ลิขิตรักต่างมิติ [16]

posted on 28 Jun 2009 00:45 by i-am-hima  in fan-fiction

 

[Golf-Mike fan-fiction]

* คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *


            หลังจากเล่าเรื่องของตัวเองทั้งหมดให้ฟัง องค์ชายพิรัชต์ในร่างไมค์ก็ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังกอดคนฟังอยู่ เมื่อเสียงหายใจของอีกฝ่ายราบเรียบเป็นสัญญาณถึงการเข้าสู่นิทรา กอล์ฟก็ค่อยๆ ดึงแขนขาที่กอดก่ายตนออกไปอย่างเบามือ เขาลุกขึ้นนั่ง ก้มลงมองใบหน้าของน้องชายที่เปื้อนคราบน้ำตาพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ร่างที่หลับไหลนั้น
            พี่น้องที่เกลียดกัน... สำหรับคนที่ได้รับความรักจากน้องชายเกินธรรมดามาตลอดอย่างเขา จัดว่าเป็นเรื่องที่แย่สุดๆ เท่าที่เคยฟังมาเลยก็ได้
            และดูเหมือนน้องชายในโลกนั้นไม่เป็นที่สนใจของคนในครอบครัวสักเท่าไหร่ ในขณะที่พี่ชายมีแต่คนห้อมล้อม คอยพะเน้าพะนอ ตรงกันข้ามกับในโลกของเขาอย่างสิ้นเชิง
            ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่เคยเกลียดไมค์ แม้หลายครั้งจะน้อยอกน้อยใจคนอื่นๆ ในบ้านบ้างก็ตาม
            เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าวันหนึ่งไมค์เกิดเกลียดเขาจริงจังจนถึงขั้นอยากฆ่า... เขาจะรู้สึกยังไง
            ดวงตาคู่สวยที่มองพี่ชายอย่างเว้าวอนอ้อนขอความรักอยู่ตลอดเวลานั่น ต่อให้มีเรื่องโกรธเคืองกันแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดทำร้าย ตรงกันข้าม เด็กคนนั้นคอยปกป้องเขาอย่างแนบเนียนอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำ เขาเสียอีกที่ไม่เคยตอบสนองความรักเกินพี่น้องที่อีกฝ่ายมีให้... ไม่สิ ทำไม่ได้ต่างหาก
            เพราะคำว่าน้องชาย... สำหรับเขามันมีความหมายเกินกว่าที่จะทำแบบนั้น ทั้งที่รักที่สุด สำคัญที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ในความหมายนั่น
            เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปลูบเส้นผมอ่อนนุ่มของคนตรงหน้า
            “บางที... เสด็จพี่ของนายอาจไม่ได้เกลียดนายหรอกนะ”
            อย่างน้อยเขาก็หวังให้เป็นอย่างนั้น เพราะในตอนนี้ชีวิตของไมค์อยู่ในกำมือของผู้ชายคนนั้นแล้ว... ผู้ชายคนที่หน้าเหมือนเขาไม่มีผิด
            กอล์ฟสะบัดหัวให้สมองโล่ง
            บ้าจริง... เผลอสงสารหมอนี่เต็มเปา ทั้งที่เขาเองเป็นฝ่ายถูกกระทำต่างๆ นานา
            ไม่ใช่ ใครว่าสงสารล่ะ เขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของน้องชายต่างหาก ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ และเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้กลับมาเจอหน้ากันอีก
            กอล์ฟลุกจากเตียงไปยังห้องน้ำ หลังจากชำระล้างร่างกายให้สะอาด ก็ไปหาอะไรกินในครัว เขากลับมาอีกครั้งพิรัชต์ก็ยังคงนอนหลับอยู่เช่นเดิม
            ท่าทางหมอนี่จะเหนื่อยไม่แพ้กัน
            เด็กหนุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเข้าสู่โปรแกรมแช็ตกับเพื่อนๆ ชาวโอตาคุ

รักสาวแว่นตลอดกาล says: wazzup! ว่าไงเพื่อน หายหัวไปเลยนะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: มีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นที่บ้านนิดหน่อยอ่ะ
เป็นชู้กับลีอาห์ says: เรื่องน้องชายสินะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: อืม...............................
รักสาวแว่นตลอดกาล says: คงไม่นิดหน่อยแล้วล่ะมั้ง
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: รู้ได้ไง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: เดาจากที่มาปรึกษาคราวที่แล้ว ฉันเดาว่าป่านนี้น้องนายคงยังไม่หายบ้าใช่มั้ย
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: เดาอีกก็ถูกอีก ว่าแต่รู้ได้ไง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ไม่ยาก ดูจากชื่อที่นายตั้งไง
เป็นชู้กับลีอาห์ says: สรุปแล้วน้องชายนายมาจากโลกคู่ขนานจริงๆ เหรอ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่เมื่อกี้หมอนั่นเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง มันเป็นเรื่องเป็นราวละเอียดและสมจริงเกินกว่าที่คนสมองเพี้ยนจะแต่งขึ้นมาได้
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ตอนนี้นายเลยเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: อืม
เป็นชู้กับลีอาห์ says: เขาเล่าว่าไงบ้าง

            กอล์ฟเล่าเรื่องที่ฟังจากพิรัชต์ รวมถึงเหตุการณ์ก่อนที่ทั้งคู่จะสลับตัวกัน

โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: เรื่องก็เป็นอย่างนี้แหละ
รักสาวแว่นตลอดกาล says: อืม...
เป็นชู้กับลีอาห์ says: แล้วนายจะทำไงต่อ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันอยากช่วยน้องฉัน... ไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ฉันว่าน้องนายยังปลอดภัยล่ะ อย่างเลวร้ายสุดๆ ก็อาจโดนจับขังอย่างสมเกียรติ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: โดนจับขังมันสมเกียรติตรงไหนฟระ
รักสาวแว่นตลอดกาล says: อ้าว ก็เป็นถึงเจ้าชายไม่ใช่เหรอ เชื้อพระวงศ์คงไม่ถูกจำคุกรวมกับคนอื่นหรอก
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: แล้วทำไมนายถึงคิดว่าน้องฉันยังปลอดภัยล่ะ
เป็นชู้กับลีอาห์ says: ฉันก็เห็นด้วยนะ ก็นายบอกเองว่านายคิดว่าเสด็จพี่ของหมอนั่นไม่ได้เกลียดน้อง อีกอย่างก่อนที่หมอนั่นจะมาก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเพราะมีแสงประหลาดวาบออกมาซะก่อน
รักสาวแว่นตลอดกาล says: ว่าแต่ทำไมนายถึงคิดว่าเสด็จพี่ของหมอนั่นไม่ได้เกลียดล่ะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันก็แค่เดาจากเวลาที่หมอนั่นละเมอเหมือนเด็กน่ะ ดูหมอนั่นมีความสุขมากเวลาพูดคำว่าเสด็จพี่แบบอ้อนๆ อีกอย่างดูเหมือนตัวพี่ชายจะทำดีกับหมอนั่นมาตลอดแต่กลับถูกน้องเข้าใจว่าเสแสร้ง
รักสาวแว่นตลอดกาล says: บางที... อาจเสแสร้งจริงก็ได้นะ
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันว่าไม่หรอก ถ้าเสแสร้งล่ะก็ คงไม่ปล่อยให้ไอ้ตัวร้ายลอยนวลจนคิดฆ่าตัวเองถึงทุกวันนี้ อีกอย่าง... ตัวพี่จะเสแสร้งให้มันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ในเมื่ออำนาจก็มีเหนือกว่า
เป็นชู้กับลีอาห์ says: บางทีตัวพี่อาจจะปล่อยให้ตัวน้องคิดฆ่าตัวเองเพื่อโยนข้อหาให้ แค่นี้ก็กำจัดน้องชายให้ไปอยู่ในคุกได้แล้ว
โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ตั้งแต่ยังเด็กเลยเนี่ยนะ? ถ้าเป็นแบบนั้นก็เด็กปิศาจชัดๆ

            เสียงการเคลื่อนไหวเสียดสีเนื้อผ้าบนที่นอนดังขึ้น กอล์ฟชำเลืองมองด้วยหางตา ก่อนรีบหันกลับเข้าหาหน้าจอคอม

โลกคู่ขนานมีจริงอ่ะ says: ฉันต้องไปแล้วล่ะ อาจจะไม่ได้ออนอีกพักนึง ยังไงพวกนายช่วยหาวิธีช่วยน้องฉันหน่อยได้มั้ย ถ้าโลกคู่ขนานอะไรนั่นมีจริงล่ะก็...

