ลิขิตรักต่างมิติ [15]
posted on 29 May 2009 03:43 by i-am-hima in fan-fiction
[Golf-Mike fan-fiction]
* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *
กอล์ฟได้สติ ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้อง ความรู้สึกบอบช้ำทั้งตัวทำให้เขานึกออกว่าตัวเองผลาญพลังงานเฮือกสุดท้ายของวันในการปลดปล่อยความคับแค้นใจผ่านการวิวาทกับพวกอันธพาลเมื่อตอนกลางวัน
ว่าแต่... เขากลับมาอยู่ในห้องได้ยังไง
ขณะลุกขึ้นนั่งอย่างลำบากท่ามกลางความมืดสลัวซึ่งเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเลือนลาง เขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อสายตาปะทะกับเงาตะคุ่มปริศนาที่นอนหลับอยู่ข้างกายภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
เด็กหนุ่มกุมริมฝีปากแน่นไม่ให้ส่งเสียงอุทานออกมา ทว่าเมื่อจ้องมองดีๆ ร่างนั้นคือน้องชายตัวสูงใหญ่ที่กำลังงัวเงียตื่นเพราะการขยับตัวของเขาเอง
พิรัชต์เอื้อมมือไปเปิดไฟที่หัวเตียง
“ฟื้นแล้วรึ”
“นาย... มานอนตรงนี้ได้ยังไง”
กอล์ฟรีบสำรวจร่างกายอย่างหวาดระแวง แล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในชุดนอนเรียบร้อย แผลตามร่างกายก็ได้รับการใส่ยาและปิดผ้ากอซอย่างสะอาดสะอ้าน
พิรัชต์มองอาการนั้นแล้วยิ้มที่มุมปากด้วยอารมณ์ที่แม้แต่ตัวเองก็บอกไม่ถูก เขาควรจะสะใจที่เห็นคนตรงหน้าสะบักสะบอมเป็นลูกหมา ไหนจะอาการประสาทเสียหวาดระแวงตัวเขาตลอดเวลา แต่ทำไมกลับไม่เป็นอย่างนั้น... ทั้งที่ใบหน้านั้นคือใบหน้าของพระเชษฐาที่เขาเคียดแค้น เขาน่าจะขยะแขยงที่จะอยู่ใกล้ๆ น่าจะรังเกียจที่จะสัมผัสกายหมอนี่เหมือนที่เขาเคยเป็นตอนอยู่กับผู้เป็นพี่ แต่ทำไม... เขาถึงตัดสินใจเข้ามานอนในห้องนี้ ราวกับไม่อยากให้คนคนนี้คลาดสายตา
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า นายสกปรกขนาดนั้น ฉันทำอะไรไม่ลงหรอก ก็แค่จับเช็ดตัว เปลี่ยนชุด ส่วนแผลยัยผู้จัดการนั่นเป็นคนทำให้”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ...”
“หลังจากนั้น?”
“ก็นายบอกว่าฉันสกปรก ทำอะไรไม่ลง... แล้วหลังจากเช็ดตัว...”
เด็กหนุ่มใจเต้นตึกตัก บ้าชะมัด... เขาไม่น่าถามอะไรงี่เง่าสานต่อเรื่องพรรค์นี้ในบทสนทนาเลย ทั้งที่หลังจากนั้นจะเป็นยังไงต่อเขาก็ไม่อยากรับรู้ทั้งนั้น
พิรัชต์ยิ้มเจ้าเล่ห์
“นั่นสินะ... หลังจากเช็ดตัวนายก็สะอาดแล้ว...” พูดพลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้ กอล์ฟขยับถอยพลางเบือนหน้าหนี แต่นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายยื่นมือมาจับที่คางให้หันไปสบตา
“จะ...เจ็บ... อย่า...”
กอล์ฟหลับตาปี๋ เตรียมขัดขืนริมฝีปากที่เลื่อนเข้ามาใกล้ทุกที
“คงซักอาทิตย์นึงล่ะมั้ง กว่าจะหาย”
พิรัชต์พิศดวงหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำ ที่เบ้าตา... โหนกแก้ม... ไหนจะมุมปากที่เป็นแผลนั่นอีก
กอล์ฟค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขามองดวงตาคู่สวยที่กำลังประสานลงมาอย่างอ่อนโยน แล้วก็ต้องประหลาดใจ
...ไมค์... แววตาแบบนี้... เหมือนไมค์ไม่มีผิด
“ฉันหิวแล้ว ไปกันเถอะ”
กอล์ฟทำหน้างงๆ เมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็พูดจาเอาแต่ใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พลางลุกจากเตียง
“ไป?”
“ก็ออกไปกินข้าวไง เพราะนายก่อเรื่อง ทำเอาวุ่นวายไปหมด ฉันเลยพลอยไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ตอนเย็น นี่มันก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ดีนะที่ลุงคนขับรถไปซื้อข้าวมาให้ก่อนกลับ ไม่งั้นฉันกับนายได้กินบะหมี่ลวกน้ำร้อนกันแหงๆ”
เด็กหนุ่มไม่อยากเชื่อหูตัวเอง อะไรกัน... หมอนี่ก็ยังไม่ได้กินข้าว ทำไม...
