fiction

G.M. รหัสรัก พิทักษ์โลก [16]

posted on 22 Apr 2009 00:59 by i-am-hima  in fiction

 

  * คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                และแล้วชีวิตประจำวันของสองพี่น้องก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

                จากกินอยู่หลับนอนในศูนย์ฝึกอบรม ก็ได้กลับมานอนหลับเต็มตาที่บ้านอันแสนคิดถึง

                ตารางการฝึกถูกเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพื่อรองรับแผนออกอัลบั้มชุดแรก จากที่เคยฝึกเน้นการต่อสู้ ก็ต้องมาเน้นการร้องเต้น และวางคอนเซ็ปต์ของงาน

                ช่วงเช้าก่อนเวลาตอกบัตรของพนักงาน ภาพเด็กชายสองคนกับผู้จัดการส่วนตัวเดินเข้าลิฟต์เป็นที่คุ้นตาของรปภ. แม้ปลายทางคือชั้น 28 แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก กลับไม่พบใครอยู่ในนั้น... พวกเขาจำเป็นต้องฝึกใต้น้ำและสุญญากาศในอีกโลกหนึ่ง หลังเที่ยงจึงได้กลับมาทำงานเพลงต่อที่บริษัท

                โชคดีที่ยังอยู่ในระหว่างปิดภาคเรียน ทั้งคู่จึงทำงานเพียงสองอย่างในเวลาเดียวกัน แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ยังถือว่าไม่หนักหนามาก แต่อีกไม่ถึงสองสัปดาห์โรงเรียนก็จะเปิด แม็กซ์จึงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี เขาไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้เขาจะรับมือกับความยากลำบากไหวหรือไม่

                เกรย์จบชั้นม.ปลายแล้ว... เอาตัวรอดไปหนึ่งคน... ดูเหมือนหมอนั่นมีเป้าหมายในใจเรื่องมหาวิทยาลัย แต่เมื่อต้องทำอัลบั้มแบบนี้ กำหนดการสอบเข้าจึงต้องเลื่อนออกไปหนึ่งปี เขาก็ไม่ได้ละทิ้งการเรียน ยังคงหาเวลาอ่านหนังสือเตรียมอยู่สม่ำเสมอ

                ทั้งคู่เจอกลุ่มของแพททริคอยู่เป็นประจำ เนื่องจากห้องซ้อมเต้นและออฟฟิศอยู่ชั้นเดียวกัน แม็กซ์พบว่าไม่ใช่ทุกคนในกลุ่มที่ไม่ชอบหน้าพวกเขา อย่างน้อยคนที่เข้ามาคุยดีๆ กับแม็กซ์ก็มีริน... ลูกครึ่งญี่ปุ่นไต้หวันคนนั้น

                “สวัสดี... ฉันชื่อริน นายจำฉันได้ใช่มั้ย”

                เด็กหนุ่มหน้าใสอ่อนวัยกว่าเข้ามาทักแม็กซ์ในวันหนึ่ง

                “อื้ม จำได้สิ นายซ้อมกับพวกเราบ่อยๆ นี่นา”

                แม็กซ์รู้สึกแปลกๆ เพราะเขารู้ว่าก่อนหน้าที่เขาจะกลับมาพวกเขาเคยเรียนเต้นห้องเดียวกันหลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้พวกเขายังเดินสวนกันไปมาในบริษัทนับครั้งไม่ถ้วน สบตากัน มองหน้ากันจนเหมือนคนรู้จัก แล้วทำไมจู่ๆ เด็กหนุ่มที่ชื่อรินถึงเพิ่งจะมาแนะนำตัวกับเขาในวันนี้

                “แต่พวกเราไม่ค่อยถูกกัน... เอ่อ... ฉันหมายถึงพี่ชายนายกับเฟรด แล้วก็แพททริค...”

                แม็กซ์ยักไหล่

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันกับนายล่ะ หรือว่านายเองก็ไม่ชอบพวกฉันเหมือนเจ้าพวกนั้น”

                “อ๊ะ เปล่านะ” รินปฏิเสธพัลวัน “ฉันไม่ได้เกลียดพวกนายเลย ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ชายนายกับพวกแพททริคเคยมีเรื่องอะไรกัน แต่ที่ฉันเข้าพวกกับแพททริคก็เพราะทางสังกัดวางตัวฉันไว้อย่างนั้น ถึงคนในกลุ่มพวกฉันจะอิจฉาพวกนายที่พอเซ็นสัญญาปุ๊บก็ได้ออกอัลบั้มปั๊บ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ยังไม่ถึงเวลาของพวกฉัน... และฉันคิดว่าพวกนายเองก็คงกดดันไม่น้อยเหมือนกัน...”

                แม็กซ์ยิ้ม ยื่นมือไปลูบหัวเด็กหนุ่มหน้าตี๋ที่ตัวเล็กกว่าอย่างเอ็นดู

                “ใช่... ฉันกดดันไม่แพ้พวกนายหรอก ขอบใจนะที่เข้าใจ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกรย์เคยมีเรื่องอะไร แต่ฉันก็หวังว่าความบาดหมางระหว่างพวกเราคงเป็นเพียงแค่การอิจฉา”

                รินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

                “แม็กซ์... ฉันชอบนายนะ ฉันเลยอยากให้พวกเราดีกันซักที ฉันรู้สึกว่าความเกลียดของเฟรดไม่ใช่แค่ความอิจฉา... ฉันไม่แน่ใจหรอกนะ แต่ดูเหมือนเฟรดจะรู้จักกับเกรย์มาก่อน...”

                เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งกลอกตานึก เท่าที่เขานึกออก เขาแน่ใจว่าเขาไม่เคยเห็นเฟรดมาก่อน หรือจะเป็นศัตรูลับๆ ของเกรย์?

 

                หลังจากแยกกับรินแม็กซ์ก็ขึ้นลิฟท์ไปยังห้องซ้อมร้องเพลง ทว่าขณะที่ลิฟต์กำลังจะปิด ใครบางคนก็ยื่นแขนมากั้นประตูลิฟต์ไว้ แล้วเปิดประตูออกก่อนไถลตัวเข้ามาในที่แคบๆ นั้น

                “เกรย์”

                แม็กซ์มองอย่างแปลกใจ เขานึกว่าพี่ชายไปคุยงานที่ห้องประชุมแล้วเสียอีก

                เกรย์หันไปกดสวิตช์ล็อกลิฟต์ทันทีที่ประตูปิด แม็กซ์ได้แต่กระพริบตาปริบๆ

                “มีอะไร?”

                “คำคำนั้นฉันต้องถามนายมากกว่า... มีอะไร แม็กซ์”

                น้ำเสียงของเกรย์เจืออารมณ์โมโหอยู่ในที เล่นเอาแม็กซ์ทำตัวไม่ถูกว่าเขาควรตอบว่าอะไร

                “ฉะ... ฉันไม่มีอะไรนี่ นายนั่นแหละ จู่ๆ ก็เข้ามา แถมล็อกลิฟต์ไว้อีก”

                เกรย์เข้าไปประชิดติดตัวแม็กซ์ซึ่งถอยกรูดติดฝาผนัง

                “นายคุยอะไรกับเจ้าเปี๊ยกนั่น”

                “หา?”

                เด็กหนุ่มคนน้องทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก กะอีแค่คุยกับคนของคู่อริ เกรย์ถึงกับระแวงขนาดวางท่าข่มขู่เขาเลยงั้นเหรอ

                “กะ... ก็แค่ทักทายกัน... คุยกันเรื่องทั่วๆ ไป”

                ดูเหมือนคำตอบจะไม่เป็นที่น่าพอใจของคนถามสักเท่าไหร่

                “แน่ใจนะ” น้ำเสียงนั้นคาดคั้นกว่าเก่า

                แม็กซ์พยักหน้าหงึกเพื่อให้เรื่องจบๆ

                “งั้นก็แล้วไป... ฉันไม่ชอบให้นายไปคุยกับเด็กนั่น”

                “ทำไมล่ะ นายไม่ชอบรินเหรอ... จริงๆ แล้วหมอนั่นไม่มีอะไรนะ ออกจะเป็นเด็กดีด้วยซ้ำ”

                ‘นายชอบมันรึไง’

                คราวนี้เสียงเกรย์ผุดขึ้นมาในหัวแทน

                แม็กซ์มองหน้าพี่ชายแววตาสั่นระริก ทำไมจู่ๆ เกรย์ถึงได้ตีหน้ายักษ์เขาอีกครั้งหลังจากทำตัวเป็นพี่ชายแสนดีมาหลายวัน หรือว่า...

                ทันทีที่เด็กหนุ่มรู้สึกเคว้งคว้าง มือใหญ่ก็ดึงตัวเขาเข้ามาประกบริมฝีปากอย่างไม่ทันตั้งตัว

                “อื้อ... อือ...”

                แม็กซ์ทุบต้นแขนอีกฝ่าย พยายามขืนกายออกจากวงแขนนั้น

                ‘เกรย์... ทำอะไรบ้าๆ ตรงนี้น่ะ ในลิฟต์มีกล้อง’

                ‘นายนั่นแหละ จู่ๆ ก็อาการบ้าๆ ก็กำเริบในนี้ โทษฉันไม่ได้นะ’

                ‘ปล่อย... ฉัน... ฉันหายแล้ว’

                เกรย์ยอมถอนริมฝีปากออกแต่โดยดี มือใหญ่บรรจงเช็ดริมฝีปากเปียกชื้นของน้องชายให้ แม็กซ์ได้แต่จ้องสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยน ตาคู่สวยแดงระเรื่อชุ่มชื้น

                “ถ้าฉันชอบริน... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย แล้วถ้าฉันจะบอกว่ารินไม่ใช่ประเภทเดียวกับแพททริคหรือเฟรด นายจะยอมดีกับเขามั้ย”

                เกรย์หลบสายตาแข็งกร้าวที่มองมา เขารู้สึกเหมือนกำลังทำผิดที่โมโหอีกฝ่าย และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้หงุดหงิดกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ขนาดนี้

                “มันไม่เกี่ยวหรอกนะ ว่าหมอนั่นจะเป็นพวกแพททริคหรือไม่... แต่ฉันไม่ชอบเวลาเห็นนายคุยกับหมอนั่น... อย่างสนิทสนมแบบนั้น”

                แม็กซ์อึ้งไปนิดหนึ่ง กระพริบตาปริบๆ พลางพินิจสีหน้าของพี่ชายจอมโหดซึ่งดูสงบขึ้นมาบ้างแล้ว

                “เกรย์... นาย...”

                จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรง

                “แค่นี้แหละ นายจะไปห้องซ้อมไม่ใช่เหรอ ฉันเองก็ต้องคุยงานเรื่องเพลงเดี่ยวเหมือนกัน”

                ยังไม่ทันพูดจบดีเด็กหนุ่มคนพี่ก็รีบตัดบทพลางกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์

                “เอ่อ เกรย์...”