            เมื่อเพื่อนทั้งสองรับปาก กอล์ฟก็รีบปิดหน้าต่างแช็ตและคอมพิวเตอร์
            “ทำอะไรน่ะ” เสียงงัวเงียจากคนตัวใหญ่ที่โงหัวขึ้นมามอง
            “คุยกับเพื่อน” กอล์ฟตอบเสียงเรียบ
            “เพื่อน? คอมพิวเตอร์เนี่ยนะ? นายมีความสามารถพิเศษสามารถคุยกับสิ่งของได้ ไม่งั้นนายก็คงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ”
            กอล์ฟนึกเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
            ทำไมเราต้องถูกคนที่อาจจะบ้าสันนิษฐานว่าบ้าด้วยฟระ
            ทว่าเพียงอึดใจเดียวก็สามารถสงบอารมณ์ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเห็นอกเห็นใจคนตรงหน้า ทำให้เขาไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียง
            “จริงๆ คอมพิวเตอร์ห้องนายก็สามารถคุยกับเพื่อนได้ เหมือนโทรศัพท์มือถือไง แต่ต่างกันที่เราใช้ตัวอักษรสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เสียง”
            “จดหมาย?”
            “ประมาณนั้นแหละ แต่เป็นจดหมายที่ถึงเลย ไม่ต้องรอ เลยสามารถตอบโต้กันได้ทันทีเหมือนคุยกัน”
            พิรัชต์พยักหน้าเหมือนเข้าใจ
            “ว่าแต่นายเถอะ... ถึงจะบอกว่ามาจากโลกอื่น แต่ถ้าไม่เข้าสังคมซะบ้าง น้องชายฉันจะแย่นะ”
            ร่างสูงใหญ่บนเตียงเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
            “ไม่เห็นจำเป็น ที่ออฟฟิศยังไม่พออีกเหรอ”
            “นั่นมันเพื่อนร่วมงาน แต่ไมค์ยังมีเพื่อนกลุ่มอื่นอีก แถมออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดแบบนี้ เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหายหมด นอกจากนี้นายต้องหัดทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ คนอื่นบ้าง ไม่งั้นจะดูน่าสงสัย และทำให้ชื่อเสียงของไมค์ไม่ดีด้วย”
            “เชอะ ไม่เห็นแคร์”
            เมื่อเห็นท่าทางไม่แยแสอย่างยียวนนั่น เด็กหนุ่มถึงกับควันออกหู
            “ไม่แคร์ไม่ได้ งานของพวกเราอยู่ได้ด้วยชื่อเสียง ขืนนายไม่แคร์ใครเลย พวกเราจะอดตายกันรู้มั้ย”
            “เฮ้อ เรื่องมากจริง ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เห็นจำเป็นต้องมีเพื่อนเลยซักคน ก็ยังอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้”
            ทั้งที่เป็นคำพูดอวดดี แต่จู่ๆ น้ำตากอล์ฟก็รื้อขึ้นมา
            “ไม่มี... เลยซักคนเหรอ”
            “ใช่ ไม่มีเลย แล้วไง ก็ไม่เห็นตายซักหน่อย”
            เด็กหนุ่มอยากพูดโต้กลับไปว่าไม่น่ารักเลย แต่คำนั้นก็จุกอยู่ที่อก
            ในใจหมอนี่... มีแต่ความเคียดแค้นจนลืมมองสิ่งดีๆ ที่อยู่รอบตัวจนหมดสิ้น
            พิรัชต์สังเกตเห็นความเงียบหงอยแปลกๆ ของอีกฝ่าย จึงลุกจากเตียงแล้วเดินมาใกล้
            “เป็นอะไรไปอีกล่ะ ร้องไห้ทำไม”
            กอล์ฟรีบหันหน้าหลบ บ้าชะมัด น้ำตาเกือบจะไหล
            “เปล่า... ฉันแค่คิดว่าสำหรับพวกฉัน เพื่อนคือคนสำคัญมาก”
            พิรัชต์จับคางอีกฝ่ายให้หันมาสบสายตา วินาทีนั้นเองหยดน้ำเม็ดโตก็เอ่อจากขอบตาลงมาเป็นทาง
            “หึ...” เขาหัวเราะขึ้นจมูกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า “อย่าบอกนะว่า... นายร้องไห้เพื่อฉัน”
            กอล์ฟรีบปาดน้ำตา
            “เปล่า อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”
            ร่างสูงโน้มใบหน้าจูบซับคราบน้ำตาบนพวงแก้มใส กอล์ฟรู้สึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ขัดขืน แถมยังรู้สึกดีกับความอ่อนโยนนี้อีกด้วย
            “มีเพื่อนบ้างก็ดีนะ... นายจะได้เลิกเจ็บปวดกับเรื่องของพี่ซักที”
            เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้น แต่รอยยิ้มที่ตอบกลับมาทำให้กอล์ฟอภัยทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
            ทว่าความใจอ่อนของเขาดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายย่ามใจ
            กลีบปากบนพวงแก้มค่อยๆ ไล้เลื่อนมายังริมฝีปาก ทันทีที่รู้สึกถึงการกระทำเกินเลยขอบเขตการปลอบโยน กอล์ฟได้สติสะบัดตัวขัดขืน
            “อย่า... ฉันไม่...”
            ร่างสูงใหญ่กว่าไม่ฟังเสียง มือสอดใต้เสื้อจู่โจมติ่งเนื้อบนยอดอกกระตุ้นอารมณ์อีกฝ่ายอย่างไม่รอรี เพียงไม่นานร่างกายเด็กหนุ่มตรงหน้าก็อ่อนยวบ
            กอล์ฟแทบไม่รู้ตัวเลยว่าหลังสัมผัสที่นอนเมื่อไหร่ สิ่งที่เตือนสติอันกระเจิดกระเจิงจากการรุกเร้าที่เกือบคุ้นเคยคือความเจ็บปวดของบาดแผลบนร่างกาย
            ครั้งแล้วครั้งเล่า... เขาปล่อยให้คนเบื้องบนรังแกร่างกายอันบอบช้ำเรื่อยมา แต่ทำไมถึงไม่อาจโกรธหมอนี่ได้ถึงที่สุด เขานึกเจ็บใจตัวเอง ...ทำไมไม่ขัดขืน ทำไมไม่ต่อต้าน...
            “ฮึก”
            เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้ง เมื่อมือใหญ่รุกไล้เข้าไปในกางเกง
            ดิ้นสิ... ดิ้นสิกอล์ฟ บ้าชะมัด... ทั้งความรู้สึกแบบนี้ สัมผัสแบบนี้ กลิ่นกายแบบนี้ ทำไมถึงได้โหยหาขนาดนี้นะ
            เหมือนรอคอยมาตลอด
            บางที... เขาอาจหลงรักไมค์ไม่แพ้เจ้าตัว นั่นอาจเป็นความรู้สึกที่เขาหนีมาตลอด จนกระทั่งเขื่อนที่ปิดกั้นอารมณ์เหล่านั้นพังทลายลงเพราะผู้ชายคนนี้...
            บ้าน่า... มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อตอนที่อยู่ใกล้ไมค์ เขาไม่เคยอยากถูกกอดมากขนาดนี้
            ไมค์... ถ้านายกลับมาได้ พวกเราจะเป็นยังไงนะ
            ถึงตอนนั้น คงมีแต่เขาที่เฝ้าปรารถนาในรสรักของน้องชาย ถึงจะเป็นร่างกายเดียวกัน แต่ตัวตนภายในกลับไม่ใช่อย่างสิ้นเชิง
            ไม่ได้นะกอล์ฟ... กลับตัวตอนนี้ยังไม่สาย อย่าให้อะไรมันเลยเถิดไปมากกว่านี้เลย
            เด็กหนุ่มรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดดันร่างใหญ่ที่คร่อมอยู่เบื้องบน
            “ไม่!!!”
            เพี๊ยะ
            ใบหน้าสวยสะบัดตามแรงตบ ก่อนหันกลับมาก้มลงมองด้วยสายตาตกตะลึง
            กอล์ฟรู้... ว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุ เขาเป็นฝ่ายสมยอมเองตั้งแต่แรกเพราะรู้สึกดี แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ล่ะก็เขาคงต้องเผลอไผลไปกับอารมณ์แปลกๆ ที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นนี้อีกแน่
            “สนุกมากสินะ... ทำให้ฉันเจ็บมันคงสาแก่ใจนายมากเลยสินะ” ถามเสียงสั่นเครือ เด็กหนุ่มกำลังสั่นไปทั้งตัวจากสงครามระหว่างอารมณ์และเหตุผลที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายในร่างกาย
            แย่ที่สุด... ถูกกระทำทั้งที่รังเกียจหมอนี่เหมือนก่อนยังดีเสียกว่า
            “เจ็บ? ตรงไหน ก็ฉันเห็นนายครวญครางอย่างมีความสุขทุกที”
            “ไอ้ทุเรศ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น นายไม่เป็นฉันนายไม่รู้ ว่าฉันทรมานขนาดไหนที่ถูกทำแบบนี้” กอล์ฟเถียงกลับ
            “งั้นบอกมาสิว่านายอยากให้ฉันทำยังไง...”
             พิรัชต์จ้องดวงตาชุ่มชื้นข้างใต้ ในขณะที่กอล์ฟไม่เหลืออะไรที่จะสู้ได้นอกจากแววตาที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากส่วนลึกในหัวใจอีกแล้ว
            “อย่าเข้าใกล้ฉันแบบนี้อีกได้มั้ย” ในที่สุดกอล์ฟก็หลุดคำพูดนี้ออกมา
            ทั้งคู่จ้องกันราวกับกำลังก่อสงครามทางสายตา ทว่าสงครามที่แท้จริงกลับปะทุดุเดือดอยู่ภายในต่างหาก
            ไม่กี่นาทีต่อมาพิรัชต์ปรับสีหน้ากลับมาเย็นชาดังปกติ เขาปล่อยมือจากอีกฝ่าย ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป
            ไม่ใช่... นี่ไม่ใช่การยอมแพ้ และกอล์ฟเองก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนตัวเองชนะเลยแม้แต่น้อย