“เอ้า... นั่งเอ๋ออยู่ได้ ฉันไม่ยกมาให้หรอกนะ นายนั่นแหละต้องไปแกะใส่จานแล้วอุ่นให้ฉัน จะลุกได้รึยัง”
กอล์ฟกระพริบตาปริบๆ ทว่าร่างกายกลับทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย บางทีอาจเป็นเพราะแววตาที่ดูเป็นกันเองขึ้นของอีกฝ่ายกระมัง... ไม่สิ เพราะเขาเริ่มชินกับความโหดร้ายของอีกฝ่ายแล้วมากกว่า
ทว่าเมื่อลุกขึ้นยืนได้ไม่กี่ก้าว ร่างกายที่อ่อนเพลียและบอบช้ำก็ทรุดตัวลงกองกับพื้น
บ้าชะมัด... ขาไม่มีแรงเลย ทุเรศที่สุด
ร่างสูงใหญ่เข้ามาประคอง ก่อนโอบรอบเอวแล้วยกอีกฝ่ายขึ้นพาดไหล่
“เฮ้ย... ปล่อย ฉันเดินเองได้”
พิรัชต์ไม่ฟังเสียงค้าน เขาพาร่างที่เหมือนพี่ชายออกจากห้องตรงดิ่งไปที่ครัว
หลังจากถูกวางลงบนเก้าอี้ กอล์ฟก็แกะห่อข้าวที่อยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ตัวต้นเหตุหยิบจานมาวางรอ แล้วยืนกอดอกมองกิริยาอาการของคนตรงหน้า
...ทำเองก็ทำได้ แต่ไม่คิดจะช่วยกันเลย... กอล์ฟขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ปลง เอาวะ... ก็ยังดีที่มีกะใจไปหยิบจาน หมอนี่คงไม่ได้งอมืองอเท้าหรอก แต่จริงๆ แล้วมีความสุขกับการได้สั่งเขามากกว่า
ถ้าเปลี่ยนจากการสั่งเป็นการอ้อนอย่างไมค์ล่ะก็ เขาคงเต็มใจทำให้มากกว่านี้
บ้าน่า... นี่เขากำลังคาดหวังอะไรอยู่ ต่อให้หมอนี่พูดดีกับเขาแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางทำอะไรให้อย่างเต็มใจหรอก ไอ้ปิศาจข่มขืนหื่นกามนี่ เขาเกือบลืมไปได้ไง ว่าหมอนี่เพิ่งทำเรื่องเลวร้ายไม่อาจให้อภัยกับเขาไว้
“เอ้า เอาไปใส่ไมโครเวฟ”
กอล์ฟยื่นจานที่ถ่ายอาหารจากถุงแล้ว และชี้ไปทางเครื่องมือที่อีกฝ่ายน่าจะเคยสังเกตเวลาเขาอุ่นอาหาร
พิรัชต์ชำเลืองมองด้วยหางตา จากบรรยากาศที่แผ่ออกมาทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจได้ว่าหมอนี่กำลังไม่พอใจที่ถูกออกคำสั่งกลับบ้าง
“ก็ฉันเจ็บ ลุกไม่ไหว เมื่อกี้นายยังต้องแบกออกมาเลย”
กอล์ฟจำใจทำสำออยให้เห็น อีกฝ่ายถึงยอมทำตามอย่างช่วยไม่ได้
เด็กหนุ่มตะโกนบอกวิธีอุ่นอาหารให้อีกฝ่าย รำคาญท่าทางเก้ๆ กังๆ นิดหน่อย แต่อีกใจก็อดขำไม่ได้
หลังจากอุ่นอาหารทั้งหมดเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งเผชิญหน้ากันบนโต๊ะ ท่ามกลางกลิ่นหอมของกับข้าวร้อนๆ
“ต้องให้ป้อนด้วยมั้ย” พิรัชต์ทำเสียงประชดขณะวางแก้วที่ตนเพิ่งรินน้ำให้กับคนที่นั่งอีกฝั่ง แน่นอนว่านี่ก็มาจากการแกล้งสำออยทั้งที่หน้าตาบึ้งตึงเช่นกัน
“ไม่ต้อง กะอีแค่กิน ฉันทำเองได้”
“เหรอ... นึกว่าเจ็บจนมือสั่นเหมือนวันนั้น” ร่างสูงพูดหน้าตาเฉยพลางตักข้าวใส่ปาก
ทว่ากอล์ฟกลับชะงักกึก
“เป็นบ้าอะไรอีก ทำไมไม่กินข้าว” ร่างสูงถามอย่างรำคาญ
กอล์ฟได้สติ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนโต้ตอบออกไป
“เปล่า... ก็แค่จู่ๆ รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาว่า ฉันนี่เข้มแข็งใช้ได้เลยนะ ขนาดทนอยู่กับคนน่ารังเกียจอย่างนายจนถึงทุกวันนี้ได้ อีกหน่อยคงอยู่กับแมลงสาบได้อย่างสบายไม่มีปัญหา”
“แมลงสาบเรอะ?” พิรัชต์ขนลุกซู่ขึ้นมา “กล้าดียังไงเอาฉันไปเทียบกับแมลงสาบ”
“อ๊ะ ขอโทษนะ เผลอไปหน่อย จริงๆ แล้วนายเทียบไม่ได้กับแมลงสาบด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ฉันเกลียดแมลงสาบแค่ไหน แต่แมลงสาบก็ไม่เคยทำร้ายจิตใจกัน”
พิรัชต์มองตอบโต้คำพูดทิ่มแทงของอีกฝ่าย กอล์ฟยิ้มอย่างกวนประสาทก่อนลงมือกินอาหารตรงหน้า ทว่าคำพูดที่เขาได้ยินตอบกลับมา ทำให้ถึงกับลืมหิว
“บางที... นายอาจพูดถูกนะ ฉันมันก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงสาบ... ไม่ได้ทำอะไรผิดก็โดนเกลียดซะแล้ว ฉันเกิดมาเพื่อเป็นที่รังเกียจนี่เอง” พูดจบก็วางช้อนส้อมแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังเหงาหงอยที่หายเข้าไปหลังประตู ...เขาพูดอะไรผิดงั้นเหรอ? ทั้งที่หมอนี่น่าจะเย็นชากับการประชดประชันของเขา แต่ทำไมท่าทีเมื่อกี้... ดูอ่อนแอไม่สมเป็นเจ้าชายจอมโอหังคนนั้นเลยแม้แต่น้อย
ไม่สิ... ก่อนหน้านี้หมอนี่ก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน...
เช้าวันต่อมา กอล์ฟตื่นเพราะสัมผัสแผ่วเบาบนใบหน้า เจ้าของปลายนิ้วซึ่งเอนกายอยู่ข้างๆ เขามีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ทว่าไม่ถึงวินาทีก็ปรับอารมณ์ให้กลับมาเย็นชาได้เหมือนเดิม
“นาย...”
