมฝังตัวเอง... เป็นคำพูดเดียวที่พิชญะคิดออกในเวลานี้ เขานั่งกุมหัวด้วยความอึ้ง
                 ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา ไหล่บางใต้แขนเสื้อทรงตุ๊กตาก็สั่นระริก พร้อมกับบรรยากาศแปลกๆ ที่แม้แต่องครักษ์ผู้ติดตามมาตลอดก็มิอาจคาดเดาอาการนั้นได้
                 หึหึหึ... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...
                 “ท่านจิระ... เราคิดออกแล้ว”
                 “อะไรรึพะย่ะค่ะ”
                 “วิธีขัดขวางการแต่งงานของพิรัชต์”
                 องครักษ์หนุ่มกระพริบตาปริบๆ ดูจากอาการของผู้เป็นนายแล้ว...
                 อย่าว่าแต่องค์ชายพิรัชต์ผู้เป็นน้องเลย นับวันอาการของคนพี่ก็ชักจะเพี้ยนขึ้นทุกที
 


                 รุ่งเช้า กอล์ฟถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นหอมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่โชยเข้ามาในห้อง เขาพบว่าตัวเองใส่ชุดนอนห่มผ้าเรียบร้อย แม้ความเจ็บปวดภายในร่างกายและความอ่อนเพลียยังคงหลงเหลืออยู่ แต่สภาพของเขาในตอนนี้ ยังพอทำให้เชื่อขึ้นมาได้นิดหน่อยว่า เหตุการณ์เลวร้ายเมื่อคืนคงเป็นแค่ฝัน
                 “ตื่นแล้วเหรอ”
                 เสียงทักที่คุ้นหูดังขึ้นทันทีที่เขาเปิดประตูออกไป ร่างสูงใหญ่ในชุดเตรียมออกจากบ้านก็รีบเดินเข้ามาประคอง ทว่าเด็กหนุ่มถอยหนีด้วยแววตาตื่นกลัวก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตัว
                 พิรัชต์เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว แล้วเอื้อมมือมากระชากแขนอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้
                 “จะรังเกียจอะไรนักหนา คนอุตส่าห์เข้ามาช่วย”
                 เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองค้อนอย่างคั่งแค้น
                 “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ”
                 ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มเหี้ยมตอบกลับมา
                 “น้ำหน้าอย่างนายไม่มีสิทธิมาพูดอย่างนั้นหรอกนะ เพราะเมื่อคืนนายเป็นคนยั่วให้ฉันแตะต้องตัวนายเอง...”
                 “ไอ้บ้า ฉันทำแบบนั้นเมื่อไหร่กัน ปล่อยฉันนะ”
                 กอล์ฟขืนตัวให้ออกจากวงแขนที่โอบรอบตัวเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนยิ่งดิ้นก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายยิ้มอย่างพอใจยิ่งขึ้น
                 “เลือกเอานะ ว่าจะยอมให้ฉันอุ้มไปที่โต๊ะอาหารดีๆ หรือว่าจะดิ้นอยู่อย่างนี้ยั่วให้ฉันปล้ำนายอีกรอบ”
                 ได้ผล... เด็กหนุ่มหยุดชะงัก ใบหน้าซีดเผือด... ไอ้หมอนี่มันบ้ากามชัดๆ
                 ร่างสูงกว่าอุ้มคนในชุดนอนไปยังโต๊ะอาหาร แล้ววางลงบนเก้าอี้ตรงหน้าชามบะหมี่อย่างเบามือ
                 กอล์ฟถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะยังระแวงอยู่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรเขาต่อ แต่เมื่อเห็นร่างสูงทรุดตัวลงนั่งหน้าบะหมี่อีกชามตรงข้ามเขา ความสนใจจึงมาอยู่ที่อาหารร้อนๆ ที่ยั่วน้ำลาย