            กอล์ฟทนพักอยู่กับบ้านได้เพียงสองวันเท่านั้น เขาอยากไปทำงานใจจะขาดยิ่งเมื่อนึกถึงคิวแสดงตามงานต่างๆ ที่เริ่มมีเข้ามาเนื่องจากใกล้ออกอัลบั้มใหม่เต็มที
            เรียกว่าเป็นโชคดีเพียงกะจ้อยร่อยของเขาที่ไมค์กลายเป็นองค์ชายพิรัชต์ในช่วงที่ไม่ค่อยได้ออกงานพอดี
            หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างอยู่ในบ้าน ความเงียบอันน่าอึดอัดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กอล์ฟต้องแข็งใจไปทำงานเสียทีทั้งที่แผลยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก
            “เอ้า! พักก่อน... เป็นอะไรของพวกนาย วันนี้ไม่ดีเลย” ครูสอนเต้นบ่นอย่างหัวเสีย เขาอุตส่าห์คาดหวังกับพัฒนาการของทั้งคู่ เนื่องจากไมค์เริ่มฟื้นตัวจากอาการลืมท่าเต้นทั้งหมดและกำลังจะไปได้สวย แต่สุดท้ายการเต้นในวันนี้ทั้งคู่กลับทำได้แย่กว่าเก่า
            “ขอโทษครับ คือกอล์ฟยังไม่ค่อยหายดี...”
            “เรื่องนั้นก็เข้าใจอยู่ แต่มันไม่ใช่ปัญหานั้นเลยกอล์ฟ... พวกนายมีกะใจเต้นบ้างรึเปล่าเนี่ย”
            พิรัชต์เดินออกจากห้องอย่างนิ่งๆ
            “เฮ้อ... เอาเข้าไป”
            ครูฝึกถอนหายใจพลางส่ายหัวเล็กน้อย

            ร่างสูงใหญ่ทิ้งห้องซ้อมเต้นไว้เบื้องหลัง เขารู้สึกอึดอัดในอกอย่างบอกไม่ถูก ตลอดสองวันที่ผ่านมาเขาไม่รู้เลยว่าควรจัดการกับความรู้สึกของตัวเองยังไง
            พิรัชต์เดินไปยังช่องหน้าต่างหน้าลิฟต์ขนของ ตรงนั้นเป็นเพียงที่เดียวที่อากาศภายนอกจะไหลเวียนเข้ามาภายในอาคารได้ ทั้งยังไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน
            “พวกนายทะเลาะกันรึไง”
            เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็พบร่างที่คุ้นตาของหนึ่งในแดนเซอร์
            “ให้เป็นแบบนั้นยังจะดีซะกว่า” เด็กหนุ่มตอบพลางหันกลับไปมองทัศนียภาพข้างนอก
            “คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
            ร่างกำยำเข้ามานั่งบนโต๊ะที่วางอยู่ใกล้ๆ หยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋า แล้วจุดไฟ
            พิรัชต์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนคิดอะไรในใจ ก่อนเอ่ยปากถามว่า
            “เวลาทำอย่างว่า ทำยังไงถึงไม่ให้อีกฝ่ายเจ็บ”
            ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากหวอจนบุหรี่ที่คาบอยู่ห้อยต่องแต่งที่ริมฝีปากล่าง
            ความเงียบประหลาดเข้าปกคลุมราวครึ่งนาที ก่อนสมองของคนประสบการณ์โชกโชนจะประมวลความคิดได้แล้วรีบกลับเข้ามาสู่สภาพปกติ
            เขาหัวเราะหึในลำคอพลางใช้ฝ่ามือตีหน้าผากตัวเอง
            “โธ่เอ๊ย... นึกว่ากลุ้มอะไร ที่แท้ก็เรื่องผู้หญิง เพิ่งคบกันสิท่า”
            ร่างสูงไม่ตอบ เขาเอาแต่มองท้องฟ้านอกหน้าต่าง
            “เอ้า ซักมวนมั้ย”
            เด็กหนุ่มหันกลับไปมอง พบว่าอีกฝ่ายกำลังยื่นบุหรี่ที่เพิ่งหยิบออกมาจากซองให้