กอล์ฟกระถดกายหนี หมอนี่เข้ามาทำไม... แถมยังมาอยู่ใกล้ๆ เขาอีก
“ตื่นง่ายเหมือนกันนี่ ดีแล้ว ไปทำอะไรให้กินหน่อย”
บ้าเอ๊ย... เช้ามาก็สั่ง เมื่อคืนกว่าเขาจะหลับได้ก็เกือบสว่าง เพราะคิดแต่เรื่องของอีกฝ่ายนั่นแหละ
ไม่สิ... ที่สำคัญกว่านั้น...
กอล์ฟเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกา ไม่จริง... เกือบสิบโมงแล้ว อีกไม่กี่นาทีรถจะมารับ
เหมือนรู้ทัน ร่างสูงตะปบข้อมือที่ถือนาฬิกา
“ถ้าห่วงเรื่องงานล่ะก็ ไม่ต้องหรอก เมื่อวานยัยผู้จัดการบอกว่าให้นายพักก่อนสองสามวัน จะได้หายช้ำใน เกิดไปซ้อมเต้นทั้งอย่างนี้มีหวังตับม้ามไตนายพังแหง”
กอล์ฟได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในใจ ยิ่งหนีการเป็นทาสในเรือนเบี้ยเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องกลับมาอยู่บ้าน ที่เจ็บใจกว่าคือเขาทำตัวเอง
“ดีขึ้นบ้างรึเปล่า”
คำถามที่อ่อนโยนผิดหูทำให้เด็กหนุ่มถึงกับหันไปมองคนพูดอย่างตะลึง
อีกแล้ว... แววตาของไมค์ เป็นไปได้รึเปล่าว่าเจ้าน้องชายสมองเพี้ยนของเขาค่อยๆ กลับมาเป็นคนเก่าแล้ว
งั้นก็หมายความว่า... โลกคู่ขนานอะไรนั่นก็ไม่มีจริงน่ะสิ?
ไม่ทันได้ตอบคำถามมือใหญ่ก็คว้าต้นคอของกอล์ฟ พลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนชิด
“จะทำอะ...”
ดูเหมือนอีกฝ่ายแค่ตั้งใจจะวัดไข้ด้วยการแนบหน้าผากเท่านั้น
“ยังร้อนอยู่นิดหน่อยแฮะ”
ร้อนบ้าอะไร... ทำแบบนี้มันเขินนะเฟ้ย กอล์ฟนึกเถียงในใจ แต่เอ๊ะ? ไม่นะ เขินงั้นเหรอ... ไม่จริง
“ตอนเด็กๆ เวลาฉันไม่สบายเสด็จแม่จะทำแบบนี้เสมอ พอเสด็จแม่ไม่อยู่ คนที่ทำแบบนี้ให้ฉันก็เหลือแต่เสด็จพี่... แต่...”
“นายคงผลักพี่นายกระเด็นสินะ” กอล์ฟเผลอพูดสิ่งที่เดาออกมา
พิรัชต์ถอยใบหน้าออกไปเล็กน้อยเพื่อสบตา
“นายรู้ได้ไง”
“ไม่เห็นจะยาก ก็นายกรอกหูฉันทุกวี่วันว่าเกลียดพี่ จะให้ฉันจินตนาการว่ายังไงได้ล่ะ”
“ฉันไม่ได้เกลียดพี่ แต่ฉันเกลียดคนปากกับใจไม่ตรงกันต่างหาก”
ดวงตาสีดำสนิทแข็งกร้าวขึ้นมา ความรู้สึกต่อต้านนั้นส่งผ่านมายังมือที่จับต้นคอระหงจนกอล์ฟนึกหวั่นๆ
“นายเองนั่นแหละ ตัวพ่อเลย ปากบอกว่ากลียด แต่พอตกกลางคืนร้องไห้แงๆ เสด็จพี่ อย่าทิ้งน้องไปนะพะย่ะค่ะ” กระนั้นก็ยังอวดดีล้อเลียนอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้
ช่างไม่เกรงอันตรายที่จะกล้ำกรายเข้ามาเลย กอล์ฟเอ๋ย...
“ฉันไม่เคยทำเรื่องทุเรศแบบนั้น ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้”
“ไม่ ฉันพูดความจริง ก็ฉันได้ยินเต็มสองหูตอนนายละ...”
พูดไม่ทันจบดี มือที่จับท้ายทอยก็จิกเส้นผมแล้วดึงจนหน้าเด็กหนุ่มแหงน ก่อนรับริมฝีปากที่ประกบปิดจนพูดอะไรต่อไม่ออก
“อือ... อือ...” กอล์ฟเค้นเสียงประท้วงผ่านลำคอ มือทั้งสองข้างทั้งทุบทั้งดันลำตัวของอีกฝ่ายเพื่อผลักไสสุดชีวิต
เจ็บ... ไอ้บ้านี่... เห็นอยู่ว่าปากเป็นแผลยังไม่ปรานี
เพราะใจอ่อนมากขึ้นหรือไงนะ รู้ตัวอีกทีหลังก็สัมผัสผ้าปูที่นอนอีกครั้งเสียแล้ว ขืนปล่อยให้สภาพแบบนี้ดำเนินต่อไป มีหวัง...
กอล์ฟกลั้นใจดันใบหน้าอีกฝ่ายออกห่าง ก่อนหายใจหอบถี่เหมือนขาดอากาศมาหลายนาที
“ทำไม... นายชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อยเลย ไหนบอกว่าเกลียดไง ทำไมนายถึงจูบคนที่นายเกลียดได้หน้าตาเฉย”
“ฉัน... ไม่เคยบอกซักหน่อยว่าฉันเกลียดนาย”
กอล์ฟเบิกตาโพลง มองสีหน้าจริงจังนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา
“ก็ฉันหน้าเหมือนพี่ชายนายไม่ใช่เหรอ”
“แต่นายไม่ใช่... นายไม่ใช่เขา...” พูดเสียงแผ่วเบา พลางพรมจูบทั่วใบหน้า
“ถ้างั้น... นายทำกับฉันแบบนี้ทำไม นายแกล้งฉันทำไม นายรังแกฉันทำไม นายทำเรื่องเลวร้ายกับฉันทำไม” เด็กหนุ่มเริ่มครวญ “นายมัน... นิสัยแย่ที่สุด ฉันไม่เคยเจอใครแย่ขนาดนี้มาก่อน”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ...”