                 แม้จะเป็นอาหารแบบเมนูกันตาย แต่ท้องอันว่างเปล่าเจ้ากรรมก็ร้องโครกครากออกมาเสียงดังน่าอายไม่น้อย
                 พิรัชต์หยิบซ้อมขึ้นพันเส้นบะหมี่ในชามตรงหน้าเข้าปากเหมือนไม่ใส่ใจคนที่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงหน้า กอล์ฟมองภาพนั้นแล้วมองชามของตนเองพลางกลืนน้ำลายอย่างโหยหิว
                 แต่ด้วยทิฐิ ทำให้เขาไม่อาจแตะต้องของในชามได้อย่างสะดวกใจ
                 หลังจากพิรัชต์จัดการกับส่วนของตนเองจนหมดเกลี้ยง เขาก็จ้องเขม็งไปยังสภาพซึมเซาของคนที่นั่งตรงข้ามอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งแข็งเป็นรูปปั้น มือใหญ่ก็หยิบซ้อมขึ้นมาตักเส้นบะหมี่อืดๆ 
                 คงไม่อิ่มสินะ เลยจะแย่งส่วนของเขาไปกินต่อ... กอล์ฟคิดอย่างน้อยอกน้อยใจ
                 ทว่าผิดคาด เส้นบะหมี่เย็นชืดกลับมาจ่ออยู่ที่ปากของเขา
                 “เอ้า กินซะ เดี๋ยวก็อดตายกันพอดี”
                 “...”
                 พิรัชต์ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
                 “อย่าเล่นตัวหน่อยเลยน่า ฉันอุตส่าห์ลดตัวป้อนนายเชียวนะ”
                 เด็กหนุ่มยังคงนิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
                 ร่างสูงกระแทกส้อมลงในชามเสียงดังจนอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้ง มือใหญ่ฉุดต้นแขนอีกฝ่ายแล้วลากออกจากเก้าอี้
                 กอล์ฟพยายามบิดแขนออกจากพันธนาการ แต่ก่อนจะดิ้นหลุดก็ถูกเหวี่ยงลงไปนอนบนโซฟาที่อยู่ไม่ไกลเสียแล้ว
                 เขากระถดกายเมื่ออีกฝ่ายโน้มหน้าลงมา แล้วกดไหล่ของเขาติดพนักโซฟา
                 “เลือกเอา... จะโดนปล้ำ หรือจะกิน”
                 “เลือกๆๆๆ !!!” กอล์ฟปริปากตะโกนอย่างสุดทน “อะไรก็ให้ฉันเลือก ยัดเยียดแต่สิ่งที่บังคับจิตใจฉัน เคยถามมั้ยว่าฉันอยากได้อะไร”
                 “ไม่จำเป็นต้องถามนี่... เพราะตราบใดที่อยู่ในบ้าน นายคือทาส ฉันอุตส่าห์มีตัวเลือกให้ก็นับว่าปรานีแค่ไหนแล้ว”
                 เด็กหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเหลืออด ร่างกายบอบช้ำสั่นระริกด้วยความโกรธ คำพูดอวดดีแบบนี้... นับวันชักจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของหมอนี่เข้าไปทุกที
                 ทันใดนั้น
                 โครกกกกก...
                 ภายในท้องเกิดเสียงคำรามลั่น
                 พิรัชต์ยักไหล่ หัวเราะหึอย่างเย้ยหยัน ปล่อยมือจากอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ก่อนมองด้วยสายตากวนประสาท แล้วเดินเข้าห้องไป
                 กอล์ฟกำหมัดแน่น... อยากจะดื้อ แต่ร่างกายไม่เป็นใจ
                 ตอนนี้เขาหิวมาก... ยิ่งกลิ่นบะหมี่เย็นชืดยังโชยคลุ้งอยู่ภายในห้อง ยิ่งทำให้เขาต้องยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ตั้งแต่องค์ชายบ้านี่เข้ามาอยู่ชายคาเดียวกัน
                 ร่างไร้เรี่ยวแรงประคองตัวเองไปยังโต๊ะอาหาร ก่อนจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างพะอืดพะอม