                แม็กซ์รั้งไว้ทำให้อีกฝ่ายซึ่งกำลังก้าวออกจากลิฟต์ชะงักขา ทว่าไม่มีทีท่าจะหันกลับมามอง

                “ก่อนที่เราจะมาอยู่ที่นี่... นายเคยรู้จักเฟรดมาก่อนรึเปล่า”

                “นายอยากรู้ไปทำไม”

                เสียงผู้ถูกถามเย็นชาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

                ‘หรือนายจะไปสนิทกับหมอนั่นอีกคน’

                “ปะ... เปล่านะ คือเมื่อกี้ที่ฉันคุยกับรินน่ะ เห็นรินบอกว่าดูเหมือนเฟรดจะรู้จักนายมาก่อน”

                เกรย์ไม่ตอบ เขาเดินออกจากลิฟต์ไปก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง

                แม็กซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อตั้งสติได้ก็กดปุ่มเลือกชั้น ขณะลิฟต์เลื่อนขึ้น ใบหน้าสวยซึ่งดูซีดเผือดกับการจู่โจมเมื่อครู่ก็กลับผุดรอยยิ้มบางๆ ขึ้น

                ...หรือว่าเมื่อกี้เกรย์คง... หึง?

                “จะบ้าเหรอ ไม่นะ แล้วยิ้มอะไรของนายน่ะ แม็กซ์บ้า... เกิดไอ้พี่ซาดิสต์นั่นนึกพิศวาสเราแบบนั้นขึ้นมา อี๋... แค่คิดก็สยองแล้ว”

                เด็กหนุ่มกระทืบเท้าโวยวายเหมือนเป็นบ้าอยู่คนเดียว ก่อนจะรีบกลับมาสงบเสงี่ยมอีกครั้งเมื่อประตูลิฟต์เปิด

 

 

                อาการของไทนี่ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น เธอหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาล

                “สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงเป็นยังไงบ้างครับ”

                แม็กซ์หันไปถามผู้จัดการหนุ่มซึ่งเป็นคนติดต่อกับอีกโลกหนึ่ง

                “ไม่ต่างจากคุณแม่ของพวกนายนักหรอก”

                “แล้วถ้าคนใดคนหนึ่งฟื้น... อีกคนจะฟื้นขึ้นด้วยรึเปล่าครับ”

                เกรย์ตั้งข้อสงสัยบ้าง เขามีลางสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูกว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีนอกจากจะมีพระพักตร์ละม้ายคล้ายแม่ของตนราวกับเป็นคนเดียวกันแล้ว ยังอาจมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกัน ถึงขนาดคนหนึ่งล้มป่วยอีกคนก็ล้มป่วยในอาการเดียวกันด้วย...

                “เหมือนฝาแฝด” แม็กซ์พูดขึ้นลอยๆ แต่แล้วก็หัวเราะแหะออกมา “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ในเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงมีอายุเกือบร้อยปี แต่แม่ยังสาวของพวกเราอายุแค่สี่สิบกว่าๆ เท่านั้น... ครึ่งต่อครึ่งเลยนะ”

                จะมีอะไรเพ้อเจ้อได้มากกว่านี้อีกมั้ย... เด็กหนุ่มทั้งคู่พากันทอดถอนใจ

                “อะไรก็เป็นไปทั้งนั้นแหละ วินาทีนี้...”

                ทุกคนต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเกรย์ ไหนจะเรื่องโลกอีกมิติของอวกาศนั่น สภาพร่างกายเหนือมนุษย์ของทั้งคู่ และการล้มป่วยของผู้เป็นมารดาและจักรพรรดินี ต่อจากนี้ยังจะมีเรื่องอะไรอีก?

                ‘จริงๆ แล้ว พวกเราอาจไม่ได้เป็นคนบนโลกนี้ก็ได้นะเกรย์’

                ‘อย่าเพิ่งเดาอะไรให้มากกว่านี้เลยแม็กซ์ แค่นี้ฉันก็งงจะตายอยู่แล้ว’

                ทันใดนั้น เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เอเทียลหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดรับสาย จากนั้นเขาก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งเด็กทั้งสองคนไว้อยู่กับร่างที่ยังไม่ได้สติของไทนี่

                แม็กซ์นั่งฟุบหน้าลงที่ขอบเตียงข้างๆ ไหล่ของหญิงสาว หยาดน้ำใสๆ รื้อขึ้นมาปริ่มขอบตาคู่สวย

                “แม่... แม่ได้ยินผมรึเปล่า... แม่หลับนานเกินไปแล้วนะ”

                เกรย์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเตียงเอื้อมมือไปลูบหัวอ่อนนุ่มของน้องชาย

                “นายเข้มแข็งกว่าที่ฉันคิดนะ”

                ‘ฉันนึกว่านายจะร้องไห้ขี้มูกโป่งตั้งแต่วันแรกที่กลับมาด้วยซ้ำ’

                แม็กซ์เงยหน้าขึ้นมองค้อน

                “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซักหน่อย”

                ‘ที่ร้องไห้บ่อยเขาเรียกว่ามารยาเด็กต่างหากล่ะ คุณพี่ชาย...’

                เกรย์ขมวดคิ้วอย่างหมั่นไส้

                ‘ที่นายร้องไห้ต่อหน้าฉันบ่อยๆ เนี่ยนะ?’

                เด็กหนุ่มคนน้องแลบลิ้นใส่ทั้งที่ตายังเปียกชุ่ม

                ‘นายเองก็ตอแหลพอกันนั่นแหละ อยู่ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นรักน้อง ใครแตะต้องไม่ได้ ฉันเลยสนองความอยากเป็นฮีโร่ของนายน่ะสิ สะใจดี’

                นั่นเป็นเพราะ ทุกครั้งที่แม็กซ์โดนใครล้อหรือรังแก เกรย์จะสวมวิญญาณองครักษ์พิทักษ์น้องชาย เอาคืนคนพวกนั้นจนสาสมกับความผิด โดยหารู้ไม่ว่าบางทีแม็กซ์ก็เป็นคนเริ่มเรื่องด้วยตัวเองด้วยซ้ำ... ถึงจะไม่บ่อยนักก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็ยังได้ป่วนชีวิตประจำวันของพี่ชายตัวร้ายที่ข่มเหงเขาลับหลังผู้คนทุกวี่ทุกวันได้

                ‘ไอ้เด็กปิศาจ’

                เกรย์แยกเขี้ยวใส่ ขณะแม็กซ์ผุดลุกจากเก้าอี้เตรียมหลบมือใหญ่ที่อยู่ใกล้ศีรษะของเขา

                ‘นายร้ายกับฉันก่อนนะ’

                ทั้งคู่ส่งรังสีพิฆาตใส่กันจนเกิดไฟฟ้าแปลบปลาบเหนือร่างที่นอนหลับอย่างสงบของมารดา

                ไม่นานนักเอเทียลก็กลับเข้ามาในห้อง

                “เอ่อ... ฉันคิดว่าพวกนายงานเข้าซะแล้วล่ะ”

                สองพี่น้องหันมามองหน้าผู้จัดการสุดหล่อพร้อมกัน

                “มีกำหนดเคลื่อนย้ายพระวรกายเพื่อไปรับการรักษา...”

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราเหรอครับ?”

                เกรย์ถามอย่างงงงวย

                “เกี่ยวสิ... เพราะพวกนายต้องไปด้วย”

  

 

                เกรย์และแม็กซ์ถูกเรียกตัวมายังห้องประชุมของกองบัญชาการพลเรือนพิเศษ

                ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ก็พบร่างสูงสง่าอันคุ้นตาขององครักษ์คนพี่ในสมเด็จพระจักรพรรดินี

                “พี่ซี”

                เด็กหนุ่มคนน้องดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจออกนอกหน้า พลางวิ่งเข้าไปหา

                “ไง แม็กซ์”

                ชายหนุ่มอ้าแขนรับร่างเพรียวที่พุ่งตัวเข้ามากอด แล้วขยี้เส้นผมอ่อนนุ่มของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู ซีฟรีไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบของเด็กหนุ่มตรงหน้า โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเด็กหนุ่มอีกคนแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนทั่วทั้งห้องอบอวลด้วยบรรยากาศทะมึน

                “พี่บีฟรีล่ะครับ”

                “คอยอารักขาพระวรกายของสมเด็จพระจักรพรรดินีอยู่น่ะ... งานคราวนี้ฝากตัวด้วยนะ”

                “ฝากตัว?”

                แม็กซ์ขมวดคิ้วสงสัย

                “ใช่ เพราะพวกเราสี่คนต้องไปด้วยกัน”

                “จริงเหรอครับ”

                เด็กหนุ่มออกอาการดีใจอย่างออกนอกหน้า เขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยว่า จะได้มีโอกาสร่วมงานกับองครักษ์หนุ่มที่ตัวเองชื่นชมเสมือนพี่ชาย คราวนี้เขาจะได้ใช้เวลากับซีฟรี... พี่ชายคนใหม่ที่ใจดี อ่อนโยน และอบอุ่นจนอยากอยู่ด้วยตลอดเวลา

                “ว่าแต่พวกเราจะไปไหนกันครับ”

                เกรย์ถามพลางข่มความหมั่นไส้ที่เห็นภาพน้องชายเข้าไปเกาแกะชายร่างสูงในเครื่องแบบสีขาว

                “อีกฟากของทะเลทรายอัลซามา”

                “ทะเลทราย!?”

                ทั้งเกรย์และแม็กซ์อุทานขึ้นมาพร้อมกัน

                นายพลชารีมาซึ่งอยู่ในห้องนั้นเช่นกันส่งเสียงกระแอมเพื่อเรียกความสนใจ และได้ผล เมื่อเด็กหนุ่มทั้งสองหันไปเห็นก็กล่าวทักทายอย่างสุภาพ ชายสูงวัยกดสวิตช์ที่อยู่บนหัวโต๊ะตรงหน้า ทันใดนั้น เหนือโต๊ะประชุมทรงวงรีขนาดใหญ่ก็มีภาพโฮโลกราฟกึ่งโปร่งใสที่ยังมองทะลุเห็นผนังอีกด้านหนึ่งขึ้นมา เป็นภาพแผนที่โดยรวมบนดาวซึ่งสามารถปลี่ยนสีได้ตามหมวดหมู่ที่ต้องการให้ระบุ

                “ขณะนี้เราอยู่ที่นี่”

                นายพลชารีมาชี้บนภาพกึ่งโปร่งใส ทันใดนั้นก็มีจุดสีแดงปรากฏขึ้นบริเวณที่ถูกสัมผัส

                เกรย์และแม็กซ์มองแผนที่โดยคร่าวๆ แล้วทั้งคู่ก็ทำตาโตพร้อมกัน

                ‘นี่มัน...’