            พิรัชต์กลับเข้ามาในห้องซ้อมอีกครั้ง พบว่าคู่หูของตนกำลังตั้งอกตั้งใจฝึกท่าใหม่ราวกับอยู่ในโลกส่วนตัว หมอนั่นไม่มีทีท่าว่าจะสนใจการกลับมาของเขาเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งครูฝึกเข้ามาแล้วเรียกให้ซ้อม
            แม้จะรู้สึกหงุดหงิดต่อท่าทีเช่นนี้ แต่ ณ ปัจจุบันคงไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากยอมปล่อยอีกฝ่ายไปก่อน
            ทำไมนะ... ทั้งที่เขาน่าจะเป็นคนคุมเกมทั้งหมด ทั้งที่เขาน่าจะไม่แยแสต่อปฏิกิริยาของใครๆ ดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่เมื่อก่อน
            ใช่แล้ว... ถ้าเป็นเขาคนเดิมล่ะก็ คงจะฉุดอีกฝ่ายไปที่ไหนสักแห่งที่ปลอดคนแล้วบังคับขืนใจได้ตามต้องการ ไม่ก็ใช้กำลังลงโทษหากหมอนี่ขัดใจ
            แต่ถ้าทำอย่างนั้น... เขารู้สึกลึกๆ ว่ากอล์ฟอาจหายไปจากชีวิตเขาตลอดกาล พอคิดได้แบบนั้นทีไร ความหวาดกลัวก็แล่นพล่านเข้ามา
            หมอนี่กลายเป็นคนสำคัญของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่...
            อยากได้... แต่ก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกต่อไปแล้ว
            ไม่อยากให้เหมือนพี่ชาย... ที่พอผูกพันมาก ก็จากไปไกลแสนไกล
            เขารู้ว่ากอล์ฟไม่มีวันทิ้งเขา เหมือนที่พระเชษฐาไม่คิดจะกำจัดเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็อยู่ในร่างของคนที่หมอนั่นเรียกว่าน้องชาย
            แต่เขาเข็ดเสียแล้ว เขาเจ็บปวดมามากกับความรักที่ใกล้แค่เอื้อม แต่ไม่เคยได้หัวใจ เขาเหนื่อยหน่ายต่อการเสแสร้งเหล่านั้นเหลือเกิน
            จะมีวันนั้นไหมนะ? วันที่กอล์ฟหันมายอมรับในตัวเขาที่เป็นเขา... ไม่ใช่ไมค์ น้องชายที่น่ารักคนนั้น


            ทันทีที่กลับถึงบ้าน กอล์ฟก็ดึงแขนเจ้าตัวดีออกมาจากห้องอย่างเอาเรื่อง
            “เฮ้ย อะไรของนาย อยู่บ้านฉันเป็นเจ้านาย ทาสรับใช้ไม่มีสิทธิมาลากตัวแบบนี้”
            พิรัชต์โวยวายเหมือนเด็ก ในขณะที่อีกฝ่ายดูกระฟัดกระเฟียดอย่างหาสาเหตุไม่ได้
            กอล์ฟจับร่างสูงใหญ่หันหน้าเข้าข้างฝา แล้วลูบคลำตามเนื้อตัว
            “เอ้าๆ อะไรของนาย บอกไม่ให้ฉันเข้าใกล้ แต่นายกลับลวนลามฉันซะเอง จะเอายังไง ให้ปล้ำกันตรงนี้เลยดีมั้ย ยิ่งอยากๆ อยู่”
            ทว่าร่างที่เล็กกว่าทำหูทวนลม เขาจับองค์ชายจอมเพี้ยนหันกลับมาเผชิญหน้ากัน แล้วกระชากคอเสื้ออย่างเอาเรื่อง
            “อยู่ไหน?”
            พิรัชต์ทำหน้างง
            “อะไรของนาย”
            “ฉันถามว่าอยู่ไหน”
            “แล้วมันอะไรเล่า”
            “บุหรี่ไง อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ฉันได้กลิ่นบุหรี่จากตัวนาย ตั้งแต่อยู่ในห้องซ้อมแล้ว”
            พิรัชต์ถึงบางอ้อ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงลอยหน้าลอยตาตอบว่าแล้วมันกงการอะไรของอีกฝ่าย แต่พอเห็นสายตาคาดคั้นอย่างเอาจริง ทำให้เขาถึงกับคำพูดจุกอก
            “บุหรี่? บุหรี่อะไรกัน ไม่เห็นรู้เรื่อง”
            คำพูดแบบนั้นไม่ใช่นิสัยของเขาเลยซักนิด ทำไมถึงต้องกลัวหมอนี่โกรธด้วยนะ... ไม่สิ เขาเกรงใจต่างหาก
            “อย่ามาทำไขสือ ไมค์แพ้บุหรี่ ขืนนายสูบของพรรค์นั้น ไม่รู้ว่าร่างกายหมอนั่นจะรับไหวรึเปล่า บอกมาว่านายเอาบุหรี่ไปซ่อนไว้ที่ไหน”
            จริงรึ... ทำไมเขาสูบแล้วไม่เห็นเป็นอะไรเลย ไอ้น้องชายที่ชื่อไมค์นั่นมันทำสำออยอ้อนพี่มากกว่า พิรัชต์เบะปากแอบเถียงอยู่ในใจ
            “บุหรี่อะไร ไม่มี”
            “ฉันไม่เชื่อ” พูดพลางทำจมูกฟุดฟิดแถวๆ คอเสื้อของร่างสูง “ถึงกลิ่นจะจางกว่าเมื่อตอนบ่าย แต่ฉันก็แน่ใจว่านายสูบ จมูกฉันไวกว่าหมา ไม่ผิดแน่”
            “เอ่อ... อ๋อ... ตอนที่ฉันออกจากห้องซ้อม ฉันไปยืนตรงช่องระบายลม แล้วก็มีพี่คนนึงสูบอยู่น่ะ สงสัยกลิ่นจะติดมาตอนนั้น”
            เด็กหนุ่มไม่เคยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีขนาดนี่เลย นี่เขาต้องโกหกข้างๆ คูๆ เพื่อรักษาความรู้สึกของหมอนี่เหมือนพวกผู้ชายเจ้าชู้แก้ตัวเพราะกลัวเมียไม่มีผิด คิดแล้วอนาถใจไม่น้อย
            “จริงนะ”
            เมื่อโดนสายตามาดมั่นของอีกฝ่ายข่ม พิรัชต์จำต้องพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก
            “พี่คนไหน”
            เมื่อถูกซักฟอกขนาดนี้ องค์ชายใจปลาซิวหัดใหม่ถึงกับเหงื่อตก
            “เอ่อ... คือ...”
            ขืนบอกชื่อไปอาจซวยได้ หมอนี่อาจเอาไปถาม ต่อให้ความไม่แตกเรื่องสูบบุหรี่ แต่อาจความแตกเรื่องที่ไปปรึกษา...
            เขาทำหน้าเหมือนคิดหนัก ซึ่งกอล์ฟเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงจำไม่ได้ เพราะหมอนี่ไม่เคยสนใจคนรอบข้างเท่าไหร่อยู่แล้ว
            “เอาเถอะ... แต่อย่าให้มีครั้งหน้าก็แล้วกัน ฉันขอสั่งให้นายอย่าข้องเกี่ยวกับบุหรี่ และอย่าเข้าใกล้คนสูบบุหรี่อีก นายอาศัยร่างของน้องฉัน ต้องรักษาตัวให้ดี ถ้าไมค์กลับมาแล้วอยู่ในร่างกายโทรมๆ ล่ะก็ ฉันคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต”
            ที่แท้ก็ห่วงน้อง... พิรัชต์คิดอย่างเซ็งๆ
            กอล์ฟคลายมือออกจากคอเสื้อ อีกฝ่ายจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
            ทันใดนั้นเอง...
            มือเล็กๆ ก็คว้าหมับที่เดิมอีกหน ทำเอาร่างสูงกว่าถึงกับตกใจ
            “อะ... อะไรอีก”
            “ชัดเลย”
            เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้ริมฝีปากอีกฝ่าย พลางทำจมูกฟุดฟิดเหมือนตรวจสอบกลิ่นอย่างรอบคอบ
            เวรกรรม... แบบนี้คงดิ้นไม่หลุด
            สิ่งที่พิรัชต์คิดออกเพื่อเอาตัวรอดในตอนนั้นก็คือ
            จูบ... ใช่แล้ว ถ้าทำแบบนั้น หมอนี่จะต้องดีดดิ้นสะบัดเขาจนหลุดแล้ววิ่งแจ้นกลับเข้าห้องไปโดยไม่เอาเรื่องอะไรเขาอีก อย่างน้อยก็ผ่านไปได้อีกวันล่ะน่า
            ทันทีที่คิดได้ ก็ลงมือทำทันที ไหนๆ หมอนี่ก็ยื่นหน้าเข้ามายั่วยวนด้วยตาใสแป๋วคู่นั้นอยู่แล้วนี่
            ทว่าผิดคาด ทันทีที่ริมฝีปากแนบสนิท แม้อีกฝ่ายจะชะงักไปชั่วอึดใจหนึ่ง แต่วินาทีต่อมาปลายลิ้นอุ่นก็แทรกกลีบปากเข้ามาเกี่ยวกระหวัดลิ้นถึงภายในอย่างท้าทาย
            คนตกตะลึงเสียเองกลับเป็นร่างสูงใหญ่ที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
            หลังจากตรวจสอบด้วยรสสัมผัสจนแน่ใจแล้ว กอล์ฟก็ผละใบหน้าออกมา ขณะที่พิรัชต์กำลังอึ้งด้วยความงง
            “ขมขนาดนี้... รสบุหรี่ชัดๆ จับได้คาหนังคาเขา”
            พิรัชต์อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็แพ้สายตาเอาเรื่องที่อีกฝ่ายมองมา
            หมอนี่... เห็นหงิมๆ แต่เวลาดุก็น่ากลัวเหมือนกันแฮะ
            “เออๆ ก็ได้ ฉันสูบมา ก็มันเครียดนี่หว่า พอใจรึยัง”
            “เครียดอะไรของนายนักหนา ฉันต่างหาก เครียดกว่านายหลายเท่า ตั้งแต่นายมาอยู่ในร่างน้องฉัน โขกสับรังแกสารพัด แถมยังต้องจัดการไม่ให้คนจับได้เรื่องนายอีก หัวหมุนไปหมด ฉันยังไม่เห็นต้องพึ่งของพรรค์นั้นระบายความเครียดเลย นายซะอีก ชี้นิ้วสั่งตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า พูดจาวางโต เอาแต่ใจตัวเอง แถมรอดพ้นจากคดีลอบปลงพระชนม์อะไรนั่นมาได้อย่างกับปาฏิหาริย์ มีชีวิตใหม่ที่ไมค์ปูทางให้อย่างสวยงามที่นี่ แล้วยังจะมีหน้ามาทำเป็นเครียดอะไรอีก”
            กอล์ฟพ่นความในใจใส่เป็นชุด
            “...ขอโทษ...”
            องค์ชายตัวดีหลุดถ้อยคำที่ทำเอาอีกฝ่ายไม่อยากเชื่อหูตัวเองออกมาด้วยเสียงอ่อย จริงๆ เขาแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกมา สีหน้ายังงงงวยกับปฏิกิริยาของพี่ชายเจ้าของร่างไม่หาย
            กอล์ฟเบิกตาโพลงมองหน้าอีกฝ่าย ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ
            “ช่างเถอะ... ถ้านายรู้จักคำคำนั้นล่ะก็ ฉันจะยอมยกโทษให้บ้างบางส่วนแล้วกัน แต่คราวหน้าอย่าริไปลองของพรรค์นั้นอีก เข้าใจมั้ย”
            “ของพรรค์นั้นไม่ดีตรงไหน ที่โลกของฉันก็มีของคล้ายๆ บุหรี่นี่เหมือนกัน ถือเป็นอาหารจากสวรรค์อันโอชะเชียวนะ ไม่ใช่ใครก็สูบได้”
            พิรัชต์ถามหน้าซื่อๆ ทำเอาเด็กหนุ่มหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
            “ยะ... อย่าบอกนะว่านาย...”