                 ทั้งที่ร่างกายปวดร้าวราวกับแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจออกไปทำงานตามปกติ
                 ก่อนอื่น... ต้องอยู่นอกบ้านให้นานที่สุด
                 “ถ้าไม่สบายก็กลับไปนอนบ้านได้นะกอล์ฟ วันนี้ไม่มีคิวงานซีเรียสเท่าไหร่” ทีมงานเสนอด้วยความเป็นห่วง เพราะดูจากสภาพนักร้องหนุ่มในวันนี้ ท่าทางจะไม่ไหวจริงๆ
                 “ไม่เป็นไร งั้นกอล์ฟไปซ้อมเต้นก่อนนะครับ”
                 เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องโดยมีน้องชายเดินตามติดเหมือนเงาตามตัว
                 “ไมค์ ดูแลพี่ด้วยนะ”
                 พิรัชต์หันไปมองเจ้าของเสียงด้วยสายตาเย็นชา
                 “ทำอยู่แล้ว ไม่ต้องมาบอกหรอก”
                 หลังจากทั้งคู่ลับตา ทีมงานก็หันไปกระซิบกระซิบกระซาบกันทันที
                 “รายนี้ก็เหมือนกัน ระยะหลังดูแปลกๆ เหมือนคนละคนยังไงไม่รู้”