                ‘เหมือนแผนที่โลกเราเปี๊ยบเลย’

                ‘ก็ไม่เปี๊ยบหรอกนะ แค่คล้ายๆ บางจุดก็ไม่เหมือน คงเป็นเพราะโลกเรามีปรากฏการณ์ทั้งธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นจนทำให้บางแห่งผิดเพี้ยนไปจากเมื่อก่อนล่ะมั้ง’

                ‘หมายความว่านี่อาจเป็นแผนที่โลกโบราณที่โคตรทันสมัยงั้นเหรอเกรย์’

                ‘คงเกือบใช่ ไม่เหมือนซะทีเดียวหรอก ฉันเดาว่าบางทีทั้งดาวนี้และโลกเราอาจมีต้นทุนก่อนการกำเนิดชีวิตเหมือนๆ กัน แต่ที่นี่น่าจะรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติมากกว่าโลกเรามาก สภาพภูมิประเทศจึงเปลี่ยนไปน้อยกว่าโลกเรา’

                ‘จริงด้วย ดูนั่นสิ ยังมีแผ่นดินยูโธเปียในตำนานอยู่เลย’

                นายพลชารีมาชี้เส้นทางที่พวกเขาต้องผ่านในคราวนี้ เส้นสีแดงเคลื่อนไปตามนิ้วของนายพล ดูแล้วไม่ได้ไกลเท่าไหร่ ดูจากเส้นแบ่งเขตการให้บริการประชาชนแล้ว ระยะทางน่าจะราวๆ สองสามประเทศ จากนั้นนายพลก็กดสวิตช์อีกครั้ง ภาพสามมิตินั้นยังคงเป็นแผนที่ แต่เส้นแบ่งเขตหายไป พื้นผิวแผ่นดินที่เรียบง่าย กลายเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เห็นความตื้นลึกของแผ่นดินอย่างชัดเจน

                “ทางกองทัพคงอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่พวกท่านเพียงแค่ตรงนี้ พอถึงทะเลทราย พวกท่านต้องเดินทางด้วยเกวียนคาราวานตามลำพัง”

                “ตามลำพัง?”

                นายพลชารีมาพยักหน้า ซีฟรีจึงหันมาอธิบาย

                “การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นความลับ เพราะหากพวกกบฏรู้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีตัวจริงประชวรและเสด็จไปรับการรักษา อาจเกิดความวุ่นวายขึ้นบนดาว และเสี่ยงที่จะเกิดการสะกดรอยเพื่อลอบปลงพระชนม์ได้ ดังนั้นพวกเราจึงต้องไปกันแค่สี่คน โดยให้พวกท่านอารักขาสมเด็จพระจักรพรรดินีแทนพวกข้า บีฟรีจะคอยเป็นม้าไวเพื่อดูสำรวจเส้นทาง ส่วนข้าจะคอยระวังหลังและดูแลเรื่องน้ำ”

                “ทำไมพวกท่านถึงไม่อยู่กับสมเด็จพระจักพรรดินีเองล่ะ”

                เกรย์อดถามไม่ได้

                “เพราะเป็นทะเลทราย... อากาศร้อนเป็นข้อจำกัดพลังของข้า การสร้างจุดเยือกแข็งแต่ละครั้งต้องใช้พลังมากเป็นพิเศษ จึงยากลำบากในการต่อสู้ท่ามกลางอากาศร้อน”

                “แล้วจุดหมายของเราล่ะครับ”

                แม็กซ์ถามขึ้นบ้าง นายพลชารีมาจึงลากนิ้วไปบนบริเวณสีน้ำตาลอ่อนบนแผ่นที่ พุ่งไปทางทิศเหนือ

                “หลังจากข้ามทะเลทรายอัลซามาก็จะถึงป่าสนซิลเซียร์ ที่นี่หละคือจุดหมาย... พวกท่านต้องพาพระนางขึ้นไปยังหุบเขารุ้งกินน้ำ ที่นั่นเป็นที่ประทับเพื่อฟื้นพลังชีพของพระนาง ส่วนรายละเอียดของเส้นทางท่านซีฟรีคงทราบดีอยู่แล้ว...”

                “หามิได้ ข้าศึกษาภูมิประเทศของดาวอย่างละเอียดก็จริง แต่นี่จะเป็นครั้งแรกของข้าที่ได้เดินทางข้ามทะเลทรายอัลซาฟาและขึ้นไปทางเหนือ”

                “แสดงว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีเคยเสด็จ แต่พี่ซีไม่เคยไปเหรอครับ”

                แม็กซ์ถามสอดขึ้นมา ทำเอาพี่ชายแท้ๆ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลอดเบะปากไม่ได้เมื่อได้ยินคำว่า “พี่ซี”

                “สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงมีพระชนมายุถึงเก้าสิบพรรษา ราชองครักษ์รุ่นก่อนเคยเล่าให้พี่ฟังว่าในยามที่พระวรกายอ่อนแอพระองค์มักเดินทางไปที่นั่นบ่อยๆ แต่ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมืองบนดาวไม่สงบสุขและมั่นคงเหมือนเมื่อก่อน หากพระนางเสด็จไปที่ไกลๆ ขนาดนั้น ราชสำนักอาจถูกผู้ไม่ประสงค์ดียึดได้ทุกเวลา”

                เด็กหนุ่มทั้งสองนึกถึงเหตุการณ์ระเบิดก่อนหน้านี้ แล้วขนลุกขึ้นมา

                “สรุปก็คือ งานนี้เป็นงานลับ จุดมุ่งหมายเพื่อพาสมเด็จพระจักรพรรดินีไปฟื้นตัวที่หุบเขารุ้งกินน้ำ ซึ่งต้องผ่านตัวเมืองสองเมือง ทะเลทราย และป่าสน”

                เกรย์ทบทวนสั้นๆ ตามที่เข้าใจ

                “เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้”

                ซีฟรีเสริม ซึ่งทำเอาเด็กหนุ่มทั้งสองถึงกับอ้าปากค้าง

                “พรุ่งนี้!!!”

                ชายหนุ่มในเครื่องแบบขาวสะอาดพยักหน้า

                “จริงๆ อยากให้เป็นตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เกรงว่าพวกท่านจะเตรียมตัวไม่ทัน”

                เกรย์ทำหน้าหน่าย ...ยังกับเลื่อนเป็นพรุ่งนี้แล้วพวกเขาจะเตรียมตัวทันงั้นแหละ...

                “เรามีเวลาไม่มาก ยิ่งเลื่อนออกไปเท่าไหร่ ข่าวการเดินทางลับๆ นี่อาจมีโอกาสรั่วไหลไปยังพวกกบฏได้ แน่นอนว่าทางราชสำนักได้เตรียมตัวรับมือไว้พร้อม แต่ทางฝั่งเราซึ่งมากับพระนางมีกันแค่สี่คน หากกองทัพของพวกกบฏตามมาทันหรือไปดักซุ่มล่วงหน้า พวกเราจะลำบากมาก”

                จึงต้องออกเดินทางแบบไม่ทันให้ใครตั้งตัว... แม้แต่พวกเดียวกัน

  

 

                คืนนั้น ขณะแม็กซ์กำลังเคลิ้มหลับ แรงไหวของเตียงสองชั้นที่เขานอนอยู่ปลุกเขาให้ตาสว่างขึ้นมาอีกรอบ

                เงาตะคุ่มที่คุ้นตาของพี่ชาย กำลังปีนบันไดขึ้นมา และคร่อมร่างของเขาไว้โดยไม่ยอมให้ตั้งตัว

                เด็กหนุ่มเกือบหยุดหายใจ เมื่อเห็นแววตาแข็งกร้าวเตรียมคาดคั้นบางอย่างพุ่งตรงมายังเขา

                “เกรย์... นะ... นี่มันดึกแล้วนะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทาง”

                แม็กซ์ครางเสียงอ่อย ในใจแย้งว่า ขืนโดนทำอะไรในคืนนี้ล่ะก็ ตอนเช้าเขาอาจถึงขั้นลุกไม่ไหวแน่ เพราะดูจากแววตาที่ดุดันนั่นแล้ว ท่าทางจะไม่ธรรมดา

                “บอกฉันมาแม็กซ์... นายไปสนิทกับหมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่”

                เกรย์ถามเสียงทุ้มต่ำจนเหมือนเค้นเสียงลอดไรฟัน

                “เกรย์...”

                แม็กซ์หัวใจเต้นแรง เขาน่าจะชินชากับความโหดของพี่ชาย แต่ครั้งนี้เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเกรย์ไม่ได้ข่มเหงเขามาระยะหนึ่งจึงทำให้เขาตื่นกลัวกับท่าทีดุร้ายที่พักหลังไม่ค่อยมี หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่

                มือใหญ่ตะปบลำคอระหงของคนเบื้องล่าง แล้วออกแรงกดพอที่จะให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บและถูกคุกคาม

                แม็กซ์ส่งเสียงหายใจติดขัดเหมือนคนจมน้ำ

                “อย่ามาสำออย แม็กซ์... ต่อให้บีบจนคอตีบนายก็ไม่ตายหรอก”

                เด็กหนุ่มคนน้องพยายามดึงมือพี่ชายออก น้ำตาเริ่มคลอจนตาพร่ามัว

                “อึ่ก... ปล่อย...”

                ถามกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้กำลัง แม็กซ์นึกเคืองนิดๆ

                “ฮือ... ปะ... ปล่อย... ก่อน... สิ”

                คนถูกถามส่งเสียงพูดอย่างยากลำบาก

                เกรย์ยอมคลายมือออกจากลำคอน้องชาย แม็กซ์หอบหายใจและไอเหมือนสำลักอากาศตามความเคยชินเดิมของร่างกาย ทว่าไม่ทันที่ลมหายใจจะกลับคืนสู่ปกติ ร่างสูงเบื้องบนก็ก้มลงบดเบียดริมฝีปากอย่างบ้าคลั่ง

                “อือ...”

                แม็กซ์ประท้วงเบาๆ ในตอนแรก แต่แล้วก็ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงความหวานจากริมฝีปากไปจนหนำใจ

                หลังรสจูบที่ราวกับหิวกระหาย เกรย์ถอนริมฝีปาก ลูบใบหน้าอีกฝ่ายอย่างโหยหา พลางส่งสายตาแฝงความหงุดหงิดระคนเจ็บปวด

                “ใคร...”

                แม็กซ์ถามกลับไปเสียงแผ่ว บางทีเขาอาจติดใจการกระทำร้อนแรงแบบนี้ของเกรย์ก็ได้... ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

                “ซีฟรี”

                คำตอบด้วยเสียงเครียดทำเอาคนฟังคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

                ทำไมถึงดีใจอยู่ลึกๆ นะ?

                แต่แล้วใบหน้าสวยก็รีบปรับสีหน้าสลดลงเล็กน้อย ก่อนทำหัวหดเล่าเรื่องด้วยเสียงเครือ

                “ตอนที่นายทิ้งฉันกลับบ้าน... พี่ซีใจดีมาก มาเยี่ยมแทนจักรพรรดินีบ่อยๆ เล่านู่นเล่านี่ให้ฟัง ทำให้ฉันหายเหงา แถมยังยอมให้ฉันเป็นน้องชายอีกคน ฉันเลยเรียกเขาว่าพี่ซี...”

                แม็กซ์ทำท่าจะเล่าต่ออีกยาว ทว่าโดนกำปั้นของเกรย์ทุบลงข้างศีรษะเสียก่อน เด็กหนุ่มจึงต้องหยุดไว้เพียงแค่นั้น เขามองพี่ชายด้วยสายตางงๆ บรรยากาศรอบตัวเกรย์เครียดขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

                พี่ซีเรอะ?... ทีกับเขายังไม่เคยเรียกคำว่า “พี่” เลย

                “เกรย์? เป็นอะไรรึเปล่า...”