            ไมค์หยิบวัตถุทำจากเงินคล้ายท่อขนาดยาวสลักลวดลายสวยงามแปลกตาขึ้นมาพิจารณาด้วยความอยากรู้ ตรงหน้าเขาในตอนนี้มีอุปกรณ์คล้ายๆ กันวางอยู่สองสามชิ้น กับกล่องไม้สลักลวดลายอันวิจิตรที่ภายในบรรจุสมุนไพรแห้งซึ่งผู้นำมาให้เรียกมันว่า “โอสถทิพย์”
            “ชุดนี้ทั้งชุดนำเข้ามาจากแคว้นพินธุเชียวนะพะย่ะค่ะ ว่ากันว่าเป็นแคว้นที่ผลิตโอสถทิพย์คุณภาพดีที่สุดในโลก พอกระหม่อมบอกว่าจะนำมาถวายให้องค์ชายพิรัชต์ ราชทูตของทางนั้นก็รีบจัดการอำนวยความสะดวกให้อย่างดี” เสนาบดีฝ่ายซ้ายกล่าวขณะเปิดกล่องไม้ให้ผู้เป็นนายดูทีละกล่อง
            หลังจากอรินทร์กลับไปได้สักพัก พลานุก็เดินทางมาเข้าเฝ้าพร้อมกับของกำนัลมากมายมาถวายดังที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า
            “กระหม่อมรับประกันเลยว่า รสชาติดีกว่าชุดที่แล้วอีกพะย่ะค่ะ หากพระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์ เราจะให้ประชาชนได้มีโอกาสสัมผัสความสุขที่ได้จากโอสถเหล่านี้ บ้านเมืองก็จะสงบสุข และทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ผู้ผูกขาดโอสถทิพย์แต่เพียงผู้เดียวพะย่ะค่ะ”
            ไมค์ยื่นกล้องยาสูบขนาดยาวคืนให้กับชายสูงวัย
            “ท่านลองชิมแล้วรึ”
            อีกฝ่ายถึงกับเงียบไปอึดใจหนึ่ง
            “มิบังอาจพะย่ะค่ะ ของดีขนาดนี้ กระหม่อมเห็นว่าคนสำคัญของแผ่นดินอย่างพระองค์สมควรได้ลิ้มลองก่อนใครๆ”
            “งั้นวันนี้ข้าให้เกียรติท่านลองชิมก่อน... รับไปสิ”
            พลานุมีอาการลังเลนิดหน่อย ดูเผินๆ คล้ายกำลังเกรงใจ ทว่าไมค์รู้ดีว่าท่าทางอิดเอื้อนเหล่านั้นมาจากอะไร
            “จะดีเหรอพะย่ะค่ะ”
            เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างใจเย็น
            “ตั้งแต่ข้าฟื้นจากตอนนั้น ข้าก็ลืมไปหมดแล้วว่าเขาใช้ไอ้นี่กันยังไง ถ้าท่านไม่ทำให้ดู ข้าก็เอาไปใช้ไม่เป็นน่ะสิ อืม... ว่าแต่โอสถทิพย์อะไรนี่ มีสรรพคุณยังไงแล้วนะ”
            “เป็นโอสถที่สามารถรักษาบาดแผลทางใจได้พะย่ะค่ะ สูบเข้าไปแล้วจะพบแต่ความสุข ลืมเรื่องเจ็บปวดทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต” ชายสูงวัยพูดพลางจุดไฟเผาเศษใบไม้แห้งที่ปลายซึ่งเป็นตะกั่วของกล้องยาสูบ
            ไมค์ได้กลิ่นฉุนประหลาดโชยมาพร้อมกับควัน เขาทำจมูกฟุดฟิดอย่างไม่สบอารมณ์นัก
            นี่มัน... ไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปสินะ เสนาบดีฝ่ายซ้ายมอมเมาองค์ชายคนน้องด้วยยาเสพติดบ้าๆ นี่... มิน่าล่ะ เขาถึงได้รู้สึกว่าร่างกายของหมอนี่อ่อนแอกว่าเขาซึ่งเป็นภูมิแพ้เสียอีก
            เด็กหนุ่มจำใจทนอยู่อีกครู่หนึ่งเพื่อจะได้เห็นภาพศัตรูขององค์รัชทายาทสูบโอสถทิพย์
            “ไม่สูบล่ะท่าน” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ
            “เอ่อ... คือ กระหม่อม...”
            ว่าแล้วเชียว ตาแก่นี่รู้ว่าโทษของมันคืออะไร จึงไม่คิดแตะต้อง แต่กลับนำมาเสนอให้องค์ชาย เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองหาผลประโยชน์ใส่ตัวในอนาคตสินะ
            “อะไรกัน... อย่าบอกนะ ว่าของดีขนาดนี้ ท่านนำมาให้ข้า แต่ตัวท่านเองไม่ใช้ แล้วท่านมาบอกข้าได้อย่างไรว่าใช้แล้วดีมีคุณภาพ”
            “แต่ปกติพระองค์ก็ทรงรู้ด้วยตัวพระองค์เองมิใช่หรือพะย่ะค่ะ”
            “อืม... นั่นสินะ ก็อาจใช่ เพราะอย่างนี้ไง ท่านพลานุ... ข้าถึงอยากให้ท่านได้มีโอกาสรู้สึกอย่างข้าบ้าง ถือเป็นรางวัลที่ท่านอยู่เคียงข้างและจงรักภักดีต่อข้ามาตลอด สูบสิ... มิเช่นนั้นข้าจะถือว่าท่านทำลายน้ำใจข้า”
            ไมค์สะกดสีหน้าให้เปี่ยมไปด้วยความเอื้ออารีย์ ทว่าในใจนึกสะใจไม่น้อยที่ได้บังคับให้อีกฝ่ายได้มัวเมากับสิ่งเหล่านี้เป็นการเอาคืน
            พลานุนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศกดดันมากกว่าอาการคะยั้นคะยอซึ่งมาจากสายตาคมกริบของอีกฝ่าย ก็จำต้องทำตามที่ผู้เป็นนายรับสั่ง
            ...แค่ครั้งสองครั้ง คงไม่ถึงกับติดกระมัง...
            เด็กหนุ่มเรียกข้าหลวงคนสนิทให้เข้ามาในห้อง แล้วประกาศก้องอย่างสง่าผ่าเผย
            “บดินทร์ ช่วยแบ่งโอสถทิพย์ที่ท่านพลานุให้ออกมาส่วนหนึ่ง อืม... เอาเป็นทั้งกล่องนี้เลยแล้วกันนะ แล้วก็จัดที่บริเวณนี้ให้สะดวกสบายต่อการใช้โอสถทิพย์ให้ท่านพลานุด้วย วันนี้เราอยากให้ของขวัญแก่คนสำคัญของเรา” พูดจบก็หันมายังเสนาบดีฝ่ายซ้าย “ท่านพลานุ... ไม่ต้องเกรงใจนะ เชิญเพลิดเพลินกับของกำนัลจากข้าจนกว่าของจะหมด”
            “แล้วพระองค์ล่ะพะย่ะค่ะ”
            “ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ท่านนำมาให้ข้ามากมายขนาดนี้ ใช้คนเดียวไม่หมดหรอก ตอนนี้ข้ายังไม่มีอารมณ์จะลองของดีจากท่าน หวังว่าท่านคงไม่ขัดใจข้าหรอกนะ”
            พูดจาเอาแต่ใจจบก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งชายสูงวัยให้นั่งตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปขององค์ชายจนพูดอะไรไม่ออก
            หลังจากปิดประตู ไม่กี่นาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงไอเหมือนสำลักควันของผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในห้องซึ่งปิดหน้าต่างไว้อย่างมิดชิด
            ไมค์รู้ดีว่าพลานุไม่สูบโอสถทิพย์ของเขาหรอก แต่อย่างน้อย... แกล้งให้อยู่ในห้องที่รมด้วยควันจากสารเสพติดนั่น กว่าของจะหมดประสาทหมอนั่นคงหลอนไม่แพ้คนสูบอย่างแน่นอน
            เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้อาจสร้างความสงสัยในตัวองค์ชายพิรัชต์ให้แก่ชายสูงวัยเป็นแน่... แต่ใครสนล่ะ? ในเมื่อเขาไม่ใช่องค์ชายนั่นเสียหน่อย