กอล์ฟเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบข้างหู
นั่น... คือคำขอโทษรึเปล่า
อย่าใจอ่อนนะกอล์ฟ สภาพในตอนนี้มันตรงข้ามกับการขอโทษโดยสิ้นเชิง
“ฉันจะยอมยกโทษให้ซักห้าเปอร์เซนต์ก็ได้... ถ้านายเลิกทำแบบนี้กับฉัน”
พิรัชต์ผละใบหน้าออก มองหน้าคนข้างใต้ด้วยสายตาที่เดาความคิดไม่ถูก ก่อนยิ้มมุมปากเหมือนเย้ยหยัน
“คิดว่าตัวเองเป็นใคร ฉันไม่ได้ขอนายให้ยกโทษ อย่ามาพูดจาอวดดีหน่อยเลย”
กอล์ฟเม้มปากแน่นด้วยความโมโหจนลืมเจ็บ ไอ้เด็กบ้านี่... ไม่น่าเผลอคิดดีด้วยเล้ย
“ตรงกันข้าม ฉันต้องลงโทษนายต่างหาก ที่เมื่อคืนทำให้ฉันหิวข้าวจนฝันร้าย...” พูดพลางสอดมือเข้าไปใต้เสื้อนอนของคนตรงหน้า
“อย่านะ... จะทำอะไร เมื่อคืนฉันไม่ได้มัดมือมัดเท้านายซักหน่อย นายไม่กินของนายเอง ไม่...”
กอล์ฟหลับตาปี๋ ต่อต้านการเล้าโลมของอีกฝ่ายเต็มที่
พอที... กี่ครั้งแล้ว... นี่มันร่างกายของไมค์ เขานึกเกลียดร่างกายของตัวเองที่อ่อนไหวเกินไปจนเผลอลืมความเป็นพี่น้องที่เคยรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นทุกที
อย่าเอาร่างกายของไมค์มาทำแบบนี้... นี่คือความหวังสุดท้ายที่ทำให้เขาเชื่อว่าสักวันเจ้าเด็กคนนั้นจะต้องกลับมาหาเขา... กลับมาหาครอบครัวที่เขารัก
“ไมค์... คืนไมค์มา...” กอล์ฟส่งเสียงเหมือนเพ้อระคนหอบหายใจ
พิรัชต์ชะงักการเคลื่อนไหว มองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาเศร้า ก่อนยอมกระเถิบตัวลงไปนอนแผ่หราอยู่ข้างๆ มองเพดานสีขาว
“หึ... ฉันไม่รู้ว่าควรอิจฉาหรือสมเพชน้องชายนายดี”
“มะ... หมายความว่ายังไง” กอล์ฟถามกลับเสียงสั่น เขาควรจะรีบออกจากเตียงแล้วถอยให้ห่างตัวอันตรายอย่างหมอนี่ที่สุด แต่ร่างกายที่เกิดอารมณ์ค้างจากการเล้าโลมไม่เป็นใจให้ทำเช่นนั้น
“ถามทำไม นายก็รู้ดีอยู่แล้วนี่”
กอล์ฟถึงกับพูดต่อไม่ออก จริงสิ... หมอนี่รู้ความในใจของไมค์อย่างที่เขารู้ เพราะอย่างนี้กระมัง ถึงได้เลือกวิธีทรมานคนหน้าเหมือนพี่ชายอย่างเขาด้วยการข่มขืน
“ไม่แฟร์เลย...”
พิรัชต์หันมามองเมื่อได้ยินเสียงเครือตอบกลับมา
“นายรู้เรื่องระหว่างฉันกับไมค์ แต่ฉันที่โดนทำร้ายทุกอย่างกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนายเลย”
ร่างสูงพลิกตัวตะแคงจ้องหน้ากอล์ฟนิ่ง
“นายอยากรู้เรื่องของฉันงั้นเหรอ”
น้ำเสียงนั้นฟังดูดีใจเล็กน้อย... ไม่มั้ง เขาคงหูฟั่นเฟือนไปเอง กอล์ฟรีบปฏิเสธอยู่ในใจ
“ใครว่าล่ะ... ฉันเป็นห่วงน้องฉันต่างหาก ก็ตอนนายฟื้นใหม่ๆ นายบอกว่าถูกขังคุกใช่มั้ยล่ะ แล้วตอนนี้นายกับไมค์ก็สลับร่างกันอยู่ ฉันก็อยากรู้โชคชะตาของน้องฉันสิ ไม่รู้ป่านนี้เป็นตายร้ายดียังไง...”
พิรัชต์ทิ้งตัวลงนอนหงายอย่างเก่าด้วยความเซ็ง ทว่าคราวนี้กอล์ฟกับเป็นฝ่ายพลิกตัวตะแคง แล้วเขย่าต้นแขนคนข้างๆ อย่างออดอ้อน
“นะ... เล่าเรื่องของนายให้ฉันฟังหน่อย ขอร้องล่ะ”
ร่างสูงเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ
“ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า... ระหว่างที่เล่า นายต้องให้ฉันกอดนายแบบนี้” พูดจบก็ดึงร่างที่เล็กกว่าเข้ามาแนบอกพลางพาดขาก่ายสีข้างอีกฝ่ายอย่างย่ามใจ
“เฮ้ย... อย่า...”
“บ้าเรอะ... โวยวายไปได้ ฉันยังไม่ทำอะไรหรอกน่า แค่อยู่แบบนี้สักพัก...”
เพราะความร้อนจากแผ่นอกกว้างรึเปล่านะ ทำให้กอล์ฟรู้สึกผ่อนคลายลงมากทีเดียว ทำไมเขาถึงยอมเชื่ออย่างง่ายดายว่าหมอนี่จะไม่ทำอะไรมากกว่านี้...