                แม็กซ์ถามตาใสซื่อ ทั้งที่เขาพอจะเดาได้อยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร และเขาก็กำลังสนุกกับท่าทางกระฟัดกระเฟียดของอีกฝ่ายเสียด้วยสิ

                เปลี่ยนใจดีกว่า... คืนนี้ชักอยากถูกทำร้ายซะแล้วสิ ขอโทษนะเกรย์... แต่นายนั่นแหละที่ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้

                “นี่ เวลาพี่ซีทำน้ำแข็ง ปลายนิ้วจะเป็นสีเงิน เท่ไปเลย แต่ถึงพี่ซีจะไม่ทำน้ำแข็ง นิ้วพี่ซีก็เย็นมากๆ เลยล่ะ”

                “หุบปากซะ”

                เกรย์ตะคอกใส่ เขารู้สึกหมั่นไส้รอยยิ้มมีความสุขขณะเล่าเรื่องพี่ชายอื่นของคนตรงหน้า

                “อะไรของนายน่ะเกรย์... พี่ซีเขาเป็นคนดี...”

                ร่างเบื้องบนไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ เขาจู่โจมด้วยจูบอย่างคลุ้มคลั่ง ก่อนทึ้งเสื้อนอนของคนตัวเล็กกว่า แม็กซ์พยายามผลักไสอีกฝ่ายออก เขารู้สึกถึงการกระทำที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่า... ที่เด็กหนุ่มขัดขืนไม่ใช่เพราะต่อต้าน แต่เขากำลังยั่วอยู่ต่างหากล่ะ

                ทำไมเขาจะสัมผัสไม่ได้... บาดแผลของเกรย์ บาดแผลที่เขาจงใจกรีดช้าๆ ต่อหน้าต่อตา

                เอาสิเกรย์... ยิ่งนายทำรุนแรงกับร่างกายฉันเท่าไหร่ แสดงว่าจิตใจของนายกำลังเจ็บปวดมากเท่านั้น

                แม็กซ์ส่งเสียงครางไม่หยุด เมื่อร่างกายถูกอีกฝ่ายทั้งเบียดทั้งกระแทกเข้ามาจนถึงส่วนที่ลึกสุด แม้การเสียดสีอย่างไม่ปรานี และการขบกัดตามผิวกายจนเกิดรอยช้ำ จะเรียกน้ำตาจนชุ่มใบหน้า แต่ขณะกอดก่ายคนที่กำลังทำร้ายอยู่นั้น แม็กซ์แอบเผยรอยยิ้มอย่างสะใจท่ามกลางความมืด

                แสบๆ คันๆ ใช่มั้ยล่ะพี่ชาย... ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนฉลาดแถมช่ำชองอย่างนาย จะไม่รู้จักอารมณ์ที่เรียกว่า... หึง

                บางทีหมอนี่อาจยังไม่รู้ตัว... หรืออาจรู้แล้ว? แต่ปฏิเสธอยู่

                ดีล่ะ ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับ ฉันจะปั่นหัวนายเล่นแบบนี้แหละ ถึงจะเจ็บตัวแต่ก็สนุกเป็นบ้าเลย

 

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 22 Apr 2009 01:11:02 by ★ひまじん★

edit @ 28 Jul 2009 23:59:34 by ★ひまじん★

  * คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                งานเลี้ยงแต่งงานของซายากะจัดขึ้นในโรงแรมหรูสมฐานะ เจ้าสาวอยู่ในชุดกระโปรงทรงสุ่มยาวสีขาวบริสุทธิ์ เคียงข้างชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีดูสะสะอาดสะอ้านในชุดสูทสีงาช้าง

                “อ๊ะ มาโกโตะซังกับมาโมรุซังมาแล้ว”

                เธอดีใจออกนอกหน้าทันทีที่เห็นเด็กหนุ่มชุดขาวซึ่งมีเสื้อเชิ้ตสีดำและเน็คไทสีแดงสวมอยู่ภายใต้สูทเรียบหรู เสื้อสูทตัวนอกปักเลื่อมสีเทาเป็นลวดลายแนวโกธิคที่ปกและหน้าอกเสื้อข้างหนึ่ง ทั้งคู่เหมือนจงใจสวมมาให้เกือบเหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงรายละเอียดของเครื่องประดับที่สวมเข้ากับชุด

                “งานแต่งงานลูกสาวทั้งที ต่อให้ยุ่งยังไงก็ต้องมาครับ”

                เด็กหนุ่มร่างสูงแซวแทนการเอ่ยทัก

                หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อ เธอฉีกยิ้มดวงตาเป็นประกายแล้วหันไปยังเจ้าบ่าวรูปหล่อของเธอ

                “ริวจัง เพิ่งเคยเจอครั้งแรกสินะ นี่มาโกโตะซัง ส่วนนี่มาโมรุซัง เอ่อ... คุณแม่ที่ซายะเล่าให้ฟังไง”

                “วันนี้มาพร้อมหน้าทั้งคุณพ่อคุณแม่ครับ”

                มาโมรุทำหน้าทะเล้นพลางโอบเอวเด็กหนุ่มข้างๆ ให้เข้ามาใกล้ มาโกโตะหน้าร้อนฉ่าแอบหยิกมืออีกฝ่าย

                “สวัสดีครับ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้มีโอกาสเจอมาโกโตะกับมาโมรุตัวจริง... แถมยังในงานแต่งงานของตัวเองอีก ขอบคุณจริงๆ ครับที่ให้เกียรติมา แล้วก็... ต้องขอโทษด้วย ที่การแต่งงานของพวกเราไปทำให้พวกคุณต้องเดือดร้อนก่อนหน้านี้...”

                ชายหนุ่มทักอย่างเป็นมิตร

                “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ... พวกเราต่างหาก ต้องขอบคุณพวกคุณทั้งคู่”

                มาโมรุพูดตอบ ทำให้บ่าวสาวมองหน้ากันอย่างงงๆ แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ กลับหันไปส่งสายตาให้พี่ชายอย่างอ่อนหวานจนเจ้าของงานอดอิจฉาไม่ได้

                ขอบคุณ... ที่ทำให้นายกลับมาอยู่เคียงข้างฉันอีกครั้งไงล่ะ...

                เมื่อเห็นสายตาหยาดเยิ้มอย่างไม่ลดละ มาโกโตะก็เบ้ปากกลบเกลื่อน ทำเป็นไม่สนใจแล้วหันไปพูดกับหนุ่มสาวตรงหน้า

                “ยินดีด้วยนะครับท่านซายากะ วันนี้คุณสวยสง่ามาก... ดูมีความสุขมาก...”

                “ขอบคุณค่ะ”

                “เอ้า... ถ่ายรูปหน่อยครับ แขกคนอื่นต่อคิวรอถ่ายรูปกันยาวเหยียดแล้ว”

                เสียงช่างภาพขัดการสนทนาขึ้นมา เขาปล่อยให้คนทั้งสี่อยู่ในโลกส่วนตัวมาพักหนึ่งแล้ว

                หลังจากเรียงแถวกันถ่ายรูปเสร็จ มาโมรุก็เข้าไปตบบ่าชายหนุ่มเจ้าของงาน

                “ถึงผมจะไม่ใช่แม่ที่ดูแลท่านซายากะมา... แต่อย่างน้อยก็มีความผูกพันที่เหนียวแน่นมาตั้งแต่แรกเห็น...”

                เขาพูดเสียงจริงจัง แต่ใบหน้าและสายตาเหมือนกำลังแอบขำตัวเองอยู่ที่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ ในขณะที่คนที่ยืนข้างๆ คลี่ยิ้มเหมือนพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเห็นได้ชัด

                เด็กหนุ่มเหลือบตาค้อนพี่ชายราวกับจะพูดว่า...มีปัญหาอะไร มาโกะ... ทำหน้าตาแบบนั้น เดี๋ยวปั๊ดจับปล้ำกลางงานซะเลย...

                มาโกโตะเห็นดังนั้นก็ยักไหล่แกล้งหันหน้าไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ

                “ดูแลท่านซายากะให้ดีด้วยนะครับ... แล้วก็ขอให้มีความสุขมากๆ”

                “ขอบคุณครับ รับรองว่าผมจะไม่ทำให้ซายะจังเสียใจเลย... คุณแม่ยาย”

                มาโกโตะหลุดหัวเราะดังพรืดเมื่อได้ยินคำสุดท้าย แต่แล้วต้องรีบปิดปากเมื่อรู้สึกถึงรังสีอำมหิตของน้องชาย

                ...หนอย... มาโกะ... ฝากไว้ก่อนเถอะ คืนนี้จะเอาคืนให้ไปถ่ายละครไม่ไหวเลย ฮึ่ม!!

                สาเหตุที่มาโมรุค้อนพี่ชายจนตาแทบเหล่ก็เป็นเพราะตั้งแต่เรื่องราวคลี่คลาย เขาโดนพี่ชายจอมกวนประสาทล้อตลอด

                เออ... ขอโทษที่ชาติที่แล้วฉันเกิดเป็นผู้หญิง จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะ ชาตินี้ฉันจับนายกดได้ก็แล้วกันน่า ฮ่าๆๆๆๆ ...เด็กหนุ่มปลอบตัวเองในใจ

                “พวกเราก็ขอให้มาโกโตะซังและมาโมรุซังมีความสุขเช่นกันนะคะ”

                ซายากะกล่าวอวยพรบ้าง พลางยกหมัดขึ้นมาทำท่าสู้ๆ

                เด็กหนุ่มทั้งสองยิ้มให้เธอแทนคำขอบคุณ

                “งั้นเชิญพวกคุณแม่ เอ๊ย... พวกคุณเข้าไปพักข้างในตามสบายค่ะ ถ้าอึดอัดหรือไม่สะดวกใจก็พักห้องประชุมข้างๆ ได้นะคะ มีพิธีบนเวทีเมื่อไหร่จะให้คนไปเรียก”

                ที่เธอพูดเช่นนี้เพราะงานเลี้ยงคราวนี้ถือว่างานช้างทีเดียว แขกเหรื่อในวงสังคมและญาติพี่น้องในตระกูลมาร่วมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทุกคนต่างไม่รู้มาก่อนว่าจะมีนักร้องชื่อดังมาร่วมงานด้วย จึงเกรงว่าจะทำให้เกิดความไม่สะดวกใจกับเด็กหนุ่มทั้งสอง

                “ขอบคุณครับ”

                ทั้งคู่ยิ้มๆ แล้วเดินเข้าไปข้างใน

               

                พิธีการเริ่มขึ้นบนเวที เด็กหนุ่มทั้งสองก็ได้รับเชิญให้มานั่งโต๊ะด้านหน้า มาโมรุแอบจับมือคนรักที่นั่งข้างๆ ตน เมื่ออีกฝ่ายหันมามอง เขาก็ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูว่า

                “ขอโทษนะมาโกะ... เพราะฉัน นายเลยไม่มีโอกาสได้แต่งงานแบบนี้”