                 หลังจากซ้อมเต้นมานานหนึ่งชั่วโมง...
                 “ไมค์ดีขึ้นจากหลายวันก่อนมากเลยนะ สงสัยจะหายเพี้ยนแล้ว” ครูฝึกเอ่ยชม ขณะที่เจ้าตัวเดินออกจากห้องซ้อมอย่างไม่สนใจ “แต่นาย... วันนี้เป็นอะไร ดูไม่มีสมาธิเลย แถมยังเคลื่อนไหวแปลกๆ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า”
                 กอล์ฟซึ่งนั่งหมดสภาพอยู่ตรงนั้นถึงกับหน้าซีดเมื่อโดนถาม
                 “ปะ... เปล่าครับ คงนอนดึกเลยเพลียๆ”
                 “ได้ของเล่นใหม่ล่ะสิ คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
                 กอล์ฟหัวเราะแหะ เขาอยากล้มตัวลงนอนกับพื้นทั้งอย่างนี้ แต่ขืนทำแบบนั้น มีหวังต้องหลับจริงแน่
                 ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างสูงที่เพิ่งเดินออกไปกลับเข้ามาพร้อมน้ำผลไม้
                 “เอ้า... จะได้สดชื่น”
                 พิรัชต์ยื่นของในมือให้พี่ชาย ขณะที่อีกฝ่ายหันไปมองด้วยสายตาสะกดกลั้นความโกรธอย่างสุดความสามารถ
                 “ของฉันล่ะ” ครูฝึกทวงถาม
                 “อยู่ข้างนอก ไปกดเอง” พิรัชต์ตอบห้วนๆ
                 “ให้มันได้อย่างนี้สิ พอเริ่มหายบ้า ก็กลับมาเอาใจแต่พี่ชายเหมือนเก่า”
                 ชายหนุ่มเอาผ้าขนหนูที่พาดคอออกมาสะบัดใส่คนน้องด้วยความหมั่นไส้ก่อนเดินออกไปพักผ่อนข้างนอก
                 ใครว่าเริ่มหายบ้า... หมอนี่กำลังเริ่มปรับตัวได้ต่างหาก คนที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่ไมค์เลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าเป็นไมค์คงจะไม่ทำกับเขาแบบนี้... ถึงรายนั้นจะฉวยโอกาสกับเขานิดๆ หน่อยๆ แต่ก็เฝ้าทะนุถนอมเขาทุกวิถีทาง...
                 กอล์ฟเมินหน้าไปทางอื่นอย่างขุ่นเคือง
                 “ไม่เอาน่า... ฉันอุตส่าห์ทำทุกอย่างให้แนบเนียนที่สุดอย่างที่นายสั่งแล้วนะ แต่นายนั่นแหละตัวทำพิรุธ”
                 ที่ทำดีกับฉัน เพราะทำตามที่สั่งสินะ... จู่ๆ เด็กหนุ่มก็นึกน้อยใจขึ้นมา
                 กอล์ฟถอนหายใจก่อนเอื้อมมือไปรับน้ำผลไม้อย่างเสียมิได้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ส่งมาให้
                 “อะไรอีกล่ะ”
                 เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว หันไปมองค้อน แต่พบสายตาอ่อนโยนที่มองกลับมา
                 “ฉันป้อนให้นะ”
                 ...ไมค์...
                 แวบหนึ่งเขาเผลอคิดว่าอีกฝ่ายคือไมค์คนเดิม
                 จะบ้าเหรอ... เป็นไปได้ยังไง หมอนี่ก็แค่แสดงเท่านั้น
                 “ไม่ต้อง ฉันกินเองได้” พูดจบก็ฉวยน้ำผลไม้ในมืออีกฝ่ายมาดูด
                 พิรัชต์นั่งมองอีกฝ่ายอย่างใจเย็น ถึงสีหน้าท่าทางจะเย็นชาและบึ้งตึง แต่ความอ่อนหวานบนใบหน้ากลับยิ่งฉายชัดจนยากที่จะหันไปมองทางอื่น
                 “มองอะไร”
                 กอล์ฟหันไปมองค้อนอย่างระแวง
                 บ้าจริง... หมอนี่หน้าเหมือนพระเชษฐาของเขาแท้ๆ ทำไมถึงได้เผลอชื่นชม
                 “เปล่า... แค่คิดว่านายอยากได้อะไรอีกมั้ย”
                 “ไม่ต้องแกล้งทำดีกับฉันหรอก จะอ้วก”
                 “ไม่ได้แกล้ง... ฉันก็แค่ทำหน้าที่ อย่าลืมสิ พออยู่นอกบ้านฉันก็เป็นทาสนายไง”
                 คราวนี้กอล์ฟทำตาโตอย่างประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดว่าง่ายออกมาจากปากคนในร่างน้องชาย
                 “นายดูเพลียๆ นะ หน้าซีดมากด้วย ไปนอนพักซักหน่อยมั้ย เดี๋ยวฉันอุ้มไปส่ง”
                 “เฮ้ยยยยย... ไม่ต้องเลย อย่ามายุ่งกับฉัน ขอฉันอยู่อย่างสงบนอกบ้านไม่ได้รึไง”
                 เด็กหนุ่มรีบกระถดกายหนีก่อนที่อีกฝ่ายจะถึงเนื้อถึงตัว
                 “คงไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นทาสนาย ต้องคอยเอาใจนายสิ” พูดจบก็ยื่นมือไปบีบนวดให้อย่างประจบประแจง
                 เด็กหนุ่มรีบสะบัดตัวหนี
                 ...ไอ้องค์ชายนี่ มาไม้ไหนนะ บทจะโหดก็โหดจนเรียกได้ว่าอำมหิต แต่บทจะเชื่องก็ตามติดแจ แถมยังทำอะไรเลี่ยนๆ แปลกๆ เหมือนไมค์ไม่มีผิด...
                 เหมือนไมค์เหรอ?
                 จู่ๆ ภาพในอดีตก็ผุดขึ้นมาในหัว
                 ...ไม่ไหวแล้ว... ไม่ว่าจะไมค์ หรือหมอนี่ ทุกคนต่างก็ทำกับเขาเหมือนเป็นผู้หญิง
                 นั่นสิ... หลายปีที่ผ่านมาเขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมไมค์ถึงรักเขาแบบนั้นได้ และในตอนนี้ทำไมเจ้าชายบ้านี่ถึงได้ล่วงเกินเขาแบบนั้น
                 เราเหมือนผู้หญิงมากนักเหรอ? กอล์ฟคิดพลางเงยหน้ามองฝาผนังซึ่งเป็นกระจกเงาบานใหญ่
                 “พอที งั้นฉันขอสั่งให้นายอย่าเข้ามาใกล้ฉันเกินร้อยเมตร ยกเว้นเวลาซ้อมเต้น” พูดจบก็ลุกพรวดออกจากห้องไป
 