“เริ่มเล่าได้รึยังล่ะ” เด็กหนุ่มทวง
บางทีหมอนี่... อาจเป็นแค่เด็กขาดความอบอุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่งก็ได้ เขาอยากรู้จริงๆ ว่า อะไรทำให้องค์ชายพิรัชต์นิสัยโหดร้าย ไม่สิ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ... ป่านนี้ไมค์จะตกอยู่ในสภาพยังไง จะถูกจับเข้าคุกมั้ย
แค่คิดว่าเด็กที่อ่อนโยนคนนั้นต้องถูกลงทัณฑ์โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ น้ำตาก็พาลจะไหล ชีวิตเขาไม่เคยห่างจากน้องชายไกลถึงขนาดนี้มาก่อนเลย...
“ท่านหญิงอรินทร์ พระธิดาของเสด็จอางั้นรึ?”
ไมค์ทำตาโตหลังจากได้ยินรายงานเกี่ยวกับผู้มาขอเข้าเฝ้า
“พะย่ะค่ะ องค์ชายกฤตรินทร์ทรงเป็นพระญาติห่างๆ ของพระองค์พะย่ะค่ะ ปัจจุบันปกครองแคว้นทางเหนือ แต่พระธิดาทรงเดินทางมาศึกษาศิลปะพะย่ะค่ะ”
“เสด็จพี่ทรงแนะนำให้มาหาเราสินะ” เด็กหนุ่มทวนสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้านี้ “เจ้าคิดว่าไง”
บดินทร์อึกอักอยู่ไม่ถึงนาที
“กระหม่อมมิบังอาจแสดงความเห็นหรอกพะย่ะค่ะ”
“แสดงมาเถอะ ข้าพิจารณาเองได้ ตอนนี้ข้าเพียงไม่มีข้อมูลเท่านั้น”
“คือว่า... ตามสภาพการณ์ในตอนนี้ กระหม่อมเห็นว่า บางที... องค์ชายรัชทายาทอาจต้องการให้พระองค์เบนความสนใจจากท่านอลิฏา ก็เลยแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกให้พระองค์พะย่ะค่ะ”
“อืม...” ไมค์ลูบคางอย่างใช้ความคิด “ข้ายังไม่ทันได้รับปากอลิฏาอย่างจริงจังเลยว่าจะแต่งงานด้วย”
“แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว เห็นทีจะปฏิเสธลำบากพะย่ะค่ะ เพราะท่านพลานุหมายมั่นปั้นมือจะยกลูกสาวให้พระองค์ หนำซ้ำตลอดมาฝ่าบาทก็ให้ความเคารพเสนาบดีฝ่ายซ้ายจนออกนอกหน้า กระหม่อมเกรงว่าหากปฏิเสธท่านอลิฏาในคราวนี้ อาจเป็นการหักหน้าท่านพลานุครั้งยิ่งใหญ่เลยพะย่ะค่ะ”
ถึงกระนั้น ไมค์ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องเกรงอกเกรงใจกบฏพรรค์นั้น เขานึกอยากให้องค์ชายพิชญะปลดตาแก่บ้าอำนาจนั่นออกจากตำแหน่งเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ
...ดีเหมือนกัน ในเมื่อปฏิเสธเองไม่ได้ ก็คงต้องยืมอุบายของเสด็จพี่นี่ล่ะ ถึงตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าองค์ชายพิชญะคิดจะทำอย่างไรต่อไป แต่ก่อนอื่นต้องลองตามน้ำชิมลางไปก่อน
เด็กหนุ่มในฉลองพระองค์สง่างามเดินออกไปยังห้องรับรอง
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็พบร่างระหงยืนหันหลังให้ สายตาของผู้มาเยือนจับจ้องภาพวาดบนฝาผนังไม่วางตา
“องค์ชายพิรัชต์เสด็จแล้วพะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงประกาศ ร่างสูงโปร่งในชุดสีงาช้างดูสูงศักดิ์ก็หันมายังเจ้าของปราสาท ก่อนถอนสายบัวถวายความเคารพแล้วเงยหน้าขึ้นสบสายตา
ไมค์ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
...นี่มัน... สาวน้อยที่เขาเจอในสวนกุหลาบ...
“หม่อมฉันอรินทร์เพคะ ขอถวายพระพร”
ดวงตากลมโตที่คุ้นเคยเหลือบขึ้นสบสายตา ก่อนหลุบลงต่ำแสดงอาการเอียงอายดุจสาวพรหมจรรย์
“เจ้า...”
“ก่อนหน้านี้หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่เสียมารยาทลอบเข้ามาในเขตของพระองค์โดยไม่ได้รับอนุญาต...” สาวน้อยสูงศักดิ์กล่าวด้วยกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน
“เอ่อ... ข้าเองก็...”
ไมค์เผลอจ้องอีกฝ่ายราวถูกสะกด ก่อนผายมือไปยังเก้าอี้รับรองด้วยอาการเหม่อลอย
“ขอบพระทัยเพคะ” อรินทร์ถอนสายบัวแล้วเดินไปนั่ง
ในสมองของเด็กหนุ่มตอนนี้ โล่งจัดจนไม่รู้จะเริ่มคุยอะไรดี น่าแปลก... ทั้งที่เขาไม่เคยคิดถึงผู้หญิงคนนี้เป็นพิเศษ แต่เวลาเธอมาอยู่ตรงหน้า เขากลับรู้สึกได้ถึงตัวตนอันแสนสำคัญ และบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอคนนี้ที่ดึงดูดให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง
“หน้าหม่อมฉัน... มีอะไรผิดปกติหรือเพคะ” พิชญะในร่างเด็กสาวคลี่พัดปิดใบหน้าอย่างระแวง ครั้งนี้เขาให้ช่างแต่งหน้าในวังที่ไว้ใจได้ช่วยแต่งตัวให้อย่างดี หากจับได้ล่ะก็...จบเห่
แต่คงไม่หรอกมั้ง ในเมื่อสองครั้งก่อนหน้านี้เขาแต่งหญิงแบบคร่าวๆ แถมอยู่ใกล้ขนาดนั้น อีกฝ่ายยังจับไม่ได้เลย
“ขอโทษที่เสียมารยาท... วันนี้ท่านงดงามมาก ข้าก็เลย...”