                มาโกโตะแก้มแดงระเรื่อ เขาชำเลืองมองน้องชายตอบด้วยหางตา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเป็นฝ่ายยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่ายบ้าง

                “นายจำไม่ได้เหรอ... งานแต่งของพวกเราไม่มีงานไหนเทียบได้หรอก เพราะนายทำอาหารให้ฉันกิน”

                “นั่นสินะ... วันนั้นนายเป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดในโลกเลยรู้มั้ย”

                มาโกโตะเบะปากด้วยความหมั่นไส้ ...คนอะไรหลงตัวเองชะมัด

                “เจ้าสาวที่ไหน ฉันเป็นเจ้าบ่าวต่างหาก ช่างเหอะ... แต่ฉันก็โชคดีที่สุดในโลกจริงๆ แหละ ที่วันนั้นไม่ท้องเสีย”

                ทั้งคู่หยุดการกระซิบกระซาบกันเมื่อเจ้าสาวแสนสวยมองมาและโบกมือให้ เด็กหนุ่มทั้งสองโบกตอบ แล้วมองภาพตรงหน้าอย่างเป็นสุข

                “มาโกะ... นายจะว่าอะไรมั้ย... ฉันอยากร้องเพลงอวยพรให้ลูกสาวฉัน”

                มาโกโตะหันมากระพริบตาปริบๆ

                “ใครจะไปว่าอะไรนายล่ะ งั้นฉันร้องด้วยแล้วกัน”

                

                มาโมรุเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอน แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นร่างของพี่ชายกำลังนั่งพิงหมอนท่องบทละครอยู่บนเตียง

                ร่างสูงคลี่ยิ้มแล้วนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆ เขาหอมพวงแก้มใสฟอดใหญ่อย่างลิงโลด

                “ไม่อยากเชื่อเลย ว่านายจะเป็นฝ่ายมาหา”

                มาโกโตะวางบทลง แล้วเข้าไปซุกอกน้องชายอย่างอ้อนๆ

                ...หอมจัง... กลิ่นของมาโมรุหลังอาบน้ำเนี่ย...

                ร่างสูงไม่ยอมเสียโอกาส แขนแข็งแกร่งรีบคว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดเหมือนตุ๊กตาหมี

                “เฮ่... พี่ชาย... นายรู้ใช่มั้ยว่าบทลงโทษของการทำตัวน่ารักแบบนี้คืออะไร”

                เด็กหนุ่มฝังใบหน้าลงที่ซอกคอพลางกระซิบ ทว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ แต่ถามกลับมาแทน

                “นี่... มาโมรุ ถ้าฉันเป็นผู้หญิงก็คงดีสินะ”

                เด็กหนุ่มแอบทำหน้าเซ็ง... หมอนี่ คิดมากอะไรอีกล่ะ

                “ฉันก็ไม่ได้ชอบผู้ชายหรอกนะ... แต่ในเมื่อนายไม่ใช่ผู้หญิง มันก็ช่วยไม่ได้ ก็ฉันดันรักนายไปแล้วนี่นา”

                ห้องเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วจึงตามด้วยคำถามคล้ายๆ กัน

                “นี่... มาโมรุ ถ้าฉันไม่ได้เป็นพี่น้องกับนายก็คงดีสินะ”

                คนฟังทำหน้าเซ็งระลอกสอง... ยังไม่เลิกอีก เป็นอะไรมากป่าวเนี่ย

                “ใครว่าล่ะ ฉันออกจะโชคดีที่มีพี่อย่างนาย ลองคิดดูสิ นายรักฉันทั้งแบบน้องชายและแบบคนรัก ฉันโชคดีขนาดไหนที่ได้รับความรักจากนายตั้งสองแบบ เหมือนได้ดับเบิลพอยต์เชียวนะ อีกอย่าง... ถ้านายไม่ใช่พี่ฉัน ฉันก็คงไม่ได้เจอและรักกับนายอย่างนี้”

                “แต่คนอื่นๆ ในบ้านคงจะไม่มีความสุขใช่มั้ยล่ะ ถ้าพวกเราเห็นแก่ตัวรักกันแบบนี้”

                ...วกเข้าเรื่องเดิมอีกจนได้... มาโมรุเริ่มเดือดปุด

                “มาโกะ... นายจะหาว่าฉันเลวก็ได้นะ แต่นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ... ต่อให้พวกเราไม่ได้รักกัน มนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องมีความทุกข์อื่นๆ เข้ามาในชีวิตอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่ฉันเชื่อที่สุดก็คือถ้าเรายังรักกันแบบนี้ตลอดไป และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเรามีความสุขกับความรักของเราได้ล่ะก็ ไม่นานทุกคนก็จะยอมรับ และไม่มีอะไรต้องกังวลอีก...”

                ...จริงสิ... ที่พ่อกับแม่เป็นห่วงและพยายามจะขัดขวางพวกเขาก็เพราะกลัวว่าสักวันถ้าความรักสูญสลาย ความเป็นพี่เป็นน้องและสายใยรักในครอบครัวจะขาดสะบั้นลงไปด้วยต่างหาก ต่อให้พวกเขารักผู้ชายด้วยกันแบบนี้ แต่ความรักของคนในครอบครัวก็จะยังเหมือนเดิม เพียงแต่ที่พ่อแม่รับไม่ได้คงเพราะดันเป็นพี่น้องกันเท่านั้น

                ถ้าพ่อแม่รังเกียจที่พวกเขาเป็นอย่างนี้จริง ป่านนี้คงไล่พวกเขาออกจากบ้านไปนานแล้ว ไม่ก็พาไปหาจิตแพทย์อย่างที่พ่อแม่คนอื่นๆ เขาทำกัน คงไม่ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตประจำวันกันอย่างปกติหน้าตาเฉยเช่นทุกวันนี้หรอก

                “แต่... นายจะเอาอะไรมาประกันได้ล่ะว่าพวกเราจะรักกันตลอดไป”

                “พูดงี้แปลว่าซักวันนายจะเปลี่ยนใจงั้นสิ”

                มาโมรุเสียงแข็งขึ้นมาทันที

                “จะบ้าเหรอ... ฉันแอบรักนายมาตลอด... กว่าพวกเราจะใจตรงกันแบบนี้ต้องผ่านอะไรต่อมิอะไรมาตั้งเยอะ จะเปลี่ยนใจง่ายๆ ได้ยังไง... ฉันไม่ยอมหรอก”

                “ฉันก็ด้วย... ฉันรักนายมาเกือบทั้งชีวิตแล้ว กะอีแค่รักนายต่อไปเรื่อยๆ ทุกวันอย่างที่เป็นมาทำไมจะทำไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปรักคนอื่นยังยากซะกว่า”

                พูดจบก็จูบริมฝีปากอิ่มตรงหน้าเบาๆ

                “แต่... ฉันก็ยังรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น... เรื่องคุณหนูโซเฟียนั่นก็ยังไม่จบ ดูท่าทางแม่กับมามิจังก็ยังไม่ละความพยายาม หาคนอื่นมาหมั้นกับฉันแทนท่านซายากะ ไหนจะพ่อก็ยังไม่หายโกรธ... ถึงกับเทียวไปเทียวมาด้วยความเป็นห่วง เปลืองค่าเครื่องบิน แล้วแถมยังไม่ค่อยได้พักผ่อนอีก”

                “พอทีเถอะมาโกะ... นายไม่ต้องคิดในส่วนของคนอื่นหรอก นายแค่หนักแน่นในความรักของพวกเราก็พอ เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญเลยซักนิด สำหรับฉัน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ... ขอแค่นายอยู่เคียงข้าง ขอแค่นายยังรักฉัน เท่านั้นก็พอแล้ว”

                มาโกโตะมองหน้าน้องชายอย่างพินิจ... ทำไมเวลาหมอนี่พูดอะไรแบบนี้ ถึงได้ดูเป็นผู้ใหญ่นักนะ... เจ้าเด็กแก่แดดเอ๊ย...

                “ยิ้มอะไร”

                ร่างสูงมองตอบอย่างกวนๆ

                “เปล่า แค่คิดว่านายเข้มแข็งจัง”

                “ฉันเข้มแข็งเพราะมีนาย ถ้านายไม่รักฉัน ฉันจะอ่อนแอมาก จำเอาไว้”

                “ดีจังน้า... เป็นมาโมรุเนี่ย”

                “ต้องบอกว่า ดีจังน้า... เกิดมาเป็นคนที่มาโกะรักเนี่ย... ฉันนี่มันโชคดีจริงๆ”

                เขาจดหน้าผากตัวเองกับโป้งเหน่งของอีกฝ่าย พอทำแบบนี้แล้วปลายจมูกของทั้งคู่ก็ชนกัน รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ริมฝีปาก

                “มนุษย์เราเกิดมาไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ถ้าวันนี้ฉันต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานเพราะไม่ได้รักนาย ฉันคงเสียดายชีวิตตัวเอง นายเข้าใจใช่มั้ยมาโกะ”

                “อื้ม ฉันเข้าใจ... ฉันเองก็เหมือนกัน ต่อไปนี้ฉันจะอยู่ข้างนาย จะไม่ไปไหนแล้ว... ฉันจะทำให้ทุกคนเห็นว่าพวกเรามีความสุขได้”

                “งั้น...”

                ทันทีที่ดวงตาสีดำสนิทฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ริมฝีปากของทั้งคู่ก็ประกบกันอย่างแนบแน่น ไม่มีเสียงพูดใดๆ หลุดรอดออกมาอยู่ครู่ใหญ่

                มาโมรุพลิกกายขึ้นทาบทับพี่ชาย มืออบอุ่นลูบไล้อีกฝ่ายไม่ห่าง

                “ตอนนี้ขอฉันเติมความสุขให้เต็มที่ก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้จะได้มีแรงไปพิสูจน์ความรักให้ทุกคนเห็น”

                มาโกโตะหลับตาพริ้มรับสัมผัสที่ใบหน้าและลำคออย่างเคลิบเคลิ้ม

                “ฉันรักนายจังเลย... มาโมรุ”

                เด็กหนุ่มเบื้องบนหัวเราะคิกใส่ใบหูของพี่ชาย

                “ฉันเปลี่ยนใจแล้วดีกว่า... งั้นฉันของตักตวงความสุขให้เต็มที่จนพรุ่งนี้นายหมดแรงเลยแล้วกัน”

                “ไอ้บ้า... ไม่ได้นะเฟ่ย พรุ่งนี้ฉันมีถ่ายละคร”

                “ช่วยไม่ได้ ก็นายน่ารักเองนี่นา”

                “กะอีแค่บอกรักนายเนี่ยนะ”

                “อื้อ... แต่จะว่าไป นายก็น่ารักของนายอยู่แล้ว”

                หนอย... เด็กปากหวาน... มันเขินนะ

                “อย่างฉันต้องเรียกว่าหล่อต่างหาก...อุ๊บ”

                มาโมรุผนึกปากที่กำลังเถียง ...จะหล่อหรือน่ารักก็เป็นเหตุผลพอที่ฉันจะจับนายกดทั้งนั้นแหละครับ... คุณพี่...

                ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า... พวกเขาไม่อยากคิดอีกต่อไปแล้วว่าพรุ่งนี้จะต้องรับมือกับอะไรบ้าง แต่ช่างเถอะ มันก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ มาถึงเมื่อไหร่ก็แก้ไขกันไป ขอแค่มั่นใจว่าจะไม่ทิ้งกัน... เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ต่อสู้บนหนทางแสนยาวไกลนี้ได้แล้ว

                “มาโมรุ... ฉันสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างนายตลอดไป”

                เด็กหนุ่มกระซิบแผ่วเมื่อร่างของทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

                “มาโกะ... นายบังคับให้ฉัน...”

                ริมฝีปากอุ่นกระซิบตอบจนจบประโยค ทำเอาอีกฝ่ายหน้าร้อนฉ่าขึ้นมา

                “ไอ้เด็กบ้า... พรุ่งนี้ฉันมีถ่ายละครนะ หัดควบคุมอารมณ์ตัวเองซะมั่งสิ”

                “ใครเป็นผม... เจออย่างคุณพี่ก็คุมไม่อยู่หรอกคร้าบ... นายนั่นแหละ หัดน่ารักให้น้อยกว่านี้ซะบ้าง จะทำให้ฉันหลงรักจนแทบคลั่งไปถึงไหน”

                มาโกโตะก้มหน้างุดด้วยความอาย

                ...คิดถูกรึเปล่าเนี่ย ที่มารักหมอนี่...

                แต่ก็ช่างเถอะ มันรักไปแล้วนี่

                ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากรักต่อไปเท่านั้น... ไม่ว่ารักมันจะวุ่นวายซักแค่ไหนก็ตาม แต่ก็จะรักให้ดีที่สุด

                ...รักที่สุด...

 The End

 

edit @ 21 Jan 2008 23:58:28 by ★ひまじん★

  * คำเตือน: fiction เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งแนว Boy's Love หากไม่อยู่ในความสนใจของท่าน กรุณาอย่าอ่าน เพื่อสุขภาพจิตของทั้งท่านและเจ้าของบล๊อก ขอบคุณค่ะ *

 

                เหตุการณ์ในเมืองวันนั้น ทำให้ชีวิตคุณหนูโซเฟียวุ่นวายไม่ใช่น้อย ทั้งข่าวลือเรื่องเธอนิยมชมชอบผู้หญิงด้วยกัน และข่าวที่เธอแย่งแฟนคนอื่น อันที่จริงมันไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ ถ้ายัยเจ๊คนนั้นไม่เอาไปตอกไข่ใส่สีตามที่เธอถนัด

                เจ้าตัวก็น้ำท่วมปาก เธอยังคงต้องการดูดีในสายตาว่าที่แม่สามี จึงไม่อาจบอกความจริงให้ใครรับรู้ได้เลย นอกจากเพื่อนสนิทของเธอคนนั้น เนื่องจากเธอยังคงคาดหวังเรื่องของมาโกโตะอยู่ แต่เมื่อเรื่องมาถึงหูของแม่คู่หมั้น เธอจึงจำเป็นต้องเล่าบางอย่าง และปิดบังบางอย่างไว้ อาทิ... เรื่องที่เธอเตี๊ยมกับเพื่อนเพื่อรนหาที่จะเป็นข่าวเสียเอง

                “นายทำเกินไปนะมาโมรุ”

                เด็กหนุ่มต่อว่าน้องชายหลังจากเพิ่งคุยกับแม่ พวกเขาถูกบังคับให้โทรไปขอโทษคุณหนูโซเฟีย

                “ทำเกินไปตรงไหน? ฉันมีเจตนาจะปกป้องนายนะ”

                “แต่ต้องไม่ใช่วิธีการอะหล่างฉ่างแบบนั้น เกิดใครจับได้ขึ้นมา คนที่ซวยก็คือพวกเรานะ”

                “จับได้? ฉันกับนายอยู่ในชุดแบบนั้นเดินในเมืองทั้งวันยังไม่เห็นมีใครสงสัยอะไรเลย มีแต่คนมองเพราะสวยด้วยซ้ำ”

                “ไม่รู้ล่ะ คราวนี้นายหักหน้าคุณหนูโซเฟีย นายต้องโทรไปขอโทษเขา”

                “เรื่องสิ ฉันไม่ผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย นายอยากทำตามแม่ก็โทรไปเองสิ”

                “ฉันก็ไม่ผิดเหมือนกัน คนทำให้เกิดเรื่องคือนายนะ”

                เสียงโทรศัพท์มือถือของมาโมรุดังขึ้นได้จังหวะพอดี เด็กหนุ่มมองหน้าจอก่อนกดรับสาย

                “ฮัลโหล... สวัสดีครับท่านซายากะ...”

                มาโกโตะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย สุดท้ายก็ต้องปล่อยน้องชายไปคุยกับคู่หมั้นของตัวเองในห้อง

               

                ซายากะโทรมานัดกินข้าวกับมาโมรุ เธอบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย

                นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองออกข้างนอกเพื่อใช้เวลากันสองต่อสองจริงๆ

                มาโมรุไม่ได้แต่งหญิงอย่างทุกทีเพราะพวกเขานัดเจอกันในร้านอาหารเงียบๆ ใกล้บ้าน

                “รอนานรึเปล่าครับ”

                เขาถามหญิงสาวในชุดกิโมโนที่นั่งอยู่ที่มุมสงบภายในร้าน ที่นี่เป็นร้านสเต๊กตกแต่งให้บรรยากาศเหมือนร้านอาหารครอบครัว ผู้คนไม่พลุ่กพล่านเพราะอยู่แถบชานเมือง

                “ไม่หรอกค่ะ ขอโทษมาโมรุซังด้วยนะคะที่เซ้าซี้ให้รีบมา”

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ มีเรื่องสำคัญไม่ใช่เหรอ”

                มาโมรุตอบพลางยิ้มอย่างใจดี

                หลังจากพวกเขาสั่งอาหารไม่นาน สเต๊กสองจานก็ถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า

                มาโมรุคว้ามีดและส้อมเตรียมจัดการอาหารตรงหน้าอย่างร่าเริง ในขณะที่หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ รวบรวมความกล้า

                “คือว่า...” เสียงใสๆ ฟังดูลังเลอยู่เล็กน้อย “ฉันเห็นว่าพวกเราค่อนข้างสนิทกันพอสมควร... มาโมรุซังก็เปิดใจให้กับฉัน... ฉันรู้สึกดีมากๆ ก็เลย...”

                เธอยังไม่แตะต้องอาหารตรงหน้า ก้มมองจานตลอด ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายเหมือนอับอายอะไรบางอย่าง

                “อีกหน่อยท่านซายากะก็จะเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเราแล้ว บอกมาเถอะครับ ไม่ต้องอาย”

                มาโมรุพูดหลังจากกลืนอาหารลงคอ และเริ่มตัดชิ้นใหม่

                “ค่ะ... คือว่า... ขอโทษนะคะ............ แม่...”

                เคร้ง...

                ส้อมที่ปลายกำลังจะเข้าปากเด็กหนุ่มตกกลับไปยังจานเสียงดังลั่นร้าน

                มาโมรุจ้องหญิงสาวตรงหน้าค้างเหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

                “มะ... แม่?...”

                แก้มขาวใสของซายากะแดงจัดเป็นลูกตำลึง

                “ฉันขอโทษค่ะ... จริงๆ แล้ว ฉันรับหมั้นมาโกโตะซังเพราะมีเจตนาแอบแฝง... และนั่นก็คือ... เพื่อได้ใกล้ชิดกับมาโมรุซัง ฉันอยากสนิทกับมาโมรุซังจนสามารถกล่าวคำพูดเมื่อกี้ออกไปได้”

                เธอเขินจัดจนพูดออกมายาวเหยียดเป็นชุดเหมือนสารภาพความจริงบางอย่าง

                “แล้วทำไมถึงต้องพูดล่ะครับ”

                เด็กหนุ่มเองเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก

                “คือว่า... จริงๆ แล้วฉันมีคู่หมายอยู่แล้วค่ะ เรากำลังจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้ แต่ว่ายังไม่สามารถจัดงานแต่งงานได้...”

                ยิ่งทำให้มาโมรุงงหนักเข้าไปอีก เมื่อกี้เพิ่งบอกหยกๆ ว่าอยากใกล้ชิดกับเขา แต่ตอนนี้มาบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เอ๊ะ ยังไง? ไหนจะคำว่า “แม่” อีก

                “เอ่อ... ฉันไม่คิดว่ามาโมรุซังจะเชื่อเรื่องที่ฉันเล่าต่อไปนี้หรอกนะคะ คุณจะเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็ได้ แต่มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของฉัน คือว่า...”

 

                หลายเดือนก่อน...

                ซายากะและว่าที่เจ้าบ่าวของเธอหาฤกษ์สำหรับจัดพิธีแต่งงาน พวกเขาจึงไปปรึกษาโหราจารย์ประจำตระกูล

                ทว่า...

                “ฤกษ์ดีๆ ก็มีอยู่หรอก... แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฤกษ์”

                โหรทักขึ้นหลังจากนำดวงของทั้งคู่มาเทียบกัน

                “ท่านซายากะมีสิ่งที่ผูกมัดอยู่ในชาติปางก่อน ทำให้ชาตินี้ต่อให้แต่งงานสิ่งนั้นก็จะตามมารังควานขัดขวาง”

                “สิ่งนั้นที่ว่าคืออะไรคะ?”

                หญิงสาวรีบถามอย่างร้อนรน เนื่องจากเธอให้ความสำคัญกับคนรักคนนี้มาก เพราะคบหากับเธอยืนยาวที่สุดแล้ว หลังจากเธอต้องมีอันพลัดพรากจาคนรักคนก่อนๆ ในหลายรูปแบบมานับไม่ถ้วน

                โหรซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งร่างทรงจับมือซายากะแล้วหลับตาตั้งสมาธิ ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ลืมตาแล้วพูดต่อ

                “ชาติที่แล้วท่านซายากะร่างกายอ่อนแอล้มป่วยจนเสียชีวิต ทำให้แม่เสียอกเสียใจมาก เธอต้องทรมานอยู่กับการสูญเสียถึงขั้นโกรธแค้นลูกที่ทิ้งแม่ไปก่อน เธอตรอมใจตายอีกหลายปีต่อมา ความโกรธแค้นของเธอที่มีต่อดวงวิญญาณของลูกสาวจึงพุ่งใส่ท่านซายากะ ทำให้ต้องพลัดพรากจากคนรัก เหมือนท่านยังไม่ยอมยกลูกสาวให้ใคร”

                “ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำยังไงบ้างครับ”

                ว่าที่เจ้าบ่าวซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ถามอย่างร้อนรน หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาเองก็อาจเสี่ยงเช่นกัน เพราะคนรักคนก่อนของหญิงสาวบางคนจากกันเพราะเสียชีวิตทั้งที่เพิ่งจะคบกันไม่เท่าไหร่ก็มี

                “คงต้องขอขมา... เพื่อให้วิญญาณของแม่ให้อภัยและยอมรับเจ้าบ่าวของลูก”

                แม้จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ตระกูลเก่าแก่ของซายากะก็เชื่อสิ่งเหล่านี้พอสมควร

                โหรท่านนั้นสัญญาว่าจะทำพิธีเพื่อดูให้ว่าตอนนี้วิญญาณของแม่เมื่อชาติที่แล้วไปอยู่ที่ไหน เขาจะได้เรียกให้มาเข้าร่างเพื่อหญิงสาวได้ขอขมาลาโทษ แล้วเข้าพิธีแต่งงานได้อย่างสบายใจ

 

                หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น

                “หาวิญญาณของแม่เจอรึยังคะ”

                หญิงสาวถามอีกฝ่ายทันทีที่เข้าไปนั่งตรงหน้า

                โหรส่ายศีรษะ

                “เจอแล้วล่ะ... แต่เรียกไม่ได้”

                ซายากะสีหน้าสลดลง

                “ทำไมล่ะคะ?”