                 “โธ่เว้ย... ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้ด้วย”
                 กอล์ฟเตะถังขยะดังโครม เขาเดินออกจากบริษัทมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ในหัวตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว แค่ต้องการสถานที่สงบสติอารมณ์เท่านั้น กว่าจะรู้ตัวขาก็พาเขามาถึงตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งละแวกนั้น
                 “เฮ้ย... ไอ้บ้าที่ไหนมาก่อกวนแถวนี้วะ”
                 วัยรุ่นสามสี่คนโผล่มาจากไหนไม่รู้ ดูเหมือนพวกเขาสุมหัวกันที่นี่ตั้งแต่ก่อนกอล์ฟเดินเข้ามา
                 “ไหนเอ็งว่าวันนี้พ่อไม่ตรวจไง” หนึ่งในนั้นพูดพลางตบหัวเพื่อน
                 แต่ละคนในกลุ่มแต่งกายโทรมๆ เนื้อตัวดูมอมแมม ไม่น่าเข้าใกล้
                 “พ่อเมิงที่ไหน หัดแหกตาดูซะมั่ง”
                 “โอ้โหแฮะ... ดูซิว่าวันนี้ใครมาเยี่ยมเรา”
                 วัยรุ่นคนตัวโตสุดแสยะยิ้ม พลางย่างสามขุมเข้ามาใกล้ กอล์ฟถอยหลังหนีเพราะกลิ่นตัวแรงที่โชยมา บวกกับอากัปกิริยาที่ไม่ประสงค์ดี
                 คนพวกนี้... สงสัยจะติดยา
                 “อย่าเข้ามานะ”
                 ทันใดนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็หัวเราะเสียงดังลั่น
                 “เฮ้ยพวกเรา... ไม่อยากจะเชื่อเลยเว้ย ไอ้นี่มัน... ดารานี่หว่า ข้าเหมือนเคยเห็นหน้าทางทีวี มันชื่ออะไรน้า...” พูดพลางคว้าตัวกอล์ฟไปล็อคคอ
                 “ไอ้นั่นไงลูกพี่... ที่มันหน้าเหมือนตุ๊ดกันทั้งพี่ทั้งน้อง”
                 คนถูกพูดถึงกำหมัดแน่น เขามาที่นี่ด้วยความโมโหอยู่แล้ว ยังมาเจอไอ้พวกกวนเมืองนี่เติมเชื้อไฟอีก
                 “ไหนดูซิ... เออ... มันหน้าเหมือนผู้หญิงจริงๆ ด้วยว่ะ สวยขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้ชายข้าก็เอาวะ” พูดจบก็ระเบิดหัวเราะอีกชุดใหญ่
                 กอล์ฟชักหมดความอดทน เงื้อศอกขึ้นแล้วกระทุ้งไปบนหน้าท้องอีกฝ่ายเต็มแรง
                 “โอ๊ย”
                 แขนที่รัดรอบคอเขาคลายออกด้วยความเจ็บ ร่างสูงใหญ่ทรุดกายลง ขณะที่พวกพ้องเตรียมตั้งรับการต่อสู้ทำให้บรรยากาศเครียดขึ้นมาทันที
                 “หลีกไป” เด็กหนุ่มออกคำสั่ง ทว่าไม่มีใครยอมเปิดทางให้
                 คนตัวใหญ่ลุกขึ้นมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ทำให้กอล์ฟตกอยู่ในวงล้อมของคนกลุ่มนั้นโดยสมบูรณ์
                 “จริงสิ... พวกดารานี่มีเงินเยอะใช่มั้ยล่ะ... ขอซักหมื่นสองหมื่นเป็นค่าผ่านทางได้รึเปล่า... คนสวย...”
                 “จะบ้าเรอะ ฉันพกเงินซะที่ไหน ถ้ามีอย่างมากก็...” พูดพลางล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบธนบัตรสีเขียวออกมา “ยี่สิบบาท”
                 กลุ่มอันธพาลหัวเราะเสียงดังครู่หนึ่ง แล้วกลับมาเครียดเหมือนเก่า
                 “อะไรกัน... ขายซีดีได้เป็นล้าน พกเงินยี่สิบบาท ไม่กลัวคนหาว่ากระจอกหรือครับ”
                 เสียงนั้นแสดงถึงการเสียดสีและดูถูกอย่างชัดเจน
                 “ปกติคนอื่นจ่ายให้อยู่แล้ว จะต้องพกมากมายทำไม” เด็กหนุ่มเถียง
                 “เข้าใจแล้ว... ยี่สิบบาทก็ยี่สิบบาท... แต่ถ้าได้ชิมรสเด็ดของดารา บางทีอาจคุ้มค่ากว่าเงินล่ะมั้ง”
                 ทั้งสี่เดินมุ่งเข้ามาหาเหยื่ออันโอชะ 
                 “จะบ้าเรอะ ฉันเป็นผู้ชายนะเฟ้ย” กอล์ฟตะโกนสุดเสียงด้วยความอัดอั้น
                 ...ผู้ชายบนโลกนี้มันเป็นอะไรกันหมด...
                 “ผู้ชายแล้วไงฟะ เฮ้ย ไอ้เตี้ย... เดี๋ยวกูก่อน มึงเตรียมถ่ายคลิปไว้ได้เลย ทีนี้อย่าว่าแต่หมื่นสองหมื่นเลยเว้ย เรียกมันซักสิบล้านยังได้” ลูกพี่ตัวใหญ่สุดพูดพลางโยนมือถือให้หนึ่งในลูกน้อง ส่วนคนที่เหลือตรงเข้ามาล็อคแขนเด็กหนุ่มไว้
                 “เฮ้ย”
                 กอล์ฟสะบัดตัวหนี ตอนนี้เขาเริ่มสติแตกเข้าไปทุกที
                 ...ไม่ว่าหน้าไหน ต่างก็ทำแบบนี้กับเขา... มันจะมากเกินไปแล้ว
                 “ทนไม่ไหวแล้วโว้ยยยยย”
                 เด็กหนุ่มตะโกนสุดเสียง พร้อมกับรังสีอำมหิตที่พวยพุ่งออกมามหาศาล