องค์ชายรัชทายาทหัวเราะคิก สาบานได้เลยว่าถ้าองครักษ์หนุ่มที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ตามมาได้เห็นกิริยาเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นแบบนี้ มีหวังได้กุมขมับด้วยความกลัดกลุ้มเป็นแน่
“มาเข้าเฝ้าคนสำคัญของแผ่นดินอย่างเป็นทางการแบบนี้ หากไม่แต่งกายเต็มยศ หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็นการไม่ให้เกียรติต่อพระองค์เพคะ”
“องค์ชายกฤตรินทร์... เอ่อ... เสด็จ...” เด็กหนุ่มนึกข้อมูลที่เพิ่งได้ยินมาไม่ออกเอาดื้อๆ
“เสด็จอาเพคะ เสด็จพ่อของหม่อมฉันเป็นญาติผู้น้องขององค์จักรพรรดิเพคะ”
ที่สามารถสร้างเรื่องได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้ เพราะทั้งท่านหญิงอรินทร์และองค์ชายกฤตรินทร์ต่างมีตัวตนอยู่จริง แต่ด้วยทั้งสององค์ประทับอยู่ในแดนไกล กว่าจะถูกจับได้ งานแต่งงานขององค์ชายพิรัชต์กับอลิฏาก็คงถูกยกเลิกไปแล้วกระมัง
"เสด็จอาเป็นยังไงบ้าง"
"เสด็จพ่อสบายดีเพคะ"
“แล้วท่านมาเรียนวิชาอะไรที่นี่ล่ะ ท่านหญิง”
พิรัชต์เริ่มชวนคุยบ้าง หลังจากที่บรรยากาศในห้องรับรองเริ่มเป็นกันเองมากขึ้น
“หม่อมฉันเรียนดนตรีกับวาดรูปเพคะ ที่มาครั้งนี้หม่อมฉันได้รับความเมตตาจากองค์ชายพิชญะที่ทรงแนะนำราชครูส่วนพระองค์ให้เพคะ”
“จริงเหรอ ข้าก็ชอบเหมือนกัน นั่งกินนอนกินอยู่ในปราสาทแบบนี้น่าเบื่อจะตาย งั้นวันหลังข้าขอไปเรียนกับท่านด้วยได้รึเปล่า”
พิชญะถึงกับเหงื่อตก... ถ้าขืนเป็นแบบนั้นจริง เขาก็ต้องเตี๊ยมกับราชครู แล้วคนที่ล่วงรู้ปฏิบัติการลับก็จะเพิ่มมาอีกถึงสองคน
“โฮะๆๆ อะไรกันเพคะ หม่อมฉันได้ข่าวว่าพระองค์ทรงปรีชาสามารถเรื่องวาดเขียน วาดหม่อมฉันได้เหมือนตัวจริงไม่ใช่หรือเพคะ” ร่างในชุดฟูฟ่องกลบเกลื่อน
“ท่านยังไม่ได้เห็นภาพของข้า... หรือว่าจิระเล่าให้ฟังงั้นเหรอ”
“เอ่อ... เพคะ ที่หม่อมฉันมาเข้าเฝ้าในวันนี้ ก็เพราะอยากให้เห็นผลงานของพระองค์ด้วยตาตัวเองด้วยเพคะ”
ท่านหญิงกำมะลอเฉไฉไปเรื่อย แต่จะว่าไปใจจริงก็คิดเช่นนั้น บางที... การปลอมตัวเป็นหญิงอาจเอื้อต่อเขาในการก้าวเข้าไปยังโลกของน้องชายก็ได้ เพราะหากเป็นองค์ชายพิชญะล่ะก็ ต่อให้สามารถเหยียบย่างได้ทุกอนูของพื้นที่ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ แต่ที่เดียวที่ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย คือที่อันเป็นโลกส่วนตัวของพระอนุชา
“หวังว่าจะทรงอนุญาต...” เสียงในตอนท้ายเปี่ยมไปด้วยความเกรงอกเกรงใจ
“ได้สิ... แต่อย่าคาดหวังมากนักล่ะ ข้าก็แค่วาดเล่นเท่านั้น”
พิชญะในร่างเด็กสาวแสดงความยินดีออกนอกหน้า หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
วันนี้... เขาจะได้รู้จักอนุชาในอีกด้านนึงแล้ว ด้านที่เด็กคนนั้นไม่เคยเผยให้เขาได้เห็น ทุกอย่างที่เป็นเรื่องของพิรัชต์ เขาอยากรู้ไปหมด
ไมค์ลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือไปยังเด็กสาวตรงหน้า
“มาสิ ข้าจะพาไป”
มือซึ่งสวมถุงมือลูกไม้ยาวถึงต้นแขนวางลงบนฝ่ามือใหญ่อย่างลิงโลด พิชญะรู้สึกเหมือนตัวเองเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่
ทั้งคู่เดินจูงมือกันไปยังห้องซึ่งเก็บผลงานของไมค์ เมื่อเข้าไปภายในห้อง เด็กหนุ่มก็เปิดผ้าให้ดูภาพวาดทีละชิ้น
“ว้าว... ยอดไปเลย”
ร่างสูงโปร่งในชุดฟูฟ่องเข้าไปพิศรายละเอียดของแต่ละภาพ ดวงตากลมโตเบิกกว้างนัยน์ตาเป็นประกายเหมือนเห็นของเล่นชิ้นใหม่ บางภาพเขาพอเดาออกว่าคืออะไร แต่บางภาพเขาก็ไม่อาจเข้าใจ
“ทะเล...? นี่มันทะเลใช่มั้ยเพคะ”
ไมค์ยิ้มขำเมื่อเห็นกิริยาตื่นเต้นเหมือนเด็กเล็กๆ ของสาวน้อย ที่ต่างจากตอนอยู่ในห้องรับรองราวหน้ามือเป็นหลังมือ
“ใช่ รูปวิวทะเล... มันแปลกมากเลยเหรอ ดูท่านติดใจมากกว่ารูปอื่นๆ”
“แปลกสิเพคะ... ก็พระองค์ไม่เคยไปทะเล แล้วทรงวาดทะเลได้ยังไง” แต่แล้วก็เหมือนนึกขึ้นได้ รีบระล่ำระลักแก้ตัว "หม่อมฉันได้ยินจากองค์ชายพิชญะอีกทีน่ะเพคะ"
ไมค์เบิกตาโพลง
“ข้า? ไม่เคยไปทะเล?”