                “เพราะท่านไปเกิดแล้ว... หลังจากท่านตายก็ไปเกิดทันที”

                “แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีคะ”

                เมื่อได้ยินคำถาม โหรก็ยิ้มพลางตอบ

                “ไม่ยาก... ก็ไปขอโทษกับเจ้าตัวเสียเลยสิ อันที่จริงท่านซายากะน่าจะรู้ได้โดยทันทีที่เจอคนคนนั้นด้วยซ้ำ เคยเป็นแม่ลูกกันมาก่อน จิตย่อมสื่อถึงกัน...”

                “แล้วคนคนนั้นเป็นใครเหรอคะ?”

                โหรหัวเราะหึก่อนเขียนชื่อด้วยพู่กันใส่กระดาษตรงหน้า

                และทันทีที่หญิงสาวอ่านตัวอักษรนั้น เธอก็เหมือนนึกขึ้นได้ในบัดดล

                มาโมรุ... ใช่แล้ว... ต้องใช่แน่ๆ...

                มิน่าเล่า เธอถึงได้รู้สึกแปลกๆ กับเด็กคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนเมื่อนานแสนาน

                “แสดงว่า... แม่ของฉันเกิดใหม่เป็นผู้ชาย?”

                โหรพยักหน้า

                “คนเราจะเกิดใหม่เป็นเพศอะไร ไม่เกี่ยวกับเพศในชาติที่แล้วหรอก ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าและจิตในขณะที่ใกล้จะตายมากกว่า บางทีเธออาจจะอธิษฐานจิตให้เกิดมาเป็นผู้ชาย เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเรื่องลูกอีกก็ได้”

                ด้วยเหตุนี้... เพื่อพิธีแต่งงานที่ราบรื่นของซายากะ เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้พูดคำว่า “ขอโทษ” กับแม่ในอดีตชาติของเธอ

               

                “จริงๆ แล้วฉันรู้ว่ามันเร็วเกินไปที่จะสารภาพเรื่องนี้กับคุณ... แต่ตอนที่คุณพูดเหมือนกับจะจับคู่ให้ฉันแต่งงานกับมาโกโตะซัง ทำให้ฉันกลัวว่าความเอาแต่ใจของฉันจะทำให้เรื่องมันไปกันใหญ่ ฉันก็เลยคิดว่า... ต่อให้คุณจะมองว่าฉันบ้าหรืองมงาย ฉันก็ต้องบอกคุณเสียที”

                มาโมรุถอนหายใจเฮือกใหญ่

                เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่ทุกสิ่งที่หญิงสาวเล่ามาให้ฟัง แม้ดูไม่มีเหตุผล... แต่ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อหญิงสาวที่ค้างคาอยู่ในใจของเขากระจ่างขึ้นมา

                อย่างงี้นี่เอง... นั่นเป็นคำแรกที่ผุดขึ้นในสมองของมาโมรุ

                “คุณคง... ไม่เชื่อฉันสินะ”

                “เปล่า... เพียงแต่... เจ้าบ่าวของท่านซายากะ... เป็นใครเหรอครับ”

                เด็กหนุ่มอยากรู้ขึ้นมาทันที

                ซายากะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วกดโชว์ภาพที่เธอถ่ายคู่กับว่าที่เจ้าบ่าวให้ดู

                มาโมรุมองหน้าจอมือถือ รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

                “หน้าตาดีนะครับ ท่าทางใจดีด้วย”

                “ค่ะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี เข้าอกเข้าใจฉันและครอบครัวมากๆ”

                แหงล่ะ... ถ้าไม่ใช่คนประเภทนั้น คงโวยวายตั้งแต่ซายากะพาไปหาฤกษ์และเจออุปสรรคบ้าๆ นี่แล้ว

                “แล้วนี่... เขารู้รึเปล่าครับ ว่าคุณหมั้นกับมาโกโตะ”

                หญิงสาวพยักหน้า

                “ค่ะ... เขาเข้าใจฉันทุกอย่าง จริงสิ... เขารู้เรื่องที่เราแต่งคอสเพลย์ไปถ่ายรูปด้วยนะ แล้วยังบอกเลยว่าอยากรู้จักคุณแม่คนก่อนของฉันด้วย”

                ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที

                มาโมรุยิ้มอย่างยอมแพ้... นี่สินะ เด็กผู้หญิงเวลามีความรัก

                เขาเอื้อมมือไปดึงมือเรียวบางของอีกฝ่ายมากุม

                “ถ้าอย่างนั้น... ก็ได้ครับ... แม่ก็แม่... แม่ขอให้ลูกมีความสุขกับชีวิตคู่นะ แม่จะให้อภัยลูกทุกอย่าง”

                เด็กหนุ่มพูดได้แค่นั้นเพราะรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าต้องมาเป็นแม่ใคร... โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่าตัวเองหลายปีแบบนี้ ที่สำคัญ...ต่อให้สิ่งที่หญิงสาวพูดเป็นเรื่องจริง เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นเธอแต่อย่างใด เรื่องของชาติที่แล้วอะไรนั่นจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ จำอะไรไม่ได้แล้วนี่นา

                ทว่าเพียงแค่นั้น หญิงสาวก็ถึงกับน้ำตาซึม

                “ไม่เอาน่า... อย่าร้องไห้สิครับ... ผมยินดีด้วยนะ ว่าแต่คุณจะทำยังไงต่อไป... ให้ผมอธิบายให้มาโกโตะฟังมั้ย”

                มาโมรุน้ำเสียงใจดีจนแม้แต่ตัวเองยังสงสัย

                “ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงฉันก็ต้องถอนหมั้น ฉันคงต้องขอโทษคุณแม่ของพวกคุณด้วย”

                “เรื่องเล็กน่า บ้านเรายังมีเรื่องใหญ่กว่านั้นที่ทำให้แม่หัวปั่นได้อีก”

                เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ เมื่อหญิงสาวมองอย่างฉงนเขาจึงพูดต่อ

                “คือว่า จริงๆ แล้ว...”

 

                 หลังจากรับประทานอาหารด้วยกันเสร็จ ซายากะก็ไปส่งเด็กหนุ่มที่บ้าน

                มาโมรุเห็นแสงลอดผ่านหน้าต่างห้องพี่ชาย ก็แน่ใจว่ามาโกโตะกลับมาแล้ว

                “เข้าบ้านก่อนสิครับ”

                เมื่อหญิงสาวเดินลงมาจากรถ เขาก็รู้สึกว่าเจ้าของห้องนั้นกำลังแหวกผ้าม่านมองพวกเขาเช่นกัน

                มาโมรุให้ซายากะนั่งรอในห้องรับแขกก่อน ดูเหมือนนอกจากเด็กหนุ่มในห้องนอนแล้ว ก็ไม่มีใครอยู่บ้าน สงสัยคงพากันออกไปซื้อของ

                ประตูเปิดออกหลังจากเสียงเคาะไม่กี่วินาที ร่างสูงเดินเข้าไปแล้วกอดอ้อนพี่ชายเหมือนเด็กเล็กๆ

                ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากคนตรงหน้า ยกเว้นคำพูดประชดกลับมา

                “ไปเดทกันมาสนุกมั้ยล่ะ”

                เด็กหนุ่มยิ้มที่มุมปาก

                “หึงเหรอ...  มาโกะ”

                เสียงกระซิบที่ข้างหูทำเอาอีกฝ่ายหน้าแดงขึ้นมาอย่างหยุดไม่อยู่

                “บ้าน่า... ทำไมฉันต้องหึงด้วย ก็นายออกไปกับท่านซายากะเป็นปกติอยู่แล้วนี่”

                “แต่วันนี้ฉันไม่ได้แต่งหญิงออกไปนะ... และต่อจากนี้ไปคงไม่มีมาโมรุเวอร์ชั่นผู้หญิงอีกแล้วด้วย”

                “.........”

                มาโกโตะปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นมาทันใด

                หมายความว่า... มาโมรุจะคบกับท่านซายากะอย่างเปิดเผยแล้ว?

                “ท่านซายากะมีเรื่องอยากคุยกับนายแน่ะ...”

                เด็กหนุ่มจดหน้าผากตัวเองลงบนหน้าผากของอีกฝ่าย

                “เธออยากจะถอนหมั้น...”

                วูบหนึ่งในหัวของมาโกโตะว่างเปล่า แม้วงแขนของคนที่กอดเขาอยู่จอบอุ่นสักแค่ไหน แต่เขากลับเย็นวาบไปทั้งตัว ดวงตาที่เหลือบขึ้นจ้องใบหน้าอีกฝ่ายสั่นระริกจนต้องเบือนสายตาไปทางอื่น

                มาโมรุเจอผู้หญิงที่จริงจังด้วยแล้วสินะ

                ต่อจากนี้ไปครอบครัวเราคงจะไม่มีปัญหาอีก... พ่อแม่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็จะสบายใจขึ้นเสียที... มาโมรุก็คงจะไม่มาวอแวกับเขา เขาเองก็โล่งใจที่คนรักของน้องชายเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อม

                เขาควรจะโล่งใจ... เขาควรจะดีใจที่น้องชายจอมดื้อคิดได้เสียที

                ต่อไปนี้มาโมรุคงไม่มาอ้อนเขาอีก... คงไม่มานอนกับเขาอีก... จะได้นอนคนเดียวอย่างสบายใจ

                คนเดียวงั้นเหรอ... เหลือเขาอยู่คนเดียวแล้ว...

                เหลือแต่เขาคนเดียวที่โกหกตัวเองว่าเข้มแข็งมาตลอด ทั้งๆ ที่รักและต้องการคนคนนี้มากกว่าใครๆ

                นี่คือผลจากการปฏิเสธหัวใจตัวเอง... ผลจากการทำร้ายจิตใจคนที่ตัวเองรักมากที่สุด...สินะ

                เขาผลักตัวเองออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย

                “ยินดีด้วยนะมาโมรุ... ในที่สุดนายก็เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเสียที”

                “อื้ม... ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าฉันคิดยังไงกับท่านซายากะ”

                มาโกโตะหันหลังให้ เขารู้สึกว่าถ้าพูดอะไรออกไปตอนนี้คงเสียงสั่นเครือจนอีกฝ่ายจับได้แน่

                ทว่าวงแขนที่เขาเพิ่งผลักไสกลับไล่ตามมาโอบลำตัวจากด้านหลัง

                พอเถอะ... มาโมรุ... ฉันไม่ต้องการการปลอบใจ ต่อจากนี้ไปเขาไม่คู่ควรกับอ้อมกอดนี้อีก

                คิดพลางขืนตัวออกห่างจากร่างสูง ทว่าวงแขนนั้นกลับดึงดันที่จะรั้งตัวเขาไว้

                “ปล่อย... มาโมรุ...”