                 พิรัชต์เดินตามหาพี่ชายกำมะลอไปทั่วหลังจากพ้นเวลาพักมาเกือบครึ่งชั่วโมงแต่อีกฝ่ายยังไม่ปรากฏตัว
                 ...เราไม่ได้เป็นห่วงหมอนั่นซักหน่อย แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำต่างหาก เรียกหมอนั่นกลับมาซ้อมตามปกติ จะได้รีบกลับบ้าน จะได้ถึงเวลาพลิกบทบาทเป็นเจ้านาย ทรมานหมอนั่นต่อไป...
                 เขาพยายามให้เหตุผลกับตัวเอง ขณะเดียวกันกลับหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งตามหาทั่วบริษัทไม่เจอ ยิ่งรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
                 ร่างสูงวิ่งออกไปนอกอาคารขณะไม่มีใครสังเกต ทุกคนกำลังตามหาตัวกอล์ฟกันจ้าละหวั่น เขาเดาว่าคนอย่างกอล์ฟ ถ้างอนคงอยากจะหนีไปที่ไหนไกลๆ มากกว่าอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเดิมๆ
                 เอ๊ะ... แล้วทำไมเขาต้องนึกคาดเดานิสัยหมอนั่นด้วยล่ะ? จะเป็นยังไงก็ช่างไม่ใช่เหรอ?
                 ไม่สิ... ที่เขาหัวเสียและคำนวณความรู้สึกนึกคิดของหมอนั่นอยู่ในตอนนี้ เพราะจะได้ตามตัวกลับมาเพื่อพาไปทรมานต่อที่บ้านต่างหาก
                 บ้าฉิบ... ใจของเขาไม่เคยแกว่งขนาดนี้ ปกติต้องมีแต่ความแค้น อย่างเสด็จพี่น่ะ จะเป็นตายร้ายดีที่ไหนยังไงก็ช่าง ยิ่งไม่กลับมาให้เห็นหน้าอีกเลยได้ยิ่งดี แล้วทำไมเขาต้องพะวงกับคนหน้าเหมือนพระเชษฐาขนาดนี้ ทำไมเขาต้องเดือดร้อนกับการหายไปเพียงไม่กี่นาทีของหมอนั่นด้วย
                 พิรัชต์วิ่งมาถึงซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง เขาได้ยินเสียงการต่อสู้และรู้สึกถึงบรรยากาศไม่ชอบมาพากล จึงรีบวิ่งเข้าไปดู แต่แล้วก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็นตรงหน้า
                 เด็กหนุ่มที่เขาตามหากำลังเหวี่ยงมัดเข้าที่หน้าของคนตัวโตกว่าเต็มแรง อีกฝ่ายถึงกับทรุดตัวลงก่อนล้มอย่างหมดสภาพท่ามกลางกองขยะและอีกสามร่างที่นอนหมอบเรียงกันอย่างหมดแรง
                 กอล์ฟเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน เขาคุกเข่าแล้วนั่งจับกบอย่างหมดอาลัยตายอยาก
                 พิรัชต์ทำท่าจะเดินเข้าไปประคอง แต่แล้วเขาก็ชะงักเท้าเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งพยุงตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง
                 เด็กหนุ่มเดินออกมาได้สองก้าว ก็ล้มตึงเหมือนคนหมดสติ
                 “กอล์ฟ!”
                 พิรัชต์วิ่งเข้าไปดูอาการ พบว่าเนื้อตัวอีกฝ่ายบอบช้ำจากการต่อสู้ ตาบวมแดง โหนกแก้มเขียว ปากแตกมีเลือดไหลซิบๆ เนื้อตัวมอมแมม เต็มไปด้วยแผลถลอก และรอยของมีคมบาด
                 “ฉัน... ไม่... ใช่... ผู้หญิง...”
                 เสียงครางเบาๆ ลอดไรฟันออกมา ก่อนที่สติจะดับวูบไป
                 องค์ชายในร่างไมค์ยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดู
                 “รู้แล้วน่า”
                 พิรัชต์จับร่างอีกฝ่ายขึ้นหลัง แล้วรีบพาเดินออกจากตรงนั้นก่อนจะมีใครฟื้นขึ้นมาหาเรื่องอีก