            บ่ายวันต่อมา ไมค์เดินออกมารับสุภาพสตรีสวยสง่าที่ก้าวลงมาจากราชรถ
            “ถวายพระพรเพคะ องค์ชายไมค์”
            เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายทักทายเช่นนั้น
            พิชญะในชุดเจ้าหญิงหัวเราะคิกคัก
            “หม่อมฉันจำมาจากรูปที่พระองค์วาดเพคะ คงเป็นนามแฝงที่ใช้ในการวาดภาพสินะเพคะ”
            อย่างนี้นี่เอง... ไมค์ถอนหายใจเบาๆ แล้วหัวเราะแก้เก้อ
            วูบหนึ่งเขาหลงคิดว่าเธอล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาเหมือนนันท์
            “ท่านจะเรียกข้าว่าไมค์เฉยๆ ก็ได้นะ คนที่ข้ารักมากที่สุดก็เรียกข้าเช่นนั้น”
            พิชญะกระพริบตาปริบๆ ...คนที่รักมากที่สุดงั้นเหรอ? ก็ไหนองครักษ์หนุ่มของเขาบอกว่านางในฝันของอนุชาคือตัวเขาตอนแต่งหญิงไงล่ะ หรือว่ายังมีคนอื่นอีก?
            แต่จะว่าไป... ผู้หญิงที่เขาสงสัยอาจมีมาก่อนที่เขาแต่งหญิงเข้าไปสืบก็เป็นได้ จริงสิ อีกฝ่ายเคยบอกว่าเป็นคนรักที่ไม่เหมาะสม
            พิชญะเริ่มคิดเตลิดไปไกล
            หลังจากทุกอย่างพร้อม ทั้งคู่ก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังทะเล

            ไมค์ลงมาจากรถม้าแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ภาพตรงหน้าของเขาคือหาดทรายสีขาวที่ยาวเป็นเส้นตรง น้ำทะเลสวยใส คลื่นซัดเข้ามาไม่ขาดสาย ทว่าเงียบสงบ...
            น่าเสียดายที่ท้องฟ้าหม่นไปนิด ท่าทางเย็นนี้ฝนจะตก
            ถึงจะเคยเห็นทะเลมามาก แต่ไมค์ก็ไม่ค่อยคุ้นกับสถานที่ที่มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เช่นนี้เท่าไหร่
            ถ้ามีบ้านพักอยู่ด้านหลัง เปลญวณอยู่ใต้ต้นไม้ ร้านส้มตำ หรือร้านอาหารริมทะเลหรูๆ อาจทำให้เขาอุ่นใจขึ้นบ้างกว่านี้
            เด็กหนุ่มหันกลับไปยื่นมือให้ร่างเล็กที่ยังอยู่ภายในรถม้า
            อรินทร์ตัวปลอมค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วก้าวลงจากรถด้วยการพยุงของอนุชา ขณะที่หย่อนเท้าลงมานั้นเอง ปลายรองเท้าของเธอดันเกี่ยวกับชายกระโปรงด้านใน ทำให้เสียหลัก ไมค์เห็นดังนั้นก็รีบโอบเอวรับ ทว่ายิ่งรองเท้าส้นสูงที่ไม่ถนัดสัมผัสพื้นทรายอันอ่อนยวบ ร่างเล็กบางกว่าก็ถลาเข้าหาอกแข็งแกร่ง
            “เหวอ...”
            ไมค์รับร่างนั้นไว้อย่างทะนุถนอม เขาพยุงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนอย่างสง่าอีกครั้ง แล้วประคองให้ไปนั่งที่ประตูรถม้า
            “ขอประทานอภัยเพคะ”
            พิชญะรู้สึกอายในความซุ่มซ่ามไม่เหลือท่า
            ทว่าอีกฝ่ายกลับนั่งคุกเข่าตรงหน้า เลิกกระโปรงขึ้นแล้วถอดรองเท้าส้นสูงออกให้ ทำให้พิชญะออกอาการตกใจไม่น้อย
            “นานๆ ที ให้เท้าสัมผัสผืนทรายบ้าง”
            เมื่อเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย รัชทายาทหนุ่มก็โล่งใจ
            ทว่ายังไม่ทันโล่งใจอย่างเต็มที่ พิชญะก็ต้องเบิกตาโพลงอีกครั้ง เพราะอีกฝ่ายไม่ได้หยุดแค่นั้น ไมค์กลอกตาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสอดมือเข้าไปในกระโปรงฟูฟ่องลึกเข้าไปจนเกือบถึงโคนขา
            “จะ... จะทำอะไรน่ะ” เขาส่งเสียงโวยวายพลางกระถดการออกห่าง
            “อ๊ะ... ขอโทษ ข้าก็แค่จะถอดถุงน่องท่านออกมาเท่านั้น กระโปรงรุ่มร่ามขนาดนี้ ให้ถอดเองที่นี่ก็คงลำบาก”
            ถ้าไม่ติดตรงแววตาซื่อๆ ของคนพูดแล้วล่ะก็ การกระทำดังกล่าวก็ไม่ต่างจากข้ออ้างเพื่อฉวยโอกาสลวนลามแต่อย่างใด
            ผู้ชายล้วงกระโปรงถอดถุงน่องให้ผู้หญิงเนี่ยนะ... ไม่ว่าประเทศไหนก็คงไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับกันได้หน้าตาเฉยอย่างแน่นอน
            แต่สุดท้าย... พิชญะก็ยอมให้อีกฝ่ายเปลื้องถุงน่องออกไปจนได้ เขารู้สึกละอายไม่น้อย ทว่าขณะที่ขาเปลือยเปล่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกล่วงเกินแต่อย่างใด อีกฝ่ายดึงขอบถุงน่องลงมาจนสุดปลายเท้าอย่างนุ่มนวลและสุภาพ ทว่าตัวเขาเองต่างหากที่เกิดอารมณ์ประหลาดขึ้นต่อคนที่อยู่ตรงหน้า
            หัวใจเต้นถี่ แก้มร้อนฉ่า
            ทั้งที่ปกติก็คุ้นเคยกับการมีข้าราชบริพารสัมผัสร่างกายเมื่อทำความสะอาดเนื้อตัวให้แท้ๆ 
            ไมค์พยุงร่างเล็กในชุดฟูฟ่องให้ลุกขึ้นยืน พิชญะรู้สึกตื่นเต้นที่ฝ่าเท้าอ่อนนุ่มของตัวเองจมหายไปบนพื้นผิวทรายครึ่งหนึ่ง ความรู้สึกยวบยาบเมื่อก้าวเดินดูจะสร้างความประทับใจให้เขาไม่น้อย
            ไมค์เองก็ถอดรองเท้าถุงเท้า แล้วพับขากางเกงขึ้นมาใต้เข่า เขาจูงมือสาวน้อยตรงหน้าไปยังเกลียวคลื่นที่ซัดเข้ามายังผืนทราย
            พิชญะจับกระโปรงขึ้นเมื่อถูกเร่งฝีเท้า เขาหัวเราะร่าท่ามกลางลมทะเลเหมือนเด็กเล็กๆ กระทั่งเมื่อเท้าแตะผืนน้ำอันเย็นเยียบ แรงฉุดของคนตรงหน้าก็ทำให้เขาเสียหลักถลาเข้าไปหาแผ่นอกกว้างของน้องชาย แล้วทั้งคู่ก็ล้มกลิ้งอยู่ตรงชายฝั่งของทะเล
            รู้สึกตัวอีกที ร่างในชุดฟูฟ่องก็นอนคว่ำหน้าอยู่บนแผ่นอกอุ่นของคนสูงใหญ่ เมื่อเขาผละใบหน้าออกมาก็พบสายตาสวยซึ้งจับจ้องใบหน้าของตัวเองอยู่
            เจอะแบบนี้... ถ้าเขาเป็นผู้หญิงล่ะก็ คงเผลอหลับตาพริ้มโน้มกายจุมพิตบุรุษรูปงามตรงหน้าเหมือนถูกสะกดไปแล้วแน่ๆ แต่เขาไม่ใช่...
            พิชญะยิ้มเก้อๆ ด้วยความเขิน เขาพยายามยันกายลุกจากคนตรงหน้าที่ตนล้มทับ ทว่าไม่ไวเท่ามืออีกฝ่ายที่ดึงตัวเขาไว้ แล้วประคองใบหน้าใสเข้ามาจุมพิตอย่างดูดดื่ม
            รัชทายาทหนุ่มตกใจไม่น้อย ทว่าไม่นานบรรยากาศเหงาๆ กับเสียงน้ำทะเลก็ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปกับริมฝีปากอันอ่อนโยน
            “อืม...”
            เขาหลับตาพริ้ม ปล่อยใจปล่อยกายไปตามความนุ่มนวลของอีกฝ่าย
            กระทั่งแผ่นหลังสัมผัสผืนทรายอุ่น เรียวแขนที่กำลังจะโอบรอบคอก็ชะงัก แล้วเปลี่ยนเป็นผลักอกกว้างให้ออกห่างแทน
            “ข้า... ขอโทษ”
            ไมค์ได้สติ ลุกขึ้นเบี่ยงกายลงนั่งข้างๆ
            พิชญะยันตัวลุกขึ้น ไม่กล้าสบสายตา เขารู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก
            มะ... เมื่อกี้มันอะไรกัน? เขาเผลอทำอะไรลงไปงั้นเหรอ? พิรัชต์ไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะคิดว่าเขาเป็นผู้หญิง อาจจะพลั้งเผลอไปบ้างด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เขานี่สิ... เป็นผู้ชายแท้ๆ หนำซ้ำยังรู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นอนุชา...
            เขาเก็บความละอายที่หลั่งล้นออกมาอย่างกระทันหันไว้ไม่อยู่ ร่างในชุดฟูฟ่องผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกจากตรงนั้น
            “อรินทร์!”
            ไมค์รีบวิ่งตามไป แล้วรั้งรอบเอวอีกฝ่ายไว้ ก่อนฉุดเข้ามาแนบชิดกายไม่ยอมให้ออกห่าง
            “ข้าขอโทษ... ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรล่วงเกินท่าน อภัยให้ข้าด้วยเถอะนะ”
            เด็กหนุ่มกอดอีกฝ่ายแน่นพลางทำเสียงออดอ้อน
            “ปล่อยหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันไม่ได้โกรธพระองค์”
            พิชญะขืนตัวออกจากอ้อมอกนั้น ทว่ากลับทำให้วงแขนรัดแน่นขึ้นอย่างหวงแหน
            “ไม่ได้โกรธแล้ววิ่งหนีทำไมล่ะ”
            “หม่อมฉันอายเพคะ ฝ่าบาทเองก็ทรงมีคนที่จะแต่งงานด้วยอยู่แล้ว ไหนจะหญิงในดวงใจ...”
            “หญิงในดวงใจงั้นเหรอ”
            ไมค์ทวนคำอย่างงงๆ
            “เพคะ องค์ชายพิชญะทรงเล่าให้หม่อมฉันฟังว่าอย่างนั้น...”
            “แล้ว...” ไมค์ลากเสียงนิดหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์ “เสด็จพี่เล่าให้ท่านฟังว่ายังไงล่ะ”
            “ทรงบอกว่า องค์ชายพิรัชต์ทรงมีนางในฝันอยู่แล้ว แต่ฐานะไม่เหมาะสมกัน...”
            ไมค์จับไหล่ของอีกฝ่ายให้หันหน้ามาสบตา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้
            “ตอนนั้นเสด็จพี่เล่าด้วยท่าทางยังไงเหรอ”
            คำถามนี้ถึงกับทำให้คนตอบถึงกับอึ้ง
            “เอ่อ... ก็...”
            “เสด็จพี่มีท่าทางไม่พอใจรึเปล่า” ไมค์เปลี่ยนคำถามให้อีกฝ่ายเข้าใจ
            “มะ... ไม่มีเลยเพคะ องค์ชายพิชญะทรงมีความสุขที่พระองค์ทรงอินเลิฟ”
            รัชทายาทหนุ่มตอบด้วยหวังว่าพิรัชต์อาจเปิดใจพูดคุยกับเขาในคราวหน้า ทว่าสีหน้าของอีกฝ่ายกลับดูห่อเหี่ยวลงแทนที่จะโล่งใจ
            เด็กหนุ่มคลายมือจากสาวน้อยจำแลงอย่างเหงาหงอย
            ...ไม่หึงซักหน่อยเลยเหรอ...
            พิชญะเหมือนนึกขึ้นได้ รีบเปลี่ยนเรื่องเป็นการใหญ่
            “จริงสิ หม่อมฉันนำอาหารแบบง่ายๆ มาด้วยเพคะ...”
            ทั้งคู่เดินขึ้นจากชายหาดกลับไปยังรถม้าโดยไม่รู้เลยว่า ขณะเดียวกันนั้นเอง... สายตาจากมุมมืดคู่หนึ่ง กำลังจ้องเขม็งมายังพวกเขา