                มาโกโตะเริ่มเบ้หน้าเพราะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

                “ทำไมนายต้องหนีฉันอยู่เรื่อย... ทั้งที่นายรักฉันขนาดนี้”

                เด็กหนุ่มหน้าร้อนวูบเมื่อได้ยิน เขาอยากพูดอะไรบางอย่างเพื่อปฏิเสธ แต่สมองกลับไม่ทำงานขึ้นมาดื้อๆ

                “ตะ... แต่นายรักท่านซายากะแล้วนี่... ต่อจากนี้ไปอย่าทำแบบนี้กับฉันอีกเลย...”

                เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ผ่านหน้าอกของอีกฝ่าย

                “ใช่แล้วล่ะ... ฉันเพิ่งรู้ตัวเองว่าฉันรักท่านซายากะ ตอนนี้ทุกอย่างสำหรับฉันไม่มีอะไรคลุมเครืออีกต่อไปแล้ว... แต่ไม่ว่าฉันจะรักใครก็ตาม ฉันก็จะกอดนายแบบนี้... เพราะนายเป็นของฉัน”

                “เด็กดื้อ... คนเห็นแก่ตัว...”

                มาโกโตะพึมพำเบาๆ

                “นายจะด่าอะไรฉันก็ช่าง... มาโกะ... ฉัน...ขอโทษ ฉันขอโทษที่ก่อนหน้านี้ฉันบอกว่าจะให้นายแต่งงานกับท่านซายากะ ฉันไม่น่าพูดให้นายเสียใจแบบนั้นเลย”

                หนอย... แล้วคิดว่าตอนนี้ฉันไม่เสียใจอย่างงั้นเหรอ...

                “ใครเสียใจกับคำพูดของนายกัน? ท่านซายากะเป็นคู่หมั้นฉัน ซักวันเราก็ต้องแต่งงานกันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”

                “แต่ต่อจากนี้นายไม่ต้องแต่งงานกับเธอแล้วล่ะ เพราะเธอจะถอนหมั้นกับนาย”

                “เพื่อคบกับนายแทนสินะ”

                เสียงที่ลอดริมฝีปากที่เด็กหนุ่มกัดเม้มสะกดอารมณ์เอาไว้แหบพร่าและแผ่วเบา

                “ไม่ใช่”

                มาโมรุตอบสั้นๆ อย่างหนักแน่น

                “ท่านซายากะกำลังจะแต่งงาน”

                มาโกโตะเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เขายอมหันไปมองอีกฝ่ายโดยไม่ทันได้สนใจว่าหยาดน้ำใสๆ ไหลลงสองข้างแก้มเป็นทางอย่างไม่รู้ตัว

                มาโมรุยิ้มอ่อนโยนให้พี่ชาย เขาเช็ดน้ำตาให้แล้วจูบเบาๆ ที่สองพวงแก้มเหมือนปลอบขวัญ

                “ท่านซายากะมีเหตุผลที่ต้องหมั้นกับนาย... เธอมารอเพื่อจะขอโทษและอธิบายทุกอย่าง ออกไปคุยกับเธอนะ”

                เด็กหนุ่มมึนงงไปหมด นี่มันเรื่องอะไรกัน...

                “ยังยืนอึ้งอยูได้ หรือว่านายอยากอยู่กับฉันสองต่อสอง จะได้ออกไปบอกท่านซายากะให้กลับไปก่อน”

                มาโมรุเปลี่ยนน้ำเสียง เรียกสติพี่ชาย

                มาโกโตะผลักอกร่างสูงออก แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาดูกระจกก่อนเดินออกจากห้องด้วยความเขินระคนหมั่นไส้

 

                คำอธิบายของซายากะทำให้มาโกโตะอึ้งไปหลายวินาที

                เหมือนกำลังนั่งฟังคนเล่านิทานกลับชาติมาเกิดซักเรื่อง... แต่สุดท้ายเมื่อเห็นท่าทางยอมรับแต่โดยดีของมาโมรุ เด็กหนุ่มก็จำต้องทำใจ

                เรื่องแบบนี้... คงมีแต่ทั้งคู่เท่านั้นที่สัมผัสได้

                ไม่ต่างกับความรักของพวกเขาที่แม้คนรอบข้างจะไม่เห็นด้วย แต่มันก็เกิดขึ้น มีอยู่จริง และมีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่รับรู้ถึงความรักที่มีให้กัน

                ซายากะคืนแหวนหมั้นให้กับมาโกโตะ ปัญหาสุดท้ายของเธอคือจะขอโทษคุณแม่ของเด็กหนุ่มอย่างไร แต่ในเมื่อเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แม่ของพวกเขาก็คงต้องยอมรับอยู่ดี ในเมื่อพิธีแต่งงานของเธอกำหนดขึ้นมาแล้วในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

                แน่นอนว่าเธอเชิญมาโกโตะและมาโมรุไปเป็นเกียรติในงานด้วย

               

                ซายากะกลับไปก่อนที่จะได้เจอคนอื่นๆ ในครอบครัว เธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้กลับไปตั้งหลักเพื่อคิดหาวิธีเหมาะในการขอโทษแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

                มาโมรุดึงแขนพี่ชายเข้าห้องตัวเองทันทีที่ส่งหญิงสาวออกจากบ้านเรียบร้อย

                “โอ๊ย... มาโมรุ เบาๆ ก็ได้”

                เด็กหนุ่มดึงข้อมือตัวเองออกขณะอีกฝ่ายกดล็อกประตู

                “เรามีอีกเรื่องที่ต้องคุยกันนะมาโกะ”

                มาโมรุดันพี่ชายจนหลังชิดกำแพงแล้ววางมือไว้เหนือไหล่ของอีกฝ่ายเหมือนไม่ยอมปล่อยให้ไปไหน

                “เรื่องอะไร”

                เด็กหนุ่มถามพาซื่อ

                “เมื่อกี้... นายหึงใช่มั้ย”

                มาโกโตะเบือนหน้าหลบสายตาจริงจังของอีกฝ่ายที่มองลงมา

                “ยอมรับมาดีๆ เถอะน่า”

                มือใหญ่เชยคางพี่ชายขึ้นมาสบสายตา

                “เออ... ใช่ ฉันหึงนาย พอใจรึยัง”

                มาโกโตะพูดเสียงแดกดันด้วยความโมโหระคนอับอาย ทว่าร่างสูงใหญ่ตรงหน้ากลับโผเข้ากอดเขาแน่นจนไม่ทันตั้งตัว

                “ฉันดีใจจังที่นายหึงฉัน”

                เด็กหนุ่มได้แต่อึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

                “ต่อจากนี้ไปอย่าผลักไสฉันอีกนะมาโกะ... สัญญาได้มั้ย ว่าเราจะสู้ด้วยกัน ให้ทุกคนยอมรับเราให้ได้ ฉันจะไม่ยอมยกนายให้ใครง่ายๆ หรอก”

                “ใครผลักไสใครกันแน่ แล้วคนที่ยกฉันให้ท่านซายากะง่ายๆ คือนายเองไม่ใช่เหรอ”

                มาโกโตะสวนกลับไปบ้าง

                “ฉันขอโทษ... ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว... ฉันจะหวงมาโกะให้ถึงที่สุด”

                เจ้าเด็กขี้อ้อนทำเสียงหงิงๆ เหมือนลูกหมาโดนทิ้ง

                เด็กหนุ่มยิ้มบางๆ แล้วกอดตอบเจ้าตัวดี

                “ฉันยอมแพ้นายแล้ว... มาโมรุ... ฉันสัญญาว่าฉันจะเคียงข้างนายไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะเป็นคนรักกันตลอดไปนะ”

                แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย แต่อ้อมแขนของมาโมรุยังคงอบอุ่นและปลอดภัยเสมอ

                มาโกโตะหลับตาพริ้ม เพลิดเพลินกับสัมผัสที่โหยหาอยู่ตลอดเวลา มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อหลังสัมผัสกับที่นอนเรียบร้อย

                “เฮ้ย... มาโมรุ ฉันยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ... นายก็ด้วย”

                “ฉันไม่รอแล้วล่ะ อยากกอดมาโกะสุดๆ เลยนี่”

                พูดพลางพรมจูบทั่วพวงแก้มใส มือซุกซนสอดใต้เสื้อลูบไล้ผิวกายของอีกฝ่าย

                “นายนี่ เอะอะก็มาจบที่เรื่องแบบนี้อยู่เรื่อย”

                มาโกโตะขืนตัวออกจากอีกฝ่าย

                “ก็นายอยากน่ารักทำไมล่ะ ที่สำคัญ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน ฉันก็ต้องรีบฉวยโอกาสก่อนที่ทุกคนจะกลับมาสิ”

                “อย่ามาพูดดีหน่อยเลย ต่อให้คนอยู่กันเต็มบ้านนายก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรอยู่แล้ว”

                ร่างสูงเบื้องบนฉีกยิ้มเล็กน้อย

                “ใครว่าล่ะ... ฉันก็รักและเกรงใจทุกคนนะ แต่นายมันดันเสน่ห์แรงเองนี่นา ฉันอดใจไม่ไหวทุกที”

                หนอย... ไอ้เด็กคนนี้... ไปหัดพูดจาหวานเลี่ยนแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คนมันเขินนะเฟ่ย

                มือเรียวบางหยุดการขัดขืน เปลี่ยนมาเป็นปลดกระดุมเสื้อให้อีกฝ่ายแทน

                มาโมรุหยุดการโลมเล้าในตอนแรก เปลี่ยนมาเป็นจ้องมองกิริยานั้นอย่างหลงใหล ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเขินอายมากกว่าเดิม

                “สวยจังเลย... มาโกะ... นายเป็นภรรยาที่ฉันภูมิใจสุดๆ เลยรู้มั้ย”

                “ถ้านายไม่หยุดพูดล่ะก็ ฉันจะกลับห้อง ปล่อยให้ค้างอยู่อย่างนี้แหละ”

                ร่างที่เล็กกว่าหันมาแหวใส่ คนตัวใหญ่กว่าหัวเราะหึเบาๆ ก่อนก้มลงบรรจงจุมพิตบนริมฝีปากอย่างอ่อนหวาน

                มาโกโตะหลับตาปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์

                ...พระเจ้าครับ... หากท่านมีจริง ขอให้ความสุขเล็กๆ ของพวกเราคงอยู่แบบนี้ตราบนานเท่านานด้วยเถอะครับ...


To be continued...

| ตอนต่อไป |

 

edit @ 22 Jan 2008 00:00:52 by ★ひまじん★