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 29 May 2009 04:19:38 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 23:59:05 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชอบเรื่องนี้มากเลยยย
องค์ชายพิรัชต์เริ่มน่ารักแล้ว
อิอิ ^^
ชอบตอนหวานๆของไมค์กับองค์ชายพิชญะจัง
คู่นี้น่ารักจริงๆอ่านไปยิ้มไปตลอดเลย


จะรอตอนต่อไปน้า
^__^

ps.ขอบคุนจริงๆนะที่กลับมาอัพ:)

#1 By sere (125.27.172.175) on 2009-05-02 22:01

ชอบเรื่องนี้จังเลยค่ะ
น่ารักทุกคู่เลย

(แต่แอบเชียร์คู่พิรัชต์กับกอล์ฟ ><)
55

รออ่านต่อไปนะคะ

#2 By moonlight on 2009-05-02 22:09

หิมาจ๋า

ขอบคุณมาก ๆ เลยน๊าที่มาอัพเรื่องนี้ตามคำขอ

ปลื้มจริงๆ

ขององค์ชายรัชทายาทพิชญะมากมาย

อ่อ

ตอนนี้ชักจะปลื้มองค์ชายพิรัชต์แล้วสิ

อ่อนโยนซะ

แหมๆ

ไม่รู้ใจตัวเองซะที

หุหุ

จะตั้งหน้าตั้งตารอตอนต่อไปนะจ๊ะ

รีบมาต่อด้วยน๊า

รอๆๆๆๆๆๆๆๆๆมานานแสนนาน

ได้อ่านแล้วก็คุ้มค่ากับการรอคอย

รักหิมะจัง

^^
ง่า...รู้สึกสงสารกอล์ฟเป็นกำลัง
ดูเหมือนจะเครียดมากเลยอ่า ...ไม่ใช่ผู้หญิงหรอกจ้า...
องค์ชายพิรัชต์มาแปลกแนะคราวนี้ แต่ก็ดีแล้วล่ะ ไม่งั้นสงสารกอล์ฟแย่เนอะ

ส่วนอีกคู่น่ารักได้อีก>< น่าร๊ากกกกกกกก

รออ่านตอนต่อไป(เรื่องไหนก็ได้)ของหิมะอยู่นะค้า

#4 By quark (124.121.141.182) on 2009-05-03 00:42

ขอบคุณนะคะ ที่มาอัพให้

ชอบฟิคหลาย ๆ เรื่องที่คุณหิมะแต่งมากเลยอะคะ

ใช้ภาษาได้ละเมียดดดดดดดมาก ^ ^ big smile

#5 By deedee (58.9.117.121) on 2009-05-03 01:11

ตามอ่านแบบเงียบๆ มาตั้งนานแล้วล่ะ (เพิ่งได้ฤกษ์แสดงตัว 5555) ติดตาม Fic คุณหิมะอยู่นะคะ สนุกทุกเรื่องเลยค่ะ ภาษาก็สวย ขอบคุณมากนะคะที่มาลงให้อ่านกัน (^ ^)