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 28 Jun 2009 01:06:30 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 01:50:53 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 23:57:59 by ★ひまじん★

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด ตามมาอ่านค่า
รออยู่หลายวัน เข้ามาเจอคุณหิมะอัพแล้วดีใจสุดๆไปเลย
ขอบคุณมากๆนะคะ

#1 By xaiouar (58.64.101.68) on 2009-06-28 01:44

โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ

มาร่วมแสดงความยินดีต้อนรับตอนที่ 16 ค่า

ให้กำลังใจคุณหิมะในการอัพตอนต่อ ๆ ไปนะคะ

#2 By (58.9.111.42) on 2009-06-28 01:47

อ๋า .. เค้าตรวจหาบุหรี่กันแบบนี้เลยเหรอเนี่ย
แบบว่า ถูกใจคนอ่านมากค่ะ 5555

ขอบคุณคุณหิมะมากค่ะ สนุกสมกับที่รอคอยเลยจริงๆ
รอตอนต่อไปอยู่นะคะ ^______^

#3 By AMMIE on 2009-06-28 02:07

อ๊าาาาาาาา สนุกมากเลยค่ะคุณหิมะ

ติดตามตลอดเลยค่ะ รออยู่ว่าคุณหิมะจะมาอัพอีกเมื่อไหร่ อิอิ

แต่ก็สนุกสมกับที่รอคอยจริง ๆ ค่ะ

confused smile

#4 By (58.9.253.26) on 2009-06-28 11:44

วู้วววว ในที่สุดตอน16ก็มาแล้วววว^^

สนุกมากๆค่ะ

แวะมาดูทุกวันเลย

ขอบคุณที่มาอัพน้าาาาา :)

#5 By sere (125.27.179.154) on 2009-06-28 21:33

ว้าวววววว

เราชอบคู่องค์ชายพิรัชต์กะกอล์ฟที่สุดเลย

น่ารักมากๆ

#6 By - - -Death Note- - - (117.47.226.232) on 2009-06-30 19:53

ดีใจจังมาอัพตอนใหม่แล้ว
ชอบคู่ของกอล์ฟกับพิรัชต์อ่ะ น่ารักมากๆ
เริ่มจะรู้สึกดีๆต่อกัน แต่ก็ทะเลาะกันอีกแล้ว
แต่ชอบวิธีตรวจหาบุหรี่นะเนี่ย อิอิ
ส่วนคู่ของพิชญะกับไมค์ก็หวานแหววกันดีนะเนี่ย
มีเพียงหาดทราย สายลม กับสองเรา
แต่คนที่แอบดูอยู่คือใครเนี่ย? อยากรู้จัง
หิมะรีบมาอัพอีกเร็วๆนะ จะเข้ามาดูบ่อยๆเลย

#7 By pookie (112.142.89.86) on 2009-06-30 23:12

โอ้ว

หิมะไม่ส่งข่าวเลยน๊าว่าอัพแร้ว

แหะๆ

ดีใจๆ ที่ได้อ่าน

เรียนหนัก กิจกรรมเยอะทำเอาเครียดเหมือนกัน

แต่ได้อ่านฟิคเรื่องนี้ก็มีความสุขแร้วล่ะ

อ่านไปอมยิ้มไป

รีบมาต่อน๊า

เด๋วจะแวะมาดูอีก

^^

#8 By Doc AuAire (119.42.110.109) on 2009-07-01 03:56

ในที่สุด ตอนนี้ก็คลอด น่ารักม๊ากกกกกกกกกกก


จริงๆนะ ^ ^

#9 By Mokodoki (125.24.157.79) on 2009-07-01 22:22

อืม ถ้าอย่างนั้น ร่างที่อยู่กับกอล์ฟก็ไม่ใช่ร่างไมค์น่ะสิ
แต่เป็นพิรัชต์ทั้งตัวเลยใช่มั้ยนะ

บุหรี่แบบนี้ นึกถึงบุหรี่สมัยก่อนแฮะ

ว่าแต่กอล์ฟ เด็ดขาดมาก ดมหากลิ่นบุหรี่ขนาดนี้ หลบไม่พ้นแน่ๆ

ยังรอเสมอนะคะ หิมะ

#10 By Rachel (125.24.167.227) on 2009-07-05 10:57

ชอบประโยคนี้มากเลย "พระองค์ทรงอินเลิฟ" 5555+

คิดไปคิดมาน่าสงสารองค์ชายพิรัชต์เหมือนกันแฮะ โดนท่านพลานุไรนั่นเอายาให้เสพ เลวมากกกกกกกกกก

ชอบตอนกอล์ฟตรวจหาบุหรี่เหมือนกัน 555+ จมูกไวกว่าหมา กร้ากกกกกกกกก ฮาได้อีก

หิมะรีบๆมาต่อน้า ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะแอบปันใจไปหาหนุ่มเกาหลี แต่เราก้อยังไม่ลืมฟิคหิมะแน่นอน อิอิ

#11 By fiorena (125.24.242.130) on 2009-07-05 17:36

ร่าเริงตีปีก ในที่สุดก็ได้อ่านแล้ว
มีความสุขจังเลยค่ะที่รู้สึกว่าความรู้สึกของตัวละครเริ่มจะคลี่คลายบ้างแล้ว
อย่างน้อยๆองค์ชายพิรัชต์ก็เริ่มจะไม่เอาอารมณ์เป็นใหญ่แล้วโหดใส่น้องกลอฟ
แถมอีกคู่ก็เริ่มมีเขินกันเองแล้ว
ร่าเริงมากมายทีเดียว

#12 By ~love~ on 2009-07-06 18:44

ตอบคุณ Doc AuAire

หิมะขอโทษค่ะ อัพคราวที่แล้วหิมะเวลาน้อยมากเลยอ่ะ แปะเสร็จก็ชิ่ง เลยไม่ได้บอกใครเลย


ถึงทุกๆ คน

หิมะคิดถึงเพื่อนๆ ชาวแฟนฟิคกอล์ฟไมค์มากๆ เลยนะคะ ช่วงปีที่ผ่านมานี้หิมะเจอมรสุม เลยไม่ได้แตะฟิคเลย แต่จะพยายามหาเวลาเขียนให้จบทุกเรื่องเลยค่ะ บางเรื่องจะเขียนต่อแต่ก็ลืมรายละเอียดไปแล้ว เสียดายจัง เศร้า ถ้ามีเวลามากกว่านี้จะพยายามเร่งเรื่องอื่นด้วยค่ะ ส่วนเรื่องนี้อัพแบบเรื่อยๆ ล่ะนะ กะว่าซักเดือนละครั้ง แต่ถ้ามรสุมมาสุมอีกก็อาจต้องรอยาวหน่อยค่ะ ทยอยเขียนทีละนิด แต่ถ้าลงก็อยากลงทีเดียวทั้งตอน

ส่วนคนที่ลุ้นให้พี่น้องกลับมารักกันก็...

หิมะไม่บอกดีกว่า เอาเป็นว่าพี่น้องสองคู่เขาได้กลับมาเจอกันแน่ๆ แต่ถ้ากลับมาแบบธรรมดาก็ไม่ใช่นิยายของหิมะน่ะสิ ฮิฮิ big smile

#13 By ★ひまじん★ on 2009-07-07 16:20

โอ้วว กำลังหนุกเลยอ่ะ องค์ชายพิรัชเริ่มรู้สึกแปลกๆกะกอล์ฟและ

ส่วนไมค์กะพิรัชก็มีคนแอบตาม

อยากอ่านตอนต่อไปแล้วอ่ะ

#14 By kimi (61.19.50.9) on 2009-07-14 15:34

ลุ้นให้พี่น้องเจอกันค่ะ

#15 By ysky (117.47.45.212) on 2009-07-28 20:16