ไม่อยากเชื่อ องค์ชายพิรัชต์นั่นไม่เคยไปทะเลได้ไง ในเมื่อจากที่เขาดูในแผนที่ของอาณาจักร ก็เห็นว่าทะเลอยู่ไม่ไกล นี่แสดงว่าหมอนั่นเอาแต่อุดอู้ไม่รู้เดือนรู้ตะวันอยู่แต่ในปราสาทเก่าๆ นี้สินะ
...ไม่ไหว... ชักหมองหม่นเกินไปแล้ว เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมองค์ชายใจโหดนั่นถึงได้หูเบาคล้อยตามคำให้ร้ายของเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ขนาดนี้ ที่แท้ก็เพราะโลกทัศน์แคบนี่เอง
“เอ่อ... คือว่า... ข้าก็ฟังๆ เขามาแล้วจินตนาการเอาน่ะ ใช่แล้ว ท่านพลานุเล่าให้ข้าฟัง ตอนที่อธิบายจุดยุทธศาสตร์ของอาณาจักรไง” ไมค์มั่วไปเรื่อย ทว่าเด็กหนุ่มในชุดสาวถึงกับชะงักกึก
“ท่านพลานุ? อธิบายจุดยุทธศาสตร์?”
“ใช่ ท่านพลานุ เสนาบดีฝ่ายซ้ายไงล่ะ แต่ช่างมันเถอะ มาดูภาพนี้ต่อดีกว่า”
ร่างสูงสง่าเปิดผ้าผืนสุดท้าย
เบื้องหน้าพิชญะคือภาพสาวน้อยนั่งอยู่กลางสวนกุหลาบที่คุ้นเคย รัชทายาทหนุ่มถึงกับตกตะลึงกับภาพที่เห็น ดวงตาสั่นระริกด้วยความปลาบปลื้มใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีวันที่พิรัชต์วาดรูปเขา ปกติเด็กคนนั้นแทบจะไม่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ หรือถ้ามองก็มีแต่ความเคียดแค้นในแววตา ถึงแม้ระยะหลังจะเปลี่ยนไปมากก็ตาม แต่เมื่อจินตนาการถึงวันนั้น... วันที่ดวงตาคู่สวยเก็บรายละเอียดบนใบหน้าของเขา แล้วบรรจงวาดออกมาจนเหมือนขนาดนี้... ทั้งตา จมูก ปาก... ถึงแม้จะวาดด้วยเข้าใจว่าเขาเป็นอีกคนก็ตามที
“สวยกว่าตัวจริงอีก...” รัชทายาทหนุ่มอดพึมพำออกมาไม่ได้
ว่ากันว่าสิ่งที่แต่งเติมบนรูปวาด มักบ่งบอกถึงจินตนาการและความรู้สึกนึกคิดของจิตรกร นี่น่ะหรือ... มุมมองของพิรัชต์ที่มีต่อหญิงสาวผู้นี้ จู่ๆ องค์ชายผู้พี่ก็รู้สึกใจหายขึ้นมา
“อันที่จริง...” ไมค์เอ่ยออกมาอย่างเกรงอกเกรงใจเล็กน้อย “อาจเป็นการเสียมารยาทต่อท่านไปหน่อย แต่ว่า...”
พิชญะหันไปมองตาปริบๆ อย่างสนเท่ห์
“ตรัสมาเถอะเพคะ”
“ข้าวาดท่านก็จริง แต่ตอนที่วาดอยู่ข้าคิดถึงใครคนนึงด้วย ข้าแค่รู้สึกว่าถ้าคนคนนั้นใส่ชุดผู้หญิงล่ะก็ คงงดงามประมาณนี้ล่ะ”
รัชทายาทถึงกับหน้าถอดสี
“คนคนนั้นคือเสด็จพี่ของข้าเอง ข้าว่าท่านก็หน้าคล้ายๆ อยู่นะ พอมาทบทวนดูแล้ว...”
ไมค์รีบหยุดปากเมื่อเกือบเผลอพูดความในใจออกไป เขาเพียงแค่สงสัยอยู่ลึกๆ ว่า บางทีที่เขาไม่อาจละสายตาจากท่านหญิงคนนี้ได้ หรือแม้แต่การกระทำจาบจ้วงเสียมารยาทต่อเธอในครั้งแรก ก็อาจเป็นเพราะเธอละม้ายคล้ายคนที่เขารักนี่เอง นอกจากนี้...
‘ท่านเองก็ต้องสร้างคริสตัลขึ้นมาใหม่ จากรักแท้ที่มีต่อใครสักคน’
เสียงของนันท์ดังขึ้นมาในหัว
‘จงมั่นใจเถอะว่า คนที่ท่านรักจะต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน’
หรือทุกอย่างจะลงตัวเช่นนี้ บางที... การที่เขาหลงรักพี่ชายตัวเองอาจนำพามาให้เขาเจอกับเจ้าหล่อน เด็กสาวที่หน้าละม้ายคล้ายพี่ชายเขา
และฟ้าก็คงลิขิตให้เขาแสดงล่วงเกินต่อสาวน้อยคนนี้ ทุกอย่างคงถูกกำหนดมาแล้ว... มิน่าเล่า เวลาอยู่ใกล้ๆ เขาจึงเหมือนต้องมนตร์สะกด
ท่านหญิงอรินทร์... อาจเป็นรักแท้ของเขาในโลกนี้ก็ได้...
ที่แท้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสัญญาณ...
หนทางกลับบ้าน...
พี่กอล์ฟ...