#6 By AMMIE on 2009-05-03 01:47

อ๊ากกกก หิมะหายไปนานคิดถึงๆๆ

ฟิคยังสนุกเหมือนเดิมเลยน้า

ชอบประโยคนี้มากเลยอ่ะ “ไอ้นั่นไงลูกพี่... ที่มันหน้าเหมือนตุ๊ดกันทั้งพี่ทั้งน้อง” กร้ากกกกกกกกกกก

ชอบองค์ชายพิชญะอ่ะ น่ารักดี แอบเคืององค์ชายพิรัชต์โหดง่ะ

ขอบคุนมากนะที่ยังติดตาม True Love ของเรา อิอิ

#7 By Fiorena (125.24.204.93) on 2009-05-03 04:12

โอ้ อัพแล้ววว

พิรัชเริ่มหลงกอล์ฟแล้วอ่ะดิ

#8 By kimi (124.122.141.160) on 2009-05-04 00:10

อ๊ากกกกกก...ดีใจสุดๆไปเลย หิมะกลับมาแล้ว
แถมยังอัพตั้งหลายเรื่อง คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ
ขอบคุณมากที่ยังไม่ทิ้งฟิค ชอบทุกเรื่องเลย
ขนาดหายไปนาน ยังแต่งเรื่องได้ดี ฝีมือไม่ตกเลยนะเนี่ย
อารมณ์ของเรื่องยังลื่นไหล ไม่ติดขัดเลย
เรื่องนี้ยังสนุกเหมือนเดิมเลย แต่คราวนี้หวานกันทั้งสองคู่เลยนะ แถมตลกอีกอ่ะ กอล์ฟพกเงินแค่20บาทเองเหรอ
เฮ้อ..มีความสุขจัง แล้วมาอัพอีกนะ จะรออ่าน

#9 By pookie (114.128.115.69) on 2009-05-04 01:06

“ไอ้นั่นไงลูกพี่... ที่มันหน้าเหมือนตุ๊ดกันทั้งพี่ทั้งน้อง”

5555555+


พิรัชต์ ชอบทำตัวสับสนในตัวเอง
องค์ชายพิชญะก็ชักเพี้ยนขึ้นทุกวัน ฮาอ่ะ แต่งหญิงไปอ่อยพระอนุชา 555+

กอล์ฟนี่พอเลือดพล่านขึ้นมาก็ซัดซะน่วมเลยแฮะ

#10 By Rachel (125.24.174.130) on 2009-05-04 09:20

ขอบคุณนะคะที่แต่งฟิคสนุก ๆ ให้อ่าน

สนุกทุกเรื่องเลยค่ะ

จะติดตามต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะbig smile

#11 By lomabee on 2009-05-04 15:07

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


หิมะจ๋า นึกว่าจะไม่ได้อ่านเรื่องนี้ซะแร้นนน


มาต่อเรเร็สนะค่ะ ชอบคู่องค์ชายพิรัชต์กะกอล์ฟอ่า น่ารัก ซาดิส ชอบ _ _ หิมะแต่งเก่งมากเลย ปลื้มๆๆ^^

#12 By goong (202.28.179.13) on 2009-05-04 21:18

ว้าวในที่สุดก้อมาต่อแล้ว
ว่าแต่ อุบัติรักยังมาต่ออีกเหรอจ้ะ
ภาคจบแล้วนา มาต่อไวๆนะ

#13 By natt (61.7.129.221) on 2009-05-12 17:09

ดีใจมากๆที่ได้อ่านตอน14(ซะที)
กอล์ฟน่าสงสารมานาน อยากให้กอล์ฟมีความสุขบ้าง
รอตอนต่อไปค่ะ

#14 By (117.47.45.135) on 2009-05-13 18:14

เออ...ดิฉันว่ามีรูปด้วยดีกว่าเพราะบ้างทีรีบก็ไม่ได้อ่านนะคะ confused smile

#15 By ??? (118.172.23.179) on 2009-06-25 19:59