“ตอนที่หม่อมฉันมาถึงใหม่ๆ ก็มีแต่คนตกใจเพคะ ว่าหม่อมฉันเหมือนองค์ชายพิชญะยิ่งกว่าพระอนุชาของพระองค์เสียอีก โฮะๆๆ”
ขณะที่ไมค์กำลังอยู่ในห้วงแห่งความคิด ร่างโปร่งบางก็พูดกลบเกลื่อนอย่างแยบยล
พิชญะถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ในใจ ทีนี้... เขาคงรอดตัวหากอีกฝ่ายนึกเอะใจในใบหน้าของเขา
“ท่านหญิงอรินทร์” จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ทำลายความเงียบแปลกๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
“เพคะ”
“พรุ่งนี้ว่างมั้ย”
รัชทายาทหนุ่มกระพริบตาปริบๆ
“ไปเที่ยวกัน”
ออกเดทนั่นเอง... ไม่มีกิจกรรมใดที่จะสานความรักให้เป็นรูปเป็นร่างได้รวดเร็วเท่าสิ่งนี้อีกแล้ว
“ที่ไหนเพคะ?”
“ทะเล”
สาวน้อยตรงหน้าออกอาการตกใจ
ทะเลเนี่ยนะ?
ร่างสูงฉีกยิ้มอย่างครึ้มอกครึ้มใจ ใช่แล้ว... พรุ่งนี้เขาจะไปทะเล เขาจะพาร่างที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในปราสาทแห่งนี้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกเอง!!
ร่างในชุดกระโปรงฟูฟ่องล้มตึงลงนอนแผ่อยู่บนเตียงหลังจากกลับเข้าวังด้วยวิธีลึกลับที่สุด
งานนี้คนที่รู้ว่าองค์ชายพิชญะกำลังทำอะไรมีอยู่เพียงไม่กี่คน
“ดูฝ่าบาททรงหลั่นล้ามากเลยนะพะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเดินเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย “ทรงคิดแผนแต่ละอย่าง ไกลหูไกลตากระหม่อมอยู่เรื่อยเลย”
นั่นเป็นเพราะจิระต้องยืนเฝ้าห้องทรงงานว่างเปล่าอยู่หลายชั่วโมง ทั้งที่ใจกระวนกระวายเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีต่อผู้เป็นนาย
“ไม่เอาน่า... ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเรียบร้อย”
“กระหม่อมชักสงสัยเสียแล้วสิพะย่ะค่ะ ว่าองค์ชายผู้ใสซื่ออ่อนต่อโลกของกระหม่อม ไปเรียนการแสดงจนตีบทแตกแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นั่นเป็นพรสวรรค์ที่เราไม่มีโอกาสได้เปิดเผยออกมาต่างหาก”
“หรืออาจแสดงอยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้” จิระค่อนขอด
เด็กหนุ่มในชุดฟูฟ่องหน้าหงิก
“แค่แผนการเดียว ทำเอาท่านถึงกับมองเราว่าเป็นคนเสแสร้งเลยงั้นเหรอ”
“มิบังอาจพะย่ะค่ะ อันที่จริงกระหม่อมควรโล่งใจที่พระองค์ทำได้อย่างแนบเนียน และหวังว่าจะนำความสามารถนี้ไปใช้ในการเอาตัวรอดตลอดเวลาที่ครองราชย์”
“ไม่เอาน่า เดี๋ยวเสด็จพ่อก็กลับมาพร้อมเสด็จพี่ ถึงตอนนั้นเราก็จะได้เป็นตัวของตัวเองเสียที”
จิระถอนหายใจเบาๆ เขารู้ดีว่านั่นเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แต่ก็ไม่อยากขัดเพราะอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ดี
ทว่าดูเหมือนองครักษ์หนุ่มจะเดาผิด เพราะไม่กี่นาทีที่ความเงียบปกคลุมหลังจากนั้น บรรยากาศเหงาหงอยก็เข้าห่อหุ้มร่างที่นอนแผ่หราอยู่บนเตียงจนน่าใจหาย
“ท่านจิระ...”
“พะย่ะค่ะ”
“เราเห็นรูปที่เด็กคนนั้นวาดแล้วล่ะ”
ทั้งที่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนดีอกดีใจ แต่เสียงกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างตรงกันข้าม
“เป็นภาพที่งดงามมากๆ เลย พิรัชต์บอกว่าตอนที่วาดนึกถึงเราด้วย แปลกจัง... ทั้งที่เราดีใจที่ได้ยินแบบนั้น แต่พอมองภาพของเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้วเรากลับรู้สึก...”
เด็กหนุ่มพยายามหาคำพูด
เด็กผู้หญิงคนนั้น... คงหมายถึงอรินทร์ตัวปลอมสินะ องครักษ์หนุ่มคิด
“เรารู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก...”
“ทรงหึง?”
จิระอยากจะตบปากตัวเองสักร้อยทีที่ชอบหลุดสิ่งที่คิดออกมาอย่างซื่อๆ เป็นประจำ
ทว่าเป็นโชคดีของเขาที่ดูเหมือนผู้เป็นนายจะเข้าสู่ภวังค์ความคิดของตัวเองโดยไม่ทันได้ยินคำพูดอันตรายนั่น
จิระถอยห่างออกมายืนที่มุมห้อง ปล่อยให้องค์รัชทายาทคิดอะไรเพลินๆ ต่อไปอีกสักพัก
ตั้งแต่เหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น หลายอย่างในเขตราชวังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะองค์ชายพิรัชต์... ผู้เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของผู้เป็นเจ้านาย บางทีรัชทายาทหนุ่มซึ่งเอาแต่ทุ่มเทเวลาให้กับงานอาจต้องการเวลาอยู่กับตัวเองมากกว่านี้ เพื่อทบทวนเรื่องราวต่างๆ รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อคนสำคัญผู้นั้น...
| ตอนต่อไป |
edit @ 29 May 2009 04:18:32 by ★ひまじん★
edit @ 28 Jun 2009 01:08:39 by ★ひまじん★
edit @ 28 Jul 2009 23:58:31 by ★ひまじん★

ดูเหมือนทั้งสี่คนนี้จะอยู่ในอาการสับสน วุ่นวาย(ใจ)
ไม่รู้จะคอมเมนต์อะไรนอกจาก...อยากอ่านต่อค่ะ!!
คุณหิมะเขียนเก่งจังเลย
#1 By quark (124.121.137.7) on 2009-05-29 